Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

กระทรวงอุตสาหกรรม วอนโรงงานตรวจเข้มมาตรการป้องกันโควิด ด้วย “Bubble and Seal” และเข้าประเมินตนเองออนไลน์ TSC ด้านผลวิเคราะห์ชี้!! ประเมินแล้ว​ ช่วยลดการระบาดโควิด ได้ 4.5 เท่า

นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประชุมหารือร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานที่ยังคงพบ ผู้ติดเชื้อโควิดต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตของภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งต่อการพยุงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ  จากการส่งออก การบริโภค การจ้างงานและธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศ โดยจะดำเนินการร่วมกันดังนี้

1.) ปรับมาตรการ Bubble and Seal และ Factory Isolation ภายในสถานประกอบการ ให้เหมาะสมกับโรงงานทุกขนาด พร้อมกับการสื่อสารให้กับแรงงานและชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลที่ไม่หยุดประกอบกิจการ

2.) สร้างความรู้ความเข้าใจและให้คำแนะนำการทำ Bubble and Seal ในรูปแบบ Coaching คือคอยให้คำแนะนำแนวทางและให้ความช่วยเหลือ ทั้งรูปแบบ Online และ Offline เพื่อให้โรงงานทุกขนาดสามารถดำเนินมาตรการได้ พร้อมกันทั่วประเทศ

3.) ปรับเกณฑ์ Good Factory Practice : GFP เพื่อปิดช่องว่างที่เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด โดยเสนอเพิ่มมาตรการตรวจคัดกรองเชิงรุกด้วยชุด Antigen Test Kit (ATK) และเข้มงวดการตรวจกำกับหอพัก การรถรับส่งแรงงาน รวมทั้งการเว้นระยะห่างของผู้ปฏิบัติงาน

4.) เร่งขอความร่วมมือโรงงานโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าประเมินตนเอง Online ในแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid (TSC) และการสุ่มตรวจประเมินโรงงาน (Onsite) เพื่อแนะนำการใช้มาตรการต่าง ๆ ในเชิงรุก อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากฐานข้อมูลที่ได้รับจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าโรงงานที่เข้าประเมิน TSC แล้ว  มีแนวโน้มการติดเชื้อโควิดน้อยกว่าโรงงานที่ไม่ได้เข้าประเมินถึง 4.5 เท่า ดังนั้นจึงขอเชิญชวนโรงงานทุกขนาด ได้เข้าประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม TSC ควบคู่ไปกับการทำ Bubble and Seal เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในโรงงาน

ด้านนายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหัวหน้าศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ ศูนย์ CMC : Crisis Management Center กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 17 สิงหาคม 2564 พบการระบาดของโรงงานทั้งสิ้น 749 แห่ง มีผู้ติดเชื้อจำนวน 53,135 คน ครอบคลุมพื้นที่ 62 จังหวัด สำหรับ 5 อันดับจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี 4,597 คน ฉะเชิงเทรา 3,648 คน สระบุรี 3,647 คน  สมุทรสาคร 3,571 คน และเพชรบูรณ์ 3,487 คน

ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ อุตสาหกรรมอาหาร 136 โรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 103 โรงงาน อุตสาหกรรมโลหะ 65 โรงงาน อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 64 โรงงาน และอุตสาหกรรมพลาสติก 57 โรงงาน

“แม้ว่าภาพรวมการระบาดของโควิด-19 ในโรงงาน ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันพบมีผู้ติดเชื้อใหม่ในโรงงานเพิ่มวันละประมาณ 13 แห่ง มีจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละกว่า 800 คน หรือประมาณ 4% ของจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของประเทศ โดยแนวโน้มการระบาดในช่วงนี้จะไม่พบผู้ติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ แต่จะกระจายตัวไปในหลายโรงงาน หลายจังหวัดและพบผู้ติดเชื้อเป็นหลักสิบ

ขณะที่ผู้ติดเชื้อในช่วงเมษายน - 17 สิงหาคม 2564 มีจำนวนผู้หายป่วยและกลับมาทำงานได้แล้วจำนวนมาก เช่น ใน 10 ลำดับโรงงานที่พบการระบาดของเชื้อโควิดมากที่สุด มีผู้ติดเชื้อรวมจำนวน 16,798 คน พบแรงงานหายป่วยแล้ว 12,954 คน หรือคิดเป็น 77% ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ติดเชื้อในโรงงานจะใช้เวลารักษาตัว 14-28 วัน ก็จะกลับมาทำงานได้ เนื่องจากอยู่ในวัยหนุ่มสาว สุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีบางส่วนได้รับการฉีดวัคซีนด้วยแล้ว

