Friday, 5 June 2026
TodaySpecial

13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี “วันรักนกเงือก’ ชวนคนไทยปกป้อง ‘ผู้ปลูกป่า’ ก่อนผืนป่าจะเงียบถาวร ความรักสื่อถึงความรับผิดชอบ

(13 ก.พ. 69) วันรักนกเงือก ตรงกับ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักและปกป้องนกเงือก "ชาวป่าปากใหญ่" ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศและเป็นสัญลักษณ์ของความรักในธรรมชาติไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันรักนกเงือกจัดขึ้นก่อนวันวาเลนไทน์หนึ่งวัน เพื่อใช้ความรักเป็นสะพานเชื่อมการอนุรักษ์ นำโดย 'มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก' และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี

นกเงือกไม่ใช่เพียงนกสวยงาม แต่เป็น "ช่างปลูกป่า" ที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ ยกระดับความหลากหลายทางชีวภาพในผืนป่าไทยซึ่งมีนกเงือกถึง 13 ชนิด การล่าสัตว์ การค้า และการทำลายป่า เป็นภัยคุกคามทำให้นกเงือกต้องการการช่วยเหลือ

วันรักนกเงือกจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ จัดนิทรรศการ และแคมเปญชวนให้ทุกคนปกป้องนกเงือกตามวิถีที่ถูกต้อง ไม่รบกวนธรรมชาติ

"รักนกเงือกไม่จำเป็นต้องให้อาหาร แต่เริ่มจากการสนับสนุนงานวิจัย ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ และร่วมรักษาป่า" เพราะ "นกเงือกอยู่ได้ = ป่าอยู่ได้" ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของคนในระยะยาว

ที่มา : https://www.tei.or.th/th/infographic_detail.php?eid=2093

14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี 'วันแห่งความรัก' หรือ 'วันวาเลนไทน์' ความสัมพันธ์ทุกแบบ ‘รักคนอื่น อย่าลืมรักตัวเอง’ Valentine's Day วันระลึกถึง 'นักบุญวาเลนไทน์' ผู้อุทิศตนเพื่อความรัก

(14 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ถือเป็น "วันวาเลนไทน์" หรือวันแห่งความรัก ที่แพร่หลายทั่วโลก ในวันนี้ดอกกุหลาบ การ์ดคำหวาน และของขวัญกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการแสดงความรักในหลายความสัมพันธ์ ทั้งคู่รัก เพื่อน และครอบครัว

ต้นกำเนิดของวาเลนไทน์มาจาก "นักบุญวาเลนไทน์" ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งในบันทึกมีนักบุญนี้มากกว่าหนึ่งท่าน จึงผสมปนเปทั้งเรื่องการช่วยเหลือคู่รักและความกล้าหาญ จนกลายเป็นวันรำลึกที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก แม้ที่มาแท้จริงจะไม่ชัดเจน

ลักษณะความโรแมนติกของวันวาเลนไทน์พัฒนามาจากวัฒนธรรมยุคกลางในยุโรปที่ผูกวันที่ 14 กุมภาพันธ์เข้ากับบทกวีและงานเขียนเชิงเกี้ยวพาราสี ก่อนที่ธรรมเนียมการมอบการ์ดและของขวัญจะขยายตัวจนกลายเป็นเทศกาลเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย วันวาเลนไทน์ถูกบ่มเพาะผ่านสื่อและวัฒนธรรมเมืองที่ขยายตัวพร้อมธุรกิจบริการ ภาพลักษณ์วันวาเลนไทน์จึงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ ร้านอาหาร โรงแรม และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น การจดทะเบียนสมรสหรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมและแรงกดดันทางสังคมในวันดังกล่าว

ไฮไลต์สำคัญคือวันวาเลนไทน์กลายเป็น "เทศกาลเศรษฐกิจ" ที่ขับเคลื่อนโดยอารมณ์ผ่านการบริโภค เช่น ดอกไม้ ช็อกโกแลต และประสบการณ์พิเศษ รวมถึงการแสดงความรักในสื่อออนไลน์ที่เพิ่มมิติใหม่ของการแชร์และเปรียบเทียบ

วาเลนไทน์ยุคใหม่เริ่มขยายความหมายจากคู่รักไปสู่ทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ครอบครัวเพื่อน หรือการส่งกำลังใจตัวเอง ทำให้วันแห่งนี้เป็นวันที่สะท้อนทั้งความรักและความรับผิดชอบในสังคมร่วมสมัย

