Friday, 26 June 2026
TheStatesTimes

"คนพิการไทย หัวใจแบ่งปัน" จากผู้รับกลายเป็นผู้ให้...โดยนายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ร่วมส่งมอบข้าวสารให้แก่คนพิการ สืบเนื่องจากปัญหาสถานการณ์โควิด-19

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 ณ ชุมชนทิวสนพัฒนา ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สืบเนื่องสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้พี่น้องประชาชน / คนพิการ  / ผู้ยากไร้ ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขาดรายได้ ตกงาน และเกิดปัญหาอีกมากมายตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น "นายณรงค์ ไปวันเสาร์" นายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้มอบข้าวสารขาว 100% คัดพิเศษ จำนวนหนึ่ง เพื่อส่งมอบให้กับ "คนพิการ" และผู้ป่วยติดเตียง โดยมี "นายภูชิชย์ พิทักษ์กรณ์ " ฑูตอารยสถาปัตย์จังหวัดชลบุรี รหัส AX-3051 /สมาชิกสามัญคนพิการแห่งประเทศไทย (จังหวัดชลบุรี) ดำเนินการประสาน "นายวรวิทย์ รังสิโย" สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางพระ (สท.ฉัตร) และคณะกรรมการชุมชนทิวสนพัฒนา ประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งจัดผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมารับบริจาคสิ่งของต่าง ๆ ในวัน-เวลา ดังกล่าว (สำหรับคนพิการที่ไม่สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเอง ทางเรามีหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปมอบถึงที่บ้าน หรือญาติมารับแทนก็ได้)

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยจึงถือหลัก "New Normal" วิถีชีวิตแนวใหม่ และมีเจ้าหน้าที่ อสม. มาร่วมวัดอุณหภูมิคัดกรอง ฉีดพ่นแอลกอฮอล์ ให้กับผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน


ภาพ/ข่าว  น.ท.หญิงพิมพ์ผกา พิทักษ์กรณ์

‘เทพ โพธิ์งาม’ ฝากข้อคิดการสู้ชีวิต 5 ข้อ ผ่านเพจ ‘ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ’

เพจ ‘ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ’ ได้โพสต์ข้อความแนวคิดการสู้ชีวิต ของ ‘เทพ โพธิ์งาม’ หรือ ป๋าเทพ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า 5 ข้อคิด จาก - เทพ โพธิ์งาม 

1.) ยอมรับความเปลี่ยนแปลง - ปรับตัว
เราควรยอมรับการเปลี่ยนแปลง สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่เหมือนสมัย 10 - 20 ปีก่อน ยังคล่องตัวอยู่ ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนี้ บางคนมักนำปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับอดีตแล้วไม่ยอมรับ ซึ่งที่จริงแล้วควรต้องยอมรับ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมให้แง่คิดในสไตล์แกว่า “เมื่อเราสมัครมาจะเป็นมนุษย์แล้ว ร้อนก็ต้องอยู่ได้ หนาวก็ต้องอยู่ได้ ในโลกปัจจุบันเราก็ต้องปรับตัวประคองเอาชีวิตให้อยู่รอด ให้มีชีวิตอยู่”

2.) รู้จักตัวเอง ทำแค่พอดีตัว อย่าประมาท
ถ้าจะเริ่มธุรกิจต้องดูตัวเอง ความหมายก็คือ ต้องรู้จักประเมินศักยภาพ ความสามารถของตนเองเสียก่อน รวมถึงเงินทุนที่มีอยู่ อย่าเพิ่งไปมองธุรกิจอะไรที่เกินกำลัง เพราะถ้าต้องไปกู้มาลงทุนเกินกำลัง นั่น คือ ความประมาท

ทั้งนี้ ป๋าเทพ บอกว่า “อย่าประมาท” คือ บทเรียนที่แกจำขึ้นใจ เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่เคยทำให้แกเจ๊งมาหลายครั้ง โดยในข้อนี้ น่าจะเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกมาใช้ชีวิตวัยทำงาน หรือ มองหาเส้นทางในการสร้างธุรกิจของตนเอง

