Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ไม่ทน ส่งทนายฟ้องแล้ว ชี้! จงใจทำให้อาย ปมถูกถอดพ้นศิลปินแห่งชาติ

9 กันยายน 2564 นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี โพสต์เฟซบุ๊กภาพถ่ายร่วมกับคณะทนายจาก "ภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน" พร้อมกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) มีมติยกเลิกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติของตน ว่า 

เรื่อง "ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติ" ของผมนั้น ผมขอบคุณในคำแนะนำและกำลังใจจากหลายท่าน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน ด้วยความรู้สึกปีติอย่างยิ่ง คำแนะนำของท่านในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายทำให้ผมรู้สึกว่าต้อง "ไม่เฉย" ความจริงผมก็ปรึกษาหารือกับเพื่อนมิตรมาตลอด และเห็นว่า แม้ผมจะไม่แยแสแล้ว แต่ก็จำต้องถามหาบรรทัดฐานของความถูกต้อง ยิ่งเห็นวิธีปฏิบัติที่มีธงนำมาอย่างสามานย์ โดยตั้งใจทำให้ผมเสียหาย อับอาย ก่อนจะได้รับหนังสือ "ยกเลิกการยกย่อง" จากกระทรวงวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ ที่มาล่าช้ากว่าข่าวที่ปรากฏถึง 10 วัน ทำให้เห็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากลและ "ผิดปกติ" มากขึ้น

ทั้งที่ก็น่าจะให้เกียรติกันบ้างในฐานะที่ผมเคยมีส่วนร่วมก่อตั้งโครงการนี้มาตั้งแต่ครั้งริเริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2527 ในสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และอีกทั้งผมยังเคยเข้าไปช่วยงานเป็นคณะอนุกรรมการ สาขาวรรณศิลป์ ในช่วงปี พ.ศ. 2533 - 2535 ขณะเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมยังมี "สถานะ" เป็นแค่หน่วยงานเล็ก ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการที่เรียกว่า "สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ" (สวช.) โดยได้รับเชิญจาก ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ที่เป็นเลขาธิการของสำนักงานนี้ในขณะนั้น

เอาเป็นว่าการประชุมลับของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ที่ร่วมมือกันแก้ไขกฎกระทรวงเมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อให้สามารถยกเลิกการยกย่อง "ศิลปินแห่งชาติ" ในครั้งนี้ได้นั้น สาธารณชนคงจะได้ทราบว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติคณะนี้เหมือนจะตั้งธงไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม คือมีเป้าทางการเมืองที่จะทำให้ผมอับอายและเสียหายในประวัติชีวิตการทำงาน

เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับจากการปฏิบัติราชการอย่างไม่ถูกต้อง และเพื่อสร้างบรรทัดฐานเรื่องนี้ไว้ให้ปรากฏแก่ "ศิลปินแห่งชาติ" คนอื่น ๆ ในเวลาต่อไป ไม่ว่าท่านจะมีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไร บัดนี้ เรื่องนี้ก็ได้ปรากฏให้สาธารณชนได้ร่วมพิจารณารับทราบเรียบร้อยแล้ว

เพื่อดำรงขั้นตอนต่าง ๆ ตามกฎหมายให้ถูกต้อง ผมจึงได้มอบอำนาจให้กับทนายจาก "ภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน" เพื่อช่วยทำความจริงให้ปรากฏว่า "การยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติ" ของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ครั้งนี้มีความชอบธรรมในคำสั่งทางราชการหรือไม่

ความคืบหน้าในเรื่องนี้จะเป็นเช่นใด ผมจะรายงานให้สาธารณชนรับทราบเป็นระยะต่อไป ขอขอบคุณในทุกคำแนะนำและความปรารถนาดีที่ท่านได้มอบเป็นไมตรีมาให้แก่ผมในช่วงบั้นปลายของชีวิต”


ที่มา : https://www.facebook.com/people/สุชาติ-สวัสดิ์ศรี/100007995606560

'ทำมากกว่าพูด' โดย ‘หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี’ ผู้ร่วมก่อตั้ง 'ต้องรอด' | Contributor EP.21

