Friday, 5 June 2026
TodaySpecial

28 ธันวาคมของทุกปี “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” วันรำลึกวีรบุรุษชาติ พาแผ่นดินไทยลุกขึ้นจากซากสงคราม ฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจและศาสนา

(28 ธ.ค. 68) ทุกปีในวันที่ 28 ธันวาคม ไทยรำลึก "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" วีรบุรุษผู้กู้ชาติ ที่ไม่ยอมปล่อยให้แผ่นดินไทยสิ้นไปพร้อมกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310

หลังกรุงแตก "พระยาตาก" หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ได้หนีจากศึกสงครามแต่เลือกฝ่าด่านศัตรูมุ่งสู่เมืองจันทบุรี เริ่มสะสมกำลังพล อาวุธ และวางแผนกอบกู้ชาติจนกลับมาตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2310

พระองค์ฟื้นฟูแผ่นดินที่แตกแยก รวบรวมหัวเมืองจากภาคกลางและภาคเหนือให้กลับเป็นหนึ่งเดียว พร้อมฟื้นเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงคราม และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาติ เพราะเชื่อว่า "ถ้าผู้คนหมดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ บ้านเมืองก็ยากจะกลับมายืนอย่างมั่นคงได้"

ทุกปีในวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หน่วยงานราชการจัดพิธีวางพวงมาลา และจัดกิจกรรมรำลึกที่กรุงธนบุรีและจังหวัดสำคัญต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนของคนไทยได้ย้อนระลึกวีรบุรุษในอดีต พร้อมตั้งคำถามเตือนใจว่า "ถ้าประเทศต้องการเราในแบบของยุคนี้…เราพร้อมจะก้าวออกมาแค่ไหน?"

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงไม่ใช่แค่วันสำคัญ แต่เป็นการสะท้อนความกล้าหาญ ที่คนไทยยังต้องยึดถือเป็นต้นแบบเพื่อฟื้นฟูชาติในทุกวิกฤติที่เผชิญในยุคปัจจุบัน

ที่มา : https://www.dhr.go.th/post/publicity/503

29 ธันวาคม 2456 ไทยลุยบินครั้งแรก จุดเริ่มต้นบินไทย เครื่องบินไทยลำแรกขึ้นบินกลางกรุงเทพฯ นักบินไทย 3 นายฝึกบินจากฝรั่งเศส สนามม้าสระปทุมกลายเป็นสนามบินแรก

(29 ธ.ค. 56) วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยบินเครื่องบินของตัวเองเป็นครั้งแรกที่สนามม้าสระปทุม กลางกรุงเทพฯ นักบินไทยสามนายได้ทดสอบบินเครื่องบิน 8 ลำที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2454 นักบินชาวเบลเยียม ชาร์ลส์ แวน เดน บอร์น ได้นำเครื่องบินปีกสองชั้นบินโชว์ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้กองทัพบกมองเห็นความสำคัญของการบินและจัดตั้งแผนกการบินขึ้น พร้อมส่งนักบินไทย 3 นายไปฝึกที่ฝรั่งเศส และสั่งซื้อเครื่องบิน 8 ลำ

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2456 นักบินไทยทั้งสามนายได้ทำการบินทดสอบเองครั้งแรก เครื่องบินค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นสนามบินสระปทุม สร้างความตื่นเต้นแก่ประชาชนที่มาชม และถือเป็นการเปิดศักราชการบินในประเทศไทย โดยสนามม้าสระปทุมถูกแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว

หลังจากนั้น พื้นที่สนามม้าสระปทุมไม่เหมาะสำหรับขยายการบิน จึงย้ายไปที่ทุ่งดอนเมือง ซึ่งกลายเป็นสนามบินหลักและก่อกำเนิดกองทัพอากาศไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศ ช่วงเวลานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "ยุทธศาสตร์ทางอากาศ" ของไทย

แม้วันการบินแห่งชาติในปฏิทินจะอยู่วันที่ 13 มกราคม แต่วันที่ 29 ธันวาคม 2456 คือวันที่คนไทยได้เริ่ม "เหาะได้" อย่างแท้จริง สะท้อนถึงความภูมิใจและการพัฒนาที่ต่อเนื่องของวงการการบินไทยจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/royalthaiarmyRTA/posts/

30 ธันวาคม 2498 วันสุนทรภู่กลับบ้านเกิด วางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์กลางแกลง เปลี่ยนกวีในตำราให้ยืนเด่นบนผืนดินระยอง ประกาศกวีเอกเป็นสมบัติชาติ

