Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

ปทุมธานี – บิ๊กแจ็ส ชูสมุนไพรไทย! ทางเลือกเสริมภูมิคุ้มกันสู้โควิด-19

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2564 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ตำบลบ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี พระมหาขวัญชัย เจ้าอาวาสวัดน้ำตกหรือวัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร , นายชูศักดิ์ ศรีราชา รองประธานมูลนิธิตามรอยบาทพระศาสดา , แถลงข่าวเปิดตัวสมุนไทยเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในยุคไวรัสโควิด-19 ระบาดอยู่ในขณะนี้

โดยมี ดร.สิริภัทร ชมัฒพงษ์ คณบดีแพทย์บูรณาการ มทร.ธัญบุรี , ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต , นางดารา นวลสุทธิ์ แพทย์แผนไทย และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังการแถงข่าวสมุนไพรไทยทางเลือก ซึ่งมีส่วนผสมสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ฟ้าทลายโจร เหงือกปลาหมอ หนุมานประสานกาย พลูคาว และกระชาย ซึ่งเป็นสูตรรักษาไข้พิษไข้กาฬ ซึ่งยาสมุนไพรไทย 5 ชนิดเป็นตำรับยาวัดคีรีวงก์ เสริมภูมิต้านไข้พิษไข้กาฬ ใช้รับประทานในระหว่างที่มีโรคระบาด ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วย ฟ้าทลายโจร 44 มิลลิกรัม , เหงือปลาหมอ 89 มิลลิกรัม , หนุมานประสานกาย 89 มิลลิกรัม , พลูคาว 89 มิลลิกลัม และกระชาย 89 มิลลิกรัม หากยังไม่ติดเชื้อให้รับประทานครั้งละ 2 แคปซูลต่อสัปดาห์ หลังอาหารหรือก่อนนอน ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้ว (โดสละ 28 แคปซูล) ผู้ใหญ่ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หลังอาหาร ต้องรับประทานต่อเนื่อง 7 วัน เพื่อเพิ่มฤทธิ์ยาให้ดื่มน้ำหอมแดงต้ม 1 แก้วต่อ1วัน

พระมหาขวัญชัย เจ้าอาวาสวัดน้ำตกหรือวัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร กล่าวว่า อยากให้ญาติโยมทุกท่านเปิดใจรับฟังก่อน ว่าความเป็นมาในการใช้สมุนไพรไทยมีความเป็นมาตั้งแต่อดีต อาตมาได้ทำสมุนไพรแจกให้กับชาวบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เพื่อให้ทานเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากโรคที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ตามหลักที่คนโบราณได้ใช้สมุนไพรดูแลชาวบ้านมา ซึ่งการใช้ยาสมุนไพรอย่างถูกวิธี เช่น นายก อบจ.ปทุมธานี ได้เอายาสมุนไพรทดลองใช้กับชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายตำหรับ ซึ่งเป็นผลผลิตจาก แพทย์แผนไทยและพื้นบ้านทั่วประเทศ เพื่อต้องการช่วยเหลือชาวบ้าน แล้วสรุปเมื่อใช้แล้วเห็นผลว่าเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สูตรยานี้หลวงปู่พัน จันทสิริ อดีตเจ้าอาวาสวัดบรรพตวิสัย จังหวัดชุมพร ท่านเคยได้ใช้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวบ้านในสมัยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว โดยมีสูตรสมุนไพรดังนี้ พลูคาว หนุมานประสานกาย เหงือกปลาหมอ กระชาย และฟ้าทลายโจร ซึ่งสูตรยานี้เป็นของคนไทยทั่วประเทศ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคนทั่วประเทศที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกับ เพื่อให้ประเทศไทยของเรากลับมาสงบสุข

