Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

สื่อไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล แอร์ฟินิตี (Airfinity) ประเมินช่องว่างระหว่าง บริษัทฟาร์มาซูติคอลวัคซีน mRNA และคู่แข่งเป็นต้นว่า วัคซีนแอสตราเซเนกา และ วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จะกว้างมากขึ้นในปีหน้า

สื่อไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล แอร์ฟินิตี (Airfinity) ประเมินช่องว่างระหว่าง บริษัทฟาร์มาซูติคอลวัคซีน mRNA และคู่แข่งเป็นต้นว่า วัคซีนแอสตราเซเนกา และ วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จะกว้างมากขึ้นในปีหน้า

โดยบริษัทที่ปรึกษา ไลฟ์ ไซน์ คอนซัลแทนซีย์ (Life Science consultancy) คาดการณ์ไปถึงยอดขายวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคจะแตะ 56 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่วัคซีนโมเดอร์นาจะถึง 30 พันล้านดอลลาร์เนื่องมาจากวัคซีนทั้ง 2 เจ้าเป็นผู้ครองตลาดรายได้สูง

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาไฟเซอร์ได้ปรับตัวเลขรายได้ประจำปีของการจำหน่ายวัคซีนเกือบ 1 ใน 3 มาอยู่ที่ 33.5 พันล้านดอลลาร์ หลังการขายวัคซีนโควิด-19 ของทางบริษัทเพิ่มเกือบ 2 เท่าในไตรมาสที่ 2 ด้านซีอีโอบริษัทยาไฟเซอร์ อัลเบิร์ต เบอร์ลา (Albert Bourla) ระบุว่า ราคาขายสำหรับประเทศร่ำรวยนั้นเป็นราคาที่เหมาะสมกับคุณค่าของวัคซีน

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหรือมีรายได้ปานกลางทางบริษัทไฟเซอร์จะยอมลดให้ 50% ส่วนประเทศยากจนทางบริษัทจะคิดในราคาต้นทุน ไฟแนนเชียลไทม์สชี้ว่า ไฟเซอร์ซึ่งแบ่งกำไรกับบริษัทยาเยอรมนี ไบออนเทค คาดว่าจะปรับราคาวัคซีนเพิ่มหลังจากวิกฤตโควิด-19 สิ้นสุดแล้ว

ส่วนสัญญาการซื้อขายวัคซีนของทั้ง 2 เจ้ากับสหภาพยุโรปที่ทำไว้ล่าสุดตามที่สื่อธุรกิจได้ชี้ให้เห็นนั้น พบว่า บริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอร์นา 'ปรับราคาขายต่อโดสใหม่' โดยราคาขายของวัคซีนไฟเซอร์ถูกปรับสูงกว่า '1 ใน 4' ของราคาเดิม และราคาขายของวัคซีนโมเดอร์นาถูกปรับมากกว่า '1 ใน 10' ของราคาเดิม

เนื่องมาจากความต้องการที่มากขึ้นสำหรับการใช้วัคซีน mRNA เพื่อเป็นเข็มกระตุ้นประกอบกับการระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสกลายพันธุ์ทำให้ต้องมีการเสาะหาวัคซีนเทพขั้นประสิทธิภาพสูงสุดมาไว้ในความครอบครอง

โดยในบางส่วนของสัญญากับสหภาพยุโรปที่ไฟแนนเชียลไทม์สได้เห็นชี้ว่าไฟเซอร์ปรับราคาใหม่ต่อโดสที่ 19.50 ยูโรจากเดิม 15.50 ยูโร

ส่วนวัคซีนโมเดอร์นาถูกปรับเป็น 25.50 ดอลลาร์ต่อโดส อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่รู้ในเรื่องนี้ระบุว่าราคาเดิมอยู่ที่ 19 ยูโร หรือราว 22.60 ดอลลาร์ในข้อตกลงการซื้อขายครั้งแรกกับอียู แต่ต่ำกว่าข้อตกลงเดิมที่ 28.50 ดอลลาร์เนื่องมาจากมีความต้องการสั่งซื้อเพิ่ม

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระบุว่า บริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอร์นาเป็นผู้ครอบครองตลาดและใช้คำติดปากของกลุ่มบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มักชอบพูดว่า...วัคซีนมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพวกเขาจึงเพิ่มมูลค่า

ข้อตกลงการซื้อขายระหว่างสหภาพยุโรปและบริษัทยา เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สลับซับซ้อนระหว่างที่ทางสหภาพยุโรปกำลังแจกจ่ายวัคซีนให้พลเมืองของตัวเองจากการที่อียูประสบปัญหาจากวัคซีนคู่แข่งทั้งแอสตร้าเซนเนก้า และวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันที่พบว่ามีความเชื่อมโยงทำให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดที่หายาก

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังต้องต่อสู้กับเสียงตำหนิจากกลุ่มชาติสมาชิกที่นำโดยออสเตรียถึงปัญหาการแจกจ่ายวัคซีนอย่างไม่เป็นธรรม แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่เปิดเผยกับสื่อธุรกิจว่า คณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐบาลชาติสมาชิกอียูยอมตกลงที่จะจ่ายในราคาที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะได้วัคซีน mRNA ที่ได้รับการอนุมัติซึ่งผลิตได้จากโรงงานในสหภาพยุโรป

แหล่งข่าวชี้แจงว่า ราคาใหม่ของวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทค มีราคาเท่ากับที่ได้เคยตกลงไว้ก่อนหน้าในปีนี้สำหรับการสั่งล่วงหน้า 10 ล้านโดส โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า...

"เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานให้บริษัทโมเดอร์นานั้นช่างน่าขบขันและหยิ่งยโสในข้อตกลงของพวกเขากับคณะกรรมาธิการยุโรป แสดงให้เห็นถึงการไร้ซึ่งประสบการณ์ในการติดต่อกับภาครัฐบาลมาก่อน"

ขณะที่ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า บรัสเซลส์ขอสงวนสิทธิสำหรับการได้วัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีกจำนวน 1.8 พันล้านโดส เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเข็มกระตุ้นและวัคซีนเพื่อสำหรับการระบาดไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์


ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9640000075243

https://www.facebook.com/336295587309275/posts/871455307126631/

https://www.ft.com/content/d415a01e-d065-44a9-bad4-f9235aa04c1a


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"สมศักดิ์" เชื่อมั่น "นายกฯ" ฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ปัดวิจารณ์ม็อบลุกฮือไล่รัฐบาล ขอทำงานอย่างเต็มที่ พร้อมเผย กระทรวงยุติธรรม เตรียมผลิตฟ้าทะลายโจรใช้เองในกรมราชทัณฑ์ ไม่หวังพึ่งวัคซีน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงเสถียรภาพของรัฐบาลหลังถูกโจมตีทั้งศึกนอกและศึกใน ว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าติดขัดในเรื่องของการจัดสรรวัคซีน แต่จากที่ฟัง ศบค.ก็มีโอกาสที่วัคซีนจะเข้ามามากขึ้น จึงเชื่อว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลจะสบายใจมากขึ้น ซึ่งกระทรวงยุติธรรมอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ก็จะส่งเสริมฟ้าทะลายโจรให้แก้วิกฤตควบคู่กันไปด้วย 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากย้อนหลังไปคงมองได้ว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ครบเทอม แต่ส่วนตัวมองว่าในภายภาคหน้าจะมีทางออก ทั้งการรักษาโควิด-19 การจัดสรรวัคซีน การช่วยเหลือ ดังนั้นความกังวลจะน้อยลงจากเดิม และส่วนตัวยังเชื่อมั่นในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่จะฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ ตนขอไม่วิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ขณะนี้ออกมาโจมตีรัฐบาลจำนวนมากหลายกลุ่ม ขอทำงานอย่างเต็มที่ในเวลาที่เราอยู่ในตำแหน่ง เพื่อแบ่งเบาภาระในหลายๆ ด้าน 

นอกจากนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม และนายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. เขตหลักสี่-จตุจักร พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนที่รักษาตัวที่บ้านด้วยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจนหายขาดจากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งตรวจครั้งล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อนไม่พบเชื้อ พร้อมทั้งได้มอบถุงยังชีพ ซึ่งภายในประกอบไปด้วย เครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขเขตหลักสี่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนนี้ราชทัณฑ์ยังไม่สามารถผลิตฟ้าทะลายโจรเองได้ แต่ประมาณวันที่ 2 ต.ค. จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ 8 ไร่ ประมาณ 8 ล้านแคปซูล จากนั้นในเดือนต่อไปจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ 50 ไร่ 50 ล้านแคปซูล ซึ่งภายในช่วง 2 เดือนนี้ ทางกรมราชทัณฑ์จะต้องบริหารจัดการให้เพียงพอ โดยตั้งเป้าว่าจะใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในเรือนจำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่หวังพึ่งวัคซีน ส่วนกรณีที่ฟ้าทะลายโจรขาดตลาดมีไม่พอนั้น ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาและวางยุทธศาสตร์ฟ้าทะลายโจรในการป้องกันและรักษาโควิดขึ้นมา โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะต้องดูอีกทีว่าทางกระทรวงยุติธรรมได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านไหน 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินรถโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ก่อนจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน พ.ย. 64

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินรถโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และ บางซื่อ-ตลิ่งชัน ขบวนปฐมฤกษ์ ผ่านระบบ Video Conference จากตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน พ.ย. 64

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปี (2561-2580) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาขนส่งทางรางซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นส่งเสริมการขนส่งทางรางให้เป็นระบบการคมนาคมหลักของประเทศ เพื่อช่วยให้การเดินทางคล่องตัว ลดการจราจร รักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดการใช้พลังงาน

โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง นอกจากจะเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปริมณฑลได้สะดวกรวดเร็ว และปลอดภัย ยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทาง

นอกจากนี้ ในระยะยาวจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมและการขนส่งทางรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน และนับเป็นก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และจะมีการเร่งรัดขยายไปยังเส้นทางอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาคด้วย

ด้านนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายเหนือช่วงบางซื่อ-รังสิต มีระยะทาง 26 กิโลเมตร จำนวน 10 สถานี ใช้ระยะเวลาเดินทาง 25 นาที และสายตะวันตก ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน มีระยะทาง 15 กิโลเมตร จำนวน 3 สถานี ใช้ระยะเวลาเดินทาง 15 นาที โดยมี บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟฯ เป็นผู้ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง

การเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีแดง 2 เส้นทางถือเป็นปฐมฤกษ์จะให้บริการฟรีโดยไม่เสียค่าโดยสาร สามารถใช้บริการฟรีไปจนถึงปลายปี 64 ตั้งแต่เวลา 6.00-20.00 น. และในช่วงเวลาเร่งด่วนจะเดินรถทุก 15 นาที และช่วงปกติจะเดินรถทุก 30 นาที แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จะจำกัดผู้โดยสารไม่เกิน 50% เพื่อรักษาระยะห่าง โดยจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือน พ.ย. 64

รถไฟชานเมืองสายสีแดงยังได้บูรณาการเชื่อมต่อกับการเดินทางอื่นเพื่อความสะดวก โดยมีการเชื่อมต่อเส้นทางรถประจำทาง การเชื่อมต่อทางถนนกับรถประจำทาง ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ขสมก. มีการปรับเส้นทางรถโดยสารประจำทาง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อสถานีสายสีแดง มีการบริหารจัดการระเบียบรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะต่าง ๆ เพื่อไว้รองรับประชาชนที่มาใช้บริการ

และการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ โดยที่สถานีบางซื่อจะมีการเดินทางใต้ดินที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่สถานีบางซ่อน ทางเดินสกายวอล์คเชื่อมกับสนามบินนานาชาติดอนเมือง รวมทั้งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีหลักสี่ และอยู่ระหว่างสร้างสกายวอล์คเพื่อเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้จะทำให้ประชาชนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของกรุงเทพ สามารถใช้รถไฟชานเมืองสายสีแดงเพื่อเข้าสู่กรุงเทพชั้นในด้วยความสะดวกรวดเร็วปลอดภัย

นอกจากนี้ รฟท.ยังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการส่วนต่อขยายสายสีแดง ไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, สถานีศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล, สถานีธนบุรี ศิริราช, สถานีหัวหมาก, สถานีหัวลำโพง เพื่อให้โครงข่ายสายสีแดงขยายไปทุกทิศทาง เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น