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/258243

15 กุมภาพันธ์ 2497 วันเปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างเป็นทางการ หมุดหมายการแพทย์ไทยยุคโปลิโอ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ เปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการแพทย์ไทยยุคหลังสงคราม

ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 ประเทศไทยประสบปัญหาโรคโปลิโอที่ทำให้ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงและพิการจำนวนมาก แนวทางธาราบำบัด หรือการใช้น้ำพยุงร่างกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อกลายเป็นวิธีสำคัญในการรักษาและฟื้นฟูในยุคนั้น

ข้อมูลโครงการก่อสร้างระบุว่า การสร้างตึกนี้คือการผลักดันให้เกิดสถานที่เฉพาะสำหรับกายภาพบำบัด โดยได้รับการสนับสนุนด้านอุปกรณ์การแพทย์และทุนด้านสาธารณสุข เป็นตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

ไทม์ไลน์สำคัญระบุว่า อาคารสร้างเสร็จเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2496 และเปิดใช้โดยพระราชทานเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2497 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการแพทย์ฟื้นฟูไทยในยุคนั้น

พระราชดำรัสในโอกาสเปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัดเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงว่า "ธาราบำบัดเป็นองค์ประกอบสำคัญของการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งต้องการแผนงานอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"

16 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกกษัตริย์นักการทูต เชิดชูบทบาทพระราชกรณียกิจ กษัตริย์ผู้มีความรอบรู้-ปราดเปรื่อง ตำนานลพบุรี เมืองยุทธศาสตร์ที่เคยเป็นหัวใจแผ่นดิน

(16 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะด้านการทูต การทหาร และวรรณคดี วันดังกล่าวมีความสำคัญในจังหวัดลพบุรีซึ่งพระองค์ทรงยกเมืองนี้ให้เป็นราชธานีสำรองในสมัยอยุธยา

"วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์และยังเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในลพบุรีอีกด้วย ทำให้วันที่นี้เป็น "วันรวมใจ" ของชาวลพบุรีและผู้ศรัทธาทั่วประเทศ

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีในตัวเมืองลพบุรี แสดงถึงความสง่างามและความเป็นกษัตริย์นักปกครองที่ทรงพระแสงดาบ พร้อมกับบรรยากาศประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ย้อนรำลึกยุครุ่งเรืองของอยุธยา

ในแต่ละปี ลพบุรียังจัด "งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ซึ่งมีการแต่งกายย้อนยุค การเดินตลาด และการแสดงวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสประวัติศาสตร์อย่างจับต้องได้ งานครั้งที่ 38 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569

วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบันที่ยังคงมีชีวิตชีวาด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับประวัติศาสตร์ไทย"

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=348

17 กุมภาพันธ์ 2569 ตรุษจีน ปีใหม่จีน เข้าสู่ปีม้าไฟที่มีพลัง เยาวราชงดจัดงานหลัก บรรยากาศตรุษจีนยังคงอยู่ทั่วเมือง

(17 ก.พ. 69) วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันตรุษจีนตามปฏิทินจันทรคติ ตรงกับวันขึ้นปีใหม่จีนและเข้าสู่ "ปีม้า" ธาตุไฟ ตามจักรราศีจีน ซึ่งปีนี้มีความหมายถึงพลัง ความกล้า และความคึกคัก สืบสานประเพณีไทยเชื้อสายจีนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แม้ตรุษจีนไม่ใช่วันหยุดราชการอย่างเป็นทางการในไทย แต่ได้รับการเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวาง ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีชุมชนจีนหนาแน่น ร้านค้าและธุรกิจจำนวนมากจะปิดหรือปรับเวลาทำการ ขณะที่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้ามีการจัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาล

ปีนี้มีการประกาศยกเลิกงานตรุษจีนใหญ่ที่เยาวราชในช่วง 17-18 กุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นช่วงไว้อาลัย อย่างไรก็ดีย่านเยาวราชยังคงมีประชาชนไปไหว้เจ้า ทำบุญ และเดินชมบรรยากาศกันตามมาตรการต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่ไม่ไปงานใหญ่ในเยาวราช กรุงเทพฯ ยังมีกิจกรรมทางเลือก เช่น งานในศูนย์การค้า Siam Paragon ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ รวมถึงการไปไหว้พระไหว้เจ้าและรวมญาติที่บ้าน "ตรุษจีนปีนี้จึงยังคงเป็นโอกาสสำคัญของการเริ่มต้นปีใหม่และสืบสานประเพณี" ในรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา : https://www.travelchinaguide.com/essential/holidays/new-year/dates.htm?

