Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

"โควิด-19 วัคซีนซีรีส์ เรื่องนี้เมืองไทยไม่มีจบ” | MEET THE STATES TIMES EP.1

???? ชวนคุยปัญหาวัคซีน ที่ยืดยาวกันแบบซีรีส์ เรื่องนี้ควรไปทางไหน!

???? ห้ามพลาด! โควิด-19 วัคซีนซีรีส์ เรื่องนี้เมืองไทยไม่มีจบ!

ในรายการ MEET THE STATES TIMES

ในหัวข้อ "โควิด-19 วัคซีนซีรีส์ เรื่องนี้เมืองไทยไม่มีจบ”

ดำเนินรายการโดย หยกTHE STATES TIMES

.

.


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“องอาจ”เสนอ"บิ๊กตู่"ใช้ค่ายทหารทั่วประเทศ ทำ รพ.สนาม  หนุนทบ.ตั้งศูนย์ต้านภัยโควิด แนะดึงทร.-ทอ.ร่วมด้วย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า เฟซบุ๊กศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่ากองทัพบกได้เริ่มตั้งศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบรักษาไปยังศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยโควิดของรัฐบาล (อาคารนิมิบุตร) หรือสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงช่วยเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามที่จัดเตรียมไว้ ทั้งโรงพยาบาลสนาม ทบ. 18 แห่ง โรงพยาบาลค่าย ทบ. 29 แห่ง และศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ของกรุงเทพฯ 17 แห่ง รวมถึงมีฌาปนสถานของ ทบ.อีก 4 แห่งไว้รองรับ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่กองทัพบกได้เริ่มเข้ามาช่วยรับ-ส่งฟรี 24 ชั่วโมง ทั้งผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้หายป่วยเคลื่อนย้ายศพและฌาปนกิจศพ  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น เพราะแนวโน้มการแพร่ระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง 

นายองอาจ กล่าวอีกว่า ตนจึงขอเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ดังนี้ 1.ควรนำค่ายทหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายทหารในกรุงเทพฯ มาทำเป็นโรงพยาบาลสนาม และจุดพักคอยเพิ่มขึ้น และ 2.ควรแปรสภาพศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 ของกองทัพบกให้เป็นศูนย์ของกองทัพไทย รวมถึงประสานให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศเข้ามาทำงานช่วยเหลือประชาชนด้วย  3.ควรสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอต่อการทำงานอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยผู้นำหน่วยไปหางบทำงานกันเอง  ทั้งนี้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าพล.อ.ประยุทธ์สามารถทำตามข้อเสนอนี้ได้ จะช่วยผู้ป่วยติดเชื้อและครอบครัวได้อีกจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐดีขึ้นอย่างแน่นอน

“สงคราม” ไล่ “บิ๊กตู่” อย่าอยู่สร้างหายนะให้ประเทศอีกเลย อัดส่งลิ่วล้อไล่ฟ้องดารา ศิลปินหวังใช้กฎหมายปิดปาก ประชาชน

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด แม้รัฐบาลขยายระยะเวลาบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน รวมทั้งออกมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นในหลายพื้นที่ แต่ผลที่ออกมาคือไม่สามารถหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสได้ นับวันมีแต่รุนแรงขึ้นมีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักหมื่นทุกวัน ชัดเจนว่ารัฐบาลใช้แต่อำนาจแต่ทำงานไม่เป็นแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่กล้ามาทำงานในทำเนียบแล้วประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลได้อย่างไร

การประกาศปิดกิจการของผู้ประกอบการหลายหลายอาชีพ ตามมาตรการรัฐบาลเป็นการทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ รัฐบาลอ้างเพื่อควบคุมการระบาดแต่ในความเป็นจริงมันควบคุมไม่ได้ แต่รัฐได้ทำลายระบบเศรษฐกิจไทยลงอย่างย่อยยับที่สุด ทำคนตกงานหลายล้านคน ในขณะที่การชดเชยให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง รัฐกลับใช้เวลานานมากกว่าจะชดเชยให้กับคนเหล่านี้ได้ แต่เวลาใช้อำนาจกลับสั่งปิดกิจการทันที ประชาชนมองว่าพลเอกประยุทธ์เก่งแต่อำนานแต่ทำงานไม่เป็น

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การที่บรรดาลิ่วล้อของพลเอกประยุทธ์ ออกมาฟ้องร้องประชาชนศิลปิน ดารา ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ด้วยข้อความต่างๆ สร้างความไม่พอใจให้พลเอกประยุทธ์และรัฐบาลเป็นอย่างมาก ดังนั้นการออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ เป็นไปตามความต้องการของพลเอกประยุทธ์ เพราะต้องการใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ให้ออกมาพูด แม้รัฐบาลจะบริหารงานได้ห่วยแค่ไหน ไร้ความรับผิดชอบจนมีผู้ติดเชื้อนอนตายข้างถนน รัฐบาลกลับไม่รับผิดชอบชีวิตประชาชน หากเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ พลเอกประยุทธ์ เก่งแต่ใช้อำนาจกับประชาชน แต่ไม่รับผิดชอบความเดือดร้อนและความตายประชาชน ควรออกไปได้แล้ว อย่าอยู่เพื่อสร้างความหายนะให้กับประเทศอีกเลย

สำนักข่าวซินหัวรายงาน งานวิจัยจากนอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน (Northwestern Medicine) สถาบันดูแลสุขภาพในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ พบการดื่มกาแฟและการบริโภคผักปริมาณมากอาจช่วยป้องกันการป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้