ส่วน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า ตนเองได้ศึกษาเรื่องยาสมุนไพรมากว่า 30 ปี ที่ผ่านมาเราใช้สมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราต้องนึกถึงการใช้สมุนไพร ซึ่งศาสตร์ของพระมหาขวัญชัย อัคคชโย วัดคีรีวงก์ จังหวัดชุมพร ตนจึงได้ศึกษาดู หากใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรอย่างเดียวตามที่สาธารณสุขจ่ายให้คนไข้โควิด-19 เพียงแต่ชะลออาการ หากมีสมุนไพรตัวอื่นร่วมด้วย เช่น หนุมานประสานกายที่มีสรรพคุณฟอกปอด และสมุนไพรตัวอื่น ๆ ทั้งนี้ยาชุดนี้ไม่ได้คุยว่ารักษาโควิด-19 ได้ เพียงแต่ว่าเป็นการเสริมภูมิในร่างกาย เราได้ทดลองกับคนไข้จำนวน 100 คน ที่ผ่านมาตรวจคัดกรองด้วยแรปบิทแอนติเจนเทส เป็นผลบวกวันละ 40-50 คน เมื่อพบว่าติดเชื้อเราได้ทำประวัติและถ่ายภาพไว้ แล้วรับยาไป แล้วต้องทาน ผ่านไป 5 วันกลับมาตรวจใหม่ ผลออกมาเป็นลบ จะให้เราเข้าใจว่าอย่างไร ตนไม่ได้บอกว่าหายหรือไม่หาย แต่บอกว่าผลเป็นลบ นอกจากนี้ยังได้เอ็กซเรย์ปอดซ้ำพบว่าปอดปกติ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

ซึ่งคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่า สาธารณสุขจะยอมรับหรือไม่ หากเปิดใจยอมรับแพทย์สมุนไพร ผู้ใหญ่ในสาธารณสุขก็โตมาจากสมุนไพร ลอกเปิดใจกัน เอาวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มา รีบวิจัยตรงนี้ด่วน หากพบว่าสมุนไพรมีผลจริงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านโควิด-19 ได้จริง สมุนไพรไทยจะเป็นสินค้าส่งออกทำเศรษฐกิจไทยฟื้นฟูขึ้นมาได้ เพราะว่าโควิ-19ได้ระบาดไปทั่วโลก ทั่วโลกก็ต้องคิดถึงสมุนไพรไทย จะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดรายได้อย่างดี ที่ผ่านมาผมได้ทดลองภายในจังหวัดปทุมธานี ต่อจากนี้ผมจะแจกยาสมุนไพรตัวนี้ให้พี่น้องชาวปทุมธานีให้ไปทานเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายของพี่น้องชาวปทุมธานี ตนเองจะพาพี่น้องชาวปทุมธานีให้รอดจากสงครามไวรัสครั้งนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัย

ทางด้าน นายเอกภพ คงมีสุข อายุ 52 ปี ชาวปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมาพบว่าตนเองมีอาการไม่สบาย จึงได้เดินทางมาตรวจคัดกรองด้วยแรปบิทแอนติเจสเทสที่ อบจ.ปทุมธานี ผลตรวจออกมาเป็นบวก ทางอบจ.ให้ยาสมุนไพรมาทาน ผมก็ทานตามที่ฉลากแนะนำ ขณะที่ป่วยมีอาการลิ้นไม่รู้รส จมูกไม่ได้กลิ่นเลย จนอาการดีขึ้นก็คือกินข้าวแล้วรู้สึกถึงรสชาต ได้กลิ่มหมอของน้ำแกง จากนั้นวันที่ 19 ผมเข้ามาตรวจที่ อบจ.พบว่าผลออกมาเป็นลบ


ภาพ/ข่าว  สหรัฐ แก้วตา รายงาน

ระยอง - สภ.เมืองระยอง เปิดตัวโครงการ “ระยอง สมาร์ท เซฟตี้โซน 4.0”ใช้ระบบกล้อง CCTV และแอพพลิเคชันแจ้งเหตุร้ายได้รวดเร็ว คุมพื้นที่ 4.4 ตารางกิโลเมตร

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2564 ที่ สภ.เมืองระยอง ต.ท่าประดู อ.เมืองระยอง จ.ระยอง พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภ.2 รรท.ผบก.ภ.จว.ระยอง เป็นประธานเปิดตัวโครงการ”สมาร์ เซฟตี้ โซน 4.0(SMART SAFETY ZONE 4.0)สู่นวัตกรรมใหม่ของความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะสุดล้ำ และการร่วมมือภาคประชาชน “เชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน”  มี พ.ต.อ.พรัชต์ศรุต วัชรธนโยธิน ผกก.สภ.เมืองระยอง และผู้นำชุมชนในเขตรับผิดชอบ สภ.เมืองระยอง เข้าร่วมโครงการ โดยมีการปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกรณรงค์เคาะประตูบ้านประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมโครงการด้วย