สำหรับข้อมูลโดยละเอียดกระทรวงฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการรายงานฯ ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมทุกมิติ และพร้อมเชื่อมต่อข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์ในข้อมูลร่วมกัน”

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีโรงงานเข้าประเมินออนไลน์ใน TSC แล้วจำนวน 20,032 แห่ง คิดเป็น 31% จากโรงงานทุกขนาด 64,038 แห่ง โดยรวมพบโรงงานผ่านเกณฑ์ จำนวน 13,235 แห่ง หรือคิดเป็น 66% และไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 6,797 แห่ง หรือคิดเป็น 34% ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับเมื่อเข้าประเมินตนเองในแฟลตฟอร์ม TSC คือ เราจะทราบทันทีว่า สิ่งที่โรงงานดำเนินการอยู่ ผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ กรณีไม่ผ่านเกณฑ์จะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในส่วนใด ซึ่งการดำเนินการยกระดับให้ผ่านเกณฑ์ TSC ควบคู่ไปกับการทำ Bubble and Seal จะเป็นมาตรการที่สามารถป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเดชาฯ กล่าว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นราธิวาส - ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก รังสรรค์เมนูข้าวไก่ทอด ไข่เจียวฮาลาล แจกประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตามโครงการ ‘โรงพักโก-ลก เรา ปัน สุข’

ที่ศูนย์บริการประชาชน ป้อมจราจร หน้าสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก พ.ต.อ.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก นำตำรวจจิตอาสา ร่วมกันรังสรรค์เมนูข้าวไก่ทอด ไข่เจียวฮาลาล แจกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วันละ 1,000 กล่อง ตามโครงการโรงพักโก-ลก เรา ปัน สุข ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 14.00น. เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อแบ่งปันความสุขและบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  พร้อมยึดหลัก D-M-H-T-T สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือที่จุดให้บริการ

ด้านประชาชนที่มาต่อแถวรับข้าวกล่อง กล่าวว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้รับความเดือดร้อน ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว ทราบว่าผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก จัดกิจกรรมแจกข้าวไข่เจียวให้ประชาชน จึงตั้งใจมารับข้าวกล่องไปรับประทานกับครอบครัว ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีก 1 มื้อ จึงขอขอบคุณผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทำกิจกรรมดี ๆ ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

แก๊งมอดไม้มุกดาหาร ไปไม่รอด!! หลังขับรถตกคูน้ำ ก่อนเผ่นหนีไป

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 นายวีระ ใสแก้ว เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มห.2 (ดงหลวง) อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งว่ามีรถบรรทุกไม้แปรรูป ตกลงไปในคูน้ำข้างถนนเปรมพัฒนา สายดงหลวง - นาแก จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ออกไปทำการตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 4 ล้อยี่ห้อมิตซูบิชิ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 80 - 7151 มุกดาหาร ตกลงไปในคูน้ำข้างถนนจนพังเสียหายไม่สามารถขับต่อไปได้ เมื่อตรวจสอบที่บริเวณกระบะบรรทุกด้านหลังพบไม้แปรรูปซุกซ่อนอยู่โดยมีผ้าสแลนคลุมอำพรางไว้ จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายแม้ไม้แปรรูปดังกล่าวไปทำการตรวจตรวจสอบและนับจำนวนพบว่า เป็นไม้แปรรูปประเภทไม้มะค่าโมงจำนวน 31 แผ่น ขณะทำการตรวจสอบไม่พบคนขับรถคันดังกล่าว คาดว่าได้หลบหนีไปก่อนพี่เจ้าหน้าที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ จึงได้ทำการตรวจยึดไม้แปรรูปและรถบรรทุกดังกล่าวไว้เป็นของกลางพร้อมกับแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรดงหลวง ในฐานความผิดมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และซ่อนเร้นจำหน่าย หรือพาช่วยเอาไปเสียให้พ้นซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวน สอบสวน หาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  ชุด ฉก.พญาอินทรีย์ / พวงเพชร-เดวิท โชคชัย จ.มุกดาหาร

