Saturday, 27 June 2026
TheStatesTimes

อยุธยา - “บิ๊กป้อม” ลงพื้นที่กรุงเก่า ตรวจความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลาก มั่นใจไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 54 แน่นอน! พร้อมเร่ง 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา

วันนี้ (22 กันยายน 2564) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวต้อนรับและรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอภาพรวมการบริหารจัดการน้ำรับน้ำหลากตามมาตรการ กอนช. และแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบในลุ่มน้ำเจ้าพระยา นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นำเสนอแนวทางการจัดการและเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ และนายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ที่ในขณะนี้มีปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น   ซึ่งกรมชลประทานได้เพิ่มอัตราการระบายของเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,481 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่งที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ  คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และแม่น้ำน้อยที่ ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีราษฎรประมาณ 602 ครัวเรือน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่ง กอนช. ได้ให้กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังยังจุดเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมทั้งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

สำหรับความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับรับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นด่านหน้าก่อนมวลน้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรับน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อม และให้จังหวัดร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานพิจารณาความเหมาะการรับน้ำหลากเข้าทุ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง 10 แห่ง    

โดยกำหนดให้ดำเนินการหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง  ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท–ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด และทุ่งโครงการฯ โพธิ์พระยา รวมทั้งให้ปรับลดการระบายน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ำสํารองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งเป็น 1 ใน 9 แผนหลักของการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2566 ขณะเดียวกัน จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้การยอมรับและเกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนงานด้านน้ำระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนด้วย

ด้าน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ณ 20 ก.ย.64) มีปริมาณน้ำรวม 10,475 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 42 ของปริมาณความจุ หากเปรียบกับปริมาณน้ำในปี 2554 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ยังมีปริมาณน้ำน้อยกว่ามาก  ในครั้งนั้นปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง รวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ผนวกกับการบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่ได้กำหนด 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเข้มงวด ตลอดจนการวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในทุ่งเจ้าพระยารวมกับทุ่งบางระกำ เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก ซึ่งในปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนในปี 2554 อย่างแน่นอน

 

ขอนแก่น – ชวนเที่ยวงานแสดงผ้าไหม OTOP มัดหมี่ - เบียนนาเล่ - ถักทอเส้นใยอีสานสู่สายใยโลก! Craft the world ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฯ  กำหนดจัดงานแสดงและจำหน่ายผ้าไหม OTOP  : มัดหมี่ เบียนนาเล่ 2021 Mudmee Biennale 2021 ถักทอเส้นใยอีสาน สู่สายใยโลก Craft the world  ในระหว่างวันที่ 23– 25 กันยายน 2564 ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เวลา 10.00 น.-20.00 น. ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหม ระดับพรีเมี่ยม ของจังหวัดขอนแก่น กว่า 30  คูหา, การแสดงแฟชั่นโชว์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมส่งเสริมการขาย, การจัดแสดงโชว์ผลงาน การประกวดผ้าไหม และผ้าไหมมัดหมี่ของจังหวัดขอนแก่น,  กิจกรรมเสวนาวิชาการ :การพัฒนาส่งเสริมผ้าไหม เพื่อการส่งออก สู่ตลาดโลก เป็นต้น

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวอีกว่า เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้จัดให้มีการประกวดผ้าไหมในงานจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากไหมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สู่สากล เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ และการอนุรักษ์ผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นการสืบสาน อนุรักษ์ ปลุกกระแสเทรนด์ผ้าไหมให้ทันสมัย พร้อมดึงรายได้เข้าสู่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไหม โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดขอนแก่น ส่งผ้าไหมมัดหมี่ เข้าประกวดทั้งหมด จำนวน 135 ผืน แยกตามประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ผ้าไหมมัดหมี่แบบ 2 ตะกอหรือ 3 ตะกอ จำนวน 74 ผืน ประเภทที่ 2 ผ้าไหมมัดหมี่ลายประจำจังหวัด “แคนแก่นคูน” จำนวน 29 ผืน และประเภทที่ 3 ผ้าไหมมัดหมี่ลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” จำนวน 32 ผืน

"จากการประกวดฯ ส่งผลทำให้ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมจังหวัดขอนแก่น มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตผ้าไหม ให้มีขนาด สัดส่วน สีสัน ลวดลาย ที่เหมาะสมสวยงาม และตอบสนองประโยชน์การใช้สอยให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันตลอดจนมีการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สู่สากล ตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อไป"

 

เชียงใหม่ - กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส.จัดโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ครูฝึกทหารกองประจำการในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รุ่นที่ 1 เพื่อนำไปสอนทหารกองประจำการในสังกัด