3.) ก้าวข้ามความผิดพลาดในอดีต อยู่กับปัจจุบัน
เพราะความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ทุกการลงทุน ย่อมมีความเสี่ยง แต่สำหรับป๋าเทพเอง ในเรื่องนี้แกมองว่า ถ้าทำพลาด หรือ ล้มไปแล้ว ก็ให้ล้มไป แต่ควรผ่านมันไปให้ได้ และไม่ควรมานั่งเสียดาย เสียใจ ยึดติดกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ต้องมองไปข้างหน้าว่าจะมีช่องว่างอะไรที่ทำให้เราได้คิด ได้วางแผน หรือไม่

โดยกล่าวว่า “ชีวิตไม่ได้หมดแค่นั้น ชีวิตพลาดทีเดียวไม่ได้หมายความว่าจบ หรือ หมดแค่นั้น คนที่เขาประสบความสำเร็จ บางคนเขาก็เจ๊งมาเยอะแยะ แต่มีความไม่ยอมแพ้ เชื่อไหมว่าคนทำหมื่นคน จริง ๆ มันมีคนพลาดเกือบ 9 พันกว่าคน สำเร็จออกมาไม่ถึง 10 คน แต่สุดท้ายก็อยู่ตรงที่ตัวเราเองว่าจะพัฒนา หรือ ดูแลให้ได้มาตรฐานที่ดีขึ้นอย่างไร”

4.) เรียนรู้จริงจากมหาลัยชีวิต ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ถือเป็นคำกล่าวอมตะที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายคนมักนำมาพูดถึง แต่ในมุมของนักสู้ชีวิตที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้งก็นำสิ่งนี้มาใช้เช่นกัน โดยป๋าเทพถือว่าความล้มเหลวที่ผ่านมาคือการลงทุนเพื่อหาความรู้ให้ตนเองผ่านมหาลัยชีวิต ที่แกนิยามไว้ดังนี้

“โรงเรียนมหาลัยชีวิต คือ โรงเรียนที่ต้องคิดว่าเริ่มต้นมาแล้วจะทำยังไง มันไม่มีวิชาในสถาบันเลยพวกนี้ มันเป็นวิชาที่ต้องมาเรียน เก่งมาจากไหน จบมาจากไหนก็ต้องมาเรียน เงินที่ลงทุนทำมาหากินไปมันเหมือนเป็นค่าเรียน พลาดพลั้งบ้างอะไรบ้าง มนุษย์มีกรอบอยู่ ความคิดสามารถเลยกรอบได้ แต่การประคองชีวิตมันก็ต้องเสี่ยง และใช้ความสามารถมากหน่อย มันจะมีสิ่งที่เป็นวิชาใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่เรานึกไม่ถึงก็มี นั่นแหละก็คือการเรียน

5.) ทุกอย่างต้องวิเคราะห์
เพราะ “การวิเคราะห์” เป็นอีกหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ หรือ ทำงานต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ ช่วยสะท้อนจุดอ่อน จุดแข็ง หรือ ช่องโหว่ รอยรั่วที่มี เพื่อให้เราสามารถเติม หรือ เสริมในส่วนนั้น ๆ ได้ทัน ซึ่งในความล้มเหลวต่าง ๆ ที่ผ่านมา ป๋าเทพ ก็ยอมรับว่า นี่ถือเป็นอีกจุดอ่อนสำคัญที่แกได้เรียนรู้และพบเจอ

“จะทำอะไรมันต้องมีการวิเคราะห์ สมัยก่อนที่ป๋าเจ๊งมาตลอด ก็มาจากส่วนหนึ่งเราไม่ได้คิดจ้องแต่จะโดดอย่างเดียว มองภาพสวยงาม เช่น ทำตรงนี้ได้กำไรเท่านี้แน่เลย แต่ไม่ได้คิดเลยว่าถ้าขายไม่ได้จะทำยังไง ไปหวังแต่สิ่งที่คิดว่าจะได้ พอมันพลาดก็เสียใจ เพราะว่าไม่ได้รอบคอบ ไม่ได้เรียนรู้มาก่อน สุดท้ายเราต้องสู้ ถ้ากูยอม กูก็อด อย่าไปท้อ”