(30 ธ.ค. 98) วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2498 รัฐไทยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อยืนยันบทบาทของกวีเอกในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้กับสุนทรภู่บนแผ่นดินจริง

ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยใช้วัฒนธรรมและสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างชาติ การยกย่องบุคคลในประวัติศาสตร์และวรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเป็นไทย สุนทรภู่จึงได้รับเลือกสร้างอนุสาวรีย์ ณ แกลง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและผลงานวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น นิราศเมืองแกลง

พิธีวางศิลาฤกษ์มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นประธาน ด้วยพื้นที่กว่า 8 ไร่เพื่อสร้างเป็นอุทยานวรรณกรรม แต่โครงการนี้สะดุดชะงักไปนานจนกระทั่ง พ.ศ. 2511 จึงมีการฟื้นฟูและสร้างอนุสาวรีย์สมบูรณ์ในปี 2513 พร้อมด้วยรูปปั้นกวีและตัวละครวรรณกรรมพระอภัยมณีที่ช่วยเติมเต็มโลกกลอนสุนทรภู่

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ในปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์กระดับจังหวัดระยองและสถานที่จัดงานวันสุนทรภู่ประจำปี อีกทั้งได้รับการยกย่องจากยูเนสโกใน พ.ศ. 2529 ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก สะท้อนว่ากวีเอกไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ

30 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันวางศิลาฤกษ์ธรรมดา แต่เป็นวันที่สุนทรภู่ "ถูกนำลงมาผูกโยงกับภูมิประเทศจริง" สร้างจุดหมายให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสวรรณกรรมอย่างจับต้องได้ และยืนยันว่า "กวีไม่ใช่แค่คนเขียนหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ" อย่างแท้จริง

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88

31 ธันวาคม 2549 ปีใหม่ที่ไม่ได้มีแค่พลุ ย้อนคืนระเบิดป่วนกรุง เคาท์ดาวน์กรุงเทพฯจบด้วยเสียงไซเรน คดีไม่มีคำตอบ ผู้คนยังจดจำเหตุการณ์

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครถูกสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดหลายจุดทั่วเมือง ก่อนงานเคาท์ดาวน์ที่จะจัดขึ้น ส่งผลให้คืนสิ้นปีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสนในหมู่ประชาชน

ระเบิดแรกเกิดขึ้นประมาณ 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกสะพานควาย ตลาดคลองเตย รวมถึงฝั่งชานเมืองอย่างซีคอนสแควร์และแคราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างความวุ่นวายและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของกรุงเทพฯ

หลังเคาท์ดาวน์ มีระเบิดเพิ่มอีก 2 จุดบริเวณย่านประตูน้ำและใกล้ห้าง CentralWorld ส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือปรับลดขนาดงานปีใหม่ในหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ประชาชนนับถอยหลังปีใหม่แบบสั้น ๆ และรีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ "นี่ไม่ใช่คืนแห่งความสุข แต่เป็นคืนที่ต้องระวัง"

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ สังคมตั้งคำถามและความสงสัยหลากหลายถึงแรงจูงใจ เบื้องหลังเหตุการณ์ยังเป็นปริศนาไม่เคยคลี่คลาย การจัดงานปีใหม่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น การวางกำลังตำรวจทหารและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ภาพจำของคืนปีใหม่ 2549 ยังคงฝังลึกในใจผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการจัดงานเคาท์ดาวน์ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

1 มกราคม 2484 ไทยลุยปีใหม่สากล จุดเปลี่ยนปฏิทินชาติ วันแรกที่ไทยเลิกขึ้นปีใหม่กลางเมษา วันไทยหันหน้าเข้าหาโลก เลิกนับปีใหม่ที่สงกรานต์มาขึ้นปีใหม่พร้อมสากล

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยประกาศใช้วันปีใหม่ตามปฏิทินสากล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปฏิทินแบบ 1 มกราคมกลายเป็นมาตรฐานปีใหม่ราชการและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น ไทยนับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ประมาณวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพิธีกรรมที่รวมถึงการทำบุญรดน้ำดำหัวและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างชัดเจน แต่หลังปี 2484 ปีใหม่ในเชิงราชการบริหารประเทศและวัฒนธรรมเริ่มแยกกันชัดเจนระหว่าง

ปีใหม่สากลในเดือนมกราคม และปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเร่งให้ประเทศทันสมัยด้วยการออกพระราชกำหนดปีปฏิทิน ผลักดันให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเชื่อมประสานกับระบบโลก ลดความสับสนในงานราชการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปี 2483 ถือเป็นปีที่มีเพียง 9 เดือน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม ซึ่งส่งผลให้ปีนั้นเริ่มต้นที่ 1 เมษายน และสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น จากนั้นเริ่มต้นปีใหม่สากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2484