23 กรกฎาคม 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงาน งานวิจัยจากนอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน (Northwestern Medicine) สถาบันดูแลสุขภาพในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ พบการดื่มกาแฟและการบริโภคผักปริมาณมากอาจช่วยป้องกันการป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้

คณะนักวิจัยใช้ข้อมูลจากยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) ฐานข้อมูลชีวการแพทย์และทรัพยากรการวิจัยของสหราชอาณาจักร ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกบันทึกในปี 2006-2010 กับการป่วยโรคโควิด-19 ช่วงเดือนมีนาคม-ธันวาคม 2020 ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยให้ความสนใจกับองค์ประกอบในอาหาร รวมถึงการรับประทานกาแฟ ชา ผัก ผลไม้ ปลาที่มีไขมัน เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดง

การวิจัยพบว่าร้อยละ 17 ของผู้รับการตรวจโรคโควิด-19 จำนวน 37,988 คน ซึ่งเข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ มีผลตรวจโรคเป็นบวก

คณะนักวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้วต่อวัน สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฯ ลดลงราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับการดื่มกาแฟน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน ส่วนการบริโภคผักปรุงสุกหรือผักดิบอย่างน้อย 0.67 หน่วยบริโภคต่อวัน (ยกเว้นมันฝรั่ง) สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อลดลง ขณะที่การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเพียง 0.43 หน่วยบริโภคต่อวัน สัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น นอกจากนั้นการได้รับน้ำนมแม่ตั้งแต่เด็กลดความเสี่ยงติดเชื้อลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยได้รับน้ำนมแม่

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบในอาหารและโรคโควิด-19

“กาแฟเป็นแหล่งคาเฟอีน แต่อาจมีสารประกอบอื่นอีกหลายสิบชนิดที่อาจเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ดังกล่าวที่เราพบ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อแปรรูปที่ไม่ใช่เนื้อแดงกับความเสี่ยงติดเชื้อที่สูงขึ้นบ่งชี้ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องเนื้อสัตว์” มาริลิน คอร์เนลีส ผู้เขียนอาวุโส และผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันจากสถาบันยาฟีนเบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น กล่าว

การวิจัยเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยส่วนบุคคลที่ได้รับการประเมินหลังมีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวก

อนึ่ง นอร์ธเวสเทิร์น เมดิซิน เป็นความร่วมมือระหว่างนอร์ธเวสเทิร์น เมโมเรียล เฮลธ์แคร์ (Northwestern Memorial HealthCare) และภาควิชาแพทยศาสตร์ฟีนเบิร์ก มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งทำหน้าที่วิจัย ฝึกสอน และดูแลผู้ป่วย ขณะที่งานวิจัยฉบับนี้ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยฯ เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) และวารสารนูเทรียนส์ (Nutrients)


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประวิตร” ถกปคม.ไฟเขียวแผนป้องค้ามนุษย์ ปี64-65 เห็นชอบตั้ง “พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์” ปธ.อนุกกฯต้านค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐฯ  ย้ำ ยกระดับการทำงานจนท.รัฐ รองรับมาตรการสากล 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.)ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 64-65 และโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 3 ด้าน คือ 1.ด้านดำเนินคดี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบ 2.ด้านคุ้มครองช่วยเหลือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ และ 3.ด้านป้องกัน ให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบ และเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐ(ฝ่ายไทย) โดยมี พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการต่อต้านการค้ามนุษย์ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ดังนี้โดยแนวโน้มสถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบออนไลน์และแรงงานบังคับเพิ่มสูงขึ้น การจำกัดการเคลื่อนที่และการสื่อสารของผู้เสียหายที่ถูกบังคับกักตัวในสถานคุ้มครองของรัฐ ควรมีการวิเคราะห์ผู้เสียหายเป็นรายบุคคล ส่วนการคัดกรองคดียังประสบปัญหาความชัดเจน ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขาดแคลนล่ามผู้เชี่ยวชาญ จึงควรยกระดับการแก้ปัญหาร่วมกัน  และรับทราบรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทิปรีพอร์ต ประจำปี64 ของสหรัฐ ที่ปรับระดับประเทศไทยจากระดับ 2 (Tier 2)ไปอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยสหรัฐฯได้เห็นถึงความพยายาม ของไทยและพร้อมให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้บรรลุเป้าหมาย ต่อไป

จากนั้นพล.ประวิตร เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธานอนุกรรมการ พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ยอมรับและยกระดับสู่มาตรฐานสากล ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการค้ามนุษย์ จะต้องเร่งรัดดำเนินงานให้เห็นผล เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความจริงใจ ต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย และต้องบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม และเด็ดขาดให้มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ให้มุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงหลักสิทธิมนุษยชน เป็นสำคัญ

สำรวจ !! โอกาสในวิกฤต กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในภาวะโคโรน่า 2019

วิกฤตไวรัสโคโรน่า 2019 นั้น จัดได้ว่าเป็นวิกฤตที่ทำลายธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนทางกายภาพเป็นส่วนใหญ่ การติดต่อผ่านทางละอองฝอย และการเปื้อนเชื้อบนพื้นผิว ทำให้ต้องใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ตรวจค้นโรค กักตัว รักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นทั้งสิ้น มาตรการทางระยะยาวขึ้นอยู่กับการมีวัคซีน การปลอดเชื้อ และการป้องกันเชื้ออย่างถาวร ในอดีตผู้รู้หลายท่านเปรียบเปรยว่า การป้องกันโรคอย่างถาวรของไวรัสโคโรน่า 2019 นั้น ต้องทำให้คล้ายกับถุงยางอนามัยที่ป้องกันการติดเชื้อเฮชไอวี แต่กระนั้น การป้องกันเชื้ออย่างถาวรกรณีไวรัสโคโรน่า 2019 ที่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทำได้ไม่ง่ายนักเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมไม่สอดคล้องกับเกราะป้องกันเชื้อเท่าไรนัก การป้องกันเชื้ออย่างถาวรจึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติวิถีใหม่ และความสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคน เทคโนโลยี และการมีภูมิคุ้มกันหมู่เป็นสำคัญ