“ความฝันตื่นมาแล้วก็จบ แต่ความจริงคือสิ่งที่ต้องติดตาม” และนี่คืออีกหนึ่งแง่มุมที่กลั่นออกมาเป็นบทเรียนจากชีวิตจริงของชายที่ชื่อว่า เทพ โพธิ์งาม


Cr. บทสัมภาษณ์จาก aommoney / Cr.ภาพจาก Zurrreal)

กรุงเทพฯ - สโมสรลูกเสือนาวี ร่วมบริจาคชุด PAPR ประสิทธิภาพสูง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตามที่สโมสร​ลูกเสือ​นาวี​ ได้เชิญชวนให้สมาชิกฯ ร่วมบริจาคเงินกับมูลนิธิ​ราชประชานุเคราะห์​ ใน​พระ​บรมราชูปถัมภ์​ เพื่อจัดทำโครงการจัดหาชุดป้องกันเชื้อโรค แบบคลุมศรีษะ​พร้อมชุดกรองอากาศประสิทธิภาพ​สูง (ชุด PAPR)​ โดย ได้รวบรวมเงินที่ได้ร่วมบริจาค มอบให้มูลนิธิฯ จำนวน 44 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 87,750 บาท และ ดร.แสวง - คุณนิตยา บุญ​ญา​สุวัฒน์​ ร่วมสมทบรวมเป็นเงิน 100,000 บาท

สโมสร​ลูกเสือ​นาวี​ พร้อมสมาชิก ได้แก่ พล.ร.อ.ศุภพง​ษ์​ ศิริ​สนธิ พล.ร.อ.ทักษิณ ฤกษ์​สังเกตุ ดร.แสวง บุญ​ญา​สุวัฒน์ อ.เสาวลักษณ์​ พากเพียร​ทรัพย์​ คุณส่วน ดวงจันทร์ และคุณฐิติมา หาญวิวัฒน์​กุล ร่วมเป็นตัวแทนผู้บริจาคเงิน ร่วมมอบให้กับ ท่านองคมนตรี​ พลเรือเอก​ พงษ์​เทพ​ หนู​เทพ​ ประธาน​กรรมการบริหารมูลนิธิ​ฯ และพลเรือเอก​ ปวิตร รุจิเทศ รองประธานมูลนิธิฯ ​ณ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์​ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะพานขาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 64 เวลา 11.00 น.


ภาพ/ข่าว สนง.โฆษกกองทัพเรือ

นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน

กาฬสินธุ์ - 50 ปี ที่รอคอย บ้านคำคารับสัญญาเช่าที่ถูกกฎหมาย ชาวบ้านเฮ! หลังได้รับเอกสารสิทธิเช่าที่จากกรมธนารักษ์ อย่างสมบูรณ์แบบ

ชาวตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  ได้เฮหลังต้องต่อสู้เรียกร้อง ยาวนานกว่า 50 ปี  เพื่อเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย วันนี้ฝันเป็นจริงหลังได้รับเอกสารสิทธิเช่าที่จากกรมธนารักษ์ อย่างสมบูรณ์แบบ

ที่ศาลาประชาคมบ้านคำคา ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นายยุทธนา หยิบการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ โครงการธนารักษ์ประชารัฐ โดยมีนายอุดร สีลาพันธ์ ธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์  นางสาวแววตา นระทัด นายอำเภอสหัสขันธ์ ร่วมพิธีรับมอบ ท่ามกลางความยินดีของผู้ร่วมกิจกรรม โดยได้มอบให้กับตัวแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และด้วยความห่วงใยจากสถานการณ์โควิด-19 ยังได้นำเจลแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัยมอบให้แก่ชุมชน กิจกรรมธนารักษ์ประชารัฐ จัดขึ้นภายใต้มาตรการควบคุมสูงสุดป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019  จำกัดผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เกิน 50 คน จำกัดเวลาดำเนินกิจกรรมไม่เกิน 30 นาที  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และต้องผ่านการคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ อสม.

นายยุทธนา หยิบการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ได้มอบเอกสารเช่าที่ราชพัสดุให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กส.584 บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลโนนศิลา  อำเภอสหัสขันธ์ จำนวน 1,163 ราย และ อำเภอสามชัย 1,475 ราย รวมทั้งหมด  2,638  ราย ตามโครงการธนารักษ์ประชารัฐ  สนองนโยบายภาครัฐที่ต้องการจะลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ดึงเข้าระบบอย่างถูกต้องตามระเบียบทางราชการ ถูกกฎหมาย แม้จะไม่สามารถทำการซื้อขายได้ แต่นำไปเป็นหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ รวมถึงการเข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐ

นายราชัน คุณาประถม กำนันตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ กล่าวว่า จากในอดีตได้เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุก เป็นกลุ่มคนผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นผู้เสียสละพื้นที่ให้มีการสร้างเขื่อนลำปาว บ้านแตกสาแหรกขาด เพราะตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนลำปาว อำเภอสหัสขันธ์ ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปที่ตำบลโนนบุรี  เพื่อสร้างอำเภอแห่งใหม่ ขณะที่อำเภอเก่าน้ำจากเขื่อนลำปาว ได้เอ่อท่วมเป็นบริเวณกว้าง ในปี พ.ศ.2510 ถนนถูกตัดขาด ไม่มีถนนเข้าหมู่บ้านก็ต้องระดมเงินทำถนนกันเอง จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 54 ปี เป็นระยะเวลาได้ต่อสู้ เรียกร้อง จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้หลุดพ้นหมู่บ้านชายขอบ ผิดกฎหมาย ผู้บุกรุก และตัดขาดซึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐ โครงการธนารักษ์ประชารัฐ ได้เข้าถึง และทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อนอีกต่อไป จะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐตามระบบ เป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ขอขอบคุณกรมธนารักษ์  และที่สำคัญคือท่านนายกประยุทธ์ฯ ที่ช่วยชาวบ้านให้พ้นทุกข์เสียที


(เสียง กำนันราชัน คุณาประถม)

 

'ผู้ว่าฯ ปู' โพสต์ข้อความ โควิด-19 ยังอยู่อีกนาน และปัญหาฝุ่น PM 2.5 เริ่มมากขึ้น ลั่น! พร้อมแก้ไขทั้งสองปัญหา

แม้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป 

อย่างไรก็ตามทางด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า... 

เจอสถานการณ์โควิดอย่างทุกวันนี้ ลำบากกันถ้วนหน้า ขยับอย่างไร ยากจะหาความพอใจได้ทุกคน ณ เวลานี้ ต้องขอแต่เพียงประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

คิดแต่เรื่องโควิด จนเกือบลืมไปว่า ที่สมุทรสาครเป็นดงโรงงาน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กำลังคืบคลานมา และเป็นปัญหาหนักตอนปลายปีเสมอ

เราเตรียมรับมือเชิงรุกกับ PM 2.5 ไว้ 2 เรื่อง... 

1.) ปรับภูมิทัศน์ถนนเอกชัยเป็นถนนนำร่อง ความยาวประมาณ 13 ก.ม. ครอบคลุม 5 ตำบล ปลูกต้นไม้ให้เป็นแบบเดียวกัน

ใช้ต้นไม้เป็นตัวกรองมลพิษที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

2.) ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศในทุกตำบล อย่างน้อยตำบลละ 1 จุด เพื่อบอกถึงคุณภาพอากาศในแต่ละจุดย่อย

ที่มีอยู่แล้ว เป็นเครื่องขนาดใหญ่ บอกให้เราทราบได้ถึงปัญหาของจังหวัด

แต่ถ้าจุดตรวจสอบเล็กลง เราจะสามารถเกาได้ถูกที่คันมากขึ้น

ทั้งสองเรื่อง สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจไม่แสวงหากำไร) เป็นโต้โผใหญ่

ทั้งหมดผ่านการประชุมทางไกลเรียบร้อยแล้ว
คาดว่าท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะสามารถดำเนินการได้ในเร็ววันนี้

ใครจะไปคิดมาก่อนว่า วันนี้ เราต้องมาอยู่ในโลกออนไลน์เต็มตัว ประชุมออนไลน์ แลกเปลี่ยนความเห็นออนไลน์ ให้สัมภาษณ์ออนไลน์ เป็นวิทยากรออนไลน์

โควิดยังอยู่กับเราอีกนาน


ที่มา: https://www.facebook.com/2321609178162644/posts/3108695139454040/

ลำปาง - มทบ.32 รับมอบ ชุดเตียงกระดาษ น้ำดื่ม และชุด PAPR จากกฟผ.แม่เมาะ ใช้ใน รพ.สนามทบ.(มทบ.32)

ด้วยความห่วงใย ในสถานการณ์โควิด จิตมุ่งช่วยกัน ฟันฝ่าวิกฤต พิชิตภัยโควิดด้วยกัน”จากความร่วมมือร่วมใจแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของทุกภาคส่วน ได้แสดงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันเต็มกำลังขีดความสามารถ เป็นผลส่งให้สถานการณ์โควิดในพื้นที่จังหวัดลำปาง มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่ถึงกระนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หากเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หน่วยงานที่ถือว่าเป็นด่านหน้าต้องพร้อม!

ในการนี้เมื่อ 2 กันยายน 2564 เวลา 11.30 น. นายมาโนช ชูชาติวรรณกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ พร้อมด้วยนายประกอบ ปะระมะ หัวหน้ากองชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะและคณะ กฟผ.แม่เมาะ ได้เดินทางมามอบเตียงกระดาษ-ที่นอน-หมอน-ผ้าห่มและชุดของใช้ส่วนตัว จำนวน 20 ชุด, น้ำดื่ม 50 แพ็ค , หมวกป้องกัน PAPR พร้อมชุดกรองจ่ายอากาศบริสุทธิ์ จำนวน 2 ชุด ให้กับ โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี สำหรับใช้การในกิจการของโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีและโรงพยาบาลสนามกองทัพบก ศูนย์คัดกรองกองทัพภาคที่ 3 (มณฑลทหารบกที่ 32)

โดยมี พลตรี อโณทัย ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอกวิชาญ ศรีภัทรางกูร รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก อรรณพ ธรรมลักษมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี, พันเอกเมธา ณ พิกุล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 32 และพันเอกอณุศิษย์ พรมมาตย์ รองผู้อำนวยการฯ เป็นผู้รับมอบ ณ สโมสรนายทหารค่ายสุรศักดิ์มนตรี (ที่ตั้งโรงพยาบาลสนามกองทัพบกฯ) ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ทั้งนี้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของคณะ กฟผ.แม่เมาะที่ได้นำสิ่งของมามอบให้เพื่อให้หน่วยได้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่หากป่วยโควิดเข้ามาแล้วหน่วยจะได้ทำการรักษาหรือช่วยเหลือได้อย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าทุกสิ่งที่หน่วยได้รับจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชนชาวลำปางอย่างแน่นอน


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

เพชรบูรณ์ - มณฑลทหารบกที่ 36 จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 89 พรรษา

ที่ มณฑลทหารบกที่ 36 จัดกำลังพลจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 89 พรรษา 12 สิงหาคม 2564 ณ อาคารอเนกประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 36 ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์

โดยมีผู้ร่วมบริจาคโลหิต 104 ราย คิดเป็นปริมาณโลหิต 41600 cc , บริจาคดวงตา 4 ราย และบริจาคอวัยวะ 4 ราย

ในการนี้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 พร้อมด้วยประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 36  และคณะได้เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้มาร่วมบริจาค


ภาพ/ข่าว  ราเมธ บงแก้ว / มนสิชา คล้ายแก้ว

สุรินทร์ - จัดกิจกรรม “หมอครอบครัว ส่งภูมิถึงบ้าน ต้านโควิด” รุกฉีดวัคซีน ผู้ป่วยติดเตียง

วันที่ 2 กันยายน 2564 เวลา 15.00 น. ณ คลินิกหมอครอบครัวสระโบราณ นายสุวพงศ์  กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “หมอครอบครัว ส่งภูมิถึงบ้าน ต้านโควิด” อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายแพทย์ประวีณ ตัณฑประภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ในนามของคลินิกหมอครอบครัวโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวรายงาน จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของจังหวัดสุรินทร์ พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 12,157 ราย และในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 734 ราย ซึ่งกักตัวที่ชุมชนหรือที่บ้าน 249 ราย โรงพยาบาลสนามศูนย์ปฏิบัติธรรมบ้านอาเลาะ 116 ราย โรงพยาบาลสนามอุทธยานธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล สำราญนิเวศน์ จำนวน 199 ราย และโรงพยาบาลสุรินทร์ 170 ราย โดยมีผู้ป่วยอาการน้อยและปานกลาง 695 ราย อาการหนัก 39 ราย และเสียชีวิต 36 ราย

ด้วยการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและป้องกันโรคโควิด-19 โรงพยาบาลสุรินทร์ได้ดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามวัคซีน เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ลดความรุนแรง และอัตราตายของโรค ให้กับประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ ณ อาคาร 44 ตึกคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นมา ผลการดำเนินงานฉีดวัคซีนทั้งสิ้น 73,392 โดส แบ่งเป็น Sinovac 37,853 โดส Astrazeneca 30,890 โดส Pfizer 4,649 โดส โดยจัดบริการฉีดในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 15,907 โดส เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค 2,761 โดส  บุคคลที่มีโรคประจำตัว 7,662 โดส ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 35,134 โดส ประชาชนทั่วไป 11,858 โดส เพื่อให้การดำเนินงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เกิดความครอบคลุมและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ โรงพยาบาลสุรินทร์ 

จึงจัดกิจกรรม “หมอครอบครัว ส่งภูมิถึงบ้าน ต้านโควิด” อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ในกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ในวันนี้ ณ คลินิกหมอครอบครัวสระโบราณ โดยมี นายแพทย์สันติชัย ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ นายอำเภอเมืองสุรินทร์  นางสาวสมธิดา จะเกรง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์  สาธารณสุขอำเภอเมืองสุรินทร์  คณะแพทย์และคณะเจ้าหน้าที่คลินิกหมอครอบครัวโรงพยาบาลสุรินทร์ ร่วมพิธี


ภาพ/ข่าว  ปุรุศักดิ์ แสนกล้า 

การเปลี่ยนแปลงยุคโควิด คือพิษไวรัส! ที่สะเทือน ‘วงการบันเทิง’

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ยังคงทำให้ประชาชนชาวไทยต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก และยังส่งผลกระทบให้กับทุกอาชีพ ทุกวงการ และเหมือนว่าประชาชนจะต้องค่อย ๆ ปรับตัวให้อยู่กับโรคนี้แบบไม่สามารถปฏิเสธได้ ความคาดหวังในการจะกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ ... เป็นสิ่งที่เราทุกคนปรารถนาให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด 

ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ทุกคนคาดหวัง คือการได้รับการดูแลที่ดีจากรัฐสวัสดิการ การได้รับการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและเร็วที่สุด เพราะนี่คืออีกหนึ่งความหวังและเป็นตัวแปรที่จะสามารถช่วยลดสถานการณ์ของการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ 

และจากการคาดการณ์เทเลนอร์รีเสิร์ช ได้นำเสนอให้เห็นถึงเทรนด์หลังยุคโควิด-19 ที่จะทำให้โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งสิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนมาก ๆ คือโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนที่เคยมีเคยทำกันมา จะถูกเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัล ทั้ง AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อตลาดแรงงาน หรือ DATA ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการทำนายอนาคตและช่วยคาดการณ์ทั้งด้านสาธารณสุข การพัฒนาเมือง สิ่งแวดล้อม และเป็นสิ่งที่เร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง 

ซึ่งหากประเทศไหนที่ไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงหรือยังไม่เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นประเทศที่จะถูกลืม หรือไล่ตามประเทศอื่นไม่ได้ก็ได้ 

ส่วนมิติของการสื่อสาร วงการสื่อสารมวลชน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างหลังจากนี้ ตอนนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ อุตสาหกรรมบันเทิงส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กองถ่ายละคร ที่ต้องหยุดการถ่ายทำตามมารตรการของภาครัฐ ทำให้เราได้เห็นการรีรันของละครแต่ละช่องด้วยสถาการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องทำ ส่งผลต่อเรตติ้งของแต่ละสถานีที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ หรือการถ่ายทำรายการที่ใช้เทคโนโลยีวิดีคอล โดยที่แขกรับเชิญไม่ต้องมาร่วมในรายการ อยู่ตรงไหนก็สามารถร่วมรายการสดได้ รวมถึงการดูคอนเสิร์ตผ่านหน้าจอทีวีแบบ Streaming Live หรือการจัดงาน Event โดยมีการนำเทคโนโลยี Virtual Live เข้ามาจำลองความเสมือนจริงมากที่สุด แม้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ได้เข้ามาทำให้การทำงานสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ทุกอย่างจะไม่สามารถทดแทนประสบการณ์จริง หรือความสมจริงแบบที่เราเคยได้สัมผัสหรือเคยได้ดูแบบเดิมได้ แต่อย่างน้อยนี่คือการปรับตัวของอุตสาหกรรมบันเทิงที่ทำให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในยุคที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 

ส่วนความคาดหวังของสื่อมวลชนในมิติการนำเสนอข่าว เราจะเห็นได้ว่า แม้สื่อจะทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน แต่ประชาชนก็สามารถตรวจสอบการทำงานของสื่อได้เช่นกัน ในยุคที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ การนำเสนอข่าวด้วยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนสามารถเกิดการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง เพราะอย่าลืมว่า ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถเปิดหาข้อมูลและติดตามข่าวสารได้ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ยังสามารถติดตามข่าวสารได้ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นว่าแต่ละประเทศมีการปรับตัวและอยู่ร่วมกับสถานการณ์โควิด-19 ณ วันนี้กันอย่างไรบ้าง 

บางประเทศประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติที่มีการปรับตัวในรูปแบบ New Normal เราเห็นชาวอังกฤษได้กลับเข้าไปดูฟุตบอลกันเต็มสนาม เราเห็นที่อเมริกาได้จัดคอนเสิร์ตที่ประชาชนสามารถเข้าไปชมได้ และเรายังเห็นถึงศักยภาพของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 และกำลังจัดการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์อยู่ในขณะนี้ 

หันกลับมาที่บ้านเรา ในเดือนนี้กำลังจะมีมาตรการคลายล็อกบางส่วน ซึ่งก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้ประชาชน และคนทำงานในอาชีพต่าง ๆ ได้เริ่มกลับมาทำงาน และยังรอคอยอย่างมีความหวังว่าในเร็ววันนี้ สถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะดีขึ้น ทำให้ทุกวงการ ทุกอาชีพ ได้กลับมาทำงานอย่างปกติสักที


ข้อมูลอ้างอิง 
https://brandinside.asia/telenor-and-3-mega-trend-after-covid19/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถาม จะเลือก 'ระบอบปรสิต' หรือ 'ชีวิตประชาชน' ย้ำ 6 เดือนที่ผ่านมามีราคาที่ต้องจ่าย

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล วันที่ 2 ก.ย.64  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า 6 เดือนที่แล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจและตั้งคำถามต่อสมาชิกในสภาว่า พวกท่านจะเลือก ‘ประเทศ’ หรือจะเลือก ‘ประยุทธ์’ 

ถ้าเลือกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ คือ สลักแรกที่ต้องถอด แต่วันนั้นสภาเลือกประยุทธ์ หมายความว่าสภาแห่งนี้รับได้กับความไม่ชอบธรรม การทุจริตเชิงนโยบาย การเอื้อพวกพ้อง การแทรกแซงการทำงานของตำรวจและตั๋วช้าง

นอกจากนี้ยังเตือนรัฐบาลว่าประเทศที่มีความพร้อม แต่ปล่อยให้คนตายเป็นใบไม้ร่วง บีบคั้นมากเกินไป น้ำตาเวลาออกจากตามันเป็นน้ำ แต่ถ้าตกถึงพื้นเมื่อไหร่ก็ลุกเป็นไฟ วันนั้นมีผู้ติดเชื้อ 230,000 คน เสียชีวิต มากกว่า 2,000 คน ถึงวันนี้ เดือนกันยายน มีผู้ติดเชื้อ 1.2 ล้านคน ผู้เสียชีวิตจำนวน 12,103 คน ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4,800% เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 14,000% นี่คือราคาที่สภาแห่งนี้และประเทศต้องจ่าย จากเวลาที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจห่างกันแค่ 6 เดือน 