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ได้สัมผัสห้วงเวลาแห่งความเป็นและความตายมาด้วยตัวเอง รวมถึงยังได้สูญเสียคนรอบกายที่ต้องมลายด้วยมหันตภัยเชื้อร้ายนี้

ปลุกกระตุ้นให้เขา 'หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล' หนึ่งในอาสาสมัครและผู้ร่วมก่อตั้ง 'ต้องรอด' โดยกลุ่ม Up for Thai ตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของสังคมไทย ในการช่วยเหลือทุกภาคส่วน ทั้งบุคลากรด่านหน้า หาเตียงให้คนไข้ สนับสนุนด้านอาหารแก่ผู้ข้องเกี่ยว

และอีกหลากภารกิจ “เพื่อพาคนไทยผ่านวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน” เท่าที่จะทำได้ในแบบที่...

'ทำ' มากกว่า 'พูด'

.

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผต.ก.ศึกษาธิการ เปิดงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “สธ. และ ศธ. ห่วงใยคนในสถาบันศึกษาปอเนาะ จ. ปัตตานี” หวังผู้สอนสถาบันศึกษาปอเนาะ สร้างความเข้าใจสถานการณ์การแพร่ระบาดแก่ผู้เรียน

วันที่ 9 กันยายน 2564  นายณัฐพงษ์ นวลมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 7 เป็นประธานการเสวนาออนไลน์ภายใต้กิจกรรม “สธ. และ ศธ. ห่วงใยคนในสถาบันศึกษาปอเนาะ จังหวัดปัตตานี” เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจแก่ผู้บริหารสถาบันศึกษาปอเนาะรวมถึงครูอาสาสมัครในสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยมี นายแพทย์สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต นายนันท์ สังข์ชุม รองศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี นายวาทิต มีสนุ่น ผอ.ศปบ.จชต. นายอุดร สิทธิพาที ผอ.กศน. ปัตตานี นายอามีน กะดะแซ ผอ.สช.ปัตตานี นางเปรมจิต หงษ์อำไพ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี และนายอับดุลอาซิส ยานยา นายกสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ และครูผู้สอนในสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดปัตตานี เข้าร่วมรับฟังการเสวนาผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมรูสะมิแล สำนักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี

พร้อมกันนี้ผู้ตรวจราชการและคณะได้ทำพิธีส่งมอบน้ำดื่มจำนวน 1,728 แพ็ค, หน้ากากอนามัยจำนวน 40 กล่อง และพืชสมุนไพรตามโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ห่วงใยต้านภัยโควิดเฉลิมพระเกียรติให้กับ รพ.สนามจังหวัดปัตตานี ผ่านตัวแทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี

ทางด้านนายณัฐพงษ์ นวลมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 7 กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19)สถาบันศึกษาปอเนาะ จังหวัดปัตตานี มีข้อกำหนดโดยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบ On-Hand เป็นหลักเพราะจะมาอยู่ร่วมกันไม่ได้ ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 จำนวนมาก ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลก็คือการที่นักเรียนกลับไปบ้านแล้วกลับเข้ามาในสถาบันปอเนาะ ถ้าหากมีนักเรียนคนใดคนหนึ่งกลับมาอยู่ในสถาบันการศึกษาปอเนาะจะต้องกักตัวก่อน 14 วัน ซึ่งในบางสถาบันศึกษาปอเนาะ จะเป็นนักเรียนที่อยู่ประจำ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จะออกนอกพื้นที่ไม่ได้ โดยจะต้องอยู่ในสถาบันศึกษาปอเนาะทุกวันและต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่แบบ 100% โดยห้ามคนในออกคนนอกเข้าไม่เช่นนั้นการแพร่ระบาดจะเกิดขึ้น

ส่วนในการจัดการเรียนการสอนจะเป็นไปใน 3 รูปแบบ ดังนี้

1.ใช้ระบบ ON-HAND เป็นหลัก ซึ่งครูจะสามารถที่จะประสานกับนักเรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ ผ่านทางบาบอโดยมอบนโยบายในการจัดการเรียนการสอนต่างๆให้กับนักเรียนได้อ่านและตอบ