ผมถือโอกาสนี้ในการพูดถึงโอกาสสี่เรื่องในวิกฤตไวรัสโคโรน่า 2019 เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารจัดการในวิกฤตนี้ และเรากำลังเผชิญกับภูเขาน้ำแข็งก้อนโตที่ด้านล่างโตกว่าสิ่งที่เห็นเสียอีก โอกาสที่ผมพูดถึงนี้ จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากผู้มีอำนาจนำไปปรับใช้อย่างถูกวิธี

โอกาสที่หนึ่ง โอกาสของการแพทย์แผนไทย และห่วงโซ่อุปทานของสมุนไพร

เป็นที่ทราบกันดีว่า การรักษาโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 นั้น เป็นการรักษาตามอาการ และมีวิธีและทิศทางในการรักษาที่มีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยอาการหนักต้องพึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงห้องปลอดเชื้อความดันลบ และกระบวนการที่ป้องกันบุคลากรทางการแพทย์เมื่อทำการรักษาโรคอื่นที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงติดเชื้อโคโรน่า 2019 แต่ในผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการไม่หนัก ไม่มีอาการ การรักษาโดยการแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ของประชาชน เหมาะสำหรับผู้ป่วยรอการรักษา รอเตียง กักตัว หรือทำการกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรนั้น ไม่จำกัดแต่เพียง “ฟ้าทะลายโจร” แต่ยังรวมถึงสมุนไพรอื่น ๆ เช่น รากทั้งห้า สัตตโกฐ ยาเขียว และยาอื่น ๆ ที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน แบบยาสุม การรมสมุนไพร เป็นต้น การรักษาทางเลือกในระหว่างรอเตียงหรือกักตัวนั้น หากทำอย่างถูกวิธี นอกจากจะทำให้ต้นทุนในการรักษาโรคที่มาจากไวรัสโคโรน่า 2019 อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้แล้ว ยังเสริมภูมิคุ้มกันในกรณีของผู้สัมผัสกลุ่มเสี่ยงอีกด้วย โดยอาจใช้แนวทางทานอาหารเป็นยา ตามข้อมูลเผยแพร่ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ และอีกหลายสถานพยาบาล เป็นต้น 

การใช้สมุนไพร หรืออาหารเป็นยานั้น มีห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงที่พืชผักหรือธัญญาหารมีปัญหาด้านราคาผันผวน อันเนื่องมาจากความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคลดลง ในขณะที่ความต้องการยาหรือสมุนไพรมีเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการป้องกัน การเก็งกำไร ก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐต้องทำก็คือ 

(1) ทำอย่างไรให้ทุกคนในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้รับการกระจายผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพราะการที่ราคาของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรทะยานขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ 1 พันบาทนั้น ผู้ปลูกอาจไม่ได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมเท่าไรนัก 

(2) มีมาตรฐานของสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียน และมีการตรวจสอบการปนเปื้อนโลหะหนักของสมุนไพรบรรจุขวด และ/หรือ แคปซูล เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำเพื่อผู้บริโภค เพราะนอกจากต้องจ่ายแพงในภาวะเช่นนี้แล้ว การรับประทานสมุนไพรปนเปื้อนจะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภคมากกว่า

(3) ประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องการปลูกสมุนไพรที่มีคุณภาพและการผลิตที่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้ซื้อผู้ขายวัตถุดิบได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม 

(4) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญในพืชสมุนไพร หรือตำรับยารับรองในกรณีการปรุงยาแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น 

(5) ส่งเสริมการวิจัยและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในลักษณะที่ชุมชนสามารถร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ในกรณีนี้จะช่วยสร้างรายได้ของชุมชนและผู้เกี่ยวข้องกับการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในขณะเดียวกันก็ป้องกันการผูกขาดในธุรกิจสมุนไพร

(6) การขึ้นทะเบียน การจดลิขสิทธิ์ การจดความลับทางการค้า จะช่วยให้การดำเนินการพัฒนาสมุนไพรนั้น มีความยั่งยืนมากขึ้น และป้องกันการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และ

(7) การสนับสนุนการวิจัยเชิงคลินิกของการใช้ตำรับยาแผนไทยในผู้ป่วยจริง

โอกาสที่สอง เสริมสร้างสถาบัน “บวร” 

บ้าน วัด โรงเรียน เป็นสามสถาบันที่เข้ามาเกี่ยวพันในภาวะวิกฤตโคโรน่า 2019 ในภาวะล็อกดาวน์นั้น หากบ้านไหนไม่มีผู้ติดเชื้อ ก็มีโอกาสอยู่ด้วยกันมากขึ้น แต่หากบ้านไหนมีผู้ติดเชื้อและไม่สะดวกในการกักตัวที่บ้านเนื่องจากความแออัด การใช้โรงเรียน สนามกีฬา ค่ายลูกเสือ ศูนย์ประชุม ห้องจัดเลี้ยง มาเป็นส่วนเสริมในการแยกผู้ติดเชื้อออกจากผู้ไม่ติดเชื้อจะทำให้การจัดการง่ายขึ้น เสริมกับ การให้คำปรึกษาและติดตามพัฒนาการทางไกล และระบบจัดส่งร่วม ทั้งเวชภัณฑ์ และอาหาร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การล็อกดาวน์ในสภาวการณ์แออัดของที่อยู่อาศัย และการไม่ปลอดเชื้อในที่อยู่อาศัยนั้น กลับเป็นตัวเร่งในยอดผู้ติดเชื้อและทำลายระบบสาธารณสุข