ชลบุรี - ชาวเมืองสัตหีบ แห่ลงทะเบียนจองคิววัคซีนซิโนฟาร์ม วันแรกจำนวน 3,000 คน

ตามที่เทศบาลเมืองสัตหีบ ได้ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ได้ลงชื่อจอง ได้แล้ว วันแรกจำนวน 3,000 คน โดยประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจ มาลงทะเบียนกันตั้งแต่เช้าจำนวนมาก

โดยบรรยากาศ ที่ตลาดสหชัย อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้มีประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสัตหีบ ทยอยเข้ามาต่อคิวเพื่อลงทะเบียนจองสิทธิฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ในวันนี้เป็นวันแรกมีประชาชนยื่นเอกสารประสงค์จองสิทธิ์ฉีดวัคซีนกันตั้งแต่เช้า โดยมีกำหนดเปิดรับในวันที่ 16-20 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ทั้งหมด 5 จุด ได้แก่ ศาลาชายทะเล (หน้าอำเภอ) ,ตลาดสหชัย,วัดเตาถ่าน,ศูนย์ซ่อมบำรุงเทศบาลเมืองสัตหีบ(ซอยสุขุมวิท 89) และ อีฟรีสอร์ท (กม.5) โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม งานรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง(งานเทศกิจ) อสม. เมืองสัตหีบ มากำกับดูแลการจัดระเบียบให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคโควิด -19  และเมื่อครบ 3,000 คน ก็จะปิดรับลงทะเบียนทันที และรอเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในรอบต่อไปหลังจากได้รับวัคซีนมาเพิ่มเติม

ตามที่ นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ ได้เสนอญัตติขออนุมัติใช้จ่ายเงินสะสมของเทศบาลเมืองสัตหีบ เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยได้รับการอนุมัติจาก สภาเทศบาลเมืองสัตหีบ ให้ใช้จ่ายเงินสะสมของเทศบาลเมืองสัตหีบ จำนวน 30 ล้านบาท  ล่าสุดได้มีการจัดซื้อ วัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รอบแล้วจำนวน 6,000 โดส ได้ 3,000 คน  เพื่อเตรียมฉีดให้ประชาชนในพื้นที่เทศบาลเมืองสัตหีบ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศ ให้ประชาชนที่ประสงค์จะลงทะเบียน อายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องมีทะเบียนบ้านภายในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบเท่านั้น และต้องเตรียมเอกสาร สำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียน และต้องเป็นผู้ไม่มีการลงทะเบียนซ้ำซ้อนผ่านแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม

ทั้งนี้ทางเทศบาลเมืองสัตหีบ ยังได้รับการสนับสนุนวัคซีนซิโนฟาร์ม จาก อบจ.ชลบุรี โดยนาย วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี อีกจำนวน 1,000 คน (2,000โดส) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้คนเมืองสัตหีบ โดย นาย กำชัย ตั้งธรรมสถิตย์ ส.อบจ.ชลบุรี เป็นผู้ประสานงานมาลงในพื้นที่  

ทั้งนี้เทศบาลเมืองสัตหีบ จะได้มีการจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์ม จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ไปจนกว่าประชาชากรในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบ จะได้รับวัคซีนครบทุกคนและต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเสี่ยง เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่พี่น้องประชาชน ในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบโดยเร็ว โดยจะฉีดวัคซีนให้แก่ กลุ่มเสี่ยงเป้าหมายหลักก่อน คือ พ่อค้า แม่ค้า ธุรกิจโรงแรม กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง และพ่อแม่พี่น้องประชาชน รวมทั้งคนกลุ่มด้อยโอกาส ในเขตเทศบาลเมืองสัตหีบ อีกด้วย


ภาพ/ข่าว  นิราช ทิพย์ศรี / นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ขอนแก่น - “ธีระศักดิ์” ผุดไอเดียขอนแก่นโมเดล เร่งฉีดวัคซีนทางเลือกและวัคซีนจัดสรร มั่นใจคนขอนแก่นร่วมมือกันและกลับสู่ภาวะปกติได้สำเร็จ