วันที่ 22 กันยายน 2564 ณ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่  เวลา 11.30 น. พันเอกสงบศึก วังแก้ว  รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานในพิธีปิดโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ครูฝึกทหารกองประจำการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ภาคเหนือตอนบน รุ่นที่ 1 ร่วมด้วยผู้มีเกียรติ พันเอก ประณต ศิริพันธ์  หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 33 พันโท นพอนันต์ ปาลิวนิช  รองหัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 33 ผู้แทน ปปส.ภาค 5 และคณะวิทยากร ประกอบด้วย นางสาวสุกันยา ใหญ่วงศ์ ผู้อำนวยการส่วนประสานพื้นที่ ว่าที่ร้อยเอก ดร.พัฒนดล พลเยี่ยม หัวหน้ากลุ่มงานระบบฐานข้อมูล นางทิพากร ชีวสกุลยง หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ นางสาวนฤมล วรรณพริ้ง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฯ  และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นายกิตติชัย เหลืองกำจร  ที่ปรึกษาศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางบังอร สุปรีดา ข้าราชการบำนาญโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ 

โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัด มณฑลทหารบกที่ 33 กองทหารราบที่ 7 (ร.7) กรมทหารราบที่ 7 กองบินที่ 1 (ร.7 พัน 1) กองพลทหารราบที่ 7 กองบินทหารปืนใหญ่ที่ 7 (ป พัน 7 พล.ร.7)  กองพันทหารพัฒนาที่ 3 (พันพัฒนา 3)  รวม 20 นาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กฎหมายยาเสพติด ทักษะชีวิต เทคนิคการสอน  และการใช้เทคโนโลยีการสอน  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ฝึกสอนและสร้างการรับรู้ให้กับทหารกองประจำการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในสังกัดต่อไป โดยกระบวนการจัดโครงการฯได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันโรคโควิด-19

ลำปาง - มทบ.32 จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม - จริยธรรม ชมรมกตัญญูคลับ ม.ราชภัฎ

ตามที่กองทัพบกได้ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังสิ่งดีงามให้แก่เยาวชนด้วยการให้หน่วยจัดอบรมโครงการเยาวชนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประจำปี 2564 นั้น มณฑลทหารบกที่ 32 ได้ประสานกับมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง ในการเชิญชวนผู้นำนักศึกษา จากองค์การนักศึกษา สโมสรคณะต่างๆและชมรมกตัญญูคลับ ร่วมโครงการฯ มีวัตถุประสงค์การจัดเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเยาวชนระดับอุดมศึกษามีแนวคิดและทัศนคติที่ดีต่อสังคม มีวินัยในการอยู่ร่วมกัน  ประพฤติตนอยู่ในกรอบของความดีงาม ตามจารีตประเพณีของชาติไทยและเคารพต่อสถาบันหลักของชาติ รู้จักการมีจิตสาธารณะดูแลชุมชนและปฏิบัติตนมีประโยชน์ต่อส่วนรวม

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 เวลา 14.30 น. พลตรีอโณทัย ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมโครงการเยาวชนฯ ณ ห้องประชุมโอฬารรัตน์ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริตต์ สายสี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ ร่วมในพิธีฯ ซึ่งการดำเนินการอบรมนั้นหน่วยได้ยึดถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิดอย่างเคร่งครัด ซึ่งก่อนการอบรมฯมีการประสานโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีจัดบุคลากรทางการแพทย์ของหน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุกด้วยชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ Antigen Test Kit (ATK) ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและเยาวชนที่เข้ารับการอบรมฯ

ดีเดย์ กสทช.สั่งบล็อกส่ง SMS หลอกลวง ลามก เงินกู้ พนัน

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.เป็นต้นไป โอเปอเรเตอร์ทุกรายได้แก่ AIS TRUE DTAC NT และ 3BB จะบล็อก SMS ที่มีเนื้อหาหลอกลวง ลามกอนาจาร สินเชื่อออนไลน์ และเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงให้แชร์ข้อมูล SMS ลักษณะดังกล่าวระหว่างกัน แล้วกำหนดเป็นแบล็คลิส เพื่อให้ทุกค่ายดำเนินการบล็อก SMS จากผู้ส่งรายเดียวกันด้วย

ทั้งนี้ หากสำนักงาน กสทช. ได้รับแจ้งจากโอเปอเรเตอร์ว่า บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งให้บริการขายต่อ SMS กับผู้ให้บริการด้านเนื้อหาเป็นผู้ส่ง SMS ที่มีลักษณะเนื้อหาหลอกลวง ลามกอนาจาร สินเชื่อออนไลน์ และเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ สำนักงาน กสทช. จะตรวจสอบและพิจารณาลงโทษทางปกครอง ตั้งแต่ เตือน ปรับ พักใช้ใบอนุญาต โดยโทษสูงสุดคือ การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการและจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับบริษัทด้วย