สำหรับสถานีกลางบางซื่อที่เป็นสถานีเปลี่ยนถ่ายรถไฟทางไกลของการรถไฟฯ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในปี 68 นอกจากนี้ สถานีกลางบางซื่อยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งภายในตัวสถานีและพื้นที่รอบสถานีเพื่อให้มีการพัฒนาสถานีและพัฒนาเมืองในลักษณะ Smart City ควบคู่กันไปด้วย

การพัฒนารถไฟชานเมืองสายสีแดงได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือกับประเทศไทยในการพัฒนาระบบรถไฟฟ้ามาแล้วหลายโครงการ นับเป็นความร่วมมือที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่นแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การพัฒนาโครงข่ายด้วยระบบรางมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดการดำเนินการสถานีกลางบางซื่อและโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และ ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญยิ่ง ในการเดินทางระบบรางของประเทศ

โดยเฉพาะสถานีกลางบางซื่อ ถือว่าเป็นศูนย์กลางระบบรางของประเทศไทย และเป็นสถานีกลางที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคอาเซียน มีรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟฟ้าในทุกเส้นทาง เป็นศูนย์กลางรถไฟทางไกลสู่ทุกภูมิภาค และยังเป็นศูนย์กลางของรถไฟความเร็วสูงทุกเส้นทางที่จะเชื่อมต่อประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงเส้นทางสายใหม่ยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 โดยจะเปิดใช้เต็มรูปแบบในเดือน พ.ย. 64 นี้

ในการเปิดให้ทดลองใช้รถไฟชานเมืองสายสีแดงในวันนี้ (2 ส.ค.) ไปจนถึงปลายเดือนพ.ย. 64 สถานีกลางบางซื่อได้แบ่งพื้นที่ 2 ส่วน พื้นที่แรกเป็นการให้บริการขนส่งมวลชนทางราง จะใช้บริเวณประตูที่ 1 และอีกพื้นที่เป็นศูนย์กลางฉีดวัคซีนบางซื่อเป็นสถานที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน โดยใช้ประตูที่ 2-4 ที่แยกสัดส่วนชัดเจน และเปิดบริการทางเชื่อมทางไปรถไฟสายสีน้ำเงิน

"รถไฟสายสีแดง จะเปิดให้บริการฟรีไปจนถึงเดือนพ.ย. นี้ แต่ทั้งนี้ คงจะต้องรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกครั้ง ว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับการเดินรถ ให้รฟท.พิจารณารายละเอียดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะการบริหารความถี่เดินรถที่เหมาะสม ในช่วงที่มีคนเดินทางมาก ช่วงมีคนใช้น้อย เพื่อความคุ้มค่าเพราะการเดินรถแต่ละเที่ยวจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ ต้องดูรายได้ที่จะเข้ามาด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมทดลองใช้ เส้นทางบางซื่อ-รังสิตใช้เวลา 25 นาที เส้นทางบางซื่อ-ตลิ่งชัน ใช้เวลา 15 นาทีเท่านั้น ขณะที่รถยนต์ ใช้เวลามากกว่า 1 ชม."

สำหรับอัตราค่าโดยสาร รถไฟสายสีแดง เป็นค่าแรกเข้าที่ 12 บาท ส่วนราคาในการเดินทางแต่ละสถานี จะอยู่ที่ประมาณ 2.1 บาท/กม. ปัดเศษเหลือ 2 บาท ค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 42 บาท ในแต่ละเส้นทาง และได้มอบหมายให้ สนข.และกรมรางศึกษาตั๋วพิเศษ ตั๋วเดือน สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ด้อยโอกาส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพได้อีก

ส่วนเดินทางเชื่อมต่อ จากรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินมายังสายสีแดงจะไม่คิดค่าแรกเข้าหรือจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวที่ต้นทาง ส่วนการเดินทางจากสีแดงเชื่อมเข้าระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินนั้นเบื้องต้นยังคงต้องจ่ายค่าแรกเข้า MRT โดยจะมีการเจรจากับเอกชน เพื่อให้เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ทบ.ดูแลผู้เสียชีวิตโควิด-19 อย่างครบวงจรไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เคลื่อนย้าย ตลอดจนประกอบพิธีในศาสนสถาน ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ฌาปนกิจแล้ว 640 ราย

ร.อ.หญิง กัญญ์ณณัฐ พรนิพัทธ์กุล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันที่พบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนในบางครั้งเกิดการเสียชีวิตแบบกะทันหันในเขตที่พักอาศัยหรือในพื้นที่สาธารณะต่างๆ และการจะนำร่างออกมาได้นั้น ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่ง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ได้รับทราบถึงข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายและการจัดพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รวมทั้งต้องการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในทุกรูปแบบของกองทัพบก ทั้งกำลังพล, ยานพาหนะ ตลอดจนฌาปนสถานในความดูแล มาช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ในสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้

ร.อ.หญิง กัญญ์ณณัฐ กล่าวว่า ล่าสุด ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยทหารในพื้นที่ กทม. ประกอบด้วย กองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์, กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, กองพลปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และมณฑลทหารบกที่ 11 สนับสนุนกำลังพลจากหมวดการศพ กองพลาธิการ จัดตั้ง”ชุดจัดการศพ” ดูแลเคลื่อนย้ายร่างของผู้วายชนม์ที่ได้รับการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ออกจากเขตชุมชน เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาตามความประสงค์ของญาติหรือในฌาปนสถานของกองทัพบก ซึ่งกำลังพลทุกนายได้ผ่านการฝึกอบรมจากกรมแพทย์ทหารบก, กองการฌาปนกิจ กรมสวัสดิการทหารบก และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อให้มีความพร้อม สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างถูกต้องปลอดภัย ตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค และตามกระบวนการทางกฎหมายในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต โดยตั้งแต่ 23 ก.ค.64 ที่ผ่านมา ได้รับการประสานจากประชาชนหรือชุมชนต่างๆ เข้าให้การดูแลเคลื่อนย้ายแล้ว 20 ราย

ร.อ.หญิง กัญญ์ณณัฐ กล่าวว่า ขณะที่ด้านการประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อส่งร่างผู้วายชนม์สู่สุคตินั้น กองทัพบกได้อนุเคราะห์ศาสนสถานทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ วัดอาวุธวิกสิตาราม, วัดโสมมนัสวรวิหาร และวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต กทม. และวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา ดูแลพิธีศพอย่างสมเกียรติให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว ตั้งแต่ 4 พ.ค.64 ประกอบด้วย การสวดพระอภิธรรม บำเพ็ญกุศลและพิธีฌาปนกิจ ซึ่งดำเนินการไปแล้วรวม 640 ราย และจะให้การอนุเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลืออำนวยความสะดวกบรรเทาทุกข์และลดภาระให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต


ทั้งนี้ กองทัพบกขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกราย โดยพร้อมให้การช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ และเติมกำลังใจให้ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างดีที่สุด ตลอดจนร่วมดูแลผู้เสียชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างครบวงจรโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายจนถึงฌาปนกิจ ซึ่งหากครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการขอรับการสนับสนุน หรือประชาชนพบเห็นผู้เสียชีวิตในพื้นที่ต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ “ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด กองทัพบก” โทร. 02-2705685-9 และ 02-092-7766 ฟรีตลอด 24 ชม.

