Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561”

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จารุวัฒน์ ไวศยะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สบ 10) ให้การต้อนรับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมคณะฯ เพื่อร่วมลงนามในการขับเคลื่อนความร่วมมือในการปฏิบัติงานและแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

ก่อนการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว พล.ต.อ.วัชรพลฯ ประธาน กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Cloud Meetings ถึงทิศทางความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ของสถานีตำรวจนครบาล

โดยมีนายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.,นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช., นายมนต์ชัย วสุวัต ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ หัวหน้าจเรตำรวจ และ พล.ต.ท.ภัคพงศ์  พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าร่วมการประชุมฯ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ขับเคลื่อนและกำกับติดตามการประเมินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ของ “สถานีตำรวจนครบาล” ทั้ง 88 สถานี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงดังกล่าวต่อไป

ป.ป.ช. ร่วมมือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ลงสู่ “สถานีตำรวจนครบาล” 88 แห่ง

วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แสดงเจตนารมณ์ร่วมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ลงสู่ “สถานีตำรวจนครบาล” 88 แห่ง ณ ห้องพรหมนอก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561” ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. โดยนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านระบบการประชุมทางไกล อาทิเช่น นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายมนต์ชัย วสุวัต ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พลตำรวจเอก วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท เชษฐา โกมลวรรธนะ หัวหน้าจเรตำรวจ พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วยผู้กำกับการ รองผู้กำกับการ และเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาล

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งหวังให้เกิดการส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของสถานีตำรวจนครบาล เพื่อให้ปฏิบัติเกิดความร่วมมือในการต่อต้านการทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และเป็นช่องทาง ในการประสานความร่วมมือในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับคดีทุจริตระหว่างกัน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เสริมสมรรถนะและพัฒนาความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ชัยภูมิ – ผู้ว่าฯ และคุณหมอ ห่วงใยสุขภาพ ชวนงดเหล้าเข้าพรรษาหลีกเลี่ยงสังสรรค์เป็นกลุ่ม ช่วยห่างไกลการติดเชื้อ ลดค่าใช้จ่าย ได้สุขภาพที่ดี และยังช่วยตัดวงจรโควิด-19 เน้นมาตรการงดการรวมกลุ่มเฮฮา

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดและพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งหมด 16 อำเภอ ตัวเลข ยอด ที่ป่วยสะสมระลอกเดือนเมษายน วันที่ 22 กรกฎาคมนี้ 1,800 กว่าราย โดยแบ่งเป็น ป่วยที่ทางจังหวัดได้รับการติดต่อจากผู้ป่วยจังหวัดกลุ่มเสี่ยง กลับรักษาตัวพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ในโครงการส่งรถรับพี่น้องกลับบ้านรักษาตัวกว่า 900 ราย ทั้งยังมียอด ผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ราย

ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ ได้มีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ชะลอและงดการจัดกิจกรรมทางสังคมที่มีการรวมกลุ่มกันจำนวนมาก เพื่องดการสังสรรค์ และขอความร่วมมืองดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องนั้น 

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ปี 2564 เป็นอีกปีที่คนชัยภูมิและสังคมกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤติและสูญเสียคนที่เรารักจากโรคโควิด-19 จึงอยากใช้โอกาสเทศกาสงดเหล้าเข้าพรรษาปี 2564 นี้ ขอร้องและเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิ “งดเหล้า งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดอบายมุขในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อดูแลตัวเองและตัดตอนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีลูกหลานตกงานถูกเลิกจ้างจำนวนมาก การงดเหล้าเข้าพรรษาจะทำให้ประหยัดเงิน ดูแลคนในครอบครัว จึงเน้นมาตรการงดการรวมกลุ่มเพื่อเฮอาสังสรรค์ กำจัดเชื้อโควิด-19”  

ด้าน นายวชิระ บถวิบูลย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ รองประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดและพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีหลาย ๆ คลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นโดยมีงานบุญประเพณี งานเลี้ยง สังสรรค์และมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นเหตุสำคัญในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งตอนนี้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรับภาระหนักมากกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น หากจะช่วยลดภาระนี้ อยากให้ชาวชัยภูมิและทุกคน  ใช้โอกาส “เข้าพรรษาปี 2564 นี้ ทำความดีเพื่อตนเอง ครอบครัวและสังคม ด้วยการงดเหล้าเข้าพรรษา ตับเราก็ได้พัก สื่อรักด้วยการพักเล้า คนที่รักของเราก็ปลอดภัยจากโรคโควิด-19” เชื่อว่าทุกคนทำได้และขอเป็นกำลังให้กับคนที่ตั้งใจบวชใจงดเหล้าเข้าพรรษา อีกด้วย