ดังนั้น การใช้โรงเรียน สนามกีฬา ค่ายลูกเสือ ศูนย์ประชุม ห้องจัดเลี้ยง และจ้างผู้ที่เกี่ยวข้อง/ผู้ที่ว่างงานจากการปิดกิจการมาดำเนินการ “การกักตัวแบบบริหารจัดการ” จะสามารถจ้างงานตรงเป้า บรรเทาการติดเชื้อ และชะลอความรุนแรงของระบบสาธารณสุขที่กำลังเปราะบาง

ในส่วนของ “วัด” ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 นั้น บางวัดดำเนินการเผาศพฟรี ก็จำเป็นที่ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณลงไปช่วย เพราะหากที่เผาศพ มีปัญหา จะทำให้ความเดือดร้อนฝังรากลึกเกินเยียวยา และนโยบายเผาศพฟรีนั้น เป็นการช่วยครอบครัวผู้สูญเสียได้ตรงเป้าที่สุด และไม่รั่วไหล

โอกาสที่สาม ปรับแนวทางการบริหารจัดการแบบใช้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสื่อสารอย่างถูกต้อง

ในวิกฤตครั้งนี้ หากติดตามข้อมูลเป็นระยะจะพบว่า มีการกักตุนหน้ากากอนามัยทั้งที่เป็นสินค้าควบคุม กักตุนแอลกอฮอล์ กักตุนชุด PPE กักตุนน้ำยาตรวจหาเชื้อ กักตุนชุดตรวจเชื้อ เก็งกำไรเครื่องวัดออกซิเจน เก็งกำไรสารฆ่าเชื้อ เก็งกำไรยาฟ้าทะลายโจร การอมวัคซีนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ สิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำก็คือ ดำเนินการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ในอนาคต และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน มุ่งเป้า อาศัยข้อมูลผ่านทางนโยบายที่เกี่ยวข้อง และระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการโดยรัฐเปิดเผยและโปร่งใสมากที่สุด ในขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายก็จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อสร้างมาตรฐานทางสังคมและสร้างสังคมที่ไม่สนับสนุนและอดทนต่อการคอร์รัปชัน

หลังจากล็อกดาวน์ 14 วันในพื้นที่สีแดงเข้ม สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการคือ 

(1) การเยียวยาทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม โดยที่มุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง โดยอาศัยฐานข้อมูลที่หลากหลายเชื่อมต่อกัน 
(2) แนวทางที่ชัดเจนในการได้มาซึ่งวัคซีน ทั้งด้านการทูต ความช่วยเหลือ และการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจที่เป็นธรรม 
(3) แนวทางเศรษฐกิจหลังจากโควิด-19 ที่เป็นรูปธรรม โดยอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวแบบเดิม หาโอกาสสร้างการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่เน้นการลดการทำลายทรัพยากรและการกระจายรายได้สู่ชุมชนไปพร้อมกัน และ 
(4) ปรับรูปแบบการสื่อสารโดยเน้นความเข้าอกเข้าใจ การสร้างจิตสำนึกสาธารณะร่วมกัน และการสื่อสารแบบเอื้ออาทร

โอกาสที่สี่ เอาตัวรอดในภาวะ “หนี้”

วิกฤตนี้ยังมีผลกระทบอีกเรื่องที่ผมบอกว่าเป็นฐานของภูเขาน้ำแข็งซึ่งใหญ่กว่าที่เรามองเห็นยอดภูเขาน้ำแข็งมากนัก สิ่งนั้นคือ ภาวะ “หนี้” ซึ่งหน่วยงานรัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยก็พยายามรับมือและแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหา “หนี้” จะแก้ได้อย่างถาวรนั้น ผู้ก่อหนี้มีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการทำให้ปัญหาเบาบางลง สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจว่าปัญหานั้นคืออะไร หากเป็นปัญหาการก่อหนี้จากพฤติกรรมส่วนตัวที่ชอบใช้จ่ายเกินตัว ก็จำเป็นต้อง ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่จะสร้างปัญหาในอนาคต โครงการแก้หนี้และคลินิกแก้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นทางออกหนึ่งที่สำคัญของการแก้ปัญหาภูเขาน้ำแข็งที่จะมาหลังจากฝุ่นควันโควิด-19 เริ่มจางลง

การเอาตัวรอดในภาวะ “หนี้” นั้น จำเป็นต้องประกอบอาชีพสุจริตและพยายามสร้างรายได้จากศักยภาพของตน และคิดเหมือนนักธุรกิจว่ากระแสเงินสดที่เป็นรายได้นั้นควรมาจากหลายช่องทาง มากกว่าพึ่งพารายได้ทางเดียว การพยายามหาอาชีพเสริมรายได้หลัก เป็นสิ่งที่ควรทำ และรู้จักบริหารการเงินส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่อยู่ในกับดักหนี้นั้นจำเป็นต้องมีกลไกช่วยให้หลุดพ้นจากภาวะนี้ รวมไปถึงการออกกฎหมายการฟื้นฟูการเงินส่วนบุคคล ที่คล้ายกับการฟื้นฟูกิจการ เพราะการปล่อยให้ภาวะ “หนี้” บีบคนที่พอมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศหนำซ้ำบีบให้ไปทำผิดกฎหมายเพื่อมาชำระหนี้นั้น นับเป็นความสูญเสียของประเทศในอีกทางหนึ่ง

หากจะขออะไรในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างโอกาสที่ดีของเรื่องนี้ คือ ขอวิชาความรู้การเงินพื้นฐาน ให้ถูกบรรจุในการเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ผ่านบทเรียน ผ่านการ์ตูนสำหรับเด็ก เน้นเรื่องการค้าขาย การประกอบสัมมาอาชีพ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในสังคม การก่อหนี้ที่เป็นประโยชน์ และการไม่ก่อหนี้ที่จะสร้างปัญหา โอกาสในการให้เด็กเรียนรู้การเงินพื้นฐานมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว และแก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในสังคม ที่มีให้เห็นจำนวนมากในช่วงวิกฤตไวรัสโคโรน่า 2019 

ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การป้องกันการติดเชื้อ การตรวจคัดกรอง และวัคซีน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถย่อหย่อนได้เพราะวิกฤตไวรัสโคโรน่า 2019 ก่อผลกระทบในวงกว้าง ทั้งครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม แต่เราจะเห็นได้ว่าในวิกฤตยังมีโอกาส และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากแต่เพียงผู้ที่เกี่ยวข้องจะมองเห็นและใช้โอกาสในทางที่ถูกที่ควร การเห็นปัญหาเป็นเรื่องที่ดี และการหาทางออกแบบยั่งยืนเป็นการใช้โอกาสในวิกฤตซึ่งต้องอาศัยทุกภาคส่วนในการผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน 


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ตลาดนัดหาคู่ นครเซี่ยงไฮ้” (Shanghai marriage market) เมื่ออยากช่วยลูก ’สละโสด’ !! พ่อแม่จีนจึงโปรดให้...

เรื่องของการมีครอบครัว มีชีวิตคู่ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชาวโลกตะวันออก โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งครอบครัวมักห่วงอาทรในเรื่องของมีชีวิตคู่ของบุตรหลานอยู่เสมอ จึงทำให้เกิด “ตลาดนัดหาคู่ นครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai marriage market)” ขึ้น จึงขอนำมาเล่าในบทความประจำสัปดาห์นี้ครับ

ตลาดนัดหาคู่ เป็นสถานที่จัดขึ้นเพื่อหาคู่แต่งงาน ณ People's Park ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยผู้ปกครองของหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานต่างก็แห่แหนกันไปยังสวนสาธารณะ People's Park ในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เที่ยงวันถึงห้าโมงเย็น เพื่อนำเสนอ แลกเปลี่ยน ข้อมูลเกี่ยวกับบุตรหลานของตน ซึ่งยังครองตัวเป็นโสดอยู่

ตลาดนัดคนโสด ณ People's Square มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 มีค่าใช้จ่ายประมาณ $3.20 USD สำหรับโฆษณาที่แสดงเป็นเวลาห้าเดือน และมีนายหน้าหาคู่แต่งงานโดยสามารถเข้าถึงหมายเลขโทรศัพท์อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน $16.00 ตลาดนัดคนโสดที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 ณ สวนสาธารณะ Longtan กรุงปักกิ่ง ผู้เกษียณที่ไปสวนสาธารณะเพื่อออกกำลังกายตอนเช้ามักพบว่าในการสนทนามีเด็กที่ยังไม่แต่งงานในวัยยี่สิบกลางถึงปลาย ด้วยความกระวนกระวายที่จะแต่งงานกับลูก ๆ ของพวกเขา ผู้อาวุโสเริ่มจัดงานจับคู่ที่พวกเขานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับลูก ๆ ของพวกเขา และมองหาการจับคู่ที่เป็นไปได้ ตั้งแต่นั้นมา สวนสาธารณะในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เซินเจิ้น หวู่ฮั่น เซี่ยงไฮ้ หางโจว และเทียนจิน ก็กลายเป็นสถานที่จับคู่อย่างไม่เป็นทางการ

ตลาดนัดหาคู่ เป็นการรวมตัวของคนโสด แต่ส่วนมากจะเป็น พ่อ แม่ ที่กังวลว่า ลูกชาย ลูกสาวของตนจะไม่มีคู่ จึงมารวมตัวกัน จับคู่ หาคู่แต่งงานให้กับลูก ๆ ของตน มีการตั้งป้าย บอกคุณลักษณะ รูปร่างหน้าตา ฐานะ การศึกษา การงาน ไม่ต่างจากโปรไฟล์ที่พบเห็นตามเว็ปไซต์นัดเดทเลยแม้แต่น้อย 

ป้ายบอกคุณลักษณะในตลาดนัดหาคู่

เป้าหมายหลักในการเข้าร่วมตลาดนัดหาคู่ คือ ให้พ่อแม่หาคู่ครองที่เหมาะสมสำหรับลูก ๆ ของตน มาตรฐานในการหาคู่ที่ใช่อาจขึ้นอยู่กับ (แต่ไม่จำกัดเฉพาะ) อายุ ส่วนสูง งาน รายได้ การศึกษา ค่านิยมของครอบครัว ราศีจีน และบุคลิกภาพ ผู้สูงอายุที่เกิดระหว่างปี 1950 ถึง 1960 มักจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า ของตลาดนัดแห่งนี้ ผู้สูงอายุเหล่านี้ต่างพากันโฆษณาคุณสมบัติของลูก ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน ซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1990 โดยในตลาดนี้ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกเขียนไว้บนกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งจากนั้นจะแขวนไว้บนเชือกสายยาวท่ามกลางโฆษณาบรรดาบุตรหลานของผู้ปกครองคนอื่น ๆ 

ป้ายโฆษณานำเสนอบุตรหลานแขวนไว้บนเชือกสายยาวท่ามกลางโฆษณาบรรดาบุตรหลานของผู้ปกครองคนอื่น ๆ

โฆษณานำเสนอบุตรหลานยังติดอยู่ตามถุงกระดาษ ติดตามต้นไม้ ติดกับร่ม หรือวางบนพื้นตรงข้ามสวน People's Park ผู้ปกครองเดินไปรอบ ๆ เพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ เพื่อดูว่า หนุ่มสาวมีความเหมาะสมคล้องจองกันหรือไม่ หลังจากที่มาตรฐานของลูก ๆ หนุ่มสาวตรงกันแล้วก็จะมีการนัดเจอกัน

โฆษณานำเสนอบุตรหลานยังติดอยู่ตามถุงกระดาษ ติดตามต้นไม้ ติดกับร่ม หรือวางบนพื้น

ตลาดนัดคนโสดมีสองโซนหลัก : เขตปลอดอากร และ โซนจับคู่สมัครเล่น 

เขตปลอดอากร เป็นที่ซึ่งผู้ปกครองของหนุ่มสาวมองหาคู่ที่มีเหมาะสมสำหรับลูกชายหรือลูกสาวคนเดียวของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีคนรุ่นใหญ่บางคนซึ่งกำลังมองหาคู่ของตัวเอง ภายในเขตปลอดอากรมีโซนย่อยมากมายที่ผู้ปกครองสามารถติดโปสเตอร์ของบุตรหลานได้ โซนย่อยบางโซนจะแบ่งตามปีเกิด เช่น โซนทศวรรษ 1970, 1980 และ 1990 โซนอื่น ๆ ได้แก่ โซนต่างประเทศ โซน “เซี่ยงไฮ้ใหม่” เขตหย่าร้าง โซนมุสลิม และโซนภูมิภาค 

เขตจับคู่สมัครเล่น ผู้จับคู่มืออาชีพหรือแบบสมัครใจจะแบ่งปันรายชื่อผู้สมัครที่มีเหมาะสมให้กับผู้ปกครองที่เข้าร่วม มีนักจับคู่มืออาชีพในตลาดที่คิดค่าธรรมเนียมการให้คำปรึกษา 100-200 หยวนสำหรับหญิง และไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับชาย กล่าวกันว่า ความไม่สมดุลนี้เกิดจากหญิงในตลาดคนโสดมีมากกว่า ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น นักจับคู่มืออาชีพเหล่านี้มักจะกลายเป็นนักเล่นกลที่หายตัวไปหลังจากได้รับค่าธรรมเนียมจากเหล่าบรรดาผู้ปกครองที่ต้องการหาคู่ให้กับลูก ๆ ของตน

ร่มสำหรับโฆษณา ผู้ปกครองหลาย ๆ คนไม่ได้รับความยินยอมจากลูก ๆ ให้เข้าร่วมงานนี้ และได้รับการอธิบายว่า ใช้บริการ "match.com จะตรงใจกว่า" ด้วยอัตราความสำเร็จต่ำ ในสายตาของผู้ปกครองหลาย ๆ คน การรวมตัวเพื่อจับคู่ลูก ๆ ของพ่อแม่ เช่น ตลาดนัดหาคู่ในนครเซี่ยงไฮ้ เป็นวิธีเดียวที่จะรักษารูปแบบการออกเดทแบบดั้งเดิมสำหรับลูก ๆ ของพวกเขาในประเทศจีนสมัยใหม่ ประเพณีในอุดมคติอันยาวนานของจีนในการสืบสานสายเลือดของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากในวัฒนธรรมจีนตามนโยบายลูกคนเดียว เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยแต่งงานทั่วไป "ตลาดหาคู่" ของจีนจึงมีเสถียรภาพที่สั่นคลอน โดยเฉพาะสำหรับชายในจีน มหาวิทยาลัย Kent คาดการณ์ว่าภายในปี 2021 ชายจีนราว 24 ล้านคนจะยังไม่ได้แต่งงานและไม่สามารถหาภรรยาได้

โดยทั่วไปแล้ว ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จะรวมตัวกันด้วยความสมัครใจ

รูปแบบของตลาดนัดหาคู่ ตลาดเหล่านี้ไม่มีผู้จัดงานอย่างเป็นทางการ โดยทั่วไปแล้ว ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จะรวมตัวกันด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม ตลาดนัดหาคู่มีแนวโน้มที่จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ประการแรก อัตราส่วนทางเพศมักเป็นการจะมองหาฝ่ายชายมากกว่า แม้ว่าในประเทศจีนจะมีจำนวนประชากรชายมากกว่าประชากรหญิงก็ตาม ในสวนจงซานของปักกิ่ง ผู้ปกครอง 80% มองหาสามีสำหรับลูกสาวคนเดียวของพวกเขา ฝ่ายหญิงที่ถูกส่งเข้าร่วมหาคู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวที่มีการศึกษาระดับวิทยาลัย ซึ่งมีงานทำ และเติบโตในเซี่ยงไฮ้ สาว ๆ ในเมืองเหล่านี้เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางคนใหม่ของจีน แต่มักถูกจัดอยู่ในประเภท "หญิงสาวที่เหลือ" ในตลาดนัดหาคู่ ผู้ปกครองจะใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ในการทำการตลาดให้บุตรหลานของตน เช่น ทักษะที่มี การบริการลูกค้า และการเจรจาต่อรองที่ดี การออกแบบ ป้าย โปสเตอร์ อย่างรอบคอบ และการแต่งกายที่ดีเพื่อแสดงถึงการอบรมเลี้ยงดูที่ดี