“แรมโบ้”สวน “บรรยง” ยัน ”บิ๊กตู่” อยู่ครบเทอม ซัดกลับ ไม่คิดทิ้งปัญหาเหมือนคนวิจารณ์ ซัดเป็นผู้ใหญ่ ควรแก้ปัญหามาก กว่าเล่นการเมือง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตบอร์ดการบินไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายก นายกรัฐมนตรี ลงจากตำแหน่ง และให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภา โดยไม่ต้องรักษาการณ์ เพื่อรักษาเกียรติของชายชาติทหาร ว่า นายกฯมาตามกฎหมาย การจะยุติปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายเช่นกัน คือต้องบริหารงานจนครบเทอม และการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ไม่ใล่เรื่องง่าย จึงเป็นธรรมดาที่คนที่ไม่ชอบนายกฯต้องเคลื่อนไหวกดดันให้ลาออก เพราะต้องการกลับมามีอำนาจรัฐ หากนายบรรยง คิดแบบไม่มีอคติกับนายกฯหรือรัฐบาล ขอให้มองรอบด้านว่าที่ผ่านมานายกฯและรัฐบาล ทำงานอย่างไร โดยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้  

“นายบรรยง เป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงานใหญ่โต น่าจะคิดได้มากกว่านี้ เวลานี้ทุกคนในชาติต้องร่วมมือแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ไม่ควรนำประเด็นทางการเมืองมาพูดเช่นเรื่องยุบสภา ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างการดำเนินการในรัฐสภา และนายกฯมีภารกิจรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ไม่เคยคิดทิ้งปัญหาเอาตัวรอด หายใจเข้าออกคือประชาชน ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวเหมือนนายบรรยง ที่คิดจะทิ้งปัญหาความทุกข์ของประชาชน เพื่อเอาตัวเองรอด เพราะไม่ใช่นิสัยของลูกผู้ชาย ชายชาติทหารที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ช่วยเอาคำแนะนำของนายบรรยงไปใช้กับคนอื่นจะดีกว่า”นายเสกสกล กล่าว 

ทบ.เผย 3 เดือนภารกิจรับ-ส่งผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กว่า 13,227 ราย ล่าสุดส่งผู้ป่วยสีเขียวกลับภูมิลำเนาแล้ว 405 ราย

พ.ท.หญิง พัชรินทร์ บุศยกุล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า อีกหนึ่งภารกิจของกองทัพบก ที่สนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์โควิด-19 โดยใช้ศักยภาพของกำลังพล ทรัพยากรและยานพาหนะของศูนย์การเคลื่อนย้าย ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพบก (ศคย.ศปม.ทบ.) คือภารกิจอำนวยความสะดวก รับ-ส่งผู้ติดเชื้อโควิด-19 ส่งต่อยังสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษา ครอบคลุมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยดำเนินการตามนโยบายของพลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่ 27 เม.ย.64 เป็นต้นมา

ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 และกรมขนส่งทหารบก ผ่านกลไกของศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด กองทัพบก ในการรับข้อมูลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และประสานเชื่อมต่อข้อมูลไปยังส่วนงานราชการของสาธารณสุข เพื่อบริหารจัดการนำเข้าสู่กระบวนการรักษา และส่งข้อมูลให้ ศคย.ศปม.ทบ. อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมายปลายทาง โดยใช้ยานพาหนะ 3 ประเภทได้แก่ รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก(รถกระบะ), รถโดยสารขนาดเล็ก(รถตู้) และรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ 6 ล้อ รวมจำนวน 103 คัน ปัจจุบัน รับ-ส่งผู้ติดเชื้อ รวม จำนวน 12,587 ราย (1 ส.ค.64) นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปประกอบพิธีฌาปนกิจศพ ณ ศาสนสถานต่างๆ โดยดำเนินการมาตั้งแต่ 3 พ.ค.64 ที่ผ่านมา ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว จำนวน 640 ราย

พ.ท.หญิง พัชรินทร์ กล่าวว่า ล่าสุด จากนโยบายของรัฐบาล “คนไทยไม่ทิ้งกัน พาคนกลับบ้าน” เพื่อบริหารจัดการผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมากขึ้นให้เข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว ในสถานพยาบาลตามภูมิลำเนาของตนเองทั่วประเทศ ซึ่งกองทัพบกโดย ศคย.ศปม.ทบ. ได้บูรณาการร่วมกับกรมแพทย์ทหารบก, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน และกอ.รมน.จังหวัด ดำเนินการประสานและเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อสีเขียวที่ประสงค์จะกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนาของตนเอง ตั้งแต่ 11 ก.ค.64 ที่ผ่านมา โดยดำเนินการส่งผู้ติดเชื้อไปยังภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ จังหวัดลพบุรี, ร้อยเอ็ด, อุดรธานี, นครสวรรค์, พิษณุโลก, พิจิตร, น่าน,ตาก และลำปาง รวมทั้งสิ้น 405 ราย (1 ส.ค.64) นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกรับ-ส่งสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆที่ให้กับผู้ป่วยที่กักรักษาตัวบ้าน (Home Isolation) อาทิ ถังออกซิเจน ยารักษาโรค และมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค ที่ได้รับบริจาคส่งต่อให้ผู้ป่วยตามบ้านเรือนอีกด้วย

