Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

ศบค.มท.แจ้งทุก จว.และ กทม.เสนอ คกก.โรคติดต่อจังหวัด/กทม.ดำเนินการตามข้อสั่งการ ศปก.ศบค. เน้นสร้างการรับรู้ให้ ปชช.

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ครั้งที่ 12/2564 ซึ่งมีประเด็นข้อเสนอแนะ/ข้อสั่งการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของจังหวัดและกรุงเทพฯ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมติที่ประชุมดังกล่าว นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ กทม.ได้แจ้งไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพฯ พิจารณาดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมในพื้นที่เฉพาะ (Bubble & Seal) และการดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน (Factory Sandbox) เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานในสถานประกอบกิจการหรือโรงงานรวมถึงไม่ให้มีการแพร่ระบาดไปสู่ชุมชน ป้องกันการเสียชีวิตและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมจากการหยุดดำเนินกิจการ 

ศบค.มท. ระบุอีกว่า และให้ทุกจังหวัดดำเนินการบริหารจัดการขยะติดเชื้อ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค รวมทั้งเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดดำเนินการสร้างการรับรู้ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยนำรูปแบบการสื่อสารที่มีอยู่มาปรับใช้ในการดำเนินงาน เช่น หอกระจายข่าว หรือช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ของจังหวัด นอกจากนี้ ได้แจ้งให้จังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อในการออกคำสั่งหรือประกาศ เพื่อปรับมาตรการควบคุมแบบบูรณาการเร่งด่วนสำหรับสถานที่ กิจการหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สามารถเปิดดำเนินการได้จนถึง 20.00 น. โดยให้ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขเงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบและมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด

รู้เท่าทัน! เทคโนโลยี คือ สิ่งสำคัญกว่า? กับ ‘อ.กิตติธัช’ | Click on Clear THE TOPIC EP.25

???? เทคโนโลยีเพื่ออนาคต!! โจทย์สำคัญมนุษยชาติ ต้อง ‘รู้’ และ ‘ตาม’ ให้ทันไปพร้อม ๆ กัน
???? อย่ามองเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นไว เป็นเรื่องไกลตัว พยายามจับจุดให้ได้ ไล่ตามใหัทัน!! 
เพราะนี่คือยุคสมัยที่คุณจะถูกทิ้งไว้จริง ๆ หาก ‘รู้ไม่เท่า’ และ ‘ตามไม่ทัน’ การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

ในรายการ Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ ที่จะพาไปร่วมเจาะลึกกับ... 

‘อาจารย์ต้อม กิตติธัช ชัยประสิทธิ์’ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา PROGRAM DIRECTOR THE STATES TIMES

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เจ็บปวด ‘บิ๊กตู่’ โพสต์รับรู้ความเจ็บปวดของทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ได้ข่าวผู้เสียชีวิต ถือเป็นสิ่งเตือนใจว่าต้องทำให้ได้ดีกว่านี้

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 18 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “ในขณะนี้ สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศไทย หลังจากเริ่มมาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แม้ว่าจะมียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอยู่มากกว่า 20,000 คน แต่เริ่มจะเห็นสัญญาณของการชะลอตัว และมีสัญญาณของผู้ป่วยที่หายดีมากกว่าผู้ติดเชื้อรายวัน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ตัวเลขของผู้เสียชีวิต ที่แม้ว่าเราจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทั่วโลก แต่ก็ยังมีบางวันที่ยังขึ้นสูงอยู่ และเราทุกคนไม่อยากให้มีใครเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว

ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้วิเคราะห์ว่า หากเราสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์ได้มากกว่านี้ ก็จะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตได้มากขึ้น ที่ประชุม ศบค. จึงมีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งหากเราสามารถควบคุมการล็อกดาวน์ได้ดีขึ้นกว่านี้ อาจจะสามารถผ่านจุดสูงสุดของยอดการติดเชื้อได้ภายในสิ้นเดือนนี้ และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับมาตรการการควบคุมและผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมบางอย่างได้