>> ถึงเวลาเลือกใหม่ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ปรสิต’

“ด้วยเหตุที่เป็น จึงเข้าใจคนที่ออกมาชุมนุม ความเครียดแค้นมันพิเศษ มันไม่ใช่ความเศร้าหรือโมโห แต่มันอยู่ในใจ เรียนจบมาก็ไม่มีงานทำ พอมาเรียกร้องวัคซีน เรียกร้องเยียวยา ก็โดนกระสุน พอบอกให้สู้อย่างตรงไปตรงมาอย่าเอาสถาบันมาแอบอ้างเป็นเกราะกำบังก็กลับทำตรงกันข้าม เห็นเขาเป็นศัตรู แทนที่จะขอโทษไปแก้ปัญหา เพื่อจะไม่กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตและซ้อนวิกฤต ไม่เป็นระบอบปรสิต เป็นพยาธิที่คอยกินอาหารในท้องพวกเขาไป"

“แล้วจะไปกันอย่างไร คราวที่แล้วถามผิด และถามแค่ในสภาว่าจะเลือกประยุทธ์หรือประเทศ ซึ่งแต่ถามแคบไป ครั้งนี้ต้องถามใหม่ว่าระหว่างประชาชนกับปรสิตที่กินประเทศ เราจะเลือกอะไร และจะถามดัง ๆ ไปมากกว่าแค่สมาชิกในห้องนี้ คือถามกับพี่น้องประชาชนที่ได้โหวตเลือกพวกเรามาด้วย ว่าจะไว้ใจกับระบอบที่กัดกินประเทศไทยอยู่แบบนี้หรือ"

“ถ้าท่านเป็นนายทุนเป็นเจ้าสัว ได้สัมปทานการท่องเที่ยว มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีคนมาเที่ยวประเทศไทยของท่าน?"

“ถ้าท่านเป็นเจ้าสัวเจ้าของรถไฟฟ้า แต่ไม่มีคนนั่งอยู่ในรถไฟฟ้ามันจะมีประโยชน์อะไร?"

“ถ้าท่านเป็นเจ้าสัวธนาคาร เพียงเพื่อมีพนักงานเฝ้าอยู่หน้าเคาเตอร์ที่ว่างเปล่า มันจะมีประโยชน์อะไร?"

“ถ้าท่านเป็นชนชั้นกลางที่คิดว่าไม่เดือดร้อน ไม่ได้ติดโควิด ยังมีงานประจำอยู่ เป็นข้าราชการมีเงินเดือนประจำ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าในอนาคต ลูกหลานของท่านที่จะโตมา จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่ากับท่าน?"

“มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าท่านเห็นแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้าของตัวเอง แล้วเลือกความสบาย เลือกรับประโยชน์จากระบอบปรสิต หรือวางเฉยต่อมัน?"

“สิ่งที่ผมได้พูดมาทั้งหมด คนที่ถูกกดขี่ละเลยมาเป็นเวลานานในประเทศไทย เขามีคำตอบในเรื่องนี้มานานมากแล้ว ว่าเขาต้องการอะไร ผมเชื่อว่าอนาคตของประเทศไทยดีกว่านี้ได้ มีรัฐบาลที่ดีกว่านี้ได้ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องเลือก เพราะท่านเห็นแล้วว่าการที่พวกท่านผลักเวลาออกไปถึง 6 เดือน ไม่ยอมเลือกตั้งแต่ตอนนั้น เลือกอะไรที่มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เลือกสัมปทานเฉพาะหน้า คุณภาพชีวิตเฉพาะหน้า หน้าที่การงานเฉพาะหน้า มันมีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลังอีกเยอะแยะมากมาย"

“มาถึงตอนนี้ ผมถึงเรียกร้องให้สภาแห่งนี้ สังคมแห่งนี้ ประเทศนี้ ต้องเลือกว่าจะเอาชีวิตของประชาชนหรือเอาระบอบปรสิต ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ต่อไป" หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top