ส่วนภาคการศึกษา นายชัยวัฒน์ ตั้งพงษ์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ (สพม.ชัยภูมิ) กล่าวว่า ด้านการศึกษาก็ได้มีนโยบาย งดเหล้าเข้าพรรษา งดอบายมุขในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้บริหาร ครูและบุคลากร เข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) ยิ่งไม่ควรออกนอกบ้านเพื่อไปร่วมกิจกรรมที่ไม่จำเป็น การปฏิบัติหน้าที่ราชการก็มีการลดเวลาและจำนวนผู้มาปฏิบัติงานในสำนักงาน เน้นการทำงานที่บ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ตามมาตรการจังหวัดชัยภูมิ แต่กิจกรรมสำคัญเช่น การถวายต้นเทียนและปัจจัยไทยธรรมในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาทางหน่วยงานก็ได้ให้ความสำคัญด้านวัฒนธรรมประเพณีอันดีของไทย แต่ก็ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ลดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงให้มากที่สุดและปฏิบัติตามมาตการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด

“นายกฯ” แนะปรับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายให้เหมาะกับสถานการณ์เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ สร้างกำลังซื้อภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เน้นการทำงานร่วมกันในการตัดสินใจกำหนดแนวทางและมาตรการตามที่คณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ได้เสนอเข้ามาซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง และเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ที่ทุกกระทรวงต้องดำเนินตามมาตรการอย่างทั่วถึง

ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 2 ส่วนพร้อม ๆ กัน คือ ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมีความจำเป็นที่ศบค. และศบศ. จะต้องมีข้อมูลเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานโครงการภูเก็ตโมเดล และสมุยพลัสโมเดล ซึ่งเป็นการเดินหน้าตามเป้าหมาย 120 วันของรัฐบาลในการเปิดประเทศ ภายใต้ความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งในระยะต่อไปจะมีการขยายโครงการต่อไปในพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาการติดเชื้อไวรัสในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรี ได้เสนอในที่ประชุม ศบศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาปรับปรุงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งโครงการ “คนละครึ่ง” โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” หรือพิจารณานำ “ช็อปดีมีคืน” กลับมาใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เร่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของโครงการ รวมทั้งยังอยากเห็นการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อร่วมโครงการ ชี้แจงข้อสงสัย รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ  ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้าใจในมาตรการรัฐในระดับพื้นที่ด้วย

ขณะเดียวกันก็ขอให้ ศบศ. นำผลการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนในการประชุม 40 ซีอีโอพลัส มาขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ร่วมฟื้นฟูประเทศร่วมกับภาคเอกชน ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น การดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าประเทศไทย ผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ได้สั่งการในที่ประชุมครม. ให้เร่งพิจารณาแผนงานของทุกกระทรวง ที่อยู่ภายใต้งบประมาณฯ ปี 2564 และ 2565  ที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย หากโครงการใดที่ติดขัดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถชะลอได้ และพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการจัดตั้งสถานพยาบาลขนาดเล็ก ให้กระจายไปในทุกพื้นที่ ทุกเขต เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อรายวัน ลดการแพร่เชื้อในครอบครัวและชุมชน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่จำเป็น โดยมุ่งจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มเพื่อลดความสูญเสีย รักษาระบบสาธารณสุข

นายกรัฐมนตรียังยืนยันแผนการจัดหาและกระจายวัคซีนตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านโดสในปีนี้ และขณะนี้ได้มีการอนุมัติการใช้ Antigen Test Kit ที่ได้รับการอนุญาตให้ประชาชนได้ใช้แล้วเพื่อเร่งตรวจหาเชื้อ การจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) รวมถึงสมุนไพรไทยเช่น ฟ้าทะลายโจร ให้กระจายไปทุกจังหวัดตามลำดับความรุนแรง ปรับระดับเตียงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วย รวมทั้งการจัดรถรับส่งผู้ป่วยให้เข้าถึงสถานพยาบาลในระดับต่าง ๆ ทั้งโรงพยาบาลสนามและศูนย์คัดกรองแรกรับอย่างเร่งด่วนด้วย โดยให้เป็นความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานที่ต้องออกมาช่วยเหลือประชาชน และจะต้องไม่มีภาพประชาชนที่ถูกทอดทิ้ง