แม้ว่าจะไม่มีข้อกำหนดที่เป็นทางการสำหรับการโฆษณาในตลาด แต่ลักษณะบางอย่างถือเป็นที่ต้องการมาก สำหรับฝ่ายหญิง คือ อายุน้อย รูปร่างหน้าตาดี การศึกษาดี หัวอ่อน เชื่อฟัง จะเป็นที่ต้องการ สำหรับชาย การมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น การงานที่ดี และรายได้สูง เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยคาดว่า ฝ่ายชายจะเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์และรถยนต์ การมีทะเบียนบ้านในเซี่ยงไฮ้ (Hukou) มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้เข้าร่วมในตลาดนัดหาคู่ทุกคน

ตัวอย่างข้อความโฆษณา “สาวสวย เกิดปี พ.ศ. 2524 สูง 162 เซนติเมตร จบการศึกษาปริญญาตรี ทำงานเป็น Project director ของบริษัทต่างชาติ เงินเดือนมากกว่า 10,000 หยวน (ราว 52,000 บาท) ต้องการหาชายที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517-2526 จบปริญญาตรีหรือสูงกว่า และเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว”

การวิจัยชาติพันธุ์วิทยาเพื่อศึกษาแรงจูงใจของผู้ปกครองในการเข้าร่วมตลาดนัดหาคู่ในนครเซี่ยงไฮ้ พบว่า ตลาดนัดหาคู่ในเซี่ยงไฮ้มีอัตราความสำเร็จต่ำ และผู้ปกครองส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่น่าจะพบคู่ที่ตรงกัน แต่ผู้ปกครองมักจะกลับมาที่ตลาดเพื่อโฆษณาบุตรหลานของตนต่อไป งานวิจัยชิ้นหนึ่งอธิบายว่าตลาดตอบสนองต่อความวิตกกังวลโดยรวมของสังคมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกิดในปี 1950 และ 1960 ผู้คนรุ่นนี้เป็นพ่อแม่ของลูกคนเดียว เพื่อที่จะรักษาทะเบียนบ้านในเขตเมือง หลายคนยังคงเป็นโสดในวัยสามสิบ เมื่อพวกเขากลับบ้านเกิด รัฐต้องเข้าไปแทรกแซงจัดการนัดพบเพื่อแก้ปัญหานี้ แหล่งที่มาของความวิตกกังวลของผู้ปกครองอีกประการหนึ่งคือ ความรู้สึกที่ครอบคลุมถึงความผันผวนและความไม่มั่นคงตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศจีน ผู้ปกครองกังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงินของบุตรหลาน ที่พักอาศัยในย่านใจกลางเมืองที่มีราคาแพงอย่างรวดเร็ว เช่น นครเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีระบบสวัสดิการสังคมที่แข็งแกร่งในการจัดหาที่อยู่อาศัยและความมั่นคง 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองเหล่านี้จึงกังวลว่า ลูกเพียงคนเดียวของพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาใช้ชีวิตที่ยากลำบาก และมีชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข ตลาดนัดหาคู่จึงเป็นช่องทางสำหรับผู้ปกครองที่จะแบ่งปันความกังวลส่วนตัวของพวกเขาในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเห็นว่า ไม่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ดังนั้น หน้าที่หลักของตลาดคือ การสร้างการชุมนุมทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุเพื่อแบ่งปันความกังวลร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงของนครเซี่ยงไฮ้ แรงจูงใจอื่น ๆ ในการไปตลาดนัดหาคู่รวมถึงการเน้นที่การรักร่วมเพศ เนื่องจากผู้ปกครองจำนวนมากพิจารณาเฉพาะผู้สมัครที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น และความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของลูกของตนในการหาคู่ครองที่เหมาะสม

หน้าที่หลักของตลาดคือ การสร้างการชุมนุมทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุเพื่อแบ่งปันความกังวลร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงของนครเซี่ยงไฮ้

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งงาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ หญิงที่มีการศึกษาดีและมีอาชีพการงานที่มั่นคงในประเทศจีน ต่างก็ไม่รีบร้อนที่จะแต่งงาน พวกเธอมีทางเลือกมากกว่าหญิงในรุ่นก่อน ๆ และไม่กลัวที่จะให้ความสำคัญกับอาชีพของตนเป็นอันดับแรก การเปลี่ยนแปลงในอุดมคติในการแต่งงานทำให้หญิงอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า และมีอำนาจทางสังคมมากขึ้นจากเดิมที่ชายเคยครอบงำตามประเพณี ปัจจุบันมีหญิงจำนวนมากขึ้นที่พยายามหาชายที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ แทนที่จะเป็นแค่งานที่ได้ค่าตอบแทนสูง

อัตราการแต่งงานในจีนมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหญิงที่มีการศึกษาดีและมีอาชีพการงานที่มั่นคง

เช่นกันมาตรฐานของชายหลายคนเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของสถานภาพของหญิงตามหน้าที่การงานเช่นกัน พวกเขาคาดหวังจะได้ภรรยาเป็นหญิงที่ได้รับการศึกษาและอยู่ในเส้นทางอาชีพที่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากคือมุมมองของคนรุ่นก่อนในเรื่องนี้ พวกเขาเห็นด้วยกับคนรุ่นใหม่ โดยคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสองประการในภรรยาคือ "ความสง่างามและเส้นทางอาชีพที่ดี" ค่อนข้างเปลี่ยนจาก "ความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจเป็น แบกรับภาระแห่งชีวิต"