2.ใช้ระบบ ON–DEMAND ซึ่งบางคนมีมือถือเครื่องมือสื่อสารที่จะสามารถติดต่อสื่อสารกับครูได้ ซึ่งจะใช้คลิปเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว

3.ใช้ระบบ ON-AIR ซึ่งในบางพื้นที่ก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้แต่ก็มีน้อย ก็จะสามารถจัดการเรียนการสอนใน 3 รูปแบบได้

ซึ่งในขณะนี้การจัดการเรียนการสอนแบบ ON-SITE ไม่ได้เด็ดขาด เพราะพื้นที่จังหวัดปัตตานีเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม การจัดการเรียนการสอนแบบ ON-SITE ต้องได้รับการอนุมัติจาก ศบค. จังหวัดปัตตานีเป็นหลัก ในขณะนี้การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็นปัญหาและอุปสรรคในด้านเครื่องมือต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว และร่วมหารือหาทางแก้ไข และในส่วนของเด็กยากจนที่ยังขาดอุปกรณ์ในการเรียนการสอนนั้นในขณะนี้ต้องยึด ศบค.เป็นหลักคือเงินอุดหนุนบางส่วน สามารถที่จะสนับสนุนจัดอุปกรณ์การเรียนการสอน เช่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งต้องรอทำการตกลงกันระหว่างกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ยังกล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ในกิจกรรม “สธ. และ ศธ. ห่วงใยคนในสถาบันปอเนาะ” สืบเนื่องจากการตรวจราชการในหลายพื้นที่ในห้วงที่ผ่านมานั้น ยังมีประเด็นที่น่ากังวลคือ การสร้างการรับรู้รวมถึงแนวทางการป้องกันมาตรการการป้องกัน Covid-19 ยังไม่รัดกุมเท่าที่ควรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งสร้างการรับรู้ระหว่างรัฐกับประชาชนทั่วไป รวมถึงนักเรียนนักศึกษาในประเด็นดังกล่าวให้มากขึ้น และควรจะต้องดำเนินการให้เร็ว ครอบคลุมให้มากที่สุด ทางสาธารณสุขในพื้นที่ และศึกษาธิการจังหวัดจึงได้ร่วมกันประชุมหารือ หาแนวทางมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือสถาบันการศึกษาปอเนาะ โดยสถานศึกษานั้น ๆ จะต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กำหนด

ส่วนเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น ขณะนี้ทางศึกษาธิการจังหวัดได้ดำเนินการให้บุคลากรทางการศึกษาทุกแห่งได้ฉีดวัคซีนวัคซีน เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนแล้ว โดยหลังจากนี้ศึกษาธิการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจถึงมาตรการต่าง ๆ ต่อสถานศึกษาในความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการรับรู้ และมีการปฏิบัติเรื่องการป้องกันโควิด-19 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป

โควิดกระหน่ำซ้ำเติม! ชุมชนบนตึกร้างบางพลัด ขาดรายได้ - ไร้อาหารประทังชีวิต ด้าน “พันธมิตรจิตอาสา” สานพลังปันสุข ลุยส่งข้าวกล่องได้ปันอิ่ม

ส่งความสุขปันอิ่มถึงบ้าน! วันที่ 9 กันยายน 2564 เริ่มจุดแรก ที่ชุมชนคลองสวนแดน ซอยจรัญสนิทวงศ์ 96/2 กรุงเทพมหานคร นายสมชาย จรรยา อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรม ตัวแทนนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่น 1 (ปสม.) พร้อมด้วย นายนพดล ลิปิเวชกุลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคเมดะ ประเทศไทย จำกัด ตัวแทนหลักสูตร เสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่น 12 (สสสส.) และคุณสุกัญญา จรรยา ผู้จัดการมูลนิธิสหชาติ พร้อมกลุ่มช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 ในนาม “พันธมิตรจิตอาสา”

ลงพื้นที่เขตบางพลัด นำยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย น้ำดื่ม พร้อมข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมทาน รับจากจุดส่งมอบห้างโลตัส สาขาบางกะปิ ภายใต้โครงการ "ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19" บริษัทในเครือซีพี ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นระยะที่ 2 ที่จะมีไปจนถึงในที่ 26 กันยายน โดยมีนายศีลธรรม พัชรประกาย หรือลุงตุ๊ อดีตประธานสภาเขตบางพลัด พร้อมชาวบ้านมารับมอบ