“บิ๊กตู่”ประกาศความมุ่งมั่นในนามรัฐบาลไทยเพื่อดำเนินการสนับสนุนเป้าหมายการประชุมสุดยอดว่าด้วยการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น (Global COVID-19 Summit : Ending the Pandemic and Building Back Better) 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น (Global COVID-19 Summit : Ending the Pandemic and Building Back Better) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ในรูปแบบการประชุมทางไกล โดยมีนายโจเซฟ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นประธานการประชุมฯ ซึ่งการมีส่วนร่วมของนายกรัฐมนตรีเป็นการแสดงสปิริต ความมุ่งมั่น และการสนับสนุนความพยายามร่วมกันในระดับโลกเพื่อประกาศคำมั่น และสะท้อนความร่วมมือเพื่อยุติโควิด - 19 และเพื่อการฟื้นตัว

นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไทยเชื่อมั่นในความร่วมมือพหุภาคีมาตลอดทั้งเพื่อยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามทางสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ร่วมดำเนินการตามเป้าหมาย ดังนี้ 1. ไทยกำหนดให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ และจะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในปีนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตวัคซีนภายในประเทศ และพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัคซีนในภูมิภาคและส่งเสริมด้านสุขภาพโลก 2. ไทยสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตเวชภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้มีความปลอดภัย ที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ แก่กว่า 10 ประเทศ ตลอดจนร่วมมือพัฒนาขีดความสามารถด้านสาธารณสุขกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ไทยขอขอบคุณสหรัฐฯ และมิตรประเทศที่ได้ให้ความช่วยเหลือตลอดมา

3. ไทยเห็นด้วยกับการสร้างความเข้มแข็งในการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อโรคระบาดในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล รวมทั้งสนับสนุน WHO ที่กำลังจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยโรคระบาด ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างแก้ไขพระราชบัญญัติโรคติดต่อให้สอดคล้องกับกฎอนามัยระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดในอนาคต   

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Global COVID-19 Summit : Ending the Pandemic and Building Back Better นี้แล้ว นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 76 (76th Session of the United Nations General Assembly: UNGA76) และการประชุมที่เกี่ยวข้องแบบทางไกล โดยมีกำหนดการกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมที่สำคัญอีก 3 รายการ ดังนี้

“วิษณุ” แย้ม กฎหมายโรคติดต่อฉบับแก้ไขให้อำนาจประกาศเคอร์ฟิว-ห้ามชุมนุมได้ แม้ยกเลิก ศบค.-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

‘วิษณุ’ เผย พ.ร.ก.แก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลให้ยุบ ศบค.โดยปริยาย แต่ กฎหมายใหม่ให้อำนาจประกาศเคอร์ฟิว-ห้ามคนชุมนุมเพื่อสกัดโรคระบาดได้ เผยเหตุออกเป็น พ.ร.ก.เพราะเร่งด่วน หากเป็น พ.ร.บ.ต้องผ่านสภา ใช้เวลาหลายเดือน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ว่าร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ต้องหมดไป เพราะเป็นสิ่งตั้งขึ้นตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่กฎหมายฉบับใหม่ ไม่ว่าเป็นในรูปของร่าง พ.ร.ก.โรคติดต่อฯ หรือร่าง พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฯ มีหมวดที่ว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่เปิดช่องให้สามารถตั้งหน่วยหรือศูนย์ขึ้นมาทำงานแทน ศบค. 

ซึ่งกรณีของโรคโควิด รัฐบาลสามารถใช้ชื่อ ศบค. สำหรับการตั้งศูนย์ใหม่ได้ ส่วนโครงสร้างหรือองค์ประกอบของศูนย์หรือหน่วยที่จะถูกตั้งขึ้นใหม่เป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายฉบับใหม่

'สุดารัตน์' บินพบ 'แทมมี่' จับมือร่วมสู้โควิด แสวงหาความร่วมมือสนับสนุนวัคซีน mRNA ให้ไทยเพิ่ม รวมทั้งผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปขายสหรัฐฯ  หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัว กำลังซื้อกลับมาอย่างรวดเร็ว

ตามเวลาประเทศไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ได้เข้าพบนางแทมมี่ ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา พรรคเดโมแคท จากรัฐอิลลินอยส์ ณ สำนักงานวุฒิสมาชิกแทมมี่ ที่กรุงวอชิงตันดีซี

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ และวุฒิสมาชิกแทมมี่ ได้หารือกันถึงความร่วมมือระหว่างไทยและอเมริกาในการต่อสู้กับการระบาด covid 19 ซึ่งสว.แทมมี่ มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้รัฐบาลสหรัฐ บริจาควัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2.5 ล้านโดส ให้ประเทศไทย  สว.แทมมี่ได้แสดงความห่วงใยต่อการแพร่ระบาดของ covid 19 ในไทย และประสงค์จะช่วยผลักดันรัฐบาลสหรัฐ ให้บริจาควัคซีนให้ประเทศไทยเพิ่มเติม จากที่ได้แสดงเจตจำนงบริจาคไปแล้ว 2.5 ล้านโดส
และส่งมอบมาแล้ว 1.5 ล้านโดส