สำหรับที่ประชุมศบศ. ได้มีการรับทราบการดำเนินการมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่นำร่อง ในโครงการ Phuket Sandbox และ Samui Plus Model รวมทั้งยังได้มีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทยด้วย


ที่มา : https://www.naewna.com/politic/589764


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วันนี้เมื่อ 56 ปีก่อน มีข่าวอันน่ายินดีเกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อ อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทยที่เป็นตัวแทนไปประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์ส สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศ กลายเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของประเทศไทย

อาภัสรา หงสกุล เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2490 มีชื่อเล่นว่า ปุ๊ก เธอจบการศึกษาระดับมัธยมจากรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย กระทั่งต่อมา ได้มีโอกาสเข้าประกวดในเวทีการประกวดนางสาวไทย และได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ในปี พ.ศ.2507

อาภัสราถือเป็นนางสาวไทยคนที่ 3 ที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมประกวดในเวทีนางงามจักรวาล ต่อจาก อมรา อัศวนนท์ ที่เข้าประกวดในปี ค.ศ.1956 และ สดใส วานิชวัฒนา เข้าประกวดในปี ค.ศ.1959 

โดยอาภัสราเข้าประกวดในปี ค.ศ.1965 ซึ่งครั้งนั้นการประกวดจัดขึ้นไมอามี่ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และผลปรากฎออกมา เธอสามารถคว้าตำแหน่งสูงสุดในการประกวด นั่นคือ มิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 1965 ได้เป็นผลสำเร็จ โดยมีนางงามจากประเทศฟินแลนด์ สหรัฐฯ สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ เป็นรองนางงามจักรวาล

อาภัสรา หงสกุล ถือเป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 ของเวทีการประกวด และเป็นคนที่ 2 ของทวีปเอเชีย และแน่นอนว่า เป็นคนแรกของประเทศไทย แม้ว่าในเวลาต่อมา ประเทศไทยจะมีนางงามจักรวาลคนที่สอง นั่นคือ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ที่คว้าตำแหน่งมาได้อีกครั้งในปี ค.ศ.1988 

แต่ถึงอย่างนั้น ชื่อเสียงของเธอก็ยังถูกกล่าวถึง ในฐานะสาวไทยคนแรกที่ไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีความงามระดับโลกมาโดยตลอด


ที่มา : https://th.wikipedia.org/อาภัสรา_หงสกุล


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“แรมโบ้”ปัดพัลวัน “สนธิญา” ไม่ใช่ลูกน้อง ชี้ แจ้งเตือนดารา คอลเอาท์ทำเอง ยันไม่เกี่ยว “บิ๊กตู่” 

นายเสกสกลอัตราวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกครั้งกรณีที่มีสื่อบางฉบับ และผู้ดำเนินรายการบางคน กล่าวหาว่าใช้ให้นายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ให้ตรวจสอบกลุ่มศิลปิน ที่ออกมาคอลเอาท์ รัฐบาล ว่า ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง นายสนธิยาไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และสิ่งที่นายสนธิญาไปทำเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเห็นว่าคนดังมาโพสต์หรือกล่าวด้อยค่าวัคซีน หรือพูดในทางที่จะเสียหายในภาษาที่ไม่สุภาพ จึงอยากให้ผบช.นตักเตือนคนเหล่านั้น เหมือนคนที่จะมาร่วมชุมนุม ก็ให้ตำรวจออกมาเตือนก่อนว่าผิดกฎหมาย

“ยืนยันว่าเขาทำในนามส่วนบุคคล  ไม่ได้ไปในฐานะที่เป็นตัวแทนของผม ของรัฐบาล หรือของนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญผมและนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ใช้ให้ไปทำ และเขาไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษหรือแจ้งความดำเนินคดี แค่ให้ห้ามปราม ตักเตือน ดารา ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เขาจะใช้สิทธิ์ส่วนบุคคล เขาไม่ได้ผมบอกผมก่อน และผมก็ไม่รู้ว่าจะไป ยืนยันว่าไม่ใช่ลูกน้องผม แต่ยอมรับว่ารู้จักและเคยไปร่วมร้องทุกข์กล่าวโทษคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวหารัฐบาลที่กองปราบปราม”