จากนั้นเดินทางต่อไปยังชุมชนตึกร้าง สุดซอยจรัญสนิทวงศ์ 95/1 นำสิ่งของต่างๆ และอาหารพร้อมทาน ส่งมอบให้กับชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในตึกร้าง โดยพันธมิตรจิตอาสา เป็นสะพานบุญรับมอบส่งต่อให้ถึงมือชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ขาดรายได้ คนว่างงาน กลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่กักตัวดูอาการ หรือทำ Home Isolation อยู่ที่บ้าน ในพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล และพื้นที่สีแดง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

นางสุนันท์ พวงประเสริฐ ผู้ดูแลชุมชนตึกร้าง เปิดเผยว่า ชุมชนแห่งนี้มีประชากรกว่า 150 ครัวเรือน มีผู้พักอาศัยกว่า 200 คน หลายครอบครัวที่มาอาศัยบนตึกร้าง จากการถูกไล่ที่ก่อสร้างทางด่วน จึงมาอาศัยอยู่บนตึกร้าง ส่วนใหญ่มีอาชีพเก็บของเก่า อาชีพแม่บ้าน และขายของตามตลาดนัด เมื่อเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา ทำให้ต้องประสบปัญาขาดรายได้ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ขาดแคลน และขอขอบพระคุณกลุ่มพันธมิตรจิตอาสา และผู้ใหญ่ใจดี นำอาหารมาแบ่งปันช่วยบรรเทาทุกข์ และขอวิงวอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางชุมชนของเรายังประสบปัญหาขาดแคลนสิ่งของในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะข้าวสาร อาหารแห้ง

ด้านนายสมชาย จรรยา เปิดเผยว่า พันธมิตรจิตอาสายังลงพื้นที่แบ่งปันความสุขต่อเนื่อง ทางเรายินดีต้อนรับ หน่วยงาน ห้างร้าน องค์กร หรือบุคคลทั่วไป มาเป็นพันธมิตรช่วยพี่น้องคนไทยในยามที่ลำบาก เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ติดต่อได้ที่หมายเลข 065-982-6689

'หมอยง' ชี้ ก่อนเลือกให้วัคซีนโควิดในเด็ก ต้องมีความปลอดภัยสูงมากจึงจะคุ้มค่า

10 ก.ย. 64 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

โควิด-19 วัคซีน
การให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก

ทุกคนควรได้รับวัคซีน แต่ปัญหาโรคโควิด-19 มีความรุนแรงในผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว

เด็กถึงแม้จะเป็นโควิด จะมีอาการน้อย โอกาสเป็นปอดบวมน้อยมาก และยิ่งน้อยมาก ๆ ที่จะเสียชีวิตจากโควิด-19

การให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก วัคซีนจะต้องมีความปลอดภัยสูงมาก จึงจะคุ้มค่า เพราะตัวเด็กเอง โดยเฉพาะวัยเรียน เป็นแล้วไม่รุนแรง นอกจากจะนำเชื้อมาสู่ผู้แก่ ผู้เฒ่าที่บ้าน หรือทำให้เกิดการระบาดได้โดยเฉพาะในโรงเรียน ที่มีคนอยู่ร่วมกันมาก ๆ  

การให้ mRNA วัคซีนในเด็กอายุ 12-17 ปี มีความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถ้าคำนึงถึงผลได้ ผลเสียในระยะเวลา 120 วัน เด็กอายุ 12-17 ปี ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 mRNA 1 ล้านคน จะป้องกันการเสียชีวิตในเด็กชายได้  2 คน และถ้าเป็น เด็กหญิง 1 คน

ถ้าฉีดวัคซีน mRNA เข็มที่ 2 มีโอกาสเป็นกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในเด็กวัยชาย (12 ถึง 17 ปี) 59-69 คน เด็กวัยหญิง 8-10 คน ใน 1 ล้านคนที่ฉีดวัคซีนใน (ประเทศสหรัฐอเมริกา) MMWR July 9 2021; 70 (27): 977 -982

กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรจะได้รับวัคซีนก่อนให้มากที่สุด เพื่อลดความรุนแรงของโรค และอัตราการเสียชีวิตก่อน แล้วถ้าวัคซีนมีมากเพียงพอ ทุกคน ก็ควรได้รับวัคซีน รวมทั้งเด็กด้วย

ความเสี่ยงและประโยชน์ที่ได้ จะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครอง


https://www.facebook.com/yong.poovorawan/posts/6265384423504122

‘หมอนิธิ’ วอน 3 หน่วยงาน กล้าตัดสินใจฉีดวัคซีนในเด็ก ชี้คิดช้าคงไปโรงเรียนไม่ได้

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้...