เร่งฉีดวัคซีนทางเลือกและวัคซีนจัดสรร ให้ได้ร้อยละ 70 เสนอจังหวัดขอเปิดเทอมและผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด มั่นใจคนขอนแก่นร่วมมือกันและกลับสู่ภาวะปกติแบบนิวนอมอลได้สำเร็จ พร้อมระบุจุดฉีดวัคซีนทางเลือกมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและกำกับทุกขั้นตอน ไม่มีคุณยายรับวัคซีน 2 เข็มแบบบางจังหวัดอย่างแน่นอน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 18 ส.ค.2564 ที่หน่วยบริการฉีดวัคซีน รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ มข. ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า จ.ขอนแก่น นายธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น นำคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาฯ รวมทั้งผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจคณะทำงานด้านวัคซีนของ รพ.ศรีนครินทร์ และ คณะทำงานของเทศบาลนครขอนแก่น รวมทั้งพบปะประชาชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่ทยอยเดินทางเข้ารับการฉีดวัคซีนทางเลือกชิโนฟาร์ม ตามแผนการฉีดวัคซีนทางเลือกชิโนฟาร์ม วันนี้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ของรอบแรกในการฉีดวัคซีนกลุ่มเป้าหมาย 17,000 คน โดยมีประชาชนที่ได้รับการยืนยันการฉีดวัคซีนทางเลือกชิโนฟาร์มตามที่เทศบาลนครขอนแก่นได้ทำการจัดหาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่กำหนดการฉีดรอบแรกสัปดาห์แรกระหว่างวันที่ 14-19 ส.ค.ทยอยเดินทางเข้ารับการฉีดวัคซีนตามรอบเวลาที่กำหนดอย่างต่อเนื่องท่ามกลางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า วันที่ 3 ของการให้บริการวัคซีนทางเลือกตามที่เทศบาลฯได้จัดหามานั้นในภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างเรียบร้อย ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด คือรอบแรก 17,000 คน ที่มีกำหนดการฉีดวัคซีน 2 ช่วงเวลาคือ 16-19 ส.ค. และ 23-25 ส.ค.ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. จำกัดวันละ 15 รอบ แยกเป็นรอบช้า 6 รอบ และรอบบ่าย 9 รอบ รอบละ 350 คน ซึ่งหน่วยฉีดวัคซีนจุดนี้จะสามารถให้บริการได้วันละ 2,650 คน ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ที่ไม่มาฉีดวัคซีนอยู่ที่ประมาณวันละ 10% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ไม่สะดวกเดินทางมา รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเทศบาลฯกำหนดแผนที่จะให้บริการเชิงรุกแบบถึงบ้าน รวมไปถึงการจัดลำดับสำรองที่เตรียมไว้ทุกกลุ่มหากมีคนสละสิทธิ์การรับวัคซีนชิโนฟาร์ม ก็จะเลือกลำดับสำรองมาเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันที่ 24-25 ส.ค.เป็นลำดับต่อไป ขณะเดียวกันการบริหารจัดการพื้นที่ ที่มีการกำหนดช่อฉีดวัคซีนมากถึง 25 ช่อง ซึ่งแสดงถึงการเว้นระยะห่างและการให้บริการที่รวดเร็ว ลดการรวมตัวและกำหนดในเรื่องของการเว้นระยะห่างได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกประจำจุดต่างๆ ทุกจุดอย่างรัดกุมและรอบคอบดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นในบางจังหวัดที่คุณยายได้รับวัคซีน 2 เข็ม จะไม่มีเกิดขึ้นที่ขอนแก่นอย่างแน่นอน