พ.ท.หญิง พัชรินทร์ กล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจเคลื่อนย้ายดังกล่าวนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพ, ภาครัฐและสาธารณสุข ที่ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น บรรเทาความเดือดร้อน อำนวยความสะดวก และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลได้เร็วขึ้น ตลอดจนช่วยผลักดันนโยบายส่งผู้ป่วยกลับไปรักษาต่อในพื้นที่ภูมิลำเนาที่มีศักยภาพและพร้อมดูแลผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึง ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการในสถานการณ์โควิด-19 ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถประสานศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด กองทัพบก ได้ตลอด 24 ชม. ผ่าน CALL CENTER โทร 02-270-5685-9, 02-092-7766 (30 คู่สาย), 091-0100118-9, 090-980-9948-9 และ 088-984-7605-10 หรือ ID line : @covidtv5hd1

ม็อบคาร์ขอนแก่น เผาหุ่น 36 รัฐมนตรีแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ขับไล่รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 1 ส.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากกลุ่มราษฎรขอนแก่น ได้กำหนดจัดกิจกรรมม็อบคาร์เพื่อเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้อง ประกอบด้วยการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับที่มาจากประชาชนและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ด้วยการนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าร่วมกิจกรรมนับพันคัน ขับขี่มาตามเส้นทางที่แกนนำกำหนดระยะทาง 12 กม. ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยทุก ๆ คัน จะบีบแตรและชูสามนิ้วเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มาตลอดเส้นทางจนมาถึงจุดหมายหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น กลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งเวทีปราศรัยอยู่กลางถนน พร้อมทั้งปิดเส้นทางไม่ให้รถสามารถสัญจรไป-มาได้ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ ได้เฝ้าสังเกตการณ์รักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมมาพร้อมกันที่หน้าเวทีก็ได้นำหุ่นจำลองเป็นศพ 36 หุ่นรัฐมนตรีมากองไว้ที่หน้าเวที ก่อนจะราดน้ำมันและจุดไฟเผา เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าการบริหารประเทศของคณะรัฐบาลทั้ง 36 คน บริหารได้ล้มเหลวทุกด้าน และเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 กว่า 4,000 คน ก่อนที่แกนนำจะสับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยแสดงออกทางการเมือง ขณะเดียวกันยังคงมีกลุ่มนักดนตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และตกงาน ได้มาร่วมบรรเลงเพลงสะท้อนความล้มเหลว

รพ.สนาม ทบ.พร้อมรองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น เน้นบูรณาการร่วม สธ. ดูแลผู้ป่วยในชุมชน ลดการแพร่เชื้อ

พ.ต.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ในประเทศไทย มีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นและมีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างทั่วประเทศ กองทัพบกได้ให้ความสำคัญ และถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ในการปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 กองทัพบก เพื่อติดตามสถานการณ์ บริหารจัดการ และให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ตั้งแต่ 26 มี.ค.63 ทั้งการระดมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ยุทโธปกรณ์ และสถานที่ของหน่วยทหารสนับสนุนสาธารณสุขในภารกิจการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อ และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
สิ่งสำคัญที่กองทัพบกได้ระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลือประชาชนตลอดมา คือการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้น ทั้งส่วนโรงพยาบาลสนามที่สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้กำลังพลของกองทัพบกช่วยบริหารจัดการด้านอาคารสถานที่ จัดเตรียมเตียงผู้ป่วย เครื่องนอน และสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ใน 26 แห่ง ทั่วประเทศ รองรับผู้ป่วยได้ 4,941 เตียง (1 ส.ค.64) ทั้งนี้ จากสถานการณ์ล่าสุด ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม 


เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคในครอบครัวและชุมชน กองทัพบกจึงได้ระดมศักยภาพจัดตั้ง รพ.สนามกองทัพบก ในพื้นที่ รพ.สังกัดกองทัพบกทั่วประเทศ รวม 37 พื้นที่ รองรับผู้ป่วยได้ 3,635 เตียง เพื่อให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นกำลังพลและครอบครัวของกองทัพบก รวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่อลดภาระของสาธารณสุขในพื้นที่อีกด้วย โดยขณะนี้ได้เตรียมขยายขีดความสามารถเพื่อจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามศูนย์คัดกรอง ในส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นจุดให้บริการคัดกรองผู้ป่วย และเป็นจุดพักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลักหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป


นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคนั้นโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกทั้ง 37 แห่ง ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รวมทั้งการบริหารจัดการตามแนวทางการแยกกักผู้ป่วยในชุมชน (Community Isolation) ซึ่งเป็นการบูรณาการของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข, บุคลากรทางการแพทย์, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และ อาสาสมัครกิจการพลเรือน (อส.กร.) ในการดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย (ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว) หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) โดยได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกอย่างใกล้ชิดผ่านทางระบบออนไลน์ มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สามารถนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้ทันทีหากผู้ป่วยมีอาการแย่ลง

 รวมทั้งการดูแลกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่รอบหน่วยทหาร ครอบคลุมทั้งในด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพทางใจ เน้นสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันตนเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19 ทั้งการสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากอนามัย, การใช้เจลแอลกอฮอล์ วิธีการล้างมืออย่างถูกต้อง รวมทั้งสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในส่วนบุคคลและส่วนรวมตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, การรณรงค์และให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในชุมชนตามการจัดสรรจากระบบลงทะเบียนของรัฐบาล, การตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนทหารและชุมชนรอบหน่วย เพื่อแยกผู้ป่วยและผู้ที่มีความสี่ยง ลดการแพร่ระบาดในชุมชน เป็นต้น


ทั้งนี้ กองทัพบกทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังคงยืดหยัดทุ่มเทปฏิบัติงานเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วย COVID-19 ทั้งที่เป็นกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป ในทุกมิติ ทั้งการดูแลรักษาพยาบาลและการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นนโยบายที่ พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ยืนหยัดเคียงข้างช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษเชื่อเกือบจะแน่นอนที่จะมีตัวกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตัวใหม่ ซึ่งจะทำให้วัคซีนทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรับมือได้ พร้อมแนะ ต้องลดการแพร่เชื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดโอกาสเกิดตัวกลายพันธุ์ใหม่

นักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษเชื่อว่า เกือบจะแน่นอนที่จะมีตัวกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตัวใหม่ ซึ่งจะทำให้วัคซีนทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรับมือได้ พร้อมแนะนำว่าต้องลดการแพร่เชื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดโอกาสเกิดตัวกลายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อต่อวัคซีน

มุมมองดังกล่าวแสดงอยู่ในเอกสารที่จัดทำโดยบรรดานักวิชาการ บนสมมติฐานต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับวิวัฒนาการระยะยาวของ SARS-Cov-2 ซึ่งถูกหยิบยกไปปรึกษาหารือและเผยแพร่โดยกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์สำหรับเหตุฉุกเฉินของสหราชอาณาจักร (Scientific Advisory Group for Emergencies - SAGE)

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ในเบื้องต้นที่ยังไม่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer-reviewed) เป็นเพียงหลักทฤษฎีและไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใด ๆ ว่าตัวกลายพันธุ์ลักษณะดังกล่าวกำลังวนเวียนอยู่ในตอนนี้

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 26 กรกฎาคม และเผยแพร่โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักรในวันศุกร์ (30 ก.ค.)