ช่วงนี้ 27% ของเคสใหม่ใน อเมริกาเป็นเด็กเยาวชน สำหรับประเทศไทย อย. และกระทรวง สธ. และผมขอเพิ่มกระทรวงศึกษาธิการคงไม่อยากเห็นแบบนี้ในประเทศ ทางเดินมีได้สองทาง คือ 1.) ไม่ต้องเปิดเรียนไปเรื่อย ๆ และฉีดวัคซีนให้ผู้ใหญ่ให้ได้มากกว่านี้ก่อน 2.) ฉีดวัคซีนให้เด็กแล้วเปิดเรียนด้วยมาตรการรักษาระยะห่างใส่หน้ากากเลี่ยงที่แออัด อย่างเคร่งครัด

ยิ่ง อย. ยิ่งคิดและตัดสินใจช้า เด็กก็คงกลับไปโรงเรียนไม่ได้ หรือได้แต่เสี่ยง อย่างที่เคยพูดไว้นานมาแล้วว่า เรื่องของระบาดวิทยาการระบาดของโรคแบบโควิดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์อย่างเดียว แต่สังคมวิทยามีความสำคัญพอ ๆ กันหรือมากกว่า

เด็ก ๆ ทั้งวัยเรียนประถม มัธยม และอุดมศึกษา ไม่ได้กลับไปชั้นเรียนมากันกว่าปีแล้ว เด็ก ๆ ไม่ได้เจอเพื่อนตัวเป็น ๆ ไม่ได้คุยกันเสียงดัง ๆ ไม่ได้แอบกินขนมหรือแอบเล่นโทรศัพท์ในห้องเรียนให้ครูดุ กันทั้งปี เด็กที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ยังไม่เคยได้ไปใช้ชีวิตใหม่ที่โลดโผนในปีแรกของการเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย

เด็กรุ่นช่วงนี้คงเกิดแผลเป็นในการพัฒนาทางสังคมไปตลอดจนเป็นผู้ใหญ่

นี่ไม่นับคุณภาพการเรียนการสอนออนไลน์ที่เด็กและครูในเมืองกับคุณภาพอินเทอร์เน็ตที่แตกต่างจะยิ่งทำให้ช่องว่างทางการศึกษาที่มีมากอยู่แล้วยิ่งมากขึ้นไปอีก เพราะแน่นอนว่าลูกคนมีฐานะย่อมมีอุปกรณ์และการสื่อสารที่แตกต่างกับในที่ห่างไกลอย่างมาก

ไม่ต้องพูดถึงเด็ก ๆ ชายขอบ!!!

เข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาพิจารณาการใช้วัคซีนในเด็กของ อย. จะมีความรู้ความชำนาญด้านการแพทย์และวัคซีนที่เก่งที่สุดในประเทศแล้ว แต่ผมไม่มั่นใจว่าใคร ๆ ใน อย. และผู้กำหนดนโยบายจะคำนึงถึงเรื่อง สังคม และคุณภาพการศึกษาด้วยแค่ไหนครับ ไม่อยากให้ท่านเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแผลเป็นทางสังคมให้เด็ก ๆ และทำให้ช่องว่างทางการศึกษาในเยาวชนไทยกว้างขึ้นกว่านี้ โดยที่เยาวชนเหล่านี้จะเป็นพลเมืองทรัพยากรของชาติเราในอนาคตอันใกล้...อยากให้คนเก่งประเทศไทย คิดแล้วทำเองได้ก่อนใคร ๆ บ้าง อย่าไปรอให้ชาติใด ๆ ตัดสินใจก่อนเลยครับ กล้าตัดสินใจกันหน่อยครับ


