Friday, 5 June 2026
TodaySpecial

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254

9 มกราคม 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานแรกเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระย

(9 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 เป็นวันสำคัญของกรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือ "สะพานพุทธ" กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร นับเป็นสะพานแรกที่เชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีอย่างแท้จริง

สะพานพระพุทธยอดฟ้าไม่ใช่แค่สะพานรถยนต์ แต่เป็นพระบรมราชานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 ผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และสะพานนี้ยังออกแบบเป็นสะพานเหล็กแบบเปิด–ปิด (bascule bridge) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในยุคนั้น

หลังเปิดใช้งานในวันที่ 6 เมษายน 2475 ความสะดวกในการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สองฝั่งเมืองกลายเป็น "เมืองเดียวกัน" การข้ามฝั่งจาก ย่านสำเพ็ง บ้านหม้อ เสาชิงช้า ไปยังฝั่งธนบุรีง่ายขึ้นอย่างมาก สะพานแห่งนี้จึงเป็นทั้งสะพานทางสังคมและเศรษฐกิจ

พิธีวางศิลาฤกษ์มีการประกอบพิธีทางศาสนาและบวงสรวงโดยพระสงฆ์และพราหมณ์ พร้อมกับพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ที่มีการฝังเอกสารและเครื่องหมายรัชกาลไว้ใต้ฐานรากสะพาน ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นยุคใหม่ของเมืองหลวง

แม้ประเทศจะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สะพานพระพุทธยอดฟ้ายังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางรถยนต์และจุดชมวิวที่สะท้อนประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านของเมืองหลวงไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/eGilT

10 มกราคม 2489 ‘สหประชาชาติ’ จัดประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก ชาติมาพบกันกลางลอนดอน โดยมีตัวแทนจาก 51 ชาติ เข้าร่วม เปิดทางให้ไมโครโฟนแทนปืน

(10 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เป็นวันเปิดประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก ณ Methodist Central Hall ในลอนดอน ท่ามกลางความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวแทนจาก 51 ประเทศมารวมตัวกันไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อกำหนด "กติกาโลกใหม่" ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความหมาย ทั้งที่เมืองยังมีร่องรอยจากระเบิดและความวุ่นวายแต่โลกก็พยายามสลับจาก “การยิงปืน” มาเป็น “การพูดคุยด้วยไมโครโฟน” ในเวทีที่ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 'เคลเมนต์ แอตต์ลี' เปิดประชุมเน้นย้ำถึงความร่วมมือป้องกันสงครามและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

สมัชชาใหญ่แตกต่างจากคณะมนตรีความมั่นคงตรงที่ทุกประเทศมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะประเทศใหญ่หรือเล็ก และเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ที่ประเทศเล็กสามารถมีเสียงในเวทีโลกครั้งแรก โดยมี 'ปอล-อ็องรี สปาก' จากเบลเยียม เป็นประธานที่ประชุมคนแรก

วาระสำคัญคือการเริ่มจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์และปัญหาผู้ลี้ภัยหลังสงครามโลก ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การก่อตั้งโครงสร้างช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสากลอย่าง 'UNHCR' และวางรากฐานแนวทางควบคุมอาวุธในระดับพหุภาคี

สมัชชาใหญ่ครั้งแรกเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกที่ประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลักอีกต่อไป แต่จะใช้การโต้เถียงและลงมติโดยสันติแทน นับเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในเวทีสันติภาพโลก

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/january-10/first-meeting-of-the-united-nation

11 มกราคม 2552 ย้อนอดีตเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่มีสีสันมากที่สุด คนกรุงโหวต “สุขุมพันธุ์” ขึ้นนั่งผู้ว่าฯ ชนะกลางศึก ปชป.–เพื่อไทย ผู้สมัครใหม่สร้างสีสันการเมืองกรุง

(11 ม.ค. 52) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งพิเศษในวันที่ 11 มกราคม 2552 กลายเป็นหมุดหมายการเมืองสำคัญ เมื่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หรือ 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งขึ้นครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติที่มีการแตกขั้วอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.กลางคัน เนื่องจากถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม้เขาจะยืนยันความบริสุทธิ์แต่แรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การลาออกและการเลือกตั้งใหม่

สนามเลือกตั้งรวบรวมผู้สมัครจากหลากหลายฝ่าย เช่น 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์, 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี' จากพรรคเพื่อไทย, 'หม่อมปลื้ม' ผู้สมัครอิสระ และผู้ตรวจสอบจากกลุ่มกรุงเทพฯ ใหม่ โดยโพลและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงนำโด่งในคะแนน

ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า 'คุณชายหมู' ได้คะแนนประมาณ 45.4% ทิ้งห่างอันดับสองเกือบ 3 แสนเสียง ส่งสัญญาณว่าแม้การเมืองระดับชาติจะแตกขั้ว แต่ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถทะลวงฐานเสียงเมืองหลวงได้เต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการเลือกตั้งและการทดสอบพลังทางการเมืองในกรุงเทพฯ และสะท้อนภาพรวมที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นฐานมั่นของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคของ 'คุณชายหมู' ที่บริหารกรุงเทพฯ ถึงสองสมัยติดต่อกัน

13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" รำลึกจุดเริ่มต้นฟ้าไทย จากเครื่องบิน 8 ลำ ยุครัชกาลที่ 6 สู่การบินที่เชื่อมต่อโลก จุดเปลี่ยนความมั่นคง เศรษฐกิจไทย

(13 ม.ค. 69) ในวันที่ 13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการบินไทยที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 ด้วยเครื่องบิน 8 ลำ และนักบิน 3 นายที่ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการบินในยุคใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งแผนกการบินในกระทรวงกลาโหม และส่งนายทหารไปฝึกวิชาการบินที่ฝรั่งเศส ขณะที่รัฐบาลซื้อเครื่องบินเข้าประจำการเครื่องแรกเพื่อเสริมสร้างกองทัพอากาศไทย

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบินครั้งแรกของนายทหารไทย ซึ่งเป็นการประกาศว่า สยามพร้อมเข้าสู่ยุคการบินและมีกำลังทหารอากาศของตนเอง โดยมีการแสดงยุทธวิธีทางทหารและโปรยกระดาษถวายพระพรจากท้องฟ้า

"การบินไม่ใช่แค่เรื่องของนักบิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ" จึงเป็นวันที่เตือนใจถึงการกล้าเสี่ยงและก้าวไกลทางเทคโนโลยีของคนไทย ที่ช่วยสร้างระบบการบินในประเทศไทยขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดพิธีวางพวงมาลาถวายพระเกียรติและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้และระลึกถึงความสำคัญของอากาศยานและฟ้าไทยในวันนี้

ที่มา : https://url.in.th/TYsci

14 มกราคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” หมุดหมายมาตรการป่าไม้ไทย ชวนสังคมดูแลต้นน้ำ ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ

(14 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ประเทศไทยกำหนดให้เป็น "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" เพื่อเตือนใจสังคมว่าป่าไม้คือฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

วันที่ 14 มกราคมได้รับการกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2532 ที่มีการประกาศใช้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายด้านป่าไม้ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายในการจัดการป่าและระบบสัมปทาน ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2533 ให้วันที่ 14 มกราคมเป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพื่อย้ำให้สังคมร่วมกันปกป้องป่าไม้

เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2531 เป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ป่าช่วยดูดซับน้ำและปกป้องหน้าดิน ลดความเสียหายจากน้ำหลากและดินถล่ม เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

คุณค่าของป่าไม้อยู่ที่บริการระบบนิเวศ เช่น การรักษาวัฏจักรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และการกักเก็บคาร์บอน หากป่าลดลง ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไม่ใช่แค่ทรัพยากรหายไป แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ

แม้จะมีความพยายามรณรงค์ แต่ป่าไม้ของไทยยังเหลือเพียงประมาณ 31.46% ของพื้นที่ประเทศ (ข้อมูลปี 2567) ดังนั้น การดูแลป่าจึงต้องเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งเดียว แต่ต้องต่อเนื่องทั้งการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา : https://www.forest.go.th/songkhla13/14-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84/

15 มกราคม 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์วีรสตรีโคราช ตั้งหน้าประตูชุมพลสำคัญ กลายเป็นมรดกแห่งชาติไทย

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ "ย่าโม" ถูกเปิดเผยที่หน้าประตูชุมพลในเมืองนครราชสีมาในช่วงต้นปี พ.ศ. 2477 โดยวันนี้ 15 มกราคมถือเป็นวันสำคัญของพิธีเปิดซึ่งถูกจดจำและสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

"ท้าวสุรนารี" มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารีในปี 2370 อนุสาวรีย์ที่สร้างในปี 2476 โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิตนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนโคราช

รูปหล่อทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร วางอยู่บนฐานไพที ตรงหน้าประตูชุมพลที่เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ช่วยยืนยันความสำคัญของทำเล ทางราชการยังบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีในฐานอนุสาวรีย์ในปี 2510 เช่นกัน "อนุสาวรีย์ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของเมือง" ตามคำกล่าว

อนุสาวรีย์ย่าโมยังกลายเป็นเวทีสาธารณะและวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถร่วมระลึกถึงวีรกรรมได้ทุกวัน และส่งผลต่อประเพณีงานฉลองที่เรียกว่า "งานย่าโม" ซึ่งจัดทุกปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน

นอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารียังถูกกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นโบราณสถานของชาติในปี 2480 ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่าที่สำคัญของนครราชสีมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่รัฐรับรองและคุ้มครอง

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/n2W7g1z9xx32

16 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" ย้ำคุณค่าครูคือรากฐานชาติ เชิดชูคนสร้างคน เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