18 กุมภาพันธ์ 2478 เป็นวันสำคัญของดาราศาสตร์ ‘ไคลด์ ทอมบอห์’ ค้นพบ ‘ดาวพลูโต’ อดีตดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ ก่อนถูกจัดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระ

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1930 เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ เมื่อ 'ไคลด์ ดับเบิลยู. ทอมบอห์' นักดาราศาสตร์หนุ่มวัย 24 ปีของหอดูดาวโลเวลล์ในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ สังเกตพบวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนที่ผิดปกติบนแผ่นฟิล์มกระจก และได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เรียกว่า "พลูโต"

การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการตามหาร่องรอยของ "Planet X" หรือดาวเคราะห์ลึกลับ ที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ไกลกว่าเนปจูน โดยได้รับแรงผลักดันจากนักดาราศาสตร์เพอร์ซิวาล โลเวลล์ ซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสและเนปจูน ทอมบอห์ใช้วิธีถ่ายภาพท้องฟ้าซ้ำหลายครั้ง แล้วเปรียบเทียบเพื่อจับความเคลื่อนไหวจนพบดาวพลูโตในที่สุด

ชื่อนี้มาจากการเสนอของ 'เวเนเทีย เบอร์นีย์' เด็กหญิงอังกฤษวัย 11 ปี ที่ตั้งชื่อตามเทพเจ้ามืดในตำนานโรมัน ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของดาวดวงใหม่ที่อยู่ไกลออกไปในระบบสุริยะ "หลังยืนยันว่าดาวนี้อยู่ไกลกว่าเนปจูน สังคมจึงเชื่อกันว่าพบ Planet X จริงๆ" เป็นเหตุให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

แม้พลูโตจะถูกนับเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มายาวนาน แต่เมื่อมีการค้นพบวัตถุอื่นในแถบไคเปอร์และมีการเปลี่ยนแปลงนิยามดาวเคราะห์โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลในปี 2006 พลูโตจึงถูกจัดเป็น "ดาวเคราะห์แคระ" แทน สถานะใหม่นี้สะท้อนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และการเข้าใจระบบสุริยะที่ลึกซึ้งขึ้น

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/February-18/pluto-discovered

19 กุมภาพันธ์ 2531 ไทย–ลาว หยุดยิงศึกชายแดน “สมรภูมิบ้านร่มเกล้า” ยุติการปะทะยาวเกือบ 3 เดือน เกิดจากความขัดแย้งด้านแนวเขตแดน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 กลายเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ชายแดนไทย–ลาว เมื่อทั้งสองฝ่ายประกาศ "หยุดยิง" ยุติการสู้รบในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ ธันวาคม 2530 โดยมีการถอนกำลังออกจากแนวปะทะตามข้อตกลงในวันนั้น

สมรภูมิบ้านร่มเกล้าเกิดจากความขัดแย้งด้านแนวเขตแดนซึ่งต่างฝ่ายยึดถือแผนที่และหลักเขตแดนมาตรฐานคนละชุดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้เกิดการปะทะระยะยาวและรุนแรงที่สุดในช่วงธันวาคม 2530 ถึงกุมภาพันธ์ 2531

โดยในวันที่ 16–17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 มีการหารือกันเพื่อยุติความขัดแย้ง ก่อนจะประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พร้อมกันนี้มีการปรับกำลังและการถอนทหารออกจากพื้นที่เพื่อลดการปะทะซ้ำ ในภายหลังทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากลไกการเจรจาเรื่องเขตแดนต่อไป

ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างความสูญเสียมาก แม้จะไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างเด็ดขาด ภูมิหลังนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกลไกเจรจาเพื่อจัดการปัญหาเขตแดนและสะท้อนบทเรียนที่ว่า "เส้นเขตแดนที่คลุมเครือสามารถก่อความตึงเครียดเป็นเวลานานได้ถ้าไม่มีการปักปันที่ชัดเจน"

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1843

20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดเป็น “วันทนายความ” จดทะเบียนสมาคมครั้งแรกปี 2500 สะท้อนบทบาทสำคัญในระบบยุติธรรม เน้นเข้าถึงสิทธิและคุ้มครองประชาชน