“ประชาชนในเขตเทศบาลนครขอนแกน มีประมาณ 110,000 คน ซึ่งวัคซีนทางเลือกชิโรฟาร์มที่เทศบาลฯได้รับการจัดสรรตามที่เทศบาลฯได้ดำเนินการจัดซื้อจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งได้รับรอบแรก 17,000  คนและ รอบที่ 38,000 คน ซึ่งหากได้รับครบทุกคนจะทำให้เขตเทศบาลฯของเรานั้นมีประชากรได้รับวัคซีนถึง 55,000 คนหรืออยู่ที่ร้อยละ 50 ของจำนวนประชากรในเขตเทศบาลฯ และในเดือน ต.ค.หากนับรวมวัคซีนที่รัฐจัดสรรและทำให้เขตเทศบาลฯมีประชากรได้รับวัคซีนถึงร้อยละ 70  ก็จะมีการพิจารณารูปแบบการผ่อนคลายมาตรการหรือการเปิดเมือง ซึ่งคงไม่ถึงการเป็นขอนแกนแซนบอค แต่จะมีการหารือและแนวทางการทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการด้านธุรกิจเอกชนต่าง ๆ ทุกองค์กร ที่จะเดินต่อไปถึงแผนการฟื้นฟูเมืองในภาพรวม ที่ทุกคนจะร่วมมือกันและเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัยในระดับประเทศจากหน่วยงานที่รับผิดชอบที่จะมาตรวจและประเมินเมือง ดังนั้นในเดือน ต.ค.จะมีการประเมินอีกว่าเมื่อเขตเทศบาลฯได้รับวัคซีนไปแล้วกว่าร้อยละ 70 การเปิดเมืองนั้นจะออกมาในรูปแบบใด รวมไปถึงการเปิดเรียนในส่วนของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลฯ ที่จะมีการหารือกันว่าเมื่อคณะครู บุคลากรทางการศึกษา ชุมชน และผู้ปกครองได้รับวัคซีนครบกว่า 70% แล้ว โรงเรียนในสังกัดเทศบาล 11 แห่งจะสามารถเปิดเรียนในเทอมที่ 2 แบบนิวนอมอลได้หรือไม่”

นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่าในการให้บริการวัคซีนทางเลือกชิโนฟาร์ม ในรอบที่ 2 รวม 38,000 คน ที่จะกำหนดฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค. ต่อเนื่องไปจนถึง กลางเดือน ก.ย. โดยขณะนี้เทศบาลฯได้กำหนดจุดฉีดวัคซีน  5 จุด ประกอบด้วย รพ.ศรีนครินทร์ จุดฉีดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแห่งนี้ รวมทั้ง รพ.ขอนแก่น,ศุนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น,รพ.ราชพฤกษ์ และ รพ.กรุงเทพขอนแก่น ที่จะร่วมมือกันระดมการฉีดวัคซีนให้ครบตามเป้าหมายและจำนวนที่กำหนด ควบคู่กับการให้บริการเชิงรุกแบบฉีดถึงบ้านในส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วนติดเตียง และการตามหากลุ่มคนเร่ร่อนในเขตเมืองอีกกว่า 100 คน อย่างไรก็ตามในรอบที่ 2 ที่กำหนดฉีดอีก 38,000 คนนั้น จะมีการจัดทำรูปแบบของครอบครัว คือนอกจากบุคคลที่ได้รับการยืนยันการฉีดวัคซีนจากเทศบาลฯแล้ว หากครอบครัวประสงค์ที่จะฉีดและพาคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย มารับบริการการฉีดวัคซีน เทศบาลจะกำหนดให้คนในครอบครัวได้รับวัคซีนชิโนฟาร์มตามที่เทศบาลฯได้จัดหามานั้นฉีดให้กับคนในครอบครัวด้วยเพราะถือเป็นครอบครัวที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะมีการประเมินกันอีกครั้ง

สุโขทัย - อบจ.สุโขทัย มอบชุดอุปกรณ์ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แก่สสจ.สุโขทัย และกู้ภัยทั้งจังหวัด เพื่อป้องกันโควิด-19

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยเอกเทียนชัย ทองวินิชศิลป นายเขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายก อบจ.สุโขทัย นายธรรมศักดิ์ สายฤทธิ์ และนายเชนท์ ผาสุก สมาชิกสภา อบจ.สุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย สมาชิกสภาฯ คณะผู้บริหาร และบุคลากรในสังกัด อบจ.สุโขทัย ร่มกันมอบเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับป้องกันและควบคุมโรคโควิด–19 ให้กับสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย และเจ้าหน้าที่หน่วยหน้า(เครือข่ายกู้ชีพ กู้ภัย) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ประกอบด้วยถุงแยกขยะติดเชื้อ(ถุงแดง) จำนวน 2,000 ถุง  น้ำยาฆ่าเชื้อโรค จำนวน 190 ขวด ชุดอุปกรณ์ฉีดพ่น (แบบแบตเตอรี่) จำนวน 38 ถัง

