Monday, 29 June 2026
TheStatesTimes

50 มหานครโลก​ เสี่ยง!! จมบาดาล​ในไม่ช้า หลังภาวะโลกร้อนถึงจุดวิกฤติ

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนรุนแรงว่า​ 'ยุคสมัยแห่งน้ำท่วมโลก'​ อาจมาถึงเร็วขึ้นในอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้า ท่ามกลางภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภัยแล้ง, วาตภัย, น้ำท่วมใหญ่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ 

ล่าสุด จากผลการศึกษาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย Princeton University สหรัฐอเมริกา และ สถาบัน Potsdam Institute for Climate Impact Research ในเยอรมัน พบว่า อุณหภูมิโลกมีโอกาสสูงขึ้นได้อีกถึง 3 องศา ซึ่งจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลายเร็วยิ่งกว่าเดิม 

และหากเป็นเช่นนั้น พื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์กว่า 2 ใน 3 รวมถึงมหานครของโลกกว่า 50 เมือง ตลอดแนวชายฝั่งที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก จะมีโอกาสจมบาดาลจนอาจไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป 

เพื่อให้มนุษย์เราได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้ง 2 สถาบัน​ จึงร่วมกันจำลองภาพมหานครในโลกอนาคต เมื่ออุณหภูมิโลกร้อนขึ้นอีก 3 องศา เปรียบเทียบกับปัจจุบัน ที่โลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติโลกร้อนแล้วในขณะนี้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

โดยได้ยกตัวอย่างน้ำท่วมในมหานครนิวยอร์ก​ ที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งพื้นที่บนเกาะอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพจะจมหายไปเหลือเพียงฐานอนุสาวรีย์ที่พ้นน้ำ และพื้นที่ฝั่งแผ่นดินในเมือง น้ำจะท่วมลึกเข้าไปหลายส่วน

ด้านชายฝั่งตะวันตกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เช่น ท่าเรือในเมืองซานตา มอมิก้า หรือแม้แต่ในตัวเมืองใหญ่ๆ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย หรือแม้แต่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็มีโอกาสน้ำท่วมได้เช่นกัน 

ส่วนเมืองสำคัญในประเทศอื่นๆ อาทิ กรุงฮาวานา ของคิวบา, นครมุมไบ ในอินเดีย, กรุงฮานอย ในเวียดนาม หรือแม้แต่กรุงลอนดอน ในอังกฤษ ก็อาจอยู่ในสภาพจมมิดบาดาล​ จน​ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ รวมถึงหลายเมืองใหญ่ๆ​ ในเอเชียที่อาจต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมสูง ที่ทีมวิจัยเตือนว่าประเทศในเอเชียควรเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมครั้งใหญ่ไว้ล่วงหน้าเลยจะดีกว่า 

รมว.เฮ้ง เร่งฝึกอาชีพทั่วประเทศหลังผู้ติดเชื้อโควิดลดลง

ก.แรงงาน ใช้โอกาสยอดผู้ติดเชื้อโควิดลดเปิดฝึกทั่วประเทศ สร้างแรงงานฝีมือป้อนสถานประกอบกิจการ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกเมษายน 2564 เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ศบค.ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ปกติมากยิ่งขึ้น รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและกำลังแรงงาน ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานโดยการกำกับดูแลของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รักษาสภาพการจ้างงาน เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งการเปิดรับนักท่องเที่ยวและนโยบายแฟคตอรีแซนด์บ็อกซ์ ส่งผลให้สถานประกอบกิจการหลายแห่งเริ่มฟื้นและเดินหน้าธุรกิจเต็มรูปแบบอีกครั้ง จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มุ่งพัฒนายกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพ   สร้างอาชีพสร้างรายได้ ขับเคลื่อนประเทศหลุดพ้นวิกฤตโควิด-19 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันและด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ              

โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ จัดฝึกอบรมเพื่อเร่งพัฒนาทักษะฝีมือทั้งหลักสูตร Upskill และ Reskill และ New Skill ให้แก่กำลังแรงงานทั่วประเทศ โดยเน้นให้สามารถทำงาน สร้างรายได้ ตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

นายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่กระทรวงแรงงานโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่กำลังแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และประชาชนทั่วไปนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดหลักสูตรเตรียมเข้าทำงานใช้ระยะเวลาการฝึกอบรมระหว่าง 3- 8 เดือน    

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศรฯ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันพุธ ที่ 13 ต.ค. 2564 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับในปี 2564 หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพสกนิกรชาวไทย ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลพร้อมกันทั่วประเทศ

พลตำรวจเอก สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำหนดให้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีวางพวงมาลา เนื่องในโอกาสวันครบรอบวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันพุธ ที่ 13 ต.ค. 64 ทั้งนี้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป  ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจเข้าร่วมพิธี

“รองโฆษกฯ ปชป.”ซัด “แม้ว” หมดท่า ต้องเล่นละครรั้งสาวก  ยกมือไหว้ไล่ “บิ๊กตู่” แนะควรยกมือไหว้ขอโทษ ประเทศ-ปชช. แล้วกลับมารับโทษตามกฎหมาย 

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในรายการ CareTalk x Care Clubhouse ครั้งที่ 17 ในหัวข้อ “7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ?” โดยเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่าขอเวลาอีก 5 ปีในการทำงานเพื่อวางโครงการต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยดีขึ้น พร้อมกับยกมือไหว้ประกอบด้วย ว่า

ตนเห็นว่า คนที่นายทักษิณควรยกมือไหว้ก็คือ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดงที่พวกเขาเคยสนับสนุนนายทักษิณอย่างสุดหัวใจ แต่กลับพูดจาหลอกลวงและถีบหัวส่งในหลายๆโอกาส เช่น หลอกว่าเมื่อเสียงปืนแตกจะกลับมานำมวลชนคนเสื้อแดงออกมาต่อสู้ พอหมดประโยชน์ก็พูดจาทอดทิ้ง รวมทั้งเป็นบุคคลที่ถูกล้อเลียนว่า เป็นนักการเมืองที่สร้างสถิติประกาศวางมือทางการเมืองมากที่สุด แต่ก็ไม่เคยทำได้ เพราะถ้าวางมือจริงๆ คงจะไม่มีชื่อ โทนี่ วู้ดซัม เป็นนามแฝงในแอพลิเคชั่น คลับเฮาส์ ออกมาพูดจารำพึงรำพันพร่ำพรรณาเพื่อรั้งสาวกและดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ ให้กับพรรคที่เป็นเครือข่ายในบงการของคนไม่กี่คนเท่านั้น 

“หากนายทักษิณ ต้องการยกมือไหว้จริงๆ แล้ว ผมขอแนะนำว่า ควรยกมือไหว้ขอโทษประเทศไทยและคนไทยทุกคนสำหรับเรื่องราวที่ผ่านมา และขอให้กลับมารับโทษตามกฎหมาย เพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักการนิติรัฐนิติธรรม และเป็นการเคารพหลักการประชาธิปไตย อย่างที่นายทักษิณ พร่ำบอกอยู่เสมอๆ ด้วย”นายชัชขนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่า ขอเวลาอีก 5 ปี ในการทำงานเพื่อสร้างประเทศนั้น ก็ถือเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะประกาศ แต่คนที่ให้เวลาที่แท้จริงนั้นก็คือประชาชน ซึ่งนายทักษิณเอง คงกลัวว่า หากประชาชนให้โอกาสตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจริงๆแล้ว พรรคพวกเครือข่ายของนายทักษิณอาจจะหมดความนิยมจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาใช้อำนาจรัฐได้อีก ดังนั้นจึงพูดจาดักคอ และเล่นใหญ่โดยการยกมือไหว้ พร้อมกับพูดจาทวงบุญคุณเรื่องการมีส่วนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เติบโตในหน้าที่ราชการ ซึ่งตนมองว่า การกระทำของนายทักษิณในครั้งนี้ ก็เหมือนกับที่ผ่านๆมาคือ แสดงละครเพื่อให้คนไทยหันกลับมามองนายทักษิณ ทั้งๆที่ คนไทยส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามไปสู่โลกหลังยุคโควิดกันแล้ว 

‘พิพัฒน์’ ยัน เตรียมทุ่ม 200 ล้านบาท ดึง ‘ลิซ่า-แอนเดรีย’ ร่วมเคาท์ดาวน์ปีใหม่

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันเตรียมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ และ ‘แอนเดรีย โบเชลลี’ นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกชาวอิตาลี มาร่วมเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ล่าสุดมีความคืบหน้าว่าได้ติดต่อแล้ว เบื้องต้นใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท

วันนี้ (14 ต.ค. 64) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์’ ว่า ได้ติดต่อ ดึงตัว น.ส.ลลิษา มโนบาล หรือ ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ ศิลปินสาวชาวไทยชื่อดังระดับโลก และ ‘แอนเดรีย โบเชลลี’ นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกชาวอิตาลี มาร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์ ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 แล้ว โดยงบประมาณในการจัดงานดังกล่าวตั้งไว้ที่ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าตัวศิลปิน 200 ล้านบาท และค่าจัดงานอีก 300 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ได้มีการติดต่อ 2 ศิลปินระดับโลกแล้ว โดยผ่านบริษัทเอเจนซีในประเทศไทย เพื่อไปต่อรองราคากับ 2 ศิลปิน ให้อยู่ในงบประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ เบื้องต้นอาจจะดึงตัว ‘แอนเดรีย’ มาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งมองไว้ที่บริเวณสนามหลวงโดยมีฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว เพื่อสะท้อนภาพความเป็นไทย

‘แรมโบ้’ ซัด กลับ ‘โทนี่’ ตอนเป็นนายกฯ ทำอะไรเพื่อประเทศบ้างนอกจากผลงานโกงกินบ้านเมืองถูกดำเนินคดี หนีไปต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตที่ออกมาโจมตีนายกฯ ประยุทธ์เพราะกลัวเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านอดกลับประเทศ

14 ตุลาคม นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในคลับเฮาส์ของกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย ในหัวข้อ ‘7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโหลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ’ โดยระบุว่าการเข้ามาบริหารประเทศของนายกฯ ประยุทธ์ แม้จะอยู่มา 7 ปี แต่ได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองหลายอย่าง พัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาหลายอย่างแม้กระทั่งปัญหาของน้องสาวนายโทนี่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ก่อเอาไว้ เพราะนายกฯ ประยุทธ์ เห็นความสำคัญของคนไทยทุกคน และเห็นใจชาวนาที่ได้รับกรรมจากโครงการรับจำนำข้าว

นายเสกสกล ยังระบุว่า นายโทนี่ก็เคยเป็นนายกฯ มา 2 สมัยเช่นกัน แต่ตนเองยังไม่เคยเห็นผลงานว่าได้พัฒนาประเทศที่โดดเด่นหรือแก้ไขปัญหาใดให้กับพี่น้องประชาชน จนกลายเป็นที่ฮือฮาเลยแม้แต่โครงการเดียว แต่ที่โดดเด่น และโด่งดังกว่าผลงานที่ประเทศชาติ และประชาชนได้ประโยชน์กลับเป็นผลงานการโกงชาติ โกงแผ่นดิน ทุจริต เอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง มากมายมหาศาล แม้แต่โครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ท้ายที่สุดก็พังไม่เป็นท่า เพราะกลายเป็นกู้กันเอง ช่วยกันเอง จนทำให้กองทุนเหล่านั้นสูญเปล่า 

พรรคกล้า กทม. เรียกร้องค่าตอบแทนให้ "ประธาน-กรรมการชุมชน" ชี้คนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในภาวะวิกฤตโควิด-19 แต่ถูกละเลย ไม่เคยได้ค่าตอบแทน 

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ คณะกรรมการกิจการ กทม. พรรคกล้า เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าประธานและคณะกรรมชุมชน มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการระบาดโควิด-19 ทั้งการช่วยดูแลศูนย์พักคอยชุมชน การจัดหายา ติดต่อหาเตียง คอยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงติดเชื้อ ทำงานอย่างหนักเพื่อชุมชน ที่ประชุมผู้เสนอตัวสมัคร ส.ส.กทม. พรรคกล้า และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรค จึงมีมติร่วมกันเรียกร้องขอให้ประธานและคณะกรรมการชุมชนได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้เสียสละทำงานเพื่อชุมชน แต่กลับถูกละเลย ไม่เคยได้รับค่าตอบแทน 

"ประธานและคณะกรรมการชุมชน ทำงานด้วยความเสียสละ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และหลายครั้งเสียกำลังใจ เพื่อคนในชุมชน พวกเราจึงมองว่าประธานและคณะกรรมการชุมชน ควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ทำงานต่อเนื่องในวิกฤตโควิด-19" นายณัฐนันท์ กล่าว 