ที่มา : https://www.facebook.com/nithi.mahanonda/posts/10159490288503895

'พิธา' ยืนยัน พรรคก้าวไกลงดออกเสียง แก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 3

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่อาคารรัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล เเถลงข่าวต่อสื่อมวลถึงจุดยืนของพรรคก้าวไกลของการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ที่จะเกิดภายในวันนี้ 

พิธา กล่าวว่า จุดยืนของพรรคก้าวไกลในการที่จะโหวตในวาระ 3 ครั้งนี้ คือ งดออกเสียง ด้วยเหตุผลในหลายประเด็น 

ประเด็นแรก พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับร่างดังกล่าวตั้งแต่วาระแรก และยืนยันว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นถูกผูกด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องแก้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถแก้ไขได้ทุกหมวดและทุกมาตรา ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาถูกผูกด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากประชาชนยังจำได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผ่านเพียงร่างของพรรคประชาธิปัตย์ร่างเดียว และให้สามารถแก้ได้เพียง 2 มาตรา 

ประเด็นที่สอง หลังจากที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถูกลดทอน เหลือเพียงการแก้ไขระบบการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลมีความเห็นว่า ควรที่จะแก้ไขระบบเลือกตั้งเพื่อที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า และถอดบทเรียนจากระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตทางการเมืองในอดีต เราเห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ เพื่อที่จะขจัดการเหมารวมเจตจำนงของประชาชน ดังนั้นการเลือก ส.ส. 1 ใบ และพรรค 1 ใบ จึงมีความชัดเจน 

ในขณะเดียวกัน เรื่องการคำนวณ​ เราสนับสนุนให้มีการคำนวณจำนวน ส.ส.ในระบบที่โปร่งใสเป็นธรรม และทำให้การเมืองเข้มแข็ง เป็นการเมืองที่โอบรับความหลากหลายจากทุกภาคส่วนของประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของพรรคก้าวไกล จนกระทั่งวันนี้ (10 ก.ย. 64) ที่จะมีการลงมติโหวตในวาระ 3  

“พรรคก้าวไกล ยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญปี 60 ในการสืบทอดอำนาจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มิอาจเห็นชอบกับผลลัพธ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งในวาระ 1 และวาระ 2 พรรคก้าวไกลจึงของดออกเสียง เพื่อเป็นการชี้ชะตาของผู้ที่ต้องการที่จะเสนอเงื่อนไขให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะมีเสียงสนับสนุนมากน้อยเพียงใด"

พิธา กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่สุด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล พร้อมที่จะสู้ในทุกกติกา ในทุกสนาม ในทุกเมื่อ พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ทั้งปัญหาวิกฤตบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองต่อไปในอนาคต 

เมื่อถามถึงกรณี พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐที่มีกระแสขัดแย้งกันภายในพรรค ภายหลังการลาออกของ 2 รัฐมนตรีช่วยนั้น หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุว่า เสถียรภาพภายในพรรคและของรัฐบาล และที่เป็นผลตามมาต่อความไร้เสถียรภาพของพรรคและรัฐบาล คือคุณภาพในการแก้ไขบ้านเมืองในปัจจุบัน พรรคก้าวไกลขอส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่าช่วยให้ความสำคัญอย่างตรงจุดคือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มากกว่าปัญหาของศึกภายในพรรคของตัวเอง

แป้งมัน ฝันสลาย​​!! ​​​| MEET THE STATES TIMES EP.19

????คุยประเด็นฮอต!! แป้งมัน ฝันสลาย​​!!
????เจาะลึกเบื้องหลังสละที่นั่ง รมช.เกษตรฯ เซ่นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ!