ตลาดนัดหาคู่ในเซี่ยงไฮ้ยังเป็นการตอบสนองต่อความเป็นปัจเจกบุคคลอย่างรวดเร็วในประเทศจีนตั้งแต่ยุคปฏิรูปตลาด การเปิดตลาดและการถอนตัวของรัฐจากบริการทางสังคมจำนวนมากทำให้เกิดความจำเป็นในการขัดเกลาทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในรุ่นนั้น ดังนั้นตลาดนัดหาคู่จึงเป็นการตอบสนองต่อความวิตกกังวลทางสังคมของชาวจีนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กัมพูชาติดเชื้อโควิดเพิ่ม 790 ราย รัฐบาลสั่งปิดตลาดชั่วคราว 14 วัน

วันนี้กัมพูชายืนยันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม อีก 790 คน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั้งหมดรวม 67,971 คน ล่าสุด ที่กรุงพนมเปญตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในตลาดหลายแห่ง รัฐบาลจึงสั่งปิดตลาดชั่วคราว เป็นเวลา 14 วัน จนถึงวันที่ 26 ก.ค. เพื่อป้องกันการระบาดเพิ่มเติม

คุณเยี่ยมศรี อุบลพงษ์ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพสาขากัมพูชา มีโอกาสเดินผ่าน Kandal Market หนึ่งในตลาดที่ถูกปิดเลยเก็บภาพบรรยากาศการปิดตลาดมาฝาก พร้อมเล่าว่าที่กัมพูชา ถ้าบริเวณไหน หรือบ้านไหนมีคนติดโควิด-19 ทางการกัมพูชาก็จะนำสายคาดสีเหลืองดำแบบนี้มาปิดล้อมสถานที่นั้น ๆ เอาไว้ แบบที่เห็นในภาพ


ที่มา : https://www.facebook.com/111389082537287/posts/1502248920117956/

ภาพและข้อมูล : เยี่ยมศรี อุบลพงษ์ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพสาขากัมพูชา (ณ กรุงพนมเปญ)


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“บิ๊กตู่” สั่งปัดฝุ่น “ช้อปดีมีคืน” กลับมาใช้ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้มอบหมายในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งโครงการคนละครึ่ง และโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ หรือพิจารณานำโครงการช็อปดีมีคืนกลับมาใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเร่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของโครงการ 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังอยากเห็นการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อร่วมโครงการ ชี้แจงข้อสงสัย รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ  ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้าใจในมาตรการรัฐในระดับพื้นที่ด้วย พร้อมขอให้ ศบศ. นำผลการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนในการประชุม 40 ซีอีโอพลัส มาขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19  ร่วมฟื้นฟูประเทศร่วมกับภาคเอกชน 

“นายกฯ ยังขอให้เร่งส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น การดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าประเทศไทย ผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ได้สั่งการในที่ประชุมครม. ให้เร่งพิจารณาแผนงานของทุกกระทรวง ที่อยู่ภายใต้งบประมาณฯปี 64 และ 65  ที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย หากโครงการใดที่ติดขัดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถชะลอได้ และพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด”  

ลูกหนี้ กยศ.ยิ้มได้ รัฐสนับสนุน ช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง สู้ภัยโควิด  ผ่อนสูงสุด 30 ปี หักเงินเดือนขั้นต่ำเพียง 10 บาท   เริ่มสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565 นี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผย พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญในการช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง ลดบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษารวมทั้งลูกหนี้ กยศ.  ล่าสุดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เห็นชอบมาตรช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมจากที่ได้ยกเลิกกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุนในสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564  โดยเตรียมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ผู้กู้ยืม ปรับลำดับตัดชำระหนี้และปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือนสามารถขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือขั้นต่ำ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวตกรรม นำมาตรการลดค่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในปีการศึกษา 2564 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า (27 กรกฎาคม 2564) ด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  กยศ.  เตรียมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้และเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระสำหรับผู้กู้ยืมกลุ่มก่อนฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและลดปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้ 1. ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี หากไม่สามารถผ่อนชำระเงินคืนตามสัญญา กองทุนจะให้ผู้กู้ยืมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยขยายระยะเวลาผ่อน และเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้มีระยะเวลาในการผ่อนชำระมากขึ้น สามารถผ่อนได้สูงสุด 30 ปี แต่ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และมีส่วนลดเบี้ยปรับโดยให้ชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถแจ้งความประสงค์ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ.Connect หรือทางเว็บไซต์ https:/wsa.dsl.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป 

2. ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินคืนกองทุนที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จากเดิมที่ใช้วิธีการตัดเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และเงินต้น กองทุนจะปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ โดยจะนำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ 3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างปลอดหนี้และยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ จากเดิมที่ผ่อนชำระเป็นรายปี กองทุนจะปรับให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน และเพิ่มระยะเวลาการผ่อนชำระจากเดิมไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับยอดหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละราย ทั้งนี้ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยลดเบี้ยปรับให้เหลือเพียง 0.5% กรณีผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้ได้ในสถานการณ์นี้ รวมทั้งชะลอการฟ้องคดี บังคับคดี ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความ และงดการขายทอดตลาดไว้จนถึงสิ้นปีนี้

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการแก้ปัญญาหนี้ภาคประชาชน  ส่งเสริมสร้างวินัยทางการเงิน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังสนับสนุนนโยบาย กยศ. ในการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ให้มีความสามารถในการชำระหนี้คืนจากมาตรการต่างๆของกองทุน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ กยศ. ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้จำนวน 3.5 ล้านราย หากสนใจก็สามารถเข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ในครั้งนี้ด้วย” นางสาว รัชดากล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top