“Luxury Train” ยกระดับการเดินทางของผู้มีเงินและความสุนทรี...ด้วยรถไฟขบวนหรู

หลายท่านอาจจะนึกถึงภาพการเดินทางด้วยรถไฟที่ช้า ไม่ตรงต่อเวลา และรถที่มีสภาพเก่า แต่ยังมีรถไฟบางขบวนที่ให้บริการเหมือนกับโรงแรมห้าดาวที่สามารถเคลื่อนที่ได้ มีห้องพักที่หรูหราและสะดวกสบาย ให้บริการอาหารที่ปรุงด้วยเชฟฝีมือเยี่ยม และมีการแวะเที่ยวสถานที่สำคัญที่อยู่สองข้างทาง ทำให้การเดินทางด้วยขบวนรถไฟเหล่านี้ไม่ได้เน้นไปให้ถึงจุดหมายการเดินทาง แต่เน้นการท่องเที่ยวและพักผ่อนระหว่างการเดินทาง แถมด้วยขบวนรถแบบนี้ยังมีให้บริการในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งรถไฟแบบนี้เรียกกันว่า “Luxury Train”

ในอดีตการเดินทางด้วยรถไฟในเส้นทางที่ยาวไกลไม่ได้รับความสะดวกสบายเท่าที่ควร เนื่องจากผู้โดยสารต้องนั่งหลับบนที่นั่งของตนเอง และที่นั่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรับเอนได้ ต่อมา ‘George M. Pullman’ จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจและเปิดให้บริการขบวนรถ “Pioneer” ที่มีห้องโดยสารสามารถปรับเป็นที่นอนได้ขบวนแรกในปี 1865 โดยเริ่มต้นการให้บริการระหว่างเมืองชิคาโกและสปริงฟิลด์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในสองปีถัดมา Pullman ได้เปิดให้บริการ Hotel train ที่นอกจากเป็นรถไฟตู้นอนแล้ว ยังมีบริการห้องอาหาร ที่แต่เดิมนั้นผู้โดยสารต้องลงไปซื้ออาหารตามสถานี 

เมื่อขบวนรถไฟแบบนี้เริ่มได้รับความนิยมจึงมีผู้ให้บริการหลายรายออกแบบและเพิ่มเติมความหรูหรารวมถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะมองว่าการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกและความหรูหราเหล่านั้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรถไฟของตน และสามารถเก็บค่าโดยสารได้สูงขึ้นจึงเป็นจุดกำเนิดของ “Luxury Train”

ภาพจาก: https://www.historyhit.com/what-was-it-like-to-ride-a-victorian-luxury-train/

ถึงแม้ในปัจจุบัน จะมีทางเลือกการเดินทางได้หลายแบบที่ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า และค่าโดยสารถูกกว่า แต่การให้บริการรถไฟหรูก็ยังคงมีอยู่ในหลายเส้นทาง เพราะการใช้บริการรถไฟแบบนี้เน้นการได้รับประสบการณ์ระหว่างการเดินทางพร้อมกับสิ่งอำนวยครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว ที่บางห้องติดตั้งอ่างอาบน้ำด้วย ห้องอาหารที่ให้บริการแบบ fine dinning จากเชฟมากฝีมือ ห้องนั่งพักผ่อนสำหรับจิบชายามบ่าย นอกจากนั้นบางขบวนยังมีรถชมวิวที่เปิดโล่งเพื่อให้สัมผัสได้ถึงอากาศภายนอก หรือห้องสปาสำหรับผ่อนคลายจากการเดินทาง ในวันนี้จึงขอแนะนำตัวอย่างขบวนรถไฟหรูที่มีความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

มาเริ่มต้นกันด้วยรถที่ให้บริการในทวีปยุโรป นั้นคือขบวน “Venice Simplon-Orient-Express” ที่ให้บริการระหว่างลอนดอนและเวนิส ซึ่งรถไฟสายนี้ยังเป็นฉากดำเนินเรื่องในนวนิยาย Murder on the Orient Express ของ ‘อกาธา คริสตี้’ นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนชื่อดัง ผ่านวิวที่สวยงามของประเทศในยุโรป โดยเฉพาะช่วงระหว่าง Brenner และ Innsbruck ในประเทศออสเตรีย ส่วนของห้องพักที่ให้บริการมีทั้งแบบห้องเดี่ยวและห้องคู่ นอกจากนั้นยังมีห้องสูทที่มีการตกแต่งเป็นรูปแบบเฉพาะอีก 6 ห้อง และตั้งชื่อตามเมืองต่าง ๆ ที่รถไฟขวบวนนี้เคยวิ่งผ่าน โดยการเดินทางใช้ระยะเวลา 2 วัน มีค่าโดยสารเริ่มต้นที่คนละ 110,000 บาท