อย่างไรก็ตาม การที่เราจะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้นั้น ต้องมาจากความพยายามและร่วมมือของพวกเราทุกคน เนื่องจากการระบาดครั้งนี้มาจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้มีการประมาณการว่า อาจจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ รวมไปถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วด้วย และเกิดการติดเชื้อในบ้านต่อคนในครอบครัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเสี่ยง คือผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวในบ้านต้องเสียชีวิต ดังนั้นคณะแพทย์ที่ปรึกษา ศบค. จึงลงความเห็นว่าในช่วงเวลานี้ ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ ต้องยกระดับการป้องกันตัวเอง ด้วยหลักการที่เรียกว่า Universal Prevention หรือการป้องกันโรคขั้นสูงสุด ที่ครอบคลุมทุกคน ในการดำเนินชีวิตทุกเรื่องที่อาจเกิดความเสี่ยง ซึ่งมีแนวปฏิบัติตามข้อต่อไปนี้ให้ได้มากที่สุด

1.) ออกจากบ้านเมื่อจําเป็นเท่านั้น

2.) เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ในทุกสถานที่

3.) สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลาทั้งเมื่ออยู่นอกบ้านและในบ้านที่มีคนมากกว่า 2 คน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง

4.) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากไอจาม หรือหลังสัมผัสวัตถุหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน ต้องคิดว่าทุกสิ่งอย่างมีคนอื่นที่ติดเชื้อสัมผัส หรืออาจสัมผัสมาแล้วทั้งนั้น

5.) หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จําเป็น

6.) ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี และเป็นผู้มีโรคเรื้อรังให้เลี่ยงการออกนอกบ้าน หากจําเป็นจริง ๆ ให้ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด

7.) ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ

8.) แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น

9.) เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ ๆ ควรทานอาหารแยกชุด หรือหากทานอาหารร่วมกันให้ใช้ช้อนกลางส่วนตัวด้วย

10.) หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงเช่น สัมผัสผู้ที่อาจมีการติดเชื้อ ไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยง หรือมีอาการ ควรได้รับการตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) เพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หรือให้ไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องคิดเสมือนว่า ทุกคนที่เราพบปะมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อได้ทั้งสิ้น และทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่าโควิดนั้นติดกันทางอากาศได้เมื่ออยู่ใกล้กัน การอยู่ใกล้ผู้อื่นโดยไม่มีสิ่งป้องกันจึงเป็นความเสี่ยงต่อการติดโรคได้ตลอดเวลา ผมจึงขอให้ทุกท่านได้ยึดหลักการ Universal Prevention อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยังมีความเสี่ยงสูงในขณะนี้

“ผมรับรู้ความเจ็บปวดของทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องปิดกิจการ หรือผู้ที่ต้องสูญเสียรายได้จากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ หรือแม้แต่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากโรคร้ายนี้ ผมเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวผู้เสียชีวิตจากโควิด และเป็นสิ่งเตือนใจผมตลอดเวลาว่าจะต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ ในการพยายามหาหนทางทุก ๆ ทางที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงให้มากที่สุด วิกฤตครั้งนี้หนักหนาสาหัสอย่างที่โลกไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการระบาดในระลอกนี้ ทำให้แผนการที่เราวางไว้บางอย่างอาจยังไม่บรรลุเป้าหมาย หรือต้องปรับเปลี่ยนแผน แต่ผมขอให้พวกเราทุกคนอดทน ช่วยกันประคองสถานการณ์ในระลอกนี้ให้ผ่านไปให้ได้ก่อน รักษาสุขภาพ ดูแลป้องกันตัวเอง และคนรอบข้างไม่ให้ติดเชื้อ เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเทศชาติ และเพื่อท่านและครอบครัวของท่านเอง

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจ และอดทนทำตามมาตรการของรัฐที่ออกมา ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ที่ร.พ. สนาม ที่จุดคัดกรอง หรือที่ขนส่งผู้ป่วย ขอบคุณจิตอาสา ขอบคุณทุกคนที่เสียสละ เสี่ยงภัยอันตราย ผมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ คนทำงานทุกคน จะหาทุกหนทางในการช่วยเหลือและแก้สถานการณ์ให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ เพื่อไปสู่การฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจหลังโควิดโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าอุปสรรคครั้งนี้จะยากเพียงใดก็ตาม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ศบค. แจงชัด เหตุจำเป็นต้องซื้อซิโนแวก 12 ล้านโดส

ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)ตอบข้อซักถามถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามมากว่ารัฐบาลจัดซื้อวัคซีนซิโนแวกเพิ่มอีก 12 ล้านโดสทำไม ว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขรายงานต่อศบค. ซึ่งเห็นชอบและครม.อนุมัติแล้ว ศบค. ยึดจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาและวิจัย ทั้งในพื้นที่และในโรงเรียนแพทย์อย่างหลากหลาย โดยเป็นการรายงานการศึกษาการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบว่ามีบุคลากรที่ฉีดซิโนแวกสองเข็ม แล้วมีการติดเชื้อหลัง 14 วันไปแล้วพบว่าประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อถึง 72% และป้องกันการตายป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง 98% รวมถึงการศึกษาเทียบกับแอสตร้าเซเนก้า ที่พบบุคลากรติดเชื้อหลังจากได้รับหนึ่งเข็มพบว่ามีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อมากถึง 88% แต่เมื่อดูจากการศึกษาแล้วหากมีการฉีดผสมร่วมกันระหว่างซิโนแวกและแอสตร้าเซเนก้า จะทำให้ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการเสียชีวิต ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง มีความสามารถป้องกันโรคได้สูงมากขึ้น 

ดังนั้นการยืนยันข้อมูลการศึกษา ต่างๆทำให้ศบค. ให้ความเห็นชอบและที่จะดำเนินการให้จัดสรรซิโนแวกเพิ่มเติม และอีกหนึ่งเหตุผลคือเดิมจากที่วางแผนให้มีการระดมฉีดวัคซีนทั่วประเทศไทยได้ 100 ล้านโดส แผนเดิมที่วางไว้ จะมีการเติมวัคซีนเข้ามาจากสองส่วนคือ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และแอสตร้าเซเนก้า คาดว่าจะให้รวมๆกัน ประมาณ 10 ล้านโดส แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขรายงาน ก่อนหน้านี้ว่าจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ไม่สามารถจัดส่งวัคซีนให้ได้ในไตรมาส 4 ตามที่ตกลงกันไว้ดังนั้นทำให้แผนต้องปรับ และเช่นเดียวกันกับ แอสตร้าเซเนก้า โดยกำลังผลิต การจัดสรร ที่คาดการณ์ว่าจะได้ 10ล้านโดส อาจจะลดลงมาอยู่ที่ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้มีความสมเหตุสมผลที่จำเป็นต้องจัดหาวัคซีนซิโนแวก เข้ามาเสริมในส่วนที่ขาดหายไป

และจากการศึกษาของโรงเรียนแพทย์ทั้ง จุฬา รามา ศิริราช ที่มีการระดมฉีดไขว้ ซิโนแวก-แอสตร้าเซเนกาห่างกัน 3 สัปดาห์ แทนที่จะรอให้ฉีดแอสตร้าเซเนกา 2 เข็มห่างกัน 12 สัปดาห์ ก็พบว่ามีการช่วยให้ประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อ ลดอัตราป่วยรุนแรง ลดอัตราเสียชีวิต ได้ รวมทั้งการระดมฉีดครอบคลุมประชากรจำนวนมากได้เป็นไปตามแผนของการกระจายวัคซีน

วิกฤตอินเดีย! ประชากรล้นประเทศ ดันนโยบาย 'มีลูกไม่เกินสอง’ >> ใครทำได้มีรางวัล ใครสวนกระแสเสียสิทธิ์รัฐ!! | Knowledge Times EP.11

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’ 
???? วิกฤตอินเดีย! ประชากรล้นประเทศ ดันนโยบาย 'มีลูกไม่เกินสอง’ ใครทำได้มีรางวัล ใครสวนกระแสเสียสิทธิ์รัฐ!!

จากข้อมูลเชิงสถิติชี้ว่า “อินเดีย” จะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกภายในปลายทศวรรษนี้ ทำให้รัฐใหญ่ ๆ บางรัฐของอินเดีย พยายามหาวิธีการสกัดกั้นการเติบโตของจำนวนประชากร ผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เพื่อเป็นรางวัลแก่คู่สามี-ภรรยาที่มีลูกไม่เกินสองคน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าว กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมอินเดีย ขณะที่อีกมุมมองก็ดูจะให้ความสนใจ เพราะทุกวันนี้ประชากรที่เพิ่มสูง อาจส่งผลกระทบต่อวงกว้างต่ออินเดีย ทั้งปริมาณอาหารในประเทศ, การใช้ไฟฟ้า, สาธารณสุข และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอ จากปัญหาการเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร

สำหรับข้อเสนอดังกล่าว มีรัฐอุตตรประเทศตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีฐานะยากจน มีประชากรกว่า 200 ล้านคน เป็นผู้เผยร่างกฏหมาย พร้อมทั้งสนับสนุน นโยบาย “มีลูกสองคน” โดยครอบครัวที่มีลูกสองคนจะได้รางวัลจากรัฐบาลในหลายรูปแบบ เช่น การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รัฐช่วยแบ่งเบาค่าน้ำ-ค่าไฟ และโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกคนเดียว จะได้รับเงินสนับสนุนด้านการศึกษาจากรัฐ เงินช่วยเหลือด้านการดูแลสุขภาพ และการจ้างงาน

ขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าว จะให้ผลสวนทางกับครอบครัวที่มีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น โดยจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมทั้งได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นสวัสดิการสังคม ทั้งยังสูญเสียสิทธิ์ทางการเมืองในรัฐนั้น ๆ ด้วย

สอดคล้องกับรัฐอัสสัม ที่กำลังพิจารณาใช้กฎกับครอบครัวที่มีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น ด้วยการห้ามให้พ่อแม่เข้ารับราชการ

ด้าน “นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี” ของอินเดีย กล่าวว่า “การที่ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความท้าทายใหม่ ๆ สำหรับชาวอินเดียในอนาคตหลากหลายรูปแบบ การมีประชากรจำนวนมาก ทำให้การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของภาครัฐเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมชาวอินเดียที่ยากจน ไม่มีห้องน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้าในบ้าน ไม่มีบ้านจะอยู่ และไม่มีแม้แต่บัญชีเงินฝากของธนาคาร”

ด้านธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ คาดการณ์ว่าประชากรวัยทำงานของอินเดียที่มีอายุ 15 ปี และ 15 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 ล้านคนในทุก ๆ เดือน ไปจนถึงปี 2568 และเพื่อให้ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ อินเดียจำเป็นต้องสร้างงานปีละประมาณ 8 ล้านตำแหน่งงาน แต่ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัญหาในเรื่องนี้อย่างมาก

ขณะที่ ธนาคารกลางของอินเดีย คาดการณ์การเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในเดือน มิถุนายน เหลือเติบโตที่ 9.5% สำหรับปีงบประมาณไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2565 จาก 10.5% ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ของอินเดียโดยรวมอยู่ที่อัตรา 2.2 ในปี 2563 ลดลงมากจากอัตรา 6 ในปี 2503 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงอัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกที่ลดลงจาก 5.05 ในปี 2507 มาอยู่ที่ 2.4 ในปี 2562 แต่การลดลงของจำนวนประชากรของอินเดียเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรได้

ปัจจุบัน อินเดียมีประชากรประมาณ 1,380 ล้านคน เพิ่มขึ้น 145 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,500 ล้านคน ภายในปี 2573 แซงหน้าจีนในฐานะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกไปโดยปริยาย ตามการประเมินของสหประชาชาติ (UN)

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ก้าวไกล’ ประกาศต้านสอดไส้นิรโทษกรรมคนบริหารวัคซีน ชี้หากกฎหมายผ่าน ประชาชนจะฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้เลย

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. และโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลได้มี มติ ครม. เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 64 เห็นชอบที่จะแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ แทนการออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้า ที่ถูกประชาชนต่อต้านเป็นจำนวนมาก โดยนายวิโรจนยืนยันว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนยุทธวิธีนิรโทษกรรมเอาตัวเองให้พ้นผิดของรัฐบาล เพราะไม่สามารถรับมือพลังต่อต้านของประชาชนได้ แต่โดยยุทธศาสตร์ยังเป็นการหมกมุ่นหาทางเอาตัวรอดของรัฐบาลที่บริหารผิดพลาดจนทำคนเจ็บป่วยล้มตายทั่วประเทศ

“โดนประชาชนต่อต้านจนต้องล้มแผนออกพ.ร.ก.นิรโทษกรรมตัวเอง แต่ยังพยายามมาสอดไส้นิรโทษกรรมต่อในพ.ร.บ.โรคติดต่อ การทำแบบนี้สะท้อนว่ารัฐบาลนี้ รู้ดีว่าตนเองกำลังก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชน แต่แทนที่จะมีสามัญสำนึก คิดที่จะรับผิดชอบ ที่จะออกกฎหมายในการชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนที่สูญเสียและได้รับผลกระทบ กลับเอาเวลาไปคิดหมกมุ่นแต่เรื่องจะออกกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