โดยมีดร.นพ.ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย นำคณะบุคลากรและเจ้าหน้าที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย และเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายกู้ชีพ กู้ภัยในพื้นที่ทั้ง 9 อำเภอของจังหวัดสุโขทัย และบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย มารับมอบและร่วมพิธีรับมอบในครั้งนี้ ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ต.บ้านกล้วย อ.เมืองสุโขทัย

นอกจากนี้ นายกมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ. กล่าวขอบคุณ บุคลากรทางด้านสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และเจ้าหน้าที่หน่วยหน้า เครือข่าย กู้ชีพ กู้ภัยทุกท่าน ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่อเนื่องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันและบรรเทาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจังหวัดสุโขทัย เพื่อออกปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านแทนประชาชนชาวจังหวัดสุโขทัย

ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย กล่าวขอบคุณคณะ นายก และผู้บริหาร อบจ.สุโขทัย ที่ให้การสนับสนุนเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกัน และสิ่งของจำเป็นต่างๆในการป้องกันและดูแลประชาชนในจังหวัดสุโขทัยที่ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบจากโรคโควิด–19 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั้ง แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า รวมทั้ง(เครือข่ายกู้ชีพ กู้ภัย) ที่ปฏิบัติงานกันอย่างหนักในช่วงเวลานี้ ซึ่งทาง อบจ.และนายก อบจ.ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ และจังหวัดสุโขทัย 


ภาพ/ข่าว  สุริยา ด้วงมา จ.สุโขทัย

กรุงเทพฯ - กองทัพเรือ โดยโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID – 19 ให้แก่ประชาชน พร้อมเปิดจองวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็ก 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ที่เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาล

วันนี้ (18 สิงหาคม 2564 ) กองทัพเรือ โดยโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID – 19  ในการนี้กำลังพลจิตอาสา 904 สังกัดกองทัพเรือ ได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID – 19 ณ อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ โดยประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID – 19 ในครั้งนี้ เป็นผู้อาศัยในพื้นที่เขตบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี ซึ่งมีโรคประจำตัว รวมถึงสตรีมีครรภ์ ที่อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป

ในขณะที่ หมอพลอย แพทย์จีน ปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ขอเชิญผู้ป่วยของโรงพยาบาล อายุระหว่าง 12 ถึง 18 ปีที่มี 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ เข็มที่ 1 โดยสามารถโทรศัพท์ ลงทะเบียน เพื่อจองคิว ได้ที่ Call Center วัคซีนโควิด หมายเลขโทรศัพท์ 02 460 0216 9 ตั้งแต่วันที่ 19-20 สิงหาคม เวลา 09.00 นถึง 15.00 น จนกว่าคิวจะเต็ม  ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า จะ จัดให้มีการฉีดวัคซีน ให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนในวันอังคารที่ 24 และ วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม  256 4 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 12.00 น.

ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวต่อไปว่า วัคซีนไฟเซอร์ ดังกล่าวมีจำนวนจำกัด ในกรณีเด็กป่วยต้องมีโรคตรงตามข้อกำหนดเท่านั้น โดยกลุ่มโรคเสี่ยง ที่กำหนดประกอบด้วย

1.โรคอ้วน หรือเด็กอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น

2. โรคทางเดินหายใจเรื้อรังหรือโรคหอบหืด

3. โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง

4. โรคไตวายเรื้อรัง

5.โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

6. โรคเบาหวาน

7.กลุ่มโรคพันธุกรรมรวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์และภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง

 

จันทบุรี – เหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรี มอบบ้านตามโครงการ "บ้านรัฐร่วมราษฎร์ กาชาดร่วมใจ" เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บ่ายวันนี้ ( 18 ส.ค.64 ) ที่บ้านเลขที่ 54/11 หมู่ที่ 1 ต.เขาแก้ว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นางสุนิชฌาน์ ทองแย้ม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้นำคณะกรรมการเหล่ากาชาด นายอำเภอท่าใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบบ้าน ตามโครงการ "บ้านรัฐร่วมราษฎร์กาชาดร่วมใจ" เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประจำปี 2564

ให้แก่ นายไพเลิศ ฐิตะรัตน์ อายุ 74 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ปัจจุบันอาศัยอยู่กับ นางทองอิน ฐิตะรัตน์  ( ภรรยา) อายุ 62 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก และได้รับการรักษา โดยการฉายรังสี และนายกฤษฎา ฐิตะรัตน์ ลูกชาย  อายุ 34 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจร่างกายไม่แข็งแรงและไม่ได้รับการรักษา ในด้านที่พักอาศัย บ้านหลังเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งการสร้างบ้านตามโครงการ "บ้านรัฐร่วมราษฎร์ กาชาดร่วมใจ"เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หลังนี้ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้าง รวม 200,000 บาท / คุณอิงบุญ ศรีพรหมมา กรรมการเหล่ากาชาด อ.ท่าใหม่ สมทบระบบไฟฟ้า 5,000 บาท / กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลเขาแก้ว สมทบระบบไฟฟ้า 5,000 บาท

โอกาสนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรี และ อำเภอท่าใหม่ได้จัดถุงยังชีพมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ต.เขาแก้ว ที่กักตัวเองและผู้ยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดมอบผ่านผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่จำนวน 50 ชุด


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี

พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

กรุงเทพฯ - ทัพเรือภาคที่ 1 จัดอาหารกล่อง From The Sea ครัวเรือรบ ต้านภัยโควิด พร้อมน้ำดื่ม สนับสนุนให้แก่ครัวสนามในโครงการ “กองทัพเรือ เพื่อประชน ร่วมใจต้านภัย COVID-19” ถวายเป็นพระราชกุศล

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 เวลา 11.00 น. พลเรือโท โกวิท  อินทร์พรหม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 มอบหมายให้ พลเรือตรี อภิชัย  สมพลกรัง รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วย พลเรือตรี ชวิน เวียงวิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ ช่วยปฏิบัติราชการทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปส่งมอบอาหารกล่อง From The Sea ครัวเรือรบ ต้านภัยโควิด พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 690 ชุด สนับสนุนให้แก่ครัวสนามในโครงการ “กองทัพเรือ เพื่อประชน ร่วมใจต้านภัย COVID-19” ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ลานจอดรถอาคารนันทอุทยานสโมสร ฐานทัพเรือกรุงเทพ โดยในวันนี้มีผู้แทนชุมชนได้แก่ ชุมชนวัดมะลิ 1 ชุมชนวัดมะลิ 2 เขตบางกอกน้อย และ ชุมชนแก้วฟ้า ชุมชนจรัล 4 เขตบางกอกใหญ่ รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 ชุมชน เดินทางมารับมอบเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนดังกล่าว ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ที่กำลังทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ทัพเรือภาคที่ 1 จะยังคงจัดอาหารกล่อง From The Sea ครัวเรือรบ ต้านภัยโควิด พร้อมน้ำดื่ม สนับสนุนให้แก่โครงการ “กองทัพเรือ เพื่อประชาชน ร่วมใจต้านภัย COVID-19” เช่นนี้ จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2564


ภาพ/ข่าว  กองกิจการพลเรือน ทัพเรือภาคที่ 1

นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน

เดินหน้า "5ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย" ฝ่าวิกฤติโควิด กระทรวงเกษตรฯ ผนึกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์คิกออฟสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอส.ครั้งแรกในไทย “อลงกรณ์”เล็งเป้าตลาดแสนล้านปั้นไทยฮับอาเซียน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางและแผนดำเนินการขับเคลื่อน”สภาเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส.แห่งประเทศไทย”วันนี้ว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมากโดยมีมูลค่ากว่า1แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า3ล้านล้านบาท มีอัตราเติบโตปีละ 20% ตลาดที่สำคัญของโลกคือยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่วนตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ จีน ออสเตรเลีย และอาเซียน สำหรับในประเทศไทยมีมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท และส่งออก 2,000 ล้านบาท ยังขยายตัวได้อีกมากด้วยนโยบายและกลยุทธ์ใหม่ๆ

คาดว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงเรื่องสุขภาพจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ทวีมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเกษตรกรและผู้บริโภคในประเทศ รวมทั้งเป็นสินค้าเกษตรแห่งอนาคต(Future Food)ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมากจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การแปรรูป การบริโภค การค้าสินค้า และ การบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและได้จัดให้มี "ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2564" โดยมีคณะกรรมการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติและคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกลไกระดับนโยบายและมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภายใต้3คณะทำงานได้แก่คณะกรรมการด้านเกษตรอินทรีย์ คณะทำงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสานและคณะทำงานด้านวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ


ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดงบประมาณปี 2564จำนวน 1.9 พันล้านบาทสนับสนุนโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆรวมทั้งสิ้น 209 โครงการเช่นโครงการข้าวอินทรีย์ ที่ขยายพื้นที่ได้ปีละประมาณ 3 แสนไร่ 

สำหรับปี2563ที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานได้เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปี 2564-2565เดินหน้าจัดทำร่าง พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืนพร้อมกับอนุมัติให้มีการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติรวมทั้งการจัดทำโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Urban Farming)และโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank) เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤติโควิด19ได้มอบให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)จัดทำหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม(PGS)พร้อมกับจัดตั้ง”สภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส.(PGS)แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก

วันนี้จึงถือเป็นวันดีเดย์ก้าวแรกของสภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส. ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรเกษตรอินทรีย์หลักๆเช่น มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิ เกษตรกรรมยั่งยืน สมําพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส สหพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนแห่ง ประเทศไทย  ยังมีกลุ่มเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส ในเครือข่ายอื่นๆ อีกเป็นจํานวนมากที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนสภาเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส และแผนดําเนินงานขับเคลื่อนระบบ พี จี เอสของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
(1) เพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์
(2) เพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์
(3) เพื่อให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
(4) เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับภูมิภาค

การจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องบริหารเชิงกลยุทธ์แบบSand Box Modelให้เกิดความคล่องตัวเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นทั้งนี้จะต้องพัฒนามาตรฐานเกษตรอินทรีย์สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค การพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์โดยเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC)อย่างใกล้ชิดด้านการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบออนไลน์และออฟไลน์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระบบทรัพย์สินทางปัญญาและการเชื่อมโยงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผลผลิตทั้งพืชและสัตว์กับโครงการ1กลุ่มจังหวัด1นิคมเกษตรอุตสาหกรรม ประการสำคัญคือจะต้องมีรวมศูนย์ข้อมูลกลางของเกษตรอินทรีย์ซึ่งสามารถใช้ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center:NABC)ได้ทันทีและควรยึดหลัก”Zero Kilometer”คือ”ผลิตที่ไหนขายที่นั่น”จะได้ผลิตตามความต้องการของตลาดที่ใกล้ตัวที่สุดจากในชุมชนสู่ภายในจังหวัดในระดับภาคระดับประเทศและต่างประเทศตาม5ยุทธศาสตร์ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แก่ตลาดนำการผลิต,เทคโนโลยีเกษตร4.0,3S(safety-security-sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน,ศาสตร์พระราชาและบูรณาการเชิงรุกทุกภาคส่วน
เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4ประการ
(1) เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2564
(2) เพิ่มจำนวนเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564
(3) เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออกโดยให้มีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60
(4) ยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น

“สภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส.ต้องบูรณาการ360องศา เปิดกว้างสร้างพันธมิตรทำงานเชิงโครงสร้างและระบบ วันนี้เป็นวันแรกเป็นช่วงของการจัดตั้งและเดินหน้า(Setup Startup)ต่อด้วยการเชื่อมโยงต่อยอดให้สำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ สภาเกษตรอินทรีย์เปรียบเสมือนคานงัดที่จะสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่ออนาคตของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยของเรา”นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

การประชุมสัมนาเชิงปฏิบัติครั้งนี้มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษมอบนโยบายโดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวรายงาน  ผ่านระบบ zoom cloud meeting โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมกว่า300คนรวมทั้งนายสำราญ สารบรรณ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรและอดีตอธิบดีกรมการข้าว นางจินตนา อินทรมงคล ผู้แทนมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย นายอนันตโชค ศักดิ์สวัสดิ์ ผู้แทนสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส นายอนุรักษ์ เรืองรอบ ตัวแทนสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย นายชฤทธิพร เม้งเกร็ด ผู้แทนสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย  นายสมนึก ยอดดำเนิน จากบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด และผู้แทนเกษตรกร และผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านเกษตรอินทรีย์ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top