บรรดานักวิทศาสตร์เขียนว่าสืบเนื่องจากการขุดรากถอนโคนไวรัสดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ พวกเขาจึงเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าตัวกลายพันธุ์จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกือบแน่นอนว่าจะค่อย ๆ เกิดเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน ที่ท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

พวกเขาแนะนำให้เจ้าหน้าที่ลดการแพร่เชื้อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดโอกาสเกิดตัวกลายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อวัคซีน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังแนะนำการวิจัยวัคซีนใหม่ อย่ามุ่งเน้นเพียงป้องกันการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลและการติดเชื้อเท่านั้น แต่มันควรนำมาซึ่งภูมิคุ้มกันแบบเยื่อเมือกในระดับสูงและทนทาน นอกจากนี้ พวกเขาระบุด้วยว่าเป้าหมายควรเป็นการลดการติดเชื้อและแพร่เชื้อจากบุคคลที่ฉีดวัคซีนแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ หลายบริษัทกำลังดำเนินการวิจัยสำหรับผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่สามารถจัดการกับตัวกลายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้

ในเอกสารระบุว่า ตัวกลายพันธุ์บางตัวที่อุบัติขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้ลดภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีน แม้ยังไม่มีตัวไหนเล็ดลอดการดักจับของวัคซีนไปได้ทั้้งหมด

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่าตัวกลายพันธุ์เหล่านั้นปรากฏตัวขึ้นก่อนมีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวาง และพอมีการฉีดวัคซีนกว้างขวางขึ้น ไวรัสตัวหนึ่ง ๆ ที่สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนก็จะฉวยโอกาสแพร่เชื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นดังกล่าวทาง SAGE เคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้แล้ว

ในรายงานจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม บรรดานักวิทยาศาสตร์ของ SAGE ระบุว่า การผสมผสานกันระหว่างความชุกของผู้ติดเชื้อในระดับสูงกับอัตราผู้ฉีดวัคซีนในระดับสูง ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นไปได้อย่างที่สุดว่าตัวกลายพันธุ์ที่สามารถเล็ดลอดภูมิคุ้มกันตัวหนึ่ง ๆ จะอุบัติขึ้น พวกเขาบอกในตอนนั้นว่า "ยังไม่ทราบว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ตัวกลายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งในสหราชอาณาจักรและนานาประเทศ"


ที่มา : ซีเอ็นเอ็น

https://mgronline.com/around/detail/9640000075331


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หญิงหน่อย’ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดประสบการณ์เส้นทางชีวิตทางการเมืองกว่า 30 ปีในรายการ Click on Clear THE TOPIC ทาง THE STATES TIMES

ไม่นานมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หญิงหน่อย’ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดประสบการณ์เส้นทางชีวิตทางการเมืองกว่า 30 ปีในรายการ Click on Clear THE TOPIC ทาง THE STATES TIMES ภายใต้ความยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตยและมุ่งหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยในเมืองไทยพัฒนาไปข้างหน้า ใต้เงา ‘พรรคไทยสร้างไทย’ ผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนที่จะลาเส้นทางการเมืองว่า…

‘พรรคไทยสร้างไทย’ จัดตั้งขึ้นภายใต้จุดยืนสำคัญ คือ...

1.) ยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตย

2.) เป็นสะพานเชื่อมคนทุกรุ่น ที่มีจุดมุ่งหมายทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

3.) แก้ปัญหาโครงสร้างรัฐที่กดทับประชาชน

ภายใต้จุดยืนต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยทั้งความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยในเมืองไทยเบ่งบานโดยปราศจากเผด็จการที่จะมาขัดการพัฒนาประชาธิปไตย อีกทั้งต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปลดแอกประชาชนออกจากการเมืองแบบเดิม ๆ และแก้ปัญหาโครงสร้างรัฐที่กดทับประชาชน ด้วยการให้อำนาจแก่ประชาชน และปลดปล่อยประชาชนจากกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน

ดังนั้น เธอมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นเครื่องมือที่ดีให้กับประชาชน จึงได้จัดตั้งพรรคที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมอนาคตจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยการผสมผสานความต่างของคนแต่ละช่วงวัย องค์ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยใช้มรดกทางการเมืองที่มากไปด้วยประสบการณ์คนรุ่นเธอ มาช่วยค้ำเป็นเสาหลักที่แข็งแรงให้ก่อตัวเป็นพรรคการเมืองได้อย่างแข็งแรง จากนั้นก็ดึงองค์ความรู้ ความเข้าใจของโลก/เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ พร้อมกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสานให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัวของ ‘พรรคไทยสร้างไทย’

>> เมื่อถามว่า อนาคตทางการเมืองของไทยในสายตาคุณหญิงเป็นอย่างไร และถ้ามีโอกาสเข้ามาทำงานการเมืองจะเข้ามาแก้ Ecosystem ตรงไหน? เธอตอบว่า...