(16 ม.ค. 69) ทุกปีวันที่ 16 มกราคมถูกกำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" เพื่อให้สังคมยกย่องและรำลึกถึงพระคุณครูที่สร้างคนและรองรับการเติบโตทางปัญญาของเด็กไทย ปี 2569 นี้ถือเป็นครั้งที่ 70 ของงานวันครูซึ่งจัดขึ้นโดยคุรุสภาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ธีม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดวันครูมีรากฐานจาก "พระราชบัญญัติครู" ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างระบบวิชาชีพครูไทยและการก่อตั้งคุรุสภา คุรุสภาจึงเป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลด้านจรรยาบรรณและพัฒนาครู ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ โดยมีการจัดงานครั้งแรกในปี 2500

วันครูไม่ใช่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหมายเชิงสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งยืนยันคุณค่าและบทบาทของครูในการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมกตัญญูของสังคม และเชิญชวนให้มองเรื่องสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มที่

สำหรับปีนี้งานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคจัดในรูปแบบผสมผสานทั้ง on-site และออนไลน์ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่อง สัปดาห์วันครู 11-17 มกราคม 2569 โดยมีพิธีบำเพ็ญกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คำชวนที่สะท้อนความหมายของวันครูปีนี้คือ "น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู" ซึ่งเป็นความจริงใจและการกระทำที่ต่อเนื่องที่มีค่ามากกว่าของขวัญราคาแพง

ที่มา : bangkokbiznews.com/sustainability/education/1213714

17 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” วันแห่งศิลาจารึกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากตำนานสู่หลักฐาน มรดกไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำคุณค่ามรดกเอกสารโลก

(17 ม.ค. 69) วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" เพื่อรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสมัยสุโขทัยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสารของโลกโดยยูเนสโกในปี 2003

ศิลาจารึกนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานสําคัญที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองและการปกครองสมัยสุโขทัย แต่ยังช่วยยืนยันพัฒนาการของอักษรไทยและการสร้างรัฐในยุคนั้น และวันที่ 17 มกราคมยังเป็นวันที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เสด็จไปค้นพบจารึกในปี พ.ศ. 2376

แม้จะมีข้อถกเถียงในความแท้จริงของศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเคยถกกันในวงวิชาการ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทั้งความเคารพและการตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ในทางปฏิบัติ จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานการศึกษาจะจัดกิจกรรมรำลึก เช่น พิธีสักการะบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ การแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ และงานวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้วันสำคัญนี้เป็นทั้งวันแห่งความศรัทธาและการเรียนรู้

ดังนั้น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ไม่ใช่เพียงวันรำลึกบุคคล แต่เป็นวันของ "หลักฐาน" ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลาจารึกที่ยังมีชีวิตในแง่การตีความและการรักษาความทรงจำของชาติในโลกยุคข่าวสารรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14628

18 มกราคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันกองทัพไทย” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รำลึกวันยุทธหัตถี วันสำคัญแห่งการปกป้องแผ่นดิน สะท้อนการเสียสละของกองทัพไทย

(18 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น "วันกองทัพไทย" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วันยุทธหัตถี" และ "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" วันสำคัญที่รำลึกเหตุการณ์ชัยชนะครั้งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

วันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การระลึกถึงวีรกรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดพิธีวางพานพุ่มและบวงสรวง และถือเป็นวันหยุดราชการในหน่วยงานบางส่วน

วันกองทัพไทยตั้งอยู่บนการประเมินวันตามหลักฐานพงศาวดารโดยเทียบกับปฏิทินสุริยคติ ยืนยันวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 สะท้อนความพยายามทบทวนประวัติศาสตร์และหลักฐานอย่างรอบคอบ ความเปลี่ยนแปลงการกำหนดวันตั้งแต่ 8 เมษายน และ 25 มกราคม สู่วันที่ถูกต้องนี้ เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรีในปี 2548 และ 2549 ที่ให้วันที่ 18 มกราคม เป็นวันยุทธหัตถีและวันกองทัพไทยตามลำดับ

แม้วันกองทัพไทยจะมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ แต่ความหมายในยุคปัจจุบันชวนให้สังคม "มองประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐาน" และย้ำถึงความเสียสละของกำลังพลทหาร "เป็นวันชวนคิดมากกว่าวันพิธี" ที่สะท้อนความจำชาติถูกทบทวนและสื่อสารใหม่ต่อคนรุ่นหลัง

"วันกองทัพไทยไม่ใช่เพียงวันรำลึก แต่เป็นวันที่บอกเล่าถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในฐานะผู้พิทักษ์แผ่นดินและส่งต่อความภาคภูมิใจในวีรกรรมของทหารไทย" คำกล่าวสะท้อนความหมายของวันสำคัญนี้

ที่มา : https://www.crma.ac.th/18-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top