ภาพจาก: www.belmond.com

ข้ามฝั่งไปที่ประเทศแคนาดา ก็มีรถไฟหรูที่มีชื่อเสียงอย่างขบวน “Royal Canadian Pacific” ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเคยให้การต้อนรับราชวงศ์และผู้นำประเทศหลายครั้ง ในส่วนของโปรแกรมการเดินทางก็มีให้เลือกได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเลาะริมเทือกเขาร็อกกี้ ที่ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5 วัน หรือโปรแกรม 4 วัน ที่ให้เลือกว่าจะไปเส้นทางริมมหาสมุทรแปซิฟิกหรือผ่านทุ่งหญ้าแพร์รี่ โดยมีค่าโดยสารเริ่มต้นคนละ 300,000 บาท

ภาพจาก: www.royalcanadianpacific.com

ลงใต้ไปที่ประเทศเปรูก็มีรถไฟหรูอย่างขบวน “Belmond Andean Explorer” ที่เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการในปี 2017 และเป็นรถไฟ Luxury Train ขบวนแรกที่ให้บริการในอเมริกาใต้ ให้บริการบนเส้นทางที่ราบสูงเปรูที่มีระดับความสูงไม่น้อยกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดังนั้นในห้องพักทุกห้องจึงต้องมีจุดจ่ายออกซิเจนเพราะอากาศในที่สูงจะเบาบางกว่าปกติ และอาจมีอาการแพ้ความสูง (Altitude sickness) ได้ นอกจากนั้นยังมีสปาบนรถเพื่อการผ่อนคลายระหว่างการท่องเที่ยว ในส่วนโปรแกรมการท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ทั้งแบบ 2 วัน เพื่อชมวิวของเทืองเขาแอนดิส หรือ 3 วันเพื่อไปท่องเที่ยวอารยธรรมอินดาและทะเลสาบติติกากา โดยมีค่าโดยสารเริ่มต้นคนละ 36,000 บาท

ภาพจาก: www.belmond.com

‘อัษฎางค์’ ยกคำกล่าว ‘พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร’ มีผู้จงใจจุดชนวนให้เกิด 14 ตุลาหรือแค่อุบัติเหตุ?

14 ต.ค. 64 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "มีผู้จงใจจุดชนวนให้เกิด 14 ตุลาหรือแค่อุบัติเหตุ?" โดยระบุว่า ผมขออนุญาตย่อความจากเหตุการณ์ 14 ตุลา จากปากของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร หนึ่งในบุคคลที่เชื่อกันว่าเป็นผู้กุมความลับของเหตุการณ์

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 มีนิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่งออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล แถลงการณ์ฉบับนั้นที่สำคัญที่สุดก็เป็นการประณามรัฐบาลที่ยึดอำนาจอยู่โดยไม่ยอมคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน พูดง่ายๆ ว่าเป็นเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจร ได้จับนิสิตนักศึกษาและผู้ที่ร่วมเรียกร้อง แต่ข้อหาที่ตั้งคือกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าจำไม่ผิดคือจับไปทั้งหมด 13 คน

พอถูกจับไปแล้ว ปฏิกิริยาของนิสิตนักศึกษาก็เริ่มขึ้น เริ่มมีการชุมนุม ตั้งแต่จำนวนพันไปถึงจำนวนหมื่น การชุมนุมเริ่มมีมากขึ้นๆ จนเป็นจำนวนแสนคน

พล.ต.อ.วสิษฐ เข้าวังสวนจิตรลดา ตอนเที่ยงวันที่ 13 ตุลาคม โดยได้รับคำสั่งให้ไปคอยรับผู้แทนของนิสิตนักศึกษาที่จะเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว

เวลา 17.30 น. พระเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จฯ มา และนิสิตนักศึกษาเข้าเฝ้าฯ กันอยู่จนเกือบสองทุ่มจึงกลับออกมา 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งลงมาว่ารัฐบาลยอมปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนแล้ว