“ข้อแรก คือ Empower ประชาชน คือการเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสร้างพลัง ปลดปล่อยประชาชนจากสิ่งที่ถูกกดทับ เช่น การยกเลิกระเบียบกฎหมาย ที่ทำให้เป็นอุปสรรคการทำมาหากินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ลุกขึ้นมาทำมาหากินได้

“ข้อสอง คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้ลงแรงในการหาเสียงมากที่สุด และเป็นผู้นำทัพพรรคการเมืองไปตะลุยกว่า 200 เวที หาเสียงเกือบทุกจังหวัด เพื่อให้พรรคประสบความสำเร็จ และเพื่อให้สมาชิกเป็นอันดับ 1 แต่รู้สึกเสียใจกับเพื่อนสมาชิกที่ไปตามพรรคพลังประชารัฐในการยอมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพราะเป็นการเอื้อประโยชน์แค่กลไกลกติกาการเลือกตั้ง ทำให้พรรคใหญ่ ๆ ได้เปรียบ และแทบจะปิดทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะถือว่าได้มีการแก้ไขไปหลายมาตราแล้ว แล้วสุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร? เพราะฉะนั้น ประเทศไทยควรต้องมีกติกาที่ดีจากการแก้รัฐธรรมนูญโดยประชาชน

“ข้อสาม คือ การเปลี่ยนบทบาทของข้าราชการ ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม เป็นผู้สนับสนุนประชาชน ในการที่จะมีชีวิตมีโอกาสในการทำมาหากิน ไม่ใช่ผู้สั่งการหรือบังคับ

“ข้อสี่ คือ การเร่งกระจายอำนาจ ในฐานะที่เป็นรุ่นแรกที่ทำการกระจายอำนาจ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ถ้าในบริบทของพรรคไทยสร้างไทย เราจะนำอำนาจไปที่ประชาชน นอกเหนือจากการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว เราจะให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เป็นผู้ตัดสินในส่วนของงบประมาณ โดยเป็นผู้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่มีผู้คิดให้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีเสาไฟฟ้า ซึ่งคนในหมู่บ้านไม่ก็ไม่ได้ต้องการ เพราะฉะนั้นเราจะพิจารณาจากสิ่งที่ประชาชนต้องการ และจากนั้นกรรมการหมู่บ้านก็ทำการตรวจรับงาน ระบบการกระจายอำนาจ ก็จะควบคู่กันกับการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบ

“ข้อสุดท้าย คือ การใช้เทคโนโลยีเข้าในระบบราชการเพื่อความโปร่งใสในการประมูลจดซื้อจัดจ้าง คือ การใช้เทคโนโลยี Open DATA เข้ามา หรือการนำ Blockchain เข้ามา จะทำให้ระบบของการประมูล และการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ เกิดความโปร่งใสขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

>> เมื่อถามถึงปัญหาวิกฤตโควิด-19 คุณหญิงคิดว่ารัฐบาลต้องทำอะไร? เธอตอบว่า...

“ที่ผ่านมาหลาย ๆ สิ่งที่นำเสนอ ไม่ได้มีสิ่งใดที่ไม่หวังดีกับรัฐบาล ตอนนี้หมดเวลาในการแบ่งฝ่ายหรือกลัวเสียหน้า เพราะตอนนี้ต้องร่วมกันระดมความคิดเห็นช่วยนำพาประชาชนออกจากวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ก่อน ดังนั้นในฐานะอดีตรัฐมนตรีสาธารณะสุขที่ผ่านโรคอุบัติใหม่ อย่างโรคซาร์สที่อัตราการเสียชีวิตสูง และระบาดหนักอย่างโรคไข้หวัดนก โดยเปรียบเทียบว่าวิกฤตของโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่ต่างจากผลของการระบาดไข้หวัดนก ณ ตอนนั้น แต่เราเองสามารถแก้ปัญหาได้เสร็จ ภายใน 2-3 เดือนแทบจะไม่ได้พัก ดังนั้นหัวใจสำคัญของการควบคุมการระบาด คือ การเร่งตรวจหาผู้ติดเชื่อให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ตาม ‘แผนพิมพ์เขียวของไทยสร้างไทย’ 3 ข้อ คือ...

“ข้อที่ 1 การควบคุมการแพร่ระบาด เร่งหาผู้ติดเชื้อและนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบให้เร็วที่สุด การสั่งล็อกดาวน์ โดยไม่เร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อ จะไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ในเวลาที่รวดเร็ว ให้นำ Rapid Antigen Test ตรวจประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกคนในพื้นที่สีแดง หรือแดงเข้ม เพื่อเร่งนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบ และทำระบบแอปพลิเคชัน ให้ผู้ที่ตรวจแล้วมีผลเป็นบวก ได้เข้าระบบการดูแลรักษาทันที เพราะทุกวันนี้ ‘แอปพลิเคชันเยอะกว่าวัคซีน’

“ข้อที่ 2 การรักษาผู้ติดเชื้อเพื่อลดการป่วย การตาย และเตียงไม่พอ ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยให้เข้า Program Home Isolation เร่งทำ Community Isolation ให้เพียงพอกับผู้ติดเชื้อ โดยใช้โรงเรียน วัดหรือหอประชุมใกล้ชุมชน และผู้ที่มีอาการไม่มากเข้าโรงพยาบาลสนาม ‘ต้องตั้งเป้าให้คนหายป่วยกลับบ้านได้ตั้งแต่เตียงเขียว’

“ข้อที่ 3 การป้องกัน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เร่งจัดหาวัคซีน mRNA อย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านโดส ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ มาเป็นวัคซีนหลักคู่กับ AstraZeneca ให้คนไทยมีสิทธิเลือกวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ปรับแผนบริหารวัคซีนให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ได้ 500,000 โดสต่อวัน และให้ประชาชนได้วัคซีนทั้ง 2 เข็มครบ 50 ล้านคนแรกในเดือนมกราคม เป็นของขวัญปีใหม่ได้เปิดเมือง และประชาชนได้กลับมาทำมาหากินอีกครั้ง

“นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลมองไปข้างหน้าว่าควรเตรียมอะไรให้กับประชาชนเพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำมาหากินให้ได้เร็วที่สุด โดยในมุมของดิฉันสิ่งที่รัฐควรเตรียมให้กับประชาชน คือ สร้างสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อให้โลกหลังโควิด-19 ประชาชนสามารถลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ บนจุดแข็งของประเทศไทยและบริบทของโลกใหม่หลังโควิด-19 เช่น การสร้างจุดแข็งจากการเกษตรไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของคนทั้งโลก ปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยว สร้างงานอีเวนต์ทุกเดือนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และสุดท้ายสนับสนุนอุตสาหกรรมทางการแพทย์

“ขณะเดียวกันต้องเร่งดูดการลงทุนในประเทศไทย ด้วยการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์รวมสตาร์ทอัพให้ได้ ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นจำเป็นต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์เรื่องการเงินของธนาคารชาติ, ตลาดหลักทรัพย์ และเรื่องวีซ่า เพื่อให้เอื้อต่อการมาลงทุนในระบบนิเวศน์ของสตาร์ทอัพไทย ซึ่งตรงนี้ ก็อยากขอร้องรัฐบาลว่าช่วยพิจารณาแผนอย่างไม่อคติ แล้วก็ช่วยระดมความคิดว่าแผนนี้เป็นแผนที่เสนอบนความเป็นไปได้”

>> ก่อนที่คุณหญิงจะมาตั้งพรรคเอง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตัวคุณหญิงเปรียบเสมือนคนที่คอยรับหน้าการแก้สื่อทางการเมืองให้กับ ‘คุณทักษิณ ชินวัตร’ คุณหญิงคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร? เธอตอบว่า...