แม้ว่าการเปลี่ยนวันปีใหม่จะทำให้ไทยซิงค์กับมาตรฐานสากล แต่วัฒนธรรมสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจคนไทย โดยวันที่ 13-15 เมษายน กลายเป็นวันปีใหม่เชิงจิตใจ ปีที่เริ่มต้นของครอบครัวและวัฒนธรรมควบคู่กับการขึ้นปีใหม่ทางการในเดือนมกราคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=1_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2484

2 มกราคม 2488 ระเบิดสะเทือนสะพานพระราม 6 วันที่สงครามโลกบินมาลงกลางเจ้าพระยา ระเบิดจากเครื่องบิน สะพานรถไฟสายใต้ถูกลอบโจมตี ทำลายเส้นเลือดยุทธศาสตร์ญี่ปุ่น

(2 ม.ค. 88) เช้าวันที่ 2 มกราคม 2488 สะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นเส้นเลือดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างและการเดินรถไฟสายใต้ต้องหยุดชะงัก

ฝ่ายสัมพันธมิตรมองประเทศไทยไม่ใช่ประเทศกลางทาง แต่เป็นฐานลำเลียงสำคัญของกองทัพญี่ปุ่นในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ลำเลียงทหารและเสบียง โดยสะพานพระราม 6 กลายเป็นเป้าหมายที่ห้ามพลาดเพื่อทำลายเส้นทางลำเลียงนี้

ตามข้อมูลและภาพรวม เหตุการณ์นั้นทำให้การลำเลียงทหารและยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนั้นยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนกรุงเทพฯรับรู้และสัมผัสสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างแท้จริง ด้วยเสียงระเบิดและความเสียหายรอบบริเวณสะพาน พร้อมมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

หลังสงครามสิ้นสุด สะพานพระราม 6 ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ความทรงจำวันที่ 2 มกราคม 2488 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่ากรุงเทพฯ เคยเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานเหล็กแห่งนี้คือพยานเงียบที่ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของเมืองหลวงในเหตุการณ์ระดับโลกนี้

"เวลารถไฟวิ่งข้ามสะพาน หรือรถยนต์ลอดใต้โครงเหล็กนี้ ลองหยุดคิดสักครู่ คุณอาจได้ยินเสียงในอดีตที่สะท้อนถึงสงครามและความเปลี่ยนแปลงของเมือง" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตในเมืองหลวงของเรา

ที่มา : https://url-shortener.me/5PWP

3 มกราคม 2458 จุดเริ่ม “มหาวิทยาลัยของชาวสยาม” รัชกาลที่ 6 ทรงวางศิลาฤกษ์ “โรงเรียนข้าราชการพลเรือน” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย’ ในปัจจุบัน

(3 ม.ค. 58) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงวางศิลาฤกษ์พระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนที่ปทุมวัน

ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยสมัยใหม่แห่งแรกของไทย

 

พิธีจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติโดยมีการตั้งกองทหารมหาดเล็กกองเกียรติยศ

และเสียงแตรวงบรรเลงสรรเสริญพระบารมีรับเสด็จ

พระองค์ทรงเผยว่า "รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริจะตั้งมหาวิทยาลัยของชาวสยาม

และผมถือว่าการสร้างสถาบันนี้เป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ"

 

โรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งเริ่มจากโรงเรียนมหาดเล็ก

ถูกพัฒนาสู่การเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และคุณธรรมสำหรับรัฐ

และพื้นที่ปทุมวันกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยกลางกรุง

 

วันที่ 26 มี.ค. 2460 สถาบันนี้ได้รับการยกระดับเป็นเป็น

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสมัยใหม่

การวางศิลาฤกษ์เมื่อ 3 ม.ค. จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศผ่านการสร้างคน

ที่มา : https://www.cuartculture.chula.ac.th/news/6098/

4 มกราคม ของทุกปี วันทหารม้า รำลึกวีรกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสิน จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน ฝ่าทัพพม่าจากอยุธยา ที่บ้านพรานนก จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน

ทุกปีวันที่ 4 มกราคม ถือเป็น "วันทหารม้า" ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคปลายกรุงศรีอยุธยา คือศึกบ้านพรานนก ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในอดีตเมื่อครั้งดำรงพระยาวชิรปราการ นำกองกำลังทหารม้าฝ่าทัพพม่าทะลวงออกจากกรุงที่ถูกล้อมเพื่อสร้างจุดตั้งหลักใหม่ในการกู้ชาติ