นอกจากจะปล่อยแล้วยังมีข้อตกลงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับผู้แทนนักศึกษาในวังเป็นลายลักษณ์อักษร และจะขอพระราชทานรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 20 เดือน แทนที่จะเป็น 3 ปีตามที่รัฐบาลเคยบอก

ในขณะที่นิสิตนักศึกษาที่เข้าเฝ้าในวังพูดกันรู้เรื่องดีแล้ว แต่กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้างนอกกลับไม่รู้เรื่อง

มีคนไปกระซิบบอกผู้แทนนิสิตนักศึกษาข้างนอกว่า “ม่องหมดแล้วพวกในวัง”

มีคนมากระซิบนิสิตนักศึกษาที่อยู่ข้างนอกว่าเขาจัดการคน (นิสิตนักศึกษา) ในวังหมดแล้ว

พอเป็นอย่างนั้นพล.ต.อ.วสิษฐก็ขอร้องพวกที่อยู่ในวังที่พูดกันรู้เรื่องแล้วให้ไปเจรจากับคนที่อยู่ข้างนอกหน่อยว่าบัดนี้อะไรๆ ก็เรียบร้อยหมดแล้ว

ต่อมาพล.ต.อ.วสิษฐ ขึ้นไปอ่านพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว และแถมท้ายว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแบบนี้ เหตุการณ์ยุติลงแล้ว สมควรยุติการชุมนุมและกลับบ้านกันได้

พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้บรรทมมา 7 วัน 7 คืนแล้ว เพราะเป็นห่วง รอฟังสถานการณ์บ้านเมือง พอพูดจบ ที่ประชุมก็ปรบมือกันและร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

จากความปีติอยู่ได้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง ก็ได้ยินเสียงระเบิดตูมขึ้น เป็นเสียงระเบิดแก๊สน้ำตา เป็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนผู้ชุมนุมกำลังจะกลับโดยแยกย้ายกันเดินออกไปทุกทิศ

ผู้ที่ประสบเหตุปะทะกับตำรวจเหล่านั้นคือผู้ที่เดินกลับจากวังไปทางถนนราชวิถี เหตุที่เกิดปะทะกันขึ้น เพราะตำรวจได้รับคำสั่งว่าให้ปิดทางไม่ให้ประชาชนผ่านทางนั้น ตำรวจใช้กระบองกับแก๊สน้ำตา เกิดการตีกันขึ้นที่หน้าวัง

พอเกิดการตีกันขึ้นก็เกิดข่าวปากต่อปากแจ้งว่าตำรวจฆ่านิสิตนักศึกษาที่หน้าวัง เท่านั้นเองการจลาจลก็กระจายออกไปทั่วกรุงเทพฯ 

เอกสารองค์การอนามัยโลกชี้ มีการเพิ่มชื่อ โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นสถานที่ผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้ว 

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษา ศบค. โพสต์เอกสาร ซึ่งเนื้อหาระบุว่าเป็นเอกสารจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ นายโรจิริโอ กาสปาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมและกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้น ส่งถึง นางเอตเลวา คาดิลิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

เพื่อแจ้งเรื่อง การเพิ่มโรงงานผลิตวัคซีนใช้ในกรณีฉุกเฉิน ที่เสนอโดยแอสตร้าเซนเนก้า ภายใต้ขั้นตอนรับรองกรณีใช้ฉุกเฉิน (EUL) จาก WHO โดยระบุว่า

เรายินดีที่จะแจ้งให้คุณทราบถึงข้อเสนอแนะ เรื่องสถานที่ผลิตทางเลือกของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าคือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งคำแนะนำนี้อ้างอิงตามข้อมูลที่ตรวจสอบโดย WHO และหน่วยงานบริหารสินค้ารักษาโรคออสเตรเลีย (TGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวัคซีนชนิดนี้

สยามไบโอไซเอนซ์ ได้ถูกเพิ่มลงในรายชื่อสถานที่ผลิตทางเลือกของแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ EUL ที่บริษัทได้รับอนุญาต โดยที่หน้าเว็บ WHO EUL จะมีการอัปเดต เพื่อรวมสถานที่ผลิตวัคซีนแห่งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ทาง “ประชาชาติธุรกิจ” สอบถามไปทางตัวแทน แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง โดยหลังจากนี้จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเว็บ WHO EUL พบข้อมูลอัปเดตถึงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564 โดยโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก WHO ให้ผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าใช้ในกรณีฉุกเฉิน ได้แก่ โรงงานขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top