พาณิชย์เปิดยอดส่งออกไทยเดือนมิ.ย.สูงสุดรอบ 11 ปี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนมิ.ย. 2564 ว่า การส่งออกเดือนมิ.ย.นี้ สูงสุดในรอบ 11 ปี โดยมีมูลค่า 23,699.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 738,135 ล้านบาท ขยายตัว 43.82% สินค้าที่มีการขยายตัวมากที่สุดคือ ผลไม้ ขยายตัว 185% แบ่งเป็นทุเรียนขยายตัว 172% มังคุดขยายตัว 488.26% รองลงมาคือ อัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัว 90.48% รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ขยายตัว 78.5% และเครื่องจักรกล ขยายตัว 73.13%

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การขยายตัวของหมวดสินค้าเกษตร มีการขยายตัวมากถึง 59.8% ถือเป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องและขยายตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี มีมูลค่าทำรายได้เข้าประเทศ 71,473.5 ล้านบาท โดยเฉพาะยางพารา ผักผลไม้สดและแช่แข็ง และมันสำปะหลัง โดยตลาดในเดือนมิถุนายน มีอัตราการขยายตัวทุกตลาด ตลาดหลักมีการขยายตัว 41.2% ประกอบไปด้วยตลาดจีน ญี่ปุ่น สหรัฐ สหภาพยุโรป CLMV และอาเซียน ส่วนตลาดรองมีการขยายตัว 49.5% เช่นตลาดเอเชียใต้อย่าง อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ตะวันออกกลาง รัสเซีย แอฟริกา และละตินอเมริกา

ส่วนแนวโน้มการส่งออกในเดือนก.ค. – ส.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะหาทางช่วยเหลือภาคการผลิต หลังจากได้รับทราบว่าภาคการผลิตขณะนี้มีปัญหาเรื่องของคำสั่งการปิดโรงงานแบบเหมารวมในบางจังหวัด ซึ่งกรณีนี้ต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบเพราะบางโรงงานไม่มีปัญหา ก็ควรเปิดดำเนินงานต่อไป โดยกระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่างให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือสัปดาห์หน้า

BizMAX THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้  EP.3/3 ตอน หลักสูตรที่ไม่มีวันตายของคนทำสื่อ แคร์ ‘คุณค่า’ ให้มาก...แล้วเดี๋ยว ‘มูลค่า’ จะตามมาเอง

BizMAX THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้  EP.3/3 I หลักสูตรที่ไม่มีวันตายของคนทำสื่อ แคร์ ‘คุณค่า’ ให้มาก...แล้วเดี๋ยว ‘มูลค่า’ จะตามมาเอง

พบกับ ‘ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา’ 
กรรมการผู้จัดการ บริษัท Cloud and Ground จำกัด 
ผู้ร่วมก่อตั้งสื่อน้ำดีที่ชื่อ ‘THE Cloud’

ดำเนินรายการโดย หยก THE STATES TIMES 

.

.
 


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ทบ. แจงผุดภารกิจใช้ C295 เคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ไม่ใช่ลดกระแสโจมตีกองทัพจัดหาเครื่องบินลำเลียง CASA บอกแล้วแต่คนจะมอง แต่ตรรกะที่ผ่านมา ใช้ยานพาหนะ ช่วยเหลือประชาชนตลอด 

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจง กรณีใช้เครื่องบินลำเลียง 295  หรือ C295 มาใช้ในภารกิจรับส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนา  ว่าเป็นการลดกระแสช่วงที่กองทัพโดนโจมตี รวมถึงประเด็นการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง CASA หรือไม่ ว่า แล้วแต่คนจะมอง แต่ยืนยันว่า กองทัพบก  ไม่ได้มองว่าเป็นการลดกระแสอะไร เพราะพิจารณาจากตระกะที่ผ่านมา การใช้ยานพาหนะของทบ. โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์เคลื่อนย้าย เราใช้ยานพาหนะพวกนี้มาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะใช้แค่ C295 แต่ก็เล็งใช้ยุทโธปกรณ์อื่นด้วย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชน 

ส่วนจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่นั้น พันเอกหญิงศิริจันทร์ ระบุ ขณะนี้เตรียมแสตนบายไว้ 1 ลำ ส่วนการนำคนขึ้นเครื่อง ต้องรับการส่งเคสมาจาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ก่อน เพราะต้องได้รