Saturday, 27 June 2026
TheStatesTimes

บิ๊กป้อม สั่ง กอนช.-กองทัพ-มหาดไทย-กทม. เร่งช่วย เกษตรกร-ประชาชน พื้นที่น้ำท่วม ยืนยัน ลงพื้นที่ อยุธยา พรุ่งนี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขัง อันเนื่องมาจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการ ไปยัง กอนช. ,กองทัพ,มหาดไทย และกทม. เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ อย่างเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ และให้นำเครื่องมือ เครื่องจักรกลทุกชนิด พร้อมยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้าย และการระบายน้ำที่ท่วมขัง ออกนอกพื้นที่สัญจร โดยเร็ว

"แรมโบ้"เย้ย"พิชัย"กลัวพท.ถูกเอง หากรัฐบาลทำงานสำเร็จ ถ้าปชช.พ้นทุกข์ 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ ทักท้วงรัฐบาล ถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการชำระหนี้ และไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ว่า ตนไม่อยากถือสาคนคิดลบ ผมบาง เป็นธรรมชาติคนขี้ใจน้อย และอยากเรียกร้องความสนใจเวลานี้ บ้านเมืองมีแต่ความขัดแย้งเดินหน้าไม่ได้มากว่า 10 ปี เพราะนายโทนี่-นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ชื่อ แต่นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ตนอยากจะถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่ ที่ยุติความขัดแย้ง แล้วพลิกฟื้นประเทศจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ย ให้โตเพิ่มขึ้น 4% ต่อ GDP และแม้จะเจอสงครามการค้าช่วงปี 62 แต่ก็ยังหารายได้เพิ่ม จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกือบ 40 ล้านคน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดึงเงินเข้าประเทศกว่า 1.9 ล้านล้านบาท เสียดายที่ปี 63-64 เกิดวิกฤตโควิดทั่วโลก ทำให้ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

นายพิชัย กล่าวว่า ถ้าจะกล่าวหาว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ชอบกู้ ชอบสร้างหนี้สาธารณะ แสดงว่านายพิชัยเจตนาบิดเบือนตาใส ใครก็รู้ว่ายามไม่ปกติแบบนี้ ทั่วโลกก็ต้องกู้เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และพยุงเศรษฐกิจของประเทศทั้งนั้น โดยเฉลี่ยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีการกู้เงินทำให้มีสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ต่อ GDP ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเพียง 14% ต่อ GDP แต่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปแล้ว 2 รอบ รอบแรก 41 ล้านราย และรอบสอง 40.37 ล้านราย ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง แรงงานประกันสังคม ผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการเราชนะ โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่สำคัญหนี้สาธารณะของไทย เป็นหนี้ในประเทศ 98.2% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด เม็ดเงินก็ยังหมุนเวียนในประเทศ

นายเสกสกล กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมีโควิด แม้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะมีการกู้เงิน แต่ก็เป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเพื่ออนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เกิดการกระจายรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนทุกคน ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ลงทุนไปแล้วมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ทั้งเขื่อน ทางหลวง มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่-ทางสาม ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน  EEC และ SEZ เป็นต้น เคยมีรัฐบาลไหนที่ทำมากมายเท่ารัฐบาลนี้อีกหรือไม่ หากไม่หูหนวกตาบอด ก็คงได้เห็น ได้ยิน ได้ใช้ประโยชน์กันบ้างแล้ว ดีกว่าจำนำข้าวทุกเม็ดที่สร้างแต่หนี้บาป ชดใช้กันเป็น 10 ปี 

และถ้าจะแถต่อว่ารัฐบาลสร้างหนี้จนชนเพดาน นายพิชัยซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย คงมีความรู้บ้างว่าประเทศพัฒนาแล้ว หลายประเทศ ที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับเกินกว่า 100% เช่น สหรัฐ อิตาลี สิงคโปร์ ส่วนญี่ปุ่นนั้นเกิน 200% ต่อ GDP มานานแล้ว แต่ประเทศไทย ยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ที่ไม่เกิน 60% ของ GDP อย่างไรก็ตาม คิดง่ายๆ ใครจะกู้เงินก็มี 2 เหตุผลหลักๆ อย่างแรกคือลงทุน อีกอย่างคือเจ็บไข้ได้ป่วย-เกิดอุบัติเหตุ ประเทศชาติก็เหมือนกัน ช่วงปี 57-62 เป็นการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ เกิดกำไรที่มากขึ้น แต่ช่วงปี 63-64 ก็ต้องกู้เพิ่มเพราะวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นมาตรการ "ชั่วคราว" เมื่อจบวิกฤตก็กลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าต้องการมีรายได้-กำไรเพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องกู้ ก็ต้องมีแผนการลงทุนอีก เหมือนมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาว มีโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตอบสนองโลกอนาคต เป็นโอกาสงานของเยาวชนของเรา ที่กำลังเติบโตขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่รัฐบาลเตรียมพร้อมให้ตั้งแต่วันนี้

หญิงไทยถูกหลอกที่ดูไบได้กลับบ้านแล้ว หลังนายก สั่งการทีมไทยแลนด์หาทางช่วยเหลือ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือหญิงไทยที่ร้องขอความช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดียว่าถูกหลอกให้มาขายบริการและขอความช่วยเหลือกลับไทยนั้น ว่า ทันทีที่ทราบข่าวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีความห่วงใยถึงความปลอดภัยและสั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพาตัวหญิงไทยรายนี้กลับไทยโดยเร็ว ผมจึงได้สั่งการให้ทูตแรงงานประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี เพื่อให้การช่วยเหลือในทันที ซึ่งจากรายงานของนางปลิดา ร่วมคำ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ระบุว่าล่าสุดเมื่อวานนี้ (20 ก.ย.64) เวลาประมาณ 17.30 น. ได้ประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ได้เข้าไปช่วยเหลือพาตัวหญิงไทยออกมาได้สำเร็จและปลอดภัยแล้ว โดยมี ท่านวราวุธ ภู่อภิญญา เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาปี ได้สั่งการให้นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เร่งประสานให้หญิงไทยรายนี้ได้เดินทางกลับประเทศไทยจากเมืองดูไบ ไปยังกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน Emirates Airines เที่ยวบินที่ EK384 เวลา 02.50 น. ในวันนี้ (21 ก.ย.64) และจะเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 12.30 ของวันเดียวกัน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการกักตัวเป็นเวลา 14 วันตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กำหนด

'Evergrande' เริ่มทยอยใช้หนี้ ขุดอสังหาฯ ในกรุ ให้นักลงทุนที่สนใจ ด้านธนาคารกลางของจีนอัดฉีดเงินกว่า 4 แสนล้าน

Evergrande: China Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีปัญหาสภาพคล่อง เริ่มชำระคืนหนี้ให้แก่ผู้ลงทุนในผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งแล้ว โดยชำระคืนเป็นอสังหาริมทรัพย์ หลังมีรายงานว่าธนาคารกลางจีนอัดฉีดเงินกว่า 463,000 ล้านบาท เพื่ออุ้มบริษัท Evergrande ที่กำลังใกล้จะล้มละลาย

Evergrande Group เผยผ่านสื่อออนไลน์ของบริษัทว่า นักลงทุนที่ต้องการแลกผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ขอให้ติดต่อที่ปรึกษาด้านการลงทุน หรือติดต่อสำนักงานสาขา 

นักลงทุนสามารถเลือกได้ว่า จะแลกผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งเป็นอพาร์ตเมนต์ สำนักงาน พื้นที่ค้าปลีกหรือพื้นที่จอดรถ ขณะที่เว็บไซต์ข่าวการเงิน caixin รายงานว่า Evergrande Group มีผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งค้างชำระอยู่ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 200,000 ล้านบาท) ซึ่งปกติแล้วจะถือครองโดยนักลงทุนรายย่อย

'บิลลี่ โอแกน'​ ซัดขายของยุคเสื่อม เน้นหยาบคาย จากสุภาพสตรีดูกลายเป็นอีลำยอง

'บิลลี่​ โอแกน'​ นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง ชาวไทยชื่อดัง​ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก​ ว่า... 

ยุคเสื่อมนี้มาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้... 

โฆษณาในโซเชียลชิ้นหนึ่งมันเด้งขึ้นมา​ เป็นแอปฯ​ ช้อปปิ้งยี่ห้อ 'ช้อปแป้ก'​

มีนางแบบวัยรุ่นมานั่งคุยกันถึงเรื่องแอปฯ​ นี่แหละ แต่ใช้คำพูด มึงกูตลอดเวลา ดูแล้วใจหาย

หน้าตาดีๆ สวยๆ มานั่งพูด กูมึงๆๆๆๆ ประมาณว่า
เฮ้ยมึง ลองใช้แอพตัวนี้มันลดราคาให้ด้วยนะมึ้ง

โฆษกรัฐบาล แจงเหตุ 'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม' ขยันลงพื้นที่ เพื่อช่วยกันทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

21 ก.ย. 64 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการลงพื้นที่ตามภารกิจปกติที่กำหนดไว้อยู่แล้ว ขณะที่ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็แบ่งกันตรวจราชการเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอยู่แล้วตามปกติ 

สจ.เมืองพิจิตร อาสาเป็นมัคคุเทศก์ พาเที่ยวกราบไหว้ขอพร “ศาลเจ้าแม่ทับทิม” องค์แรกในไทย!

จังหวัดพิจิตร เมืองเล็ก ๆ แต่น่ารัก มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ที่หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่า ที่ตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมืองพิจิตร มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนเคารพนับถือ “ศาลเจ้าแม่ทับทิม” ประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้

นายอนุศร คำจริง สจ.เมืองพิจิตร รับอาสาเป็นมัคคุเทศก์พาไปท่องเที่ยวกราบไหว้ขอพรที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งมีตำนานเล่าขานว่า เป็นเจ้าแม่ทับทิมองค์แรกที่ชาวจีนไหหนำนำมายังประเทศไทยด้วย คนจีนมีความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือจะคอยให้ความคุ้มครองปกป้อง ให้พ้นจากภัยอันตรายและนำพาให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง  ดังนั้นไม่ว่าจะย้ายหรืออพยพไปอยู่แห่งหนใดก็จะมีการอัญเชิญสิ่งที่ตนเคารพนับถือติดตัวไปด้วย เราจึงมักเห็นศาลเจ้าพ่อหรือ เจ้าแม่ อยู่ในทุกที่ที่มีคนไทยเชื้อสายจีนพำนักอยู่  ศาลเจ้าแม่ทับทิม ( ตุ้ยบ่วยเต่งเหนี่ยง ) ที่ตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมืองพิจิตร

โดย นายทนงค์ คำเผื่อน นายก ทต.ท่าฬ่อ , นางลัดดา คล้ายชาวนา เลขา นายก ทต. ท่าฬ่อ , นายสิทธิพงษ์ แสงสมัย กำนันตำบลท่าฬ่อ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาว่า...เจ้าแม่ทับทิมซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าแห่งนี้ ได้ถูกอัญเชิญมาพร้อมกับเจ้าพ่อกวนอู  มาจากเกาะไหหลำ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในราว พ.ศ.2410 หรือประมาณ 154 ปี ที่ผ่านมา โดยชาวจีนซึ่งมีอาชีพเป็นเจ้าของอู่ต่อเรือในบ้านท่าฬ่อ เป็นผู้อัญเชิญมาจากประเทศจีน หลังจากที่ได้อัญเชิญมาถึงที่ตำบลท่าฬ่อเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้มีการปลูกสร้างศาลขนาดใหญ่ถวายแด่องค์เจ้าแม่ทับทิมและเจ้าพ่อกวนอูให้เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้านและมีผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาทั้งใกล้ไกลมากราบไหว้ขอพรบนบานศาลกล่าวแล้วสมหวังกันมากมาย

นับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันและจากประวัติความเป็นมาของ องค์เจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ อาจจะนับได้ว่าเป็นองค์เจ้าแม่ทับทิมองค์แรกที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย

นอกจากนี้ภายในศาลเจ้าแม่แห่งนี้ ยังมีถาวรวัตถุอันล้ำค่าอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือเกี้ยว ที่ใช้เป็นที่ประทับขององค์เจ้าแม่ ซึ่งได้นำมาจากประเทศจีน ตัวเกี้ยวทำมาจากไม้แกะสลักทั้งหลังเป็นลายดอกไม้และสัตว์ต่าง ๆ ตามแบบศิลปะของจีน และศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อ-เจ้าแม่  ปึงเถ่ากงม่า และภายในยังพบโป๊ยป้อ วัตถุกายสิทธิ์  ซึ่งเป็นอาวุธประจำเซียนทั้ง 8 จำนวน 2 ชุด (16 อัน) ระฆังโบราณ ที่ถูกจารึกเป็นภาษาจีนและสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกความสนใจให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสักการะนั่นคือ โต๊ะรูปทรงโบราณที่ถูกสร้างคล้ายกับบังลังก์ของเปาบุ้นจิ้นที่ใช้ในการนั่งตัดสินคดีความต่าง ๆ

 

‘คุณหญิงวรรณี คราประยูร’ ภริยาบิ๊กสุ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในวัน 84 ปีที่ รพ.พระมงกุฎฯ ด้านลูกชายเผย สวดพระอภิธรรม 22 - 24 ก.ย. จากนั้นบรรจุศพ 25 ก.ย. ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร 

(21 ก.ย. 64) คุณหญิงวรรณี คราประยูร ภริยาของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร หรือ ‘บิ๊กสุ’ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของไทย และเป็นน้องสาวของ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี หรือ ‘บิ๊กตุ๋ย’ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และอดีต รมว.มหาดไทย ถึงแก่กรรมแล้วด้วยโรคชราที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

โดย พล.อ.เจิดวุธ คราประยูร บุตรชายคุณหญิงวรรณี กล่าวยอมรับว่า คุณแม่ท่านได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชราในวัย 84 ปี ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเวลา 02.45 น. วันที่ 21 ก.ย.โดยคุณแม่ได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมานานแล้ว ทั้งนี้จะมีพิธีรดน้ำศพในเวลา 17.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร และสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 22 - 24 ก.ย. จากนั้นบรรจุศพในวันที่ 25 ก.ย. 64 
 

สืบสวน ตม.1 จับหนุ่มแดนมังกร ใช้รอยตราประทับเข้าเมืองปลอม เบื้องหลังเกี่ยวข้องขบวนการลักลอบนำเข้าชุดตรวจ ATK COVID-19 ผิดกฎหมาย

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวนฯ ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

สืบเนื่องจาก กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ร่วมกับ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ได้ร่วมกันทำการสืบสวนและทราบข้อมูลจากสายลับว่า มีชายชาวจีนซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำเข้าชุดตรวจ ATK COVID-19 ผิดกฎหมายจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย หลบซ่อนตัวอยู่แถวบริเวณ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังสืบสวนติดตามตัวบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับขบวนการลักลอบนำเข้า ATK COVID-19 ผิดกฎหมาย จนกระทั่งพบคนต่างด้าวสัญชาติจีนลักษณะตรงตามที่สายลับได้แจ้ง ทราบชื่อภายหลังคือ นายไห่หนิง อายุ 31 ปี สัญชาติจีน เมื่อคนต่างด้าวเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็แสดงอาการตระหนกตกใจและรีบจะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวขับออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวหรือหนังสือเดินทาง และทำการตรวจสอบสิ่งของในรถยนต์คันดังกล่าว กลับไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เมื่อนายไห่หนิง นำหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเพื่อให้ตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูโดยละเอียดก็พบว่าในหน้า 24 ของหนังสือเดินทางดังกล่าว พบพิรุธของรอยตราประทับการเข้าเมืองและประเภทวีซ่าหลายประการ เช่น เดินทางเข้าในราชอาณาจักร

โดยได้รับวีซ่าประเภทท่องเที่ยวและขออนุญาตอยู่ต่อ แต่กลับพบรอยตราประทับขาเข้าอีกครั้ง โดยที่ไม่พบรอยตราประทับการออกนอกราชอาณาจักร ปรากฏในหน้าหนังสือเดินทางของนายไห่หนิงแต่ประการใด อีกทั้งในรอยตราประทับดังกล่าวยังพบอีกว่าประเภทวีซ่าที่ระบุในตราประทับขาเข้าเป็น “STN” ซึ่งไม่มีในสารบบประเภทวีซ่าของประเทศไทย และสิ่งผิดปกติอื่น ๆ อีกหลายประการ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวนายไห่หนิง มาตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกด้วยระบบ BIOMETRICS ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง

ปรากฏว่าพบข้อมูลเพียงว่านายไห่หนิงเดินทางเข้ามาและได้ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรจนวันอนุญาตสิ้นสุด และไม่ได้ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรอีกแต่ประการใด นอกจากนี้นายไห่หนิง ยังเกี่ยวข้องขบวนการลักลอบนำเข้า ATK COVID-19 ผิดกฎหมายอีกด้วย

 

รวบหนุ่มตะวันออกกลาง! อดีตพ่อค้ายาเสพติดหัวหมอ แปลงโฉมตนเอง เปลี่ยนสัญชาติ - ชื่อสกุล - วันเดือนปีเกิด หวังตบตา สุดท้ายไม่รอด สืบสวน ตม.1 ตะครุบทันควัน!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวนฯ ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

คดีนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้สืบสวนติดตามขบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของกลุ่มชาวตะวันออกกลาง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการจับกุมมาแล้วนับสิบราย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่า มีกลุ่มชาวตะวันออกกลางที่มีประวัติถูกจับกุมดำเนินคดีและผลักดันออกนอกราชอาณาจักร พร้อมกับมีการบันทึกข้อมูลในบัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) และดำเนินการส่งกลับไปยังประเทศต้นทางเป็นที่เรียบร้อย มีการลักลอบกลับเข้ามาในประเทศอีกครั้ง โดยมีพฤติการณ์หลบซ่อนตัวอยู่ในย่านสุขุมวิทเพื่อจะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต เนื่องจากย่านดังกล่าว มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของกลุ่มดังกล่าว พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 จึงได้ มีประชุมสั่งการ ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่หาข่าวและตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบกับบุคคลต่างด้าวรายหนึ่งเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมถนน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคนต่างด้าวก็แสดงท่าทีมีพิรุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงแสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวหรือหนังสือเดินทาง ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าบุคคลต่างด้าวคนดังกล่าวคือนาย โมฮัมเมด ถือหนังสือเดินทางสัญชาติ อียิปต์ และจากการสอบถามพบว่าคนต่างด้าวรายนี้เดินทางเข้ามา ในราชอาณาจักรและพำนักอยู่ในราชอาณาจักร

โดยการอนุญาตสิ้นสุดมาเป็นเวลากว่า 1 ปี เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม ที่ กก.สส.บก.ตม.1 จนได้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางของนายโมฮัมเมดว่า นายโมฮัมเมดเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุม เมื่อปี 2561 ในพฤติกรรมเป็นมาเฟียอาหรับ ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในบริเวณซอยนานาให้กับนักท่องราตรีชาวต่างชาติ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top