(20 ก.พ. 69) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือ "วันทนายความ" ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับวิชาชีพทนายความทั่วไทย กำหนดขึ้นเพื่อรำลึกการจดทะเบียนก่อตั้ง "สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย" เมื่อปี 2500 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกำหนดมาตรฐานและความเป็นอิสระของวิชาชีพนี้

"วันทนายความ" ไม่ได้เป็นเพียงวันรำลึกองค์กรทางกฎหมาย แต่สะท้อนบทบาทของทนายความที่ทำงานข้างประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ทั้งให้คำปรึกษา ปกป้องสิทธิ และแทนต่อสู้คดีในศาล โดยทนายความคือ "สะพานสำคัญ" ที่เชื่อมต่อประชาชนเข้ากับระบบยุติธรรมอย่างเป็นธรรม

ในอดีตที่ผ่านมาวิชาชีพทนายความถูกมองในแง่ลบ เช่น การเล่นช่องโหว่กฎหมาย หรือมุ่งชนะคดี การมีองค์กรวิชาชีพจึงเป็นการสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณ วิชาชีพทนายความก้าวสู่สภาทนายความที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายปี 2528 เพื่อคุมมาตรฐานและความซื่อสัตย์

บทบาททนายความครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิในหลายคดี เช่น อาญา แรงงาน ครอบครัว และข้อพิพาทธุรกิจ รวมถึงการยืนหยัดให้นิติธรรมเกิดจริงในสังคม ทนายความคือ "เสียงของประชาชน" ในกระบวนการยุติธรรม และเป็นด่านสำคัญที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับอำนาจรัฐ

กิจกรรมวันทนายความปีนี้ยังคงเน้นไปที่การส่งเสริมความยุติธรรม การยกระดับจรรยาบรรณ และเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกสมัยใหม่ในด้านกฎหมายดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคล และคดีออนไลน์ จึงเป็นวันที่ย้ำว่าทนายความไม่ใช่แค่คนใส่สูทถือแฟ้ม แต่เป็นผู้ยืนเคียงข้างประชาชนเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.stkc.go.th/stiday/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ ‘พุทธศักราช’ (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน ‘รัตนโกสินทร์ศก’ (ร.ศ.) ปรับระบบปีของชาติ ให้สอดคล้องประเพณีประเทศพุทธ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ถึง 2455 เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีของประเทศที่นับถือพุทธศาสนาและเจตนารมณ์ของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพุทธศักราชเหมาะสมกว่าในการเป็นศักราชประจำชาติ

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยนับวันขึ้นปีใหม่เริ่มจาก 1 เมษายน พ.ศ. 2456 หลังจากประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่ผ่านมา "ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา" พระองค์ทรงพระราชดำริเช่นนี้ในขณะนั้น

รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเริ่มนับปีจากปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 เรียกว่า ร.ศ. 1 แต่ในทางพระพุทธศาสนาประเทศไทยยังคงใช้พุทธศักราชตามธรรมเนียมเดิมที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว นับพ.ศ. ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับเร็วกว่าไทย 1 ปี

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยใช้มหาศักราชและจุลศักราชมาก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชสร้างความชัดเจนทางประวัติศาสตร์และศาสนาในระบบปีปฏิทินที่ไทยใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://korat.mnre.go.th/th/news/detail/80707

22 กุมภาพันธ์ 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล” จ.เชียงใหม่ สนับสนุนเกษตร บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในเชียงใหม่ที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ถือเป็นวันสำคัญของภาคเหนือและการบริหารน้ำเมื่ิอ 'รัชกาลที่ 9' เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนอเนกประสงค์แห่งนี้ถูกยกเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดการน้ำและพลังงานในพื้นที่

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ตั้งอยู่บนลำน้ำแม่งัด ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูงประมาณ 59 เมตร และยาว 1,950 เมตร ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำราว 265 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยกำลังผลิตรวม 9 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ.

โครงการเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่เขื่อนจะแล้วเสร็จในปี 2527 และโรงไฟฟ้าจะเสร็จในปี 2528 ต่อมารัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 และเสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2529

นอกจากบทบาทการจัดการน้ำแล้ว เขื่อนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีวิวทิวทัศน์ของภูเขาและอ่างเก็บน้ำ ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" จึงเปรียบเสมือนมรดกที่ยังคงยืนยงมาตลอดหลายทศวรรษ

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างยั่งยืน

ที่มา : https://nakhonratchasima.mnre.go.th/th/news/detail/80718

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top