Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักธุรกิจที่ติดอันดับความร่ำรวยท็อป 5 ของโลก รวมทั้งยังเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกอีกด้วย

หากพูดชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ชายคนนี้คือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ.1930 หรือวันนี้เมื่อกว่า 91 ปีมาแล้ว

วอร์เรน บัปเฟตต์ เป็นชาวเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย 

บัฟเฟตต์มีความสนใจในเรื่องธุรกิจและการลงทุนมาตั้งแต่เด็ก เขาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ One Thousand Ways to Make $1000 ที่ยืมมาจากห้องสมุดในวัย 7 ขวบ โดยธุรกิจแรกในชีวิต คือการขายหมากฝรั่ง, โค้ก, และนิตยสารรายสัปดาห์ตามบ้าน 

บัฟเฟตต์สนใจการเล่นหุ้นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี จนในปี ค.ศ.1941 เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกในชีวิต คือหุ้นของ City Service และต่อมาในปี ค.ศ.1956 เขาได้ก่อตั้ง Buffet Partnership เพื่อระดมเงินมาลงทุน กระทั่งในปี ค.ศ.1965 บัฟเฟตต์ได้เข้าไปเทคหุ้นของ Berkshire Hathaway และได้เริ่มเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการดัง ๆ อีกมากมาย

ปี ค.ศ.2008 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับ 1 ของโลก และอันดับของความร่ำรวยของเขาก็ไม่เคยตกไปจากท็อป 5 ของโลกนับตั้งแต่นั้นมา แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลก แต่อีกด้านหนึ่ง มหาเศรษฐีอย่างบัฟเฟตต์กลับดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย และมักจะนำเงินบริจาคตามองค์กรการกุศลอยู่เป็นประจำ

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของมหาเศรษฐีของโลกคนนี้ ในวัย 91 ปี ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง และยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากต่อไป


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/วอร์เรน_บัฟเฟตต์

https://www.finnomena.com/fiftytwohurtz/warren-buffett-history/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วันนี้เมื่อ 121 ปีก่อน ถือเป็นวันที่ต้องถูกบันทึกไว้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการวางศิลาฤกษ์ ‘พระที่นั่งวิมานเมฆ’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระที่นั่งที่มีความงดงาม และทรงคุณค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรม 

พระที่นั่งวิมานเมฆ ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แรกเริ่มมีนามว่า ‘พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์’ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ณ เกาะสีชัง เมื่อปี พ.ศ.2435

ครั้นเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ.112 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอน ‘พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์’ และตำหนักบางส่วน มาสร้างไว้ในพระราชวังดุสิตแทน โดยทรงวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2443 และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทำการออกแบบ และพระราชทานนามว่า ‘พระที่นั่งวิมานเมฆ’

พระที่นั่งวิมานเมฆ สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตก ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ยาวด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.2444 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับ ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะแปรพระราชฐานไปประทับยังพระที่นั่งอัมพรสถานเป็นการถาวร

เวลาผ่านมากว่า 120 ปี พระที่นั่งวิมานเมฆ ได้รับการยกย่องว่าเป็น พระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 กระทั่งในปี พ.ศ.2559 เกิดการทรุดตัวของอาคาร ทำให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาในปี พ.ศ.2560 จึงมีโครงการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงของการบูรณะซ่อมแซม เพื่อให้กลับมางดงาม และเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของประเทศต่อไป


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/พระที่นั่งวิมานเมฆ


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กรุงเทพฯ - มูลนิธิมาดามแป้ง ร่วมกับ เมืองไทยประกันภัย ส่งกล่องน้ำใจให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 HI ในชุมชนคลองเตย และ20 จังหวัดทั่วประเทศ

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 มูลนิธิมาดามแป้ง ร่วมกับ บมจ. เมืองไทยประกันภัย ส่งมอบกล่องน้ำใจมูลนิธิมาดามแป้ง #ส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ให้แก่ศูนย์บริการสาธารณสุข 41 เพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่พักรักษาตัวแบบ HI : Home Isolation ในเขตคลองเตย 450 กล่อง โดยมีนางกอบกุล จันทร์ตระกูล หัวหน้ากลุ่มงานพยาบาลและบริหารทั่วไป เป็นตัวแทนผู้รับมอบ และอีก 50 กล่อง ได้มอบให้กับผู้ป่วยที่เดือดร้อนในต่างจังหวัดใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เชียงราย กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี สงขลา ฯลฯ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 200,000 บาท โดยกระจายไปอย่างทั่วถึงผ่านกลุ่มอาสากล้าใหม่มูลนิธิมาดามแป้ง

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง กล่าวว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้ยอมรับได้ว่าทุกพื้นที่ต่างก็ได้รับผลกระทบ ในฐานะที่ทำงานกับคนในชุมชนคลองเตยใกล้ชิดตลอด 7 ปี ซึ่งได้ส่งความห่วงใยไปถึงทุกคนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จึงได้จัดทำกล่องน้ำใจ #ส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ขึ้น ซึ่งของใช้ด้านในนอกจากเป็นของจำเป็นที่เราคัดสรรอย่างดีแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนมาจากภาคเอกชน และเงินบริจาคของประชาชนที่กรุณาร่วมบุญกับเรามาตลอดด้วย นับเป็นการส่งต่อน้ำใจจากทุกโมเลกุลของสังคมอย่างแท้จริง”

“สำหรับของภายในกล่องน้ำใจนั้น ประกอบด้วย ยาสามัญประจำบ้าน อาหารแห้ง อย่างข้าวสาร ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ได้แก่ ปรอทวัดไข้ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอลล์ ฯลฯ ซึ่งเรายังได้วางแผนให้ความช่วยเหลือสังคมกระจายออกไปมากที่สุดและอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” มาดามแป้ง กล่าวเพิ่มเติม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ สามารถบริจาคและสมทบทุนได้ที่บัญชี ธนาคารกสิกรไทย บัญชีเลขที่ 092-2-61340-0 ชื่อบัญชี มูลนิธิมาดามแป้ง เพื่อโครงการสร้างสังคมแห่งการให้ หรือร่วมสมัครเป็นทีมอาสากล้าใหม่กับเราได้ที่ http://bitly.ws/dsfM

กรุงเทพฯ - ผบ.ทร.มอบเสื้อเบลเซอร์ให้ "น้องแต้ว" ส่งเรียนหลักสูตรนายทหารสัญาบัตร จ่อติดยศเรือตรี

พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ มอบเครื่องหมายความสามารถการกีฬา ของกองทัพเรือ(เสื้อเบลเซอร์)ประจำปี 2564 พร้อม ส่งเข้าอบรมหลักสูตรข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรแล้วจึงจะสามารถเข้ารับการ ประดับยศเรือตรี และยังมอบเงินรางวัลพิเศษ ให้แก่ "น้องแต้ว"อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพร สีสอนดี นักกีฬาเหรียญทองแดงกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 32 เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.64 พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องหมายความสามารถการกีฬาของกองทัพเรือ ประจำปี 2564 พร้อมเงินรางวัลพิเศษ ให้แก่ อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพร สีสอนดี นักกีฬามวยสากลหญิงทีมชาติไทย เป็นกรณีพิเศษ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย พลเรือเอก วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ/ประธานกรรมการบริหารสวัสดิการกีฬากองทัพเรือ พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

พลตำรวจโท ชัยวัฒน์ โชติมา เลขาธิการสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อุปนายกสมาคม/ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค/ผู้จัดการทีม พลเรือตรี ดุลยพัฒน์ ลอยรัตน์ เจ้ากรมสวัสดิการทหารเรือ/ ประธานกรรมการกีฬามวยกองทัพเรือ และ พลเรือตรี ธวัชชัย ม่วงคำ หัวหน้าสำนักงานบริหารสวัสดิการกีฬากองทัพเรือ ร่วมพิธี เพื่อเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจแก่น้องแต้ว ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง มวยสากลหญิง รุ่นน้ำหนัก 60 กิโลกรัม จากการเข้าร่วมแข่งขันกีฬากีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้สวมเสื้อเบลเซอร์  ให้แก่ น้องแต้ว ซึ่งตามระเบียบกองทัพเรือ ว่าด้วยเครื่องหมายความสามารถการกีฬา ประเภทนักกีฬาชั้น 1 นั้น นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก จะได้รับเครื่องหมายความสามารถการกีฬา ประเภทนักกีฬาชั้น 1 (เสื้อเบลเซอร์) ซึ่งเป็นเครื่องหมายความสามารถสูงสุดด้านกีฬาของกองทัพเรือ นับได้ว่าเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งของนักกีฬา ในสังกัดกองทัพเรือ ในการที่ได้สร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิให้แก่กองทัพเรือ และประเทศชาติ

นอกจากนั้นในส่วนของเงินรางวัลที่มอบให้แก่อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ ในครั้งนี้ประกอบด้วย เงินรางวัล 40,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเสนอขอเลื่อนยศและการให้รางวัลพิเศษแก่นักกีฬากองทัพเรือเป็นกรณีพิเศษ ตามที่กองทัพเรืออนุมัติเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550  ที่ระบุไว้ว่า " ในส่วนของนักกีฬาที่ได้รับเหรียญทองแดงจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก จะได้รับเงินรางวัลจากสวัสดิการกองทัพเรือ จำนวน 40,000 บาท และเงินค่าตอบแทนรายเดือนจากกองทุนพัฒนากีฬากองทัพเรือ เดือน 5,000 บาท จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ บำเหน็จ 2 ขั้นและการเลื่อนยศ" ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมในความสำเร็จของแต้ว ซึ่งนับเป็นการสร้างชื่อเสียง รวมถึงเกียรติประวัติให้แก่ครอบครัว ประเทศชาติ และกองทัพเรือ เป็นอย่างมาก โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

"กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะพัฒนาคนให้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีสมรรถภาพทางกายและทางจิตใจที่เข้มแข็งสมบูรณ์ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 32 ที่ผ่านมานี้ นักกีฬาทีมชาติไทยได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีเยี่ยม ในการแสดงออกถึงความเป็นนักสู้ ผู้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสำเร็จและมีความสำคัญยิ่งกว่าผลของการแข่งขัน ผมขอชื่นชมน้องแต้ว และนักกีฬาทุกท่าน ที่เสียสละเวลาและความสุขสบายส่วนตนตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก ซึ่งผลจากความมุ่งมั่นตั้งใจเหล่านั้น ทำให้ท่านทั้งหลายได้ก้าวสู่ความสำเร็จ ในการนำชื่อเสียงและเกียรติประวัติ มาสู่ประเทศชาติและราชนาวี  ทั้งจะเป็นแรงผลักดันให้ท่านตั้งใจฝึกซ้อมพัฒนาทักษะทางการกีฬาของตนเองต่อไป"

ขณะที่ความคืบหน้าการบรรจุ อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ เพื่อเข้ารับราชการในกองทัพเรือตามข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านั้น พลเรือเอก วศินสรรพ์ฯ เผยว่า อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจาก คณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตสุโขทัย และกำลังรออนุมัติการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท จากคณะศึกษาศาสตร์ เอกสังคมศาสนาและวัฒนธรรม วิทยาลัยทองสุข ซึ่งตามหลักเกณฑ์การขอเลื่อนยศและเลื่อนฐานะตามลำดับชั้นนั้น  ในส่วนของผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ให้เสนอขอปรับวุฒิ และแต่งตั้งยศตามคุณวุฒิที่สำเร็จการศึกษา ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะเสนอเข้ารับการบรรจุในระดับสัญญาบัตร ได้รับการแต่งตั้งยศเป็น “เรือตรี” โดยในขณะนี้กองทัพเรือ ได้บรรจุ อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ ในตำแหน่ง “อาจารย์พละศึกษา แผนกปกครอง วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ” โดยในขณะนี้ อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ อยู่ในระหว่างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรแล้วจึงจะสามารถเข้ารับการ ประดับยศ เรือตรี ต่อไป

ด้าน อาสาสมัครทหารพรานหญิง สุดาพรฯ กล่าวว่า “ความสำเร็จของแต้วในวันนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่รับการสนับสนุนจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งสมาคมมวยสากลฯ การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพเรือ ที่นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในชีวิตการรับราชการ และได้เปิดโอกาสให้แต้วได้ทำตามความฝัน ซึ่งแม้จะไม่เป็นไปตามความฝันในครั้งนี้ แต่อีกฝันหนึ่งของแต้ว ที่กำลังจะกลายเป็นความจริง ก็คือการได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นทหารเรือ

สุดท้ายนี้ แต้วต้องขอขอบคุณ ท่านผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้การสนับสนุนและให้รางวัลด้วย การให้บรรจุเข้ารับราชการเป็นทหารเรือเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต โดยในขณะนี้แต้วกำลังเข้ารับการศึกษาอบรมในหลักสูตรข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 34 ร่วมกับเพื่อน ๆ อีกเกือบ 50 คน โดยในช่วงแรกจะเป็นการเรียนออนไลน์ และช่วงหลังจะเป็นการฝึกที่โรงเรียนนายเรือ เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษามีความเป็นทหารทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงได้รับความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ จากครูผู้สอน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ของแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขอสัญญาว่าพร้อมที่จะสู้ใหม่อีกครั้งในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ปารีส อย่างแน่นอน”

ปัตตานี - จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ 12 อำเภอ บรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรในสถานการณ์การโควิด-19เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00 น. หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดปัตตานี ได้บูรณาการเปิดให้บริการประชาชนภายใต้โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดปัตตานี

นายชาลี สิตบุศย์ เกษตรจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า การจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 14 หน่วยงาน กิจกรรมภายในงานมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การปล่อยขบวนรถคาราวานออกให้บริการความรู้และปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร ณ จุดให้บริการในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอ มีเป้าหมายเกษตรกร 360 ราย เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างรวดเร็วทั่วถึงและครบถ้วน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

สุรินทร์ - ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ มอบเครื่องวัดปริมาณ ออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว ตามโครงการ “หอการค้าเพื่อคนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน”

นายวีรศักดิ์  พิษณุวงษ์  ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ และคณะฯ นำเครื่องวัดปริมาณ ออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว จำนวน 480 เครื่อง มอบให้แก่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปใช้กับ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ตามโครงการ “หอการค้าเพื่อคนสุรินทร์ไม่ทิ้งกัน”  โดยหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุรินทร์ และ YEC สุรินทร์  โดยมี นางจันทร์เพ็ญ กิติภัทย์พิบูลย์  นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้รับมอบ  หลังจากนั้น นายวีรศักดิ์  พิษณุวงษ์  ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับ คณะครูโรงเรียนวาณิชย์นุกูลสุรินทร์ใช้เวลาว่างที่ต้องหยุดการสอน ทำอาหาร มอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ป่วยที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจจากครู สู่ นักรบชุดขาว

โรงเรียนวาณิชย์นุกูล นำโดยนางเพ็ญศรี เงางาม ผู้อำนวยการโรงเรียนวาณิชย์นุกูลร่วมกับคณะครู ใช้เวลาว่างจากการปิดโรงเรียน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้ร่วมกันลงมือทำอาหารกล่อง จำนวนกว่า 600 กล่อง ต่อสัปดาห์ โดยได้ร่วมกับหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมอบของใช้ประจำตัวสำหรับผู้ป่วยเช่น สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แป้งฝุ่น และน้ำดื่ม ให้กับแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยผู้ป่วยที่ พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดุลย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์  โดยโรงพยาบาลสนามปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดุลย์ เป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ป่วยหญิง เขตอำเภอเมือง มีจำนวนเตียง 290 เตียง 

ขณะนี้มีผู้ป่วยครองเตียงแล้วจำนวน 210 เตียง ยังคงว่างอีกเพียง 80 เตียง อย่างไรก็ตามทางทีมแพทย์เตรียมขยายเตียงเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับหากมีผู้ป่วยมากขึ้นกว่านี้ นายวรากร โรจน์จรัสไพศาล นายกสมาคมศิษย์เก่า โรงเรียนวาณิชย์นุกูล กล่าวว่า เนื่องจากโรงเรียนวาวาณิชย์นุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ของคนสุรินทร์ ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 60 ปี ทางสมาคมศิษย์เก่าจึงได้มีมติ ต้องการช่วยเหลือแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่จังหวัดสุรินทร์ได้เกิดคัตร์สเตอร์ตลาดสดเทศบาล และยังคงกระจายไปเกือบทั่วพื้นที่ อำเภอเมือง ทั้งนี้อาหารกล่องเป็นฝีมือการทำอาหารของคณะครูและบุคลากรโรงเรียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งน้ำใจของคุณครู ที่ต้องการเป็นกำลังใจให้กับด่านหน้าและผู้ป่วย ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน


ภาพ/ข่าว  ปุรุศักดิ์ แสนกล้า 

พล.อ.ประวิตร  แสดงความยินดี "สายสุนีย์ คว้าเหรียญทองแดง" พาราลิมปิกเกมส์ 2020 ประเทศญี่ปุ่น  ประชุม กกท. กำชับสมาคม ดูแลนักกีฬาให้ดีที่สุด  เห็นชอบ ยุทธศาสตร์กีฬา ปี65-70 เน้นใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาศักยภาพนักกีฬา

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ครั้งที่ 7/2564  ผ่านระบบ Video Conference

ที่ประชุม กกท.ได้รับทราบ สรุปผลการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (23 ก.ค.-8 ส.ค.64) ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีนักกีฬาทีมชาติไทยได้เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 16 ชนิดกีฬา 15 สมาคมกีฬา รวม 41คน ผลการแข่งขันนักกีฬาทีมชาติไทยได้ 1 เหรียญทอง จากกีฬาเทควันโด รุ่น 49 กก.หญิง คือเรืออากาศตรี หญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ และได้ 1 เหรียญทองแดงจากกีฬามวยสากลสมัครเล่น รุ่น 57-60 กก.หญิง คือนางสาว สุดาพร สีสอนดี โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 59 ของโลก อันดับที่ 12 ของเอเชียและอันดับที่ 3 ของอาเซียน  จากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณา เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2565-2570 เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการประเมินผล รัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Assessment  Model : SE-AM) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร  ซึ่งพล.อ.ประวิตร  ได้กำชับให้ กกท. เน้นย้ำการใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้เต็มที่ด้วย  รวมทั้งได้มีการเห็นชอบ ข้อบังคับ กกท. ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ เพื่อให้เป็นสวัสดิการ ช่วยเหลือพนักงาน ลูกจ้างและครอบครัว ให้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ต่อไป

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวชื่นชม และแสดงความยินดีกับ "สายสุนีย์ จ๊ะนะ" นักกีฬาทีมชาติไทย ประเภทวีลแชร์ฟันดาบหญิง ที่สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬา พาราลิมปิกเกมส์ 2020 ประเทศญี่ปุ่น ล่าสุด  ซึ่ง "สายสุนีย์ "ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจแข่งขันอย่างเต็มความสามารถ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และคนไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ  สำหรับ กีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ที่กำลังแข่งขัน อยู่ขณะนี้ (24ส.ค.-9ก.ย.64) ขอให้ กกท.และสมาคมฯ ได้ดูแลนักกีฬาคนพิการ และเจ้าหน้าที่ อย่างดีที่สุด และขอส่งกำลังใจ ให้นักกีฬาทุกคนประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศ ร่วมส่งแรงเชียร์ นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ต่อไป

ป.ป.ช.​ สั่ง จทน.ตรวจสอบทรัพย์สิน ผกก.โจ้ -ส่วนปม กระทำผิดต่อหน้าที่ รอ สตช. ดำเนินคดีแล้วเสร็จ ก่อนส่งมาให้ป.ป.ช.

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.  เปิดเผยว่า​ ที่ประชุมคณะกรรมการ​ ป.ป.ช.เมื่อวันที่​ 26​ ส.ค.ได้รับทราบรายงานการตรวจสอบเรื่องของ พ.ต.อ.ฐิติสรรค์ อุทธนผล  หรือ ผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสววรรค์  หลังก่อเหตุใช้ถุงคลุมศีรษะผู้ต้องหาคดียาเสพติด โดย ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครสวรรค์ได้รายการการตรวจสอบ ว่าเป็นเรื่องการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ตามมาตรา  61 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ประกอบกับขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ทาง ป.ป.ช.จึงได้ชะลอการดำเนินการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อรอการดำเนินคดีเสร็จสิ้น ทั้งนี้​ ทาง สตช.จะต้องส่งเรื่องนี้มาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการภายใน 30 วัน  เบื้องต้นได้มีการประสานกับทาง สตช. ไว้แล้ว 

เมื่อถามถึงเรื่องทรัพย์สินของ​ พ.ต.อ.ฐิติสรรค์​ ที่มีทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้าน   ทั้งบ้าน และรถหรูมากมาย แบบนี้ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบกรณีร่ำรวยผิดปกติได้หรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า หลังปรากฎเป็นข่าว ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้สำนักตรวจทรัพย์สิน ของสำนักงาน ป.ป.ช.ไปดำเนินการประมวลข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทันที ดูที่มาของทรัพย์สิน เพื่อดูว่าเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติหรือไม่  โดยป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการเนื่องจากมีกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน 

เมื่อถามว่าตามกระแสข่าวระบุว่ามีการฝากเงินไว้กับนอมินีหลัก 200 ล้านบาท ป.ป.ช.จะตรวจสอบลงลึกไปถึงขั้นนั้นหรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า ถ้ามีการยกเป็นเรื่องไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบทุกเรื่อง ซึ่งจะต้องขอให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่สามารถชี้ช่องเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินของ พ.ต.อ.ฐิติสรรค์ สามารถส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ได้ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าหาก ป.ป.ช.สามารถส่งเรื่องร้องขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ก็จะมีเงินรางวัลให้กับผู้ชี้ช่องเบาะแสด้วย

‘ฟู้ดเดลิเวอรี่’ ส่อวุ่นหนักหลังรัฐบีบลดค่า GP หลายฝ่ายประสานเสียงไร้ประโยชน์ซ้ำกระทบวงกว้าง

หลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานำสู่การจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการจัดเก็บค่าส่วนแบ่งการขาย (ค่า GP) ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ฟู้ดเดลิเวอรี่) เรียกเก็บจากร้านอาหารที่เข้าร่วมในแอปพลิเคชันในอัตรา 30-35% อ้างว่าเพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสม โดยจะเร่งพิจารณาแล้วเสร็จโดยเร็วนั้น แหล่งข่าววงในจากวงการฟู้ดเดลิเวอรี่ เผยว่า หากมีการควบคุมหรือกดดันให้ปรับลดค่า GP ลงจริง จะส่งผลกระทบต่อพนักงานส่งอาหาร (ไรเดอร์) และผู้บริโภค 

เนื่องจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ทุกเจ้ายังคงขาดทุน จากการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาดและการทำโปรโมชั่น หากภาครัฐปรับลดค่า GP ทางผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคงต้องหาทางลดต้นทุน เพราะไม่สามารถแบกรับปัญหาขาดทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดค่าตอบแทนหรือค่ารอบของคนขับ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 25-50% หรือการปรับขึ้นราคารองรับค่าแรงไรเดอร์ และต้นทุนต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ไลน์แมน วงใน กล่าวว่า คงต้องรอดูท่าทีของภาครัฐว่าจะมีนโยบายเรื่อง GP อย่างไร หากบังคับให้ลดค่าGP ก็มีโอกาสจะทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าขนส่งเพิ่มขึ้นส่วนตัวอยากให้ภาครัฐได้ดูโมเดลการแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ขอให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยลดค่า GP ลงมา และจ่ายเงินอุดหนุนในส่วนต่างที่หายไปจากค่า GP ให้แพลตฟอร์มซึ่งเป็นวิธีที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ทั่วกันไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ลูกค้า ไรเดอร์ หรือแพลตฟอร์ม

ส่วนผู้บริหาร Food panda เสริมว่า ที่ผ่านมา บริษัทและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายอื่น ๆ เคยให้ความร่วมมือกับภาครัฐปรับลดค่า GP ชั่วคราวมาแล้ว แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยอดขายและรายได้ของร้านอาหารลดลง เนื่องจากค่า GP ถือเป็นต้นทุนการดำเนินงานในการทำโปรโมชั่นและการโปรโมทร้านค้า เมื่อถูกลดค่า GP การส่งเสริมการขายต่าง ๆ จึงถูกตัดทิ้งไป ขณะที่ไรเดอร์เองก็มีรายได้ลดลงเพราะจำนวนคำสั่งซื้อมีน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ไม่ได้รับโปรโมชั่นดี ๆ อย่างที่เคยได้รับ

ด้านตัวแทนไรเดอร์ นายอรรถพล คล้ายเอ็ม หนึ่งในแกนนำ “กลุ่ม Grab เคลื่อนที่เร็วเราช่วยกัน” กล่าวว่า การลดค่า GP นอกจากจะกระทบคนขับโดยตรงแล้ว ยังส่งผลถึงผู้ใช้บริการและภาพรวมธุรกิจอาหารด้วย เพราะถ้ารายได้ของแพลตฟอร์มหายไปจากการลดค่า GP บริษัทก็ต้องมาลดค่ารอบคนขับ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คนขับที่ได้รับผลกระทบรวมตัวกันออกไปแสดงพลังให้ภาครัฐได้รับรู้ถึงปัญหา และถ้าไม่มีทางออกที่ดีหรือรายได้ของคนขับไม่คุ้มค่า คงต้องมีคนขับจำนวนไม่น้อยหยุดให้บริการและหันไปทำอาชีพอื่นและจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในที่สุด เพราะเมื่อมีคนส่งอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ต้องรอนานหรืออาจจะไม่มีคนให้บริการเลยในช่วงโควิดฯ

ด้าน นายธนากร พลอยแสง แอดมินเพจ “กูขับ LINEMAN RIDER” กล่าวว่า ตนและสมาชิกในกลุ่มฯ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดปรับลดค่า GP เพราะท้ายที่สุดย่อมมีผลกระทบมาถึงกลุ่มไรเดอร์ โดยเฉพาะอาจถูกปรับลดค่ารอบและหากคำสั่งของภาครัฐมีผลบังคับใช้ครอบคลุมไปทั่วประเทศจะทำให้ไรเดอร์ในต่างจังหวัดที่ได้รับค่ารอบต่ำกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่กันอย่างยากลำบาก 

ทั้งนี้ ผลจากโควิด-19 และนโยบายล็อกดาวน์ของรัฐบาล จึงมีคนจำนวนมากหันมาประกอบอาชีพไรเดอร์ ทำให้ไรเดอร์เดิมถูกแย่งงานจนรายได้ต่อวันลดลงไปมาก หากมีการปรับค่า GP จนไรเดอร์ต้องถูกลดค่ารอบอีกเชื่อว่าจะต้องมีไรเดอร์จำนวนมากออกมาประท้วงแน่นอน

ด้าน นางสาวกีรตยา กำลังมาก เจ้าหน้าที่สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย หนึ่งในตัวแทนผู้บริโภคที่ใช้บริการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ กล่าวว่าค่า GP ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสั่งซื้ออาหารของมากนัก เพราะผู้บริโภคจะพิจารณาจากโปรโมชั่น เช่น ส่วนลดค่าอาหารหรือส่วนลดค่าส่ง เป็นหลัก โดยปกติตนจะเลือกสั่งอาหารจากร้านที่มีราคาถูกที่สุดอยู่แล้ว ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ภาครัฐจะปรับลดค่า GP เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและยังอาจสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ไรเดอร์หยุดให้บริการหรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแทน ทำให้ต้องรออาหารนานขึ้น หรืออาจต้องเสียค่าบริการเพิ่มขึ้นเพื่อให้ไรเดอร์จัดส่งอาหารให้เร็วขึ้น


https://www.naewna.com/business/597830


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

IWRM ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำ เพื่อการอุตสาหกรรม และอุปโภค บริโภค จัดกิจกรรมมอบน้ำดื่ม 3,600 ขวด ให้กับ  "สถาบันราชประชาสมาสัย" และ "ชุมชนปู่เจ้า"

ณ สถาบันราชประชาสมาสัย ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ “ดร.นิยม ไกรปุย”รองผู้อำนวยการสถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติรับมอบน้ำดื่ม จำนวน 2,400 ขวด และ "นางสาวทัศนี ศรศิริ" ผู้นำจิตอาสา จำนวน 1,200 ขวด รวมเป็นทั้งสิ้น 3,600 ขวด จาก "นายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ " เจ้าของสถานประกอบการธุรกิจน้ำ "IWRM" โดย "นายศราวุฒิ​ เปลี่ยนอารมย์ "


ผู้จัดการฝ่ายปฎิบัติการ​และ "นายวิเชษฐ์ เกตุแก้ว" ผู้ประสานงานพื้นที่และชุมชน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีชี), เป็นผู้แทนมอบน้ำดื่ม ซึ่งกิจกรรมที่ดีในครั้งนี้ “นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล" ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษา "นายมานะ  โลหะวณิชย์" ประธานคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย “นายโกสินธ์ จินาอ่อน” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์ ที่ปรึกษา”สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม "นายณัฐวุฒิ เหมือนเพ็ชร" ผู้อำนวยการข่าวจังหวัดสมุทรปราการ (น.ส.พ.สยามโฟกัสไทม์)เป็นสะพานบุญ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน รวมถึงคนพิการ ครอบครัวคนพิการ ที่ป่วยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 และรักษาตัวอยู่ใน “สถาบันราชประชาสมาสัย” อีกทั้งยังเป็นการตอบแทนน้ำใจ ความเสียสละแรงกาย แรงใจ เวลาอันมีค่ามาดูแลรักษาพี่น้องประชาชนคนไทย คนพิการ ให้รอดปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน

ทั้งนี้ “ดร.นิยม ไกรปุย”รองผู้อำนวยการสถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้พา "คณะผู้ใจบุญ" ขึ้นเยี่ยมชมห้องประชุม และหอแสดงนิทรรศการประวัติเกี่ยวกับ"สถาบันราชประชาสมาสัย" ที่ได้รับพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ ทรงพระเมตตาดูแลทุกข์ ดูแลสุขของพสกนิกรชาวไทย และให้คงไว้ในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย สืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top