นี่เป็นความพยายาม ที่จะเอาความเหนื่อยยากของบุคลากรทางการแพทย์ด้านหน้า และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน มาแอบอ้างเพื่อ "สอดไส้" ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้าให้กับตนเอง และพวกพ้องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในการจัดหาวัคซีน การควบคุมการระบาด การรักษาพยาบาล และนโยบายในการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งหมด”

นายวิโรจน์ยังยืนยันว่า บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านหน้า ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพียงแต่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงฝ่ายนโยบายและศบค. เท่านั้น

“ถ้ารัฐบาลนี้ห่วงใยในตัวบุคลากรด่านหน้าจริง คงไม่มีข้อคิดเห็นข้อที่ 10 ที่ระบุว่า ถ้าให้บุคลากรทางการแพทย์ฉีดวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 3 จะเท่ากับยอมรับว่าวัคซีน Sinovac ไม่มีผลในการป้องกันและจะแก้ตัวได้ลำบากมากขึ้น คงไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะฉีด Pfizer ให้คนบุคลากรด่านหน้าที่ฉีด Sinovac มาแล้ว 2 เข็มเท่านั้น ออกมา คงไม่ปล่อยให้บุคลากรทำงานด่านหน้า ภายใต้ความจำกัดของชุด PAPR ชุด PPE และงานธุรการวุ่นวายในการเบิกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ ที่ทำให้แพทย์ลำบากใจอย่างที่เป็นอยู่”

นายวิโรจน์ย้ำว่าพรรคก้าวไกลจะต่อต้านการสอดไส้นิรโทษกรรมตัวเองของรัฐบาลอย่างถึงที่สุด เพราะหากปล่อยให้รัฐบาลสอดไส้เนื้อหาการนิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้า เข้าไปที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ได้สำเร็จ คนที่เสียประโยชน์สูงสุด คือ ประชาชน เพราะว่าเมื่อกฎหมายนี้บังคับใช้ ประชาชนที่เสียชีวิต ตลอดจนเด็กกำพร้า ที่ต้องมาสูญเสียชีวิตพ่อแม่จากการบริหาร การควบคุมการระบาดที่ผิดพลาด ของรัฐบาล, ประชาชนที่ถูกเลื่อนฉีดวัคซีนจนต้องมาติดโควิด และเสียชีวิต, ประชาชนที่ประสบกับผลข้างเคียงอย่างรุนแรงจากการฉีดวัคซีนแบบสลับชนิดระหว่าง Sinovac และ AstraZeneca ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีงานวิจัย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการทางการแพทย์ในระดับนานาชาติยืนยันมาก่อน, ประชาชนที่ต้องปิดกิจการ ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องแบกหนี้สินมหาศาล จากความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล ทั้งหมดนี้ อาจฟ้องร้องการชดเชยเยียวยาใด ๆ จากรัฐบาลไม่ได้เลย


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

แรงงานปลื้ม! ‘พล.อ.ประวิตร’ ประชุมติดตามผลงาน รอบ 1 ปี ก.แรงงาน ขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้า ชื่นชม ช่วยผู้ประกันตนได้รวดเร็ว-ทั่วถึง สะท้อนความจริงใจรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังผลงานของกระทรวงแรงงานรอบ 1 ปี ในรูปแบบการประชุมผ่านระบบ Video Conference โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน , นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน , นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน , นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องแสงสิงแก้ว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า วันนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้มารับฟังผลงานของกระทรวงแรงงาน ในรูปแบบประชุมผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ผมขอชื่นชมกระทรวงแรงงาน ที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่เร่งด่วนและสำคัญ และให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้อย่างทันท่วงที

โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญเป็นเชิงประจักษ์ ขอแสดงความห่วงใยสำหรับบุคลากรกระทรวงแรงงานทุกท่านที่ทุ่มเทกำลังความสามารถในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ขอบคุณกระทรวงแรงงานที่เร่งกระจายวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกันตนกลุ่มเสี่ยง ขอให้ดำเนินการต่อไปอย่างครบถ้วนและครอบคลุม เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้กำหนด ให้การฉีดวัคซีนโควิด -19 เป็นวาระแห่งชาติ โดย พล.อ.ประวิตรยังได้เน้นย้ำการทำงานในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

1) การบริหารวัคซีน ให้เร่งดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มแรงงานให้ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สีแดงเข้ม สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนแคมป์คนงาน ขอให้เร่งดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนด

2) มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown พื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ทั้งนายจ้าง ผู้ประกันตน มาตรา 33, 39 และ 40 ขอให้ดำเนินการตามกำหนดระยะเวลา เพื่อช่วยให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

3) สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มแรงงาน ป้องกัน ดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด -19 รวมทั้งบุคลากรของกระทรวงแรงงาน

4) โครงการ Blue Factory ให้บริหารจัดการอย่างครบวงจร โดยสำรวจความสมัครใจของสถานประกอบการ ตรวจคัดกรองให้ครอบคลุม หากพบผู้ติดเชื้อให้เร่งดูแลและช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีตามมาตรการด้านสาธารณสุข

5) แรงงานต่างด้าว ให้กำกับ ดูแล บริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

6) ยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและองค์การระหว่างประเทศ และต้องกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด หากพบมีพฤติการณ์ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งทางวินัยและอาญาทุกราย

7) ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นหลักสูตรในการพัฒนาทักษะดิจิทัล เช่น การผลิตสื่อโฆษณาและหนังสั้นด้วยสมาร์ทโฟน เทคนิคการสร้างร้านค้าและขายสินค้าออนไลน์

การประชุมในวันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ Video Conference ไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัด และสำนักงานแรงงานในต่างประเทศด้วย รวมทั้งให้กำลังใจให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และขอให้ตรวจสอบและช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงแรงงานในทุกมิติ และขอให้ทุกท่านร่วมกันพัฒนาประเทศก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ก่อนการประชุม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้นำผู้แทนกลุ่มแรงงาน ได้แก่ นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าแท็กซี่ไทย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร และ นางญาดา พรเพชรรัมภา นายกชมรมหาบเร่แผงลอย มอบของที่ระลึกและกล่าวขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในโอกาสที่ได้ให้ความช่วยเหลือ เยียวยาแรงงานทั้ง 3 กลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากนั้นที่ประชุมได้รับฟังการรายงานผลงานของ ก.แรงงานในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา

ซึ่งมีผลงานที่สำคัญ อาทิ การยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพ สามารถผ่านการอบรมแล้ว 110,110 คน มีงานทำแล้วคิดเป็น ร้อยละ 69.79 มีรายได้เฉลี่ย 14,152 บาทต่อเดือน  การส่งเสริมการมีงานทำสามารถบรรจุงานได้ 1,313,591 คน ก่อให้เกิดรายได้ 75,728 ล้านบาท  เศษ การคุ้มครองและแก้ไขปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ลูกจ้าง 16,000 คน วงเงิน 850 ล้านบาท  การเพิ่มประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายโดยมีการตรวจสถานประกอบกิจการ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ 1,211 แห่ง และจากสถานการณ์โควิด-19 ก.แรงงาน โดยนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของ รอง นรม. สามารถเยียวยาแรงงาน ผู้ประกันตน ลดเงินสมทบกว่า 12 ล้านคน นายจ้างกว่า 480,000คน เยียวยาเหตุสุดวิสัย 50% ให้ผู้ประกันตน 198,432 คน โครงการ ม.33 เรารักกัน 8,140,000 คน รวมทั้งการเยียวยาในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ในการตรวจเชิงรุก และการรักษาโควิด-19 อย่างทั่วถึง เป็นต้น

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวชื่นชม รมว.แรงงาน รมช.แรงงาน ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ ก.แรงงาน ทุกคน ที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม มีผลงานเชิงประจักษ์ และได้ให้กำลังใจการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้มอบนโยบายให้ ก.แรงงาน เร่งช่วยเหลือทั้งนายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 ,39 และ 40 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และยังรอการช่วยเหลือให้ครบถ้วน และทั่วถึง ต่อไป รวมทั้งขอให้มีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และเน้นย้ำป้องกันการค้ามนุษย์โดยมีการบังคับใช้ กม.อย่างจริงจัง และมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด

 

 

ศบค. เด้งรับ สูตร "การป้องกันการติดเชื้อ โควิด-19 แบบครอบจักรวาล" ของสธ. แนะ ประชาชน ปรับสมดุลการดำรงค์ชีวิตวิถีใหม่ ให้อยู่กับโรคได้ ชี้ ต้องอยู่กันไปอีกระยะหนึ่ง

ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)แถลงข่าวประจำวันตอนหนึ่งว่า ที่ประชุมศปก.ศบค.หารือกันในวันนี้ถึงเรื่อง Universal Pervention for COVID-19 หรือ เรียกว่า การป้องกันการติดเชื่อโควิด-19แบบครอบจักรวาล โดยสิ่งสำคัญเราจะต้องเข้าใจว่าตอนนี้รายงานผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในหลายกรณีเราไม่สามารถที่จะค้นหาว่าผู้ติดเชื้อได้รับเชื้อมาจากใคร จากไหน และพบว่าการแพร่กระจายเชื้อเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งในชุมชนและครอบครัว 

กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอแนวความคิด"การป้องกัน การติดเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล" โดยประเด็นที่สำคัญเราจะต้องอยู่กับโรคโควิด-19 ให้ได้ เพราะโรคนี้จะอยู่กับประเทศไทยและโลกไปอีกระยะหนึ่ง เราจะต้องปรับสมดุลการดำรงค์ชีวิตวิถีใหม่ให้อยู่ได้ โดยนพ.อุดม คชินทร เสนอแนวคิดไว้ว่า ขอให้เราทุกคนคิดเสมอว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะสนิทแค่ไหนอาจเป็นผู้ติดเชื้อ โควิด-19 โดยเขาอาจจะเป็นคนที่นำเชื้อมาแพร่ หรืออาจจะเรานี่เองที่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วไปแพร่ให้กับเขาได้ 

หลักการปฏิบัติคือพยายามออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์ โควิด-19 จะลดความรุนแรงลง รักษาสุขอนามัยส่วนตัว การเว้นระยะห่างจากคนอื่น 1-2 เมตร ในทุกสถานที่ สวมหน้ากากอนามัยแล้วทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ ทำความสะอาดจุดสัมผัสจุดเสี่ยง และถ้าเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี มีกลุ่มโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคก็จะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่จะได้รับการสัมผัสเป็นผู้ติดเชื้อและมีความรุนแรง 

การอยู่ร่วมกันในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการ ในครอบครัว ในหอพัก ขอให้มีการแยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่สามารถนั่งรวมกลุ่มรับประทานอาหารในที่ทำงานไปอีกระยะหนึ่ง ดูแลบุคลากรในสถานที่ทำงานก็ขอให้ทุกสถานประกอบการ ถือเป็นข้อปฏิบัติที่จะค้นหาผู้ติดเชื้อ คัดกรองผู้มีความเสี่ยง ให้ถือเป็นมาตรการประจำของสถานประกอบการ เมื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโดยให้ได้รับการตรวจ ATK หากยืนยันเป็นผู้ติดเชื้อก็ต้องให้มีการแยกกัก และนำพาผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษาให้ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด จะทำให้ลดอัตราการแพร่เชื้อให้กับบุคคลอื่นในสถานประกอบการเดียวกันนั้นด้วย

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศล็อกดาวน์ หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 6 เดือน

รัฐบาลนิวซีแลนด์ใช้มาตรการอันน่าตื่นตะลึงเมื่อวันอังคาร (17 ส.ค.) สั่งให้ทั่วประเทศอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน หลังพบเคสผู้ติดเชื้อในชุมชน 1 รายในโอ๊คแลนด์ เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ถือเป็นเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่รายแรกของนิวซีแลนด์ในรอบ 6 เดือน

ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ "เข้มเข้นและตั้งแต่เนิ่น ๆ" ของนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ช่วยสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่คำประกาศล่าสุดของเธอ กระตุ้นให้ชาวบ้านต้องแห่แหนกันไปกักตุนข้าวของที่จำเป็น ภาคธุรกิจต่าง ๆ ต้องปิดทำการอย่างฉับพลัน โรงเรียนและสำนักงานต่าง ๆ ต้องกลับสู่ออนไลน์ในช่วงนาทีสุดท้าย

ชาวนิวซีแลนด์ทุกคนจะอยู่ในมาตรการล็อกดาวน์ระดับ 4 ซึ่งเป็นลำดับที่เข้มข้นที่สุดเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันพุธ (18 ส.ค.) เป็นต้นไป ยกเว้นที่เมืองโอ๊คแลนด์และโคโรแมนเดล เมืองริมฝั่งทะเล ที่ผู้ติดเชื้อเคยไปพัก จะอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลา 7 วัน

"ทางที่ดีที่สุดที่เราสามารถออกจากมาตรการล็อกดาวน์อย่างเร็วที่สุด ก็คือเราต้องทำอย่างเข้มข้นที่สุด" อาร์เดิร์น กล่าว "เราตัดสินใจบนพื้นฐานว่ามันจะดีกว่าหากเริ่มต้นในระดับเข้มงวดสูงสุดแล้วค่อย ๆ ผ่อนระดับลงมา ดีกว่าเริ่มจากระดับต่ำสุด แต่ไม่สามารถควบคุมไวรัสได้และต้องเห็นมันแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว"

ในมาตรการดังกล่าว โรงเรียน สำนักงานและภาคธุรกิจต่าง ๆ จะปิดทำการอีกครั้ง และจะอนุญาตให้เปิดดำเนินงานเฉพาะภาคบริการที่มีความจำเป็นเท่านั้น

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุพบเห็นฝูงชนอัดแน่นตามซูเปอร์มาร์เกตทั้งหลาย หลังข่าวคราวพบผู้ติดเชื้อใหม่และคำสั่งล็อกดาวน์ฉับพลันแพร่สะพัดในวงกว้าง

เคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมนุมรายสุดท้ายที่รายงานในนิวซีแลนด์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น พลเมืองของพวกเขาใช้ชีวิตโดยปราศจากข้อจำกัดใด ๆ แม้ยังคงพรมแดนระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

อาร์เดิร์น ระบุว่า ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ระดับ 4 ประชาชนต้องหยุดอยู่บ้าน ออกไปข้างนอกได้เฉพาะงานบริการที่มีความจำเป็น และต้องสวมหน้ากากตลอดเวลายามอยู่นอกที่พักอาศัย "หากต้องการเอาชนะเดลตา นั่นหมายความว่าเราต้องยกระดับเกมของเราขึ้น" เธอกล่าว

"ฉันขอให้ชาวนิวซีแลนด์ทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบ เราเห็นหลักฐานจากต่างประเทศแล้วว่าตัวกลายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่เชื้อได้ด้วยการเดินผ่านใครบางคนเท่านั้น" นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ระบุ

หลังจากพบเคสผู้ติดเชื้อในชุมชน 1 รายในวันอังคาร (17 ส.ค.) ล่าสุดเมื่อวันที่18 ส.ค. ยืนยันพบเคสผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มเติมอีก 4 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ในนั้นรวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโอ๊คแลนด์ด้วย

โฆษกรัฐบาลระบุว่า จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ 2 วัน รวมเป็น 5 ราย ซึ่งทั้งหมดล้วนติดเชื้อตัวกลายพันธุ์เดลตา และ 4 รายหลังสุดนี้ต่างมีความเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อรายแรกที่ยืนยันเมื่อวันอังคาร (17 ส.ค.)

รวมแล้วประเทศแห่งนี้รายงานมีผู้ติดเชื้อสะสมราว 2,500 รายและเสียชีวิต 26 คน


(ที่มา : รอยเตอร์)
https://mgronline.com/around/detail/9640000081177


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วันนี้เมื่อ 11 ปีก่อน พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร นักการเมืองชื่อดัง ผู้บุกเบิกพรรคชาติไทยในอดีต เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ในวัย 96 ปี

พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2456 เป็นชาวสระบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เริ่มต้นชีวิตข้าราชการด้วยการเป็นนายทหารปืนใหญ่ กองทัพบก จังหวัดลพบุรี 

พลตำรวจเอกประมาณ เข้าสู่แวดวงการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2494 โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อมาได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 

กระทั่งในปี พ.ศ. 2518 ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2519 ควบตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามลำดับ

ในปี พ.ศ. 2500 พลตำรวจเอกประมาณ ได้ร่วมกับพลตรีศิริ สิริโยธิน และพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศ ณ ขณะนั้น) ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นในชื่อ พรรคชาติไทย ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นพรรคการเมืองที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ. 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอกประมาณได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พลตำรวจเอกประมาณถือเป็นนักการเมืองที่อยู่ในแวดวงการเมืองไทยมายาวนาน และมากไปด้วยประสบการณ์คนหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกวงการอุตสาหกรรมของไทย เคยได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

พลตำรวจเอกประมาณ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว และอาการไตวาย สิริอายุได้ 96 ปี แม้ตัวจะจากไป แต่ชื่อเสียงและผลงานมากมาย ยังคงถูกกล่าวถึงมาจนทุกวันนี้


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/ประมาณ_อดิเรกสาร


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top