ซึ่ง สว. แทมมี่ ดักเวิร์ธกล่าวว่าสหรัฐพร้อมที่จะส่งมอบวัคซีนที่เหลืออีก 1 ล้านโดส แต่ขณะนี้รัฐบาลไทย ยังไม่ส่งเอกสารตอบรับมา จึงทำให้ยังไม่สามารถส่งมอบอีก 1 ล้านโดสที่เหลือให้ชาวไทยได้ นอกจากนี้ สว.แทมมี่ ได้แสดงความเห็นว่าถ้าประเทศไทยรีบดำเนินการเข้าโครงการโคแวค จะทำให้ไทยมีโอกาสในการได้รับจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติม เพื่อมาเร่งฉีดให้คนไทยได้มากขึ้น ซึ่งสหรัฐพร้อมจะสนับสนุนวัคซีนให้ประเทศที่เข้าโครงการโคแวค ใน อินโด แปซิฟิก หลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ได้ 12.6 ล้านโดส เกาหลีใต้ได้ 1.5 ล้านโดสเป็นต้น

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะท่านสว.แทมมี่ ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการจัดสรรวัคซีนจำนวน 2.5 ล้านโดสให้ประเทศไทย และหวังในความร่วมมือในการจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมให้ชาวไทย

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ได้เสนอว่าท้องถิ่นของประเทศไทยหลายแห่งมีความพร้อมและประสงค์จะซื้อวัคซีน mRNA ที่ FDA สหรัฐ รับรองอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เพื่อไปฉีดให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ทั่วถึง เร็วขึ้น โดยท้องถิ่นมีเงินสะสมอยู่หลายแสนล้าน จึงขอให้สว.แทมมี่ ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย ซึ่งทางสว.แทมมี่ได้ตอบรับที่จะประสานงานให้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยจะเปิดทางให้หรือไม่ด้วย

'ศรีสุวรรณ' จ่อร้อง กกต. ปม 'แอมมี่-บุ๊ง' โพสต์ พาดพิง เพื่อไทย หนุนม็อบ ส่อขัดพรบ.พรรคการเมือง

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเปิดเผยว่า ตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีที่ปรากฎเป็นการทั่วไปว่านายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์ หนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และผู้ต้องหาคดี ม.112 ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก กล่าวพาดพิงพรรคเพื่อไทยว่า“เพื่อไทยที่สู้ไปกราบไป ที่คอยสนับสนุนเงินทุนบ้าง” ต่อมานายปกรณ์ พรชีวางกูร หรือ บุ๊ง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้เปิดบัญชีรับบริจาคเพื่อสนับสนุนกลุ่มราษฎร ได้โพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันว่า“เพื่อไทยไม่ควรทำการเมือง กล้าๆกลัวๆ ไม่ต้องกลัวว่ามาแตะม็อบแล้วจะโดนยุบอะไรหรอก ถ้าโดนยุบเพราะต่อสู้ ยังไงพวกเราก็เลือกแน่ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เคยสนับสนุนอะไรในการต่อสู้มาเยอะแยะ แต่ไม่เคยประกาศออกสื่ออะไรใดๆ ทุกๆครั้งเลือกที่จะวางเอาไว้เงียบๆ แล้วเดินออกไป”
   
 

ป.ป.ช. เผย คืบ ไต่สวน สหายแสง จ่อชง กก.ชุดใหญ่ เคาะ มีมูลพอแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหา นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 แจ้งถือครองที่ดินของรัฐ (น.ส.2)โดยมิชอบ ซึ่งแจ้งถือครองไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งที่ไม่มีสิทธิในการถือครอง ว่า กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว โดยอาจจะต้องมีข้อมูลพิจารณาเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหานั้นมีมูลหรือไม่ คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะมีการสรุปสำนวนเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลหรือไม่ หากมีจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา และให้นายศุภชัยมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีนักการเมืองแจ้งถือครองที่ดิน น.ส.2 ทำได้หรือไม่ แหล่งข่าว กล่าวว่า เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นสิทธิในการถือครอง ไม่ต้องแจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน คล้ายคลึงกับการถือครอง ภ.บ.ท.5 เพราะเป็นที่ดินของรัฐ แต่ปัจจุบันมีบางรายได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินเข้ามาบ้าง ดังนั้นเมื่อแจ้งว่า ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบ หากปรากฏกรณีว่าถือครองไม่ถูกต้อง เช่น กรณีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นความผิดตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top