ในรายการ MEET THE STATES TIMES

ดำเนินรายการโดย หยกTHE STATES TIMES

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

พาณิชย์ รับธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตดาวเด่น รายพุ่งแสนล้าน

นายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์ธุรกิจในช่วงเดือนก.ค. 2564 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในการเข้าสู่การค้าออนไลน์ พบว่า ธุรกิจที่กลายเป็นดาวเด่นประจำเดือนนี้คือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต (e-Commerce) ปัจจุบันมีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวน 3,525 ราย และตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2564 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ภายใน 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) จำนวน 794 ราย ซึ่งมีจำนวนเกือบเท่ากับปี 2563 ตลอดทั้งปี ที่มีจำนวน 798 ราย 

แต่หากเปรียบเทียบในช่วงเดือนก่อนหน้าพบว่า ในเดือนก.ค. 2564 มีจำนวน 112 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. 2564 ที่มีจำนวน 106 ราย คิดเป็น 5.66% และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก.ค. 2563 ที่มีจำนวน 79 ราย ก็แสดงให้เห็นว่าการจัดตั้งธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ยังมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องคิดเป็น 41.77% เป็นที่น่าจับตามองถึงยอดจดทะเบียนในครึ่งปีหลังที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจนี้กลายเป็นธุรกิจดาวเด่นของปี 2564 

นายสินิตย์ กล่าวว่าธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตถือเป็นธุรกิจที่มีการรายได้ภายในประเทศสูงถึงระดับแสนล้านบาทต่อปี โดยในปี 2563 ธุรกิจนี้มีรายได้รวมอยู่ที่ 111,670.15 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สามารถใช้บริการได้แบบใกล้ตัวผ่านโทรศัพท์มือถือ ชำระค่าบริการสินค้าได้ทันทีผ่าน Mobile Banking และระบบการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตภายใต้การระบาดของโรคโควิด-19 ยังผลักดันครั้งใหญ่ให้ผู้บริโภคลดการเดินทางออกจากบ้าน จึงจำเป็นต้องซื้อสินค้าผ่านทางโลกออนไลน์เป็นหลัก ทำให้ธุรกิจในกลุ่มนี้ได้รับผลเชิงบวกตามไปด้วย 

พม. จับมือสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จัดสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ปี 2564 หัวข้อ "โควิด 19 สู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อคนพิการ" 

นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 หัวข้อ "โควิด 19 สู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อคนพิการ" (From COVID-19 to Development of Innovation for Persons with Disabilities) ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นเจ้าภาพหลัก 

นางพัชรี กล่าว่า ด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสถาบันการศึกษา องค์กรด้านคนพิการ และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำบันทึกความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนางานวิชาการ วิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก และการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานด้านวิจัย งานวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมทั้งจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โดยได้นำเสนอผลงานวิชาการ งานนวัตกรรม และนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มากกว่า 250 เรื่อง  

นางพัชรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับปี 2564 กระทรวง พม. โดย พก. จึงได้ดำเนิน "โครงการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" ภายใต้งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 หัวข้อ "โควิด 19 สู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อคนพิการ" (From COVID-19 to Development of Innovation for Persons with Disabilities) ด้วยรูปแบบออนไลน์ (Fully online) ลักษณะ Hybrid and Virtual Conference ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ในการป้องการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือภาคีเครือข่าย ในการผลิตผลงานวิชาการด้านคนพิการ และเป็นช่องทางการสนับสนุนงานพัฒนางานวิจัยที่มีมาตรฐานสูง และสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งนำนวัตกรรมองค์ความรู้มาต่อยอดทางความคิดและสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนอาจารย์ นักวิจัย บุคลากร นิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ร่วมศึกษา ค้นคว้า วิจัย วิชาการเพื่อพัฒนางานด้านคนพิการ

นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานสัมมนาวิชาการฯ ปี 2564 มีกิจกรรมที่สำคัญ คือ พิธีการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระหว่างกระทรวง พม. โดย พก. กับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 72 แห่ง อีกทั้งพิธีการมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการฯ ปี 2565 ให้แก่มหาวิทยาลัยนเรศวร นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ "โรงพยาบาลสนามเพื่อคนพิการ" รูปแบบออนไลน์ โดย พก. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และองค์กรด้านคนพิการ และการบรรยายพิเศษ ได้แก่ 1) หัวข้อ "Hone Isolation สำหรับคนพิการ" โดย สถาบันสิรินธรฯ และ 2) หัวข้อ "อาชีพที่ใช่สำหรับคนพิการหลังโควิด 19"  โดยมหาวิทยาลัยนเรศวร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top