พระองค์ตัดสินใจควบม้าหนีจากเมืองแตกเพื่อตั้งหลักสู้ใหม่อย่างกล้าหาญและเด็ดขาด การเลือกใช้กำลังน้อยแต่เคลื่อนที่เร็ว และพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างว่องไว ทำให้กองทัพสามารถพลิกสถานการณ์ในศึกบ้านพรานนกจนเป็นชัยชนะสำคัญ และทำให้สามารถตั้งฐานที่มั่นที่จันทบุรีได้

ในปัจจุบัน "ทหารม้า" หมายถึงเหล่ากำลังที่มีความเร็วและความคล่องตัวสูง โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่แทนม้า แต่ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณเดียวกัน คือ "ไปให้ไว ตัดสินใจให้เด็ดขาด" มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทะลวงแนวข้าศึกและลาดตระเวนครองพื้นที่

ทุกปีในวันทหารม้า มีพิธีถวายราชสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมน้อมรำลึกถึงวีรกรรมและจิตใจที่กล้าหาญของเหล่าทหารม้าไทย "วันทหารม้า" จึงเป็นวันที่เตือนใจให้ระลึกถึงความกล้าหาญและความเร็วว่องไวที่ยังคงถูกคาดหวังในกองทัพไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%B2

5 มกราคม 2484 ไทยลุยอินโดจีน ย้อนรอยสงครามฝรั่งเศส-ไทย เปิดฉากรุกชายแดน กองทัพบก-อากาศข้ามลาวกัมพูชา ญี่ปุ่นกดดันหย่าศึกกรณีพิพาท ชัยชนะที่ไม่ถาวรบนแผนที่

(5 ม.ค. 69) วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพไทยเริ่มปฏิบัติการรุกข้ามชายแดนเข้าไปยังลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อทวงคืนดินแดนที่เคยเสียให้ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสถูกกดดันหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจอมพล 'ป.พิบูลสงคราม' เห็นว่าถึงเวลาที่ไทยจะต้องลุกขึ้นทวงคืนดินแดน พร้อมทั้งเสริมกำลังทหารด้วยอาวุธและยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมถึงกองทัพอากาศที่เหนือกว่า ฝรั่งเศสในอินโดจีน เริ่มปะทะที่เวียงจันทน์ พระตะบอง และสีโสภณ พร้อมกันนั้นมีการปะทะอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ไทยประกาศเดินเกมรุก

การรุกครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มกราคม เริ่มจากกองทัพบูรพาที่เข้าแถบกัมพูชา และกองทัพอีสานที่ปฏิบัติการฝั่งลาว โดยไทยยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งทั้งในลาวและกัมพูชา พร้อมมีเครื่องบินทิ้งระเบิดสนับสนุน ทำให้ดุลยภาพบนบกเอนไปทางไทยอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะยอมถอยง่าย ๆ หลังจากนั้นมีการสู้รบหนักเช่นที่หมู่บ้านยางดังขุมและยุทธนาวีเกาะช้างที่ฝรั่งเศสชนะทางทะเล ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางกดดันให้หยุดยิง และนำไปสู่ข้อตกลงในเดือนพฤษภาคม 2484 ที่ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย

อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ฝรั่งเศสกลับมาและไทยต้องคืนดินแดนเพื่อแลกกับการเข้าร่วมสังคมโลก แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะไม่ยืนยาว แต่วันที่ 5 มกราคม ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศเล็กอย่างไทยก็สามารถยืนได้ในเกมมหาอำนาจ ผ่านประวัติศาสตร์บทหนึ่งที่ไม่ลืม

ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

 

7 มกราคม 2408 วันสวรรคต 'กษัตริย์วังหน้า' พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประชวรวัณโรค ปิดตำนานพระอัจฉริยภาพแห่งยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบุตรลำดับที่ 50 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังเดิม

หลังพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่พระมงกุฎตรัสให้เชิญสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นครองราชย์เพราะพระองค์ทรงมีพระชะตาแรงและทรงสามารถควบคุมกำลังทหารได้มาก

พระองค์ทรงบวรราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม และได้รับพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏยาวว่า "พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศร์มหิศเรศรังสรรค์" ซึ่งมีความหมายถึงพระราชศักดิ์สูงสุด

หลังครองราชย์ได้ 15 ปี พระองค์ทรงพระประชวรด้วยวัณโรคและเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 สิริพระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถในยุคสมัยนั้น

ที่มา : http://lakmuangonline.com/?p=53718

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top