พล.ต.ต.มานะ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ที่ต้องการลดความหวาดระแวงภัยอาชญากรรมแก่พี่น้องประชาชน และเกิดความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ของความปลอดภัยด้วยระบบกล้อง CCTV แอพพลิเคชั่นที่แจ้งข้อมูลอาชญากรรม เหตุด่วนเหตุร้ายได้รวดเร็วดังกล่าวมาใช้ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีสถานีตำรวจนำร่อง 15 แห่ง ซึ่ง สภ.เมืองระยอง เป็น 1ใน 3 แห่ง สังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ที่ได้นำโครงการดังกล่าวมาใช้ดูแลครอบคลุมพื้นที่ 4.4 ตารางกิโลเมตร เขตพื้นที่เทศบาลนครระยอง เทศบาลตำบลเนินพระ และเทศบาลตำบลเชิงเนิน ประชากร 8,053 ครัวเรือน ซึ่งการนวัตกรรมดังกล่าว จะประกอบด้วย 1.การใช้ระบบกล้อง CCTV จำนวน 130 ตัว และห้อง ควบคุม CCOC  กล้องวงจรปิดที่ใช้ในงานสืบสวน จราจรและสายตรวจ 24 ชม. / 2.ตู้แดง 4.0 / 3.แอพพลิเคชั่น police I lert u / 4.โครงการฝากบ้านกับตำรวจ 4.0 / 5.ติดตั้งระบบ GPS ในรถสายตรวจ / 6.ระบบแจ้งเอกสารหายออนไลน์ / 7.การสร้าง Line official account ของโครงการ / 8.การใช้ระบบไฟฟ้าโซลาเซล และ 9.เสาไฟฟ้าอัจฉริยะ


ภาพ/ข่าว  วฐิต กลางนอก / ธีรวัฒน์ อินธิพันธ์ รายงาน

บันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องการเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อข้อมูลผู้เสียหายเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัว ระหว่าง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กับสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

(6​ ก.ย.​ 64) นางอโนชา ชีวิตโสภณ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และพันตำรวจเอกกฤษฎางค์ จิตตรีพล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) โครงการนำร่อง การเชื่อมโยงข้อมูลคดีและส่งต่อข้อมูลผู้เสียหายเพื่อให้คำปรึกษาเพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวกลาง ระหว่าง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางและสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

โดยมีเจตจำนงที่จะร่วมมือและสนับสนุนการให้คำปรึกษา​ เพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัว ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมาย อำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลคดีเยาวชนและครอบครัวระหว่างหน่วยงานในการให้คำปรึกษา​ เพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหาย และครอบครัวในโอกาสแรกที่มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เกิดความสะดวก รวดเร็ว ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับการคำปรึกษา แนะนำและช่วยเหลือเยียวยาในทันทีสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคารศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร 

การนี้​ ได้รับเกียรติจาก นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางวิรา ยากะจิ ณ พิกุล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางสาวอัมภัสชา ดิษฐอำนาจ เลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

อบจ.พัทลุง​ จัดสรรงบ 1 ล้านบาท ซื้อถุงยังชีพ 2,000 ถุง ช่วยเหลือชาวพัทลุงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

(6 ก.ย.64)​ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ที่โรงยิมเนเซี่ยม 1,000 ที่นั่ง สนามกีฬากลางจังหวัดพัทลุง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ร่วมกับ นางสาวสุพัชรี  ธรรมเพชร ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าส่วนราชการมอบถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ชุด ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในเขตจังหวัดพัทลุง​ นำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้ง 11 อำเภอ 

นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง  กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านการดำรงชีพของประชาชนชาวพัทลุงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) 

ทาง อบจ. จึงได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อจัดหาถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ชุด ช่วยเหลือประชาชนที่ได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

นายก อบจ.พัทลุง ยังกล่าวด้วยว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ผ่านมา ทาง​ อบจ.​ ได้ร่วมมือกับทาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง โรงพยาบาลพัทลุง  และทางจังหวัดในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์การแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ การจัดซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ ช่วยเหลือประชาชนผ่านทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ฯลฯ 

ส่วนในกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไม  อบจ.พัทลุง​ ไม่พิจารณาจัดซื้อวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนนั้น นายวิสุทธิ์ฯ นายก อบจ.ได้ชี้แจงว่า จากการหารือกับทางจังหวัดได้รับการยืนยันว่า ในเดือน ตุลาคม 2564 ที่จะถึงนี้จะมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนเกือบ 100  เปอร์เซ็นต์​

ส่วนในเดือน พฤศจิกายน 2564 ก็จะมีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนด้วย จึงไม่ต้องการทำงานซ้ำซ้อนกัน และที่สำคัญนั้นทาง อบจ.พัทลุงมีงบประมาณที่จำกัด ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 นี้ ทางรัฐบาลยังค้างการจัดสรรงบประมาณให้ อบจ.พัทลุงมากกว่า 50 ล้านบาท

​​​​​​

ก.อุตฯ ร่วมกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น มอบวัสดุอุปกรณ์ใช้ป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ส่งต่อ รพ.สนามพื้นที่ 7 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

ผู้ประกอบการในจังหวัดชิมาเนะ ของประเทศญี่ปุ่น มอบวัสดุอุปกรณ์ใช้ป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ส่งมอบให้โรงพยาบาลสนามพื้นที่สีแดงเข้ม ผ่านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.)

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังเป็นประธาน ในกิจกรรมรับมอบวัสดุอุปกรณ์ป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากบริษัท ฮิโรเสะ โปรดักส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศ ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ

ทางบริษัท ฮิโรเสะฯ ได้ห่วงใยคนไทยจึงให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการป้องกันและรักษาโรคฯ จำนวน 5 รายการ ประกอบด้วย เครื่องผลิตออกซิเจน ขนาด 5 ลิตร จำนวน 18 เครื่อง หน้ากากอนามัย N95 จำนวน 8,634 ชิ้น ชุดป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จำนวน 2,050 ชุด ถุงหุ้มรองเท้า จำนวน 1,800 คู่  หมวกคลุมผม จำนวน 3,600 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำไปส่งต่อให้แก่โรงพยาบาลสนามในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ชลบุรี โดยให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้ประสานงานและส่งมอบ และได้ปล่อยขบวนรถ เพื่อส่งต่อวัสดุอุปกรณ์ฯ โดยเร็ว โดยเฉพาะเครื่องผลิตออกซิเจนที่มีความจำเป็นต่อผู้ป่วยอาการหนัก และในปัจจุบันเครื่องดังกล่าวมีไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย

“นอกจากนี้ ผมได้อนุมัติงบประมาณ 8 แสนบาท เพื่อให้เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ส่วนภูมิภาคจัดซื้อชุดตรวจโควิด (Antigen Test Kit) และชุด PPE สำหรับใช้ปฏิบัติงานเมื่อลงพื้นที่ตรวจประเมินสถานประกอบการ ในฐานะที่กระทรวงฯ เป็นเจ้าภาพหลักในการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ในโรงงาน ซึ่งขณะนี้มีการติดเชื้อลดลง อย่างต่อเนื่อง และจากคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 14/2564 สั่งการ ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2564 ได้มอบหมายให้

ผมเป็น “หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) ในสถานประกอบกิจการและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะครอบคลุมทั้ง ภาคการค้า การบริการ และการท่องเที่ยว ที่ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด

ขณะนี้ กระทรวงฯ ได้ยกร่างคำสั่งฯ แล้วเสร็จ และมีแผนที่จะประชุมคณะกรรมการศูนย์ฯ ในวันที่ 8 กันยายน 2564 โดยจะหารือเพื่อนิยามสถานประกอบกิจการที่ภาครัฐเข้าไปดูแล ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรการผ่อนคลาย และเป้าหมายของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อจากนี้ธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคปกติใหม่ (New Normal) จะต้องดำเนินกิจการไปพร้อมกับมาตรการควบคุมโรค และทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติ ไม่ว่าจะรัฐ เอกชน รวมทั้งประชาชน” นายกอบชัย กล่าว

นายมานาบุ เทะสึโมโตะ (Mr. Manabu Tetsumoto) ประธานบริษัท ฮิโรเสะ โปรดักส์ สำนักงานใหญ่ จังหวัดชิมาเนะ ประเทศญี่ปุ่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค โควิด-19 ต่อคนไทยจึง ให้การสนับสนุนและคาดหวังที่จะช่วยเหลือผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แม้ปัจจุบันบริษัทฯ จะมีเพียงฝ่ายขายในไทยก็ตาม ทั้งนี้ก่อนที่โรคโควิด-19 จะระบาด ตลาดสินค้าที่ทำจากไม้ในไทย มีการขยายตัวสร้างผลประกอบการที่ดี เพราะนอกจากเมืองไทยมีร้านอาหารมากมายแล้ว สินค้าของบริษัทฯ ยังตอบสนองนโยบายลดการใช้พลาสติกของรัฐบาลไทย และกระแสผู้บริโภคที่รักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น หลังจากสถานการณ์โรคโควิด-19 คลี่คลายลง บริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทยในอีก 1- 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ บริษัท ฮิโรเสะฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ประกอบธุรกิจจำหน่ายและส่งออกสินค้าทุกชนิดซึ่งทำจากไม้หรือไม้ไผ่ เช่น ไม้เสียบอาหาร/ไอศกรีมแท่ง ช้อนส้อม ตะเกียบ โดยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และได้มีการขยายการลงทุนในอาเซียน คือ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย

'หมอวรงค์' ชี้ การใช้ระบบบัตรสองใบเอื้อประโยชน์อำนาจเก่า แค่คิดก็ผิดแล้ว!

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ระบุว่า...

#บัตรสองใบแค่คิดก็ผิดแล้ว 

ทักษิณเป็นคนสำคัญ ที่ออกมาเรียกร้องว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย นั่นคือแก้จากบัตรหนึ่งใบเป็นบัตรสองใบ 

ประชาธิปไตยของทักษิณ จึงจบด้วยวิธีการเลือกตั้ง ตามที่เขาต้องการ เพราะวิธีเลือกตั้งนั้น จะเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของเขา และระบบบัตรสองใบนั้น ทำให้เขาเคยทำสถิติมี ส.ส. 377 คนจากทั้งหมด 500 คน จนนำไปสู่เผด็จการรัฐสภา 

การแยกบัตรสองใบ ให้เลือกคนหนึ่งใบ และแยกเลือกพรรคอีกใบ คนชนะชนะเลย คนแพ้คะแนนถูกตัดทิ้ง คนที่อยู่ปาร์ตี้ลิสต์พรรคใหญ่ได้เป็น ส.ส.แน่ ๆ พรรคใหญ่ทุนหนาจึงได้สองเด้ง 

เด้งแรกเลือกตัว ส.ส. ยิ่งแบ่งเขต 400 เขต เขตจะเล็กลง การซื้อเสียงเพื่อตัว ส.ส.เองจะง่าย เข้าเป้า ใช้เงินมาก พรรคที่มีเงินเยอะจะได้เปรียบมาก 

คนที่มีอิทธิพล โครงข่ายหัวคะแนนและได้เงินจากพรรค ยิ่งได้เปรียบ จึงเกิดภาพ ส.ส.ผูกขาดของตระกูล ประจำจังหวัด (เหมือนในอดีต) ที่สำคัญจะมีการซื้อ ส.ส.เพราะคะแนนจะตามตัว ส.ส. 

เด้งที่สอง นอกจากพรรคใหญ่เงินเยอะ มีโอกาสได้ ส.ส.เขตแล้ว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็จะเป็นของแถมสมทบเข้าไปอีก ทำให้นายทุนพรรคได้เป็น ส.ส. แน่นอน เขาจึงเรียกร้องอยากได้ระบบนี้ เพราะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ทั้งสองเด้ง และภาพรวมจะได้ ส.ส.มากขึ้นกว่าความเป็นจริง

ขณะที่ระบบบัตรใบเดียว เลือกพรรค คะแนนทุกคะแนนเอามาคำนวณ ไม่มีคะแนนทิ้งตกน้ำ เพื่อให้ได้ส.ส. ระบบนี้ เป็นระบบกึ่งเลือกนายกโดยตรง เพราะคะแนนนิยมจะมาจาก ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายก 

ในอนาคต ทุกพรรคการเมืองต้องหาคนที่สังคมยอมรับมาเสนอ ก็คือหาคนเก่งคนดีมา ส่วนผู้สมัคร ส.ส. เขตเป็นองค์ประกอบเสริม เนื่องจากเป็นการกาชื่อพรรคทั้งประเทศ ทำให้การซื้อเสียงยากกว่าซื้อให้ตัวบุคคลแบบสองใบ การใช้เงินน้อยกว่ามาก 

ภาพรวมจึงเป็นกระแสความนิยม ในเชิงอุดมการณ์มากกว่าการเลือกบุคคลของบัตรสองใบ การคิดจำนวน ส.ส.สะท้อนความเป็นจริงมากกว่า เพราะกาใบเดียว เอาทุกคะแนนมาหาจำนวน ส.ส. ระบบนี้นายทุนพรรคจะไม่ชอบเลย เพราะปาร์ตี้ลิสต์ก็สอบตกได้ อย่างที่เห็น 

ระบบบัตรใบเดียวจึงยากมาก ที่จะเกิดรัฐบาลพรรคเดียว ช่วยแก้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา ที่เคยเกิดจากบัตรสองใบในอดีต แม้จะเป็นรัฐบาลผสม แต่จะมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองไม่กล้าออกนอกลู่นอกทางมาก เพราะจะมีผลต่อกระแสนิยมของพรรค ซึ่งถ้าประชาชนไม่เอา พรรคนั้นสามารถสูญพันธุ์ได้ง่าย ๆ 

>> ระบบบัตรใบเดียว จึงตอบโจทย์ต่อปัญหาการเมืองของชาติ เพราะยากที่จะเกิด ส.ส. ผูกขาดและเผด็จการรัฐสภา ยกเว้นทั้งพรรคและตัว ส.ส. ต้องช่วยกันทำความดีให้ประชาชน ในระยะยาว พรรคการเมืองจึงต้องทำเพื่อประชาชน เพื่อให้เกิดความนิยมในการเลือก ส.ส. 

ในระบบบัตรใบเดียว นักการเมืองไม่อยากให้ยุบสภา เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้เข้ามาอีกหรือไม่ ต่างจากบัตรสองใบ เลือกกี่ครั้งก็หน้าเดิม เพราะทุกอย่างหัวคะแนนคุมได้ บัตรใบเดียวประชาชนจึงมีพลังมาก สามารถลงโทษพรรคการเมืองได้อย่างมีอานุภาพ จึงไม่แปลกที่นักการเมืองอย่างทักษิณไม่ชอบ 

หลายคนกังวล ส.ส.ปัดเศษ การเลือกตั้งรอบใหม่ จะไม่ใช้บทเฉพาะกาล ทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต ผู้สมัครทุกคนต้องผ่านไพรมารีโหวต ซึ่งพรรคปัดเศษจะไม่สามารถส่ง ส.ส.ได้ เพราะพรรคที่จะส่งได้ทุกเขต ต้องมีศักยภาพทั้งประเทศ ดังนั้นในครั้งต่อไปจะไม่มี ส.ส.ปัดเศษแน่นอน 

ความกังวลคุณภาพ ส.ส.แบบที่เห็นในสภา ประสบการณ์ผม ระบบบัตรสองใบ ก็สร้างปัญหาคุณภาพ ส.ส. เพราะพวกเลว ๆ เขาจะเอามาอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ และผู้สมัครเขตจะเป็นเจ้าพ่อ นักเลง ขายหวย เจ้าของบ่อนที่มีโครงข่าย ซึ่งแย่กว่าพวกมาจากบัตรใบเดียวมาก 

ในระยะยาวเพื่อประโยชน์ประเทศ ระบบบัตรใบเดียวจะดีกว่าบัตรสองใบ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทักษิณเรียกร้องให้แก้ ถ้าคิดจะเดินตามที่ทักษิณต้องการ เท่ากับว่า กำลังจะยกประเทศให้ทักษิณอีกรอบหนึ่ง แบบนี้แค่คิดก็ผิดแล้ว


ที่มา : https://www.facebook.com/1635406246730420/posts/2995579487379749/

เปิดวาระครม. ลุ้นต่ออายุลดค่าน้ำ-ไฟ เยียวยามาตรา 33 เพิ่ม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เตรียมพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะของประธานคณะกรรมการการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จะเสนอมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปา ให้กับที่ประชุมพิจารณาอนุมัติ หลังจากมาตรการเดิมได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานที่บ้านตานโยบายของรัฐบาลอยู่ จึงจำเป็นต้องออกมาตรการมาช่วยเหลือ

ขณะที่การเยียวยาผลกระทบให้กับแรงงาน คาดว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด ในรอบที่ 2 อีกคนละ 2,500 บาท เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายงวดแรกไปเมื่อเดือนส.ค. คนละ 2,500 บาท ผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้เงินเยียวยารวมเป็นเงิน 5,000 บาท โดยน.ส.ลัดดา แซ่ลี้ โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า หากครม.อนุมัติแล้วจะได้รับเงินเยียวยาภายในเดือนก.ย.นี้ 

ส่วนวาระอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด พร้อมกับเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ... ขณะที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา

ด้านกระทรวงคมนาคม เสนอร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ... รวมทั้งเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และ ตำบลคลองกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทาง ยกระดับบางขุนเทียน – เอกชัย พ.ศ... ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอการเพิ่มเงินอุดหนุนเงินสมทบเพื่อดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับสำรวจทรัพยากรธรณีใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้

วราวุธ ยัน ส่วนตัว พร้อมโหวตวาระ3แก้รธน. หนุน บัตร 2 ใบ สานต่อ บรรหาร-รธน.40 ส่วนส.ส. ถือเป็นเอกสิทธิ์

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ  ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนาในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ว่า ในช่วงเช้าวันที่ 8 ก.ย. จะมีการประชุมส.ส.พรรคเพื่อเตรียมความพร้อม แต่อย่างไรก็ตามการโหวตนั้นถือเป็นเอกสิทธิ์ของสส.และสว. ส่วนตัวการโหวตที่จะเปลี่ยนระบบมาเป็นบัตร 2 ใบนั้น จะสอดคล้องกับแนวทางที่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้เริ่มมา ถือเป็นสิ่งที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มไว้ ส่วนตัวตนจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดและสานต่องานที่บิดาของตนได้ริเริ่ม 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของสว.ที่ไม่เห็นด้วยกับบัตร 2 ใบ เราจะมีการพูดคุย ประเมินเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ทั้งใบเดียวและ 2 ใบ ต่างก็มีข้อดีต่างกันไป เชื่อว่าทางสว.จะมองเห็นต่างมุมกันไป และในที่ประชุมของวิปก็คงมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันไปทั้งข้อดีข้อด้อย และคิดว่าแบบใดจะเหมาะกับสถานการณ์ในระบบของประเทศมากกว่ากัน เชื่อว่าสว.น่าจะเห็นพ้องต้องกัน แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา

เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางคิดว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากระบบนี้ นายวราวุธ กล่าวว่า ถ้าเป็นประโยชน์คือเราไม่ต้องส่งผู้สมัครลงทุกเขต เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงที่ต่างจากระบบบัตรใบเดียว แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าจะใบเดียวหรือ 2 ใบก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่ถ้าตามรัฐธรรมนูญปี 60 ขณะนี้ คะแนนทุกคะแนนสามารถนำมาใช้เป็นคะแนนของพรรคได้หมด ไม่มีคะแนนใดที่ตัดได้เลย ซึ่งถ้าใช้บัตร 2 ใบ การทำงานหาคะแนนในพื้นที่ก็คงมีความเข้มข้นมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองกันไป

"อนุทิน " โยน เป็นเอกสิทธิ์ส.ส.โหวตแก้รธน.วาระสาม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามของพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ว่า เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือนักการเมือง หลักมีอยู่แค่นี้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยมีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจได้ว่าจะโหวตแบบไหน เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญไปบังคับกันไม่ได้

‘บิ๊กป้อม’ ลั่นศึกภายในพรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยดี ระบุ ‘นายกฯ’ บอกแล้วไม่ปรับครม.

วันที่ 7 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์ภายในพรรคพปชร. ว่า ในพรรคเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร ผู้สื่อข่าวถามกรณีของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และฐานะเลขาธิการพรรค ที่เคลื่อนไหวก่อนหน้านั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็เรียบร้อยดี 

เมื่อถามย้ำว่าอนาคตร.อ.ธรรมนัส ในรัฐบาลจะเป็นอย่างไร "เรียบร้อย ๆ" รองนายกฯ กล่าวว่า "นายกฯบอกแล้วไงไม่มีปรับคณะรัฐมนตรี"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top