“ต้องย้อนความถึงตอนเกิดเส้นทางการเมืองจากพรรคพลังธรรม โดยตอนนั้นเป็นเลขาธิการพรรคพลังธรรม เราก็มีหน้าที่รับหน้าแก้ปัญหาให้กับ ‘ท่านจำลอง ศรีเมือง’ และให้กับพรรค เมื่อได้เข้ามาทำงานกับพรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน เราก็ต้องรับหน้าที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคหมายเลข 1 ในการที่คอยที่จะทำความเข้าใจหรือว่าสิ่งใดที่เกิดความเข้าใจผิด เราก็มีหน้าที่แก้ต่างให้กับพรรค ให้กับหัวหน้าพรรคคือ ‘คุณทักษิณ ชินวัตร’ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนเราก็ทำหน้าที่แบบนี้”

>> เมื่อถามถึงพรรคไทยสร้างไทย ถือเป็นมรดกทางการเมืองของคุณหญิงตลอด 30 ปีที่ผ่านมาในมิติไหนบ้าง? เธอตอบว่า...

“ครั้งนี้เป็นความตั้งใจที่อยากจะทำพรรคในฝันของตัวเอง ตั้งแต่ 30 ปี ตั้งแต่แรกเริ่มเข้าการเมือง ดิฉันเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยถูกคดีในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน แม้จะเคยมีคดีที่รัฐประหารครั้งแรกและถูกกล่าวหาว่าทุจริตคดีคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท ซึ่งข้อเท็จจริง คือ 900 ล้านนั้นได้ยกเลิกการประมูลจริง แต่ไม่ได้มีการทำประมูลใหม่ และในท้ายที่สุดเราก็ชนะเป็นเอกฉันท์ เพราะเงินคืนหลวงทุกบาท เพราะฉะนั้น อยากให้เชื่อมั่นว่า ผู้ที่ทุ่มเทการทำงาน และไม่เคยมีเรื่องการทุจริต มีความจริงใจในการอยากมาช่วยแก้ปัญหาประเทศ

“ขณะเดียวกันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา 30 ปี ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายทั้งสิ้น แต่ก็ทำจนประสบความสำเร็จ ตั้งแต่เริ่มต้นการรับผิดชอบการจราจรในกรุงเทพฯ เช่น การทำอุโมงค์ การทำแผนรถไฟฟ้า การทำสะพานลอย แผนรถไฟฟ้าที่ใช้กันถึงปัจจุบันนี้ หรือแม้แต่โครงการ 30 บาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ใน ‘ยุคของสุดารัตน์’ ที่สร้างขึ้นทั้งนั้น

“ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีทั้งหมด จะทุ่มเทให้กับพรรคไทยสร้างไทย เป็นผู้รับใช้ประชาชนที่ดี และนำพาประชาชนออกจากปัญหาและวิกฤตต่าง ๆ เชื่อว่าเราหาทางออกให้กับประเทศได้ ซึ่งตอนนี้มี 2 อย่างที่อยากเข้าไปแก้มือ คือ โครงการ 30 บาท ที่ตอนนี้เละเทะไปหมด รวมถึงการปฏิรูปเกษตรให้หายจน ที่ก่อนหน้านั้นได้ดำเนินการไปได้แค่ 30% ถ้าได้อยู่ครบ 4 ปีในการดูแลเกษตรตรงนี้ ‘เอาหัววางเลยว่าเกษตรไทยไม่จน และ GDP ไทยจะดีกว่านี้’”

>> ในสายตาคุณหญิง ผู้ที่เคยถูกยกให้เป็น ‘ดาวรุ่งทางการเมือง’ มองว่าใครคือดาวรุ่งทางการเมืองไทยตอนนี้? เธอตอบว่า...

“ชื่นชมคุณรุ่นใหม่ และตอนนี้ก็มองเห็นหลายท่าน และหลายพรรคที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำประเทศ ยกตัวอย่าง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าจะรุ่นใหม่ แต่ก็เพรียบพร้อมด้วยความรู้ หรือแม้แต่คุณโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ของพรรครัฐบาล ซึ่งคนเหล่านี้คือดาวรุ่งที่เหมาะสมจะมาพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมกล่าวอีกด้วยว่า ฝันว่าไทยสร้างไทย จะมีดาวรุ่งเยอะมากเลย แล้วกำลังพยายามทำอยู่”

>> ทิ้งท้ายกับเป้าหมายทางการเมืองในปัจจุบัน ยังคาดหวังเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองอยู่หรือไม่? คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ให้คำตอบว่า...

“เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของดิฉันในวันนี้ คือ การนำสมาชิกพรรคเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชนอย่างแท้จริง โดยสำหรับดิฉัน ‘ตำแหน่งไม่สำคัญ แต่ต้องการสร้างองค์กรการเมืองที่ดีมากกว่า ดังนั้นก่อนที่จะหยุดเส้นทางการเมือง ต้องการทำองค์กรดี ๆ ให้สำเร็จ

“ฉะนั้นในช่วงแรก การรับบทบาทผู้นำพรรค ก็เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาช่วยกันทำงานและเฝ้ามองการเติบโตของคนในพรรคที่มีความสามารถและเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้”

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำทิ้งท้ายอีกว่า ความฝันในตอนนี้ คือ อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชนจริง ๆ เสียที หรือก็คือแค่การแก้ไขกฎกติกาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องพึ่งพลังคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เข้ามาช่วยกันทำด้วย

ติดตามสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆ ได้ที่ Click on Clear THE TOPIC >> https://fb.watch/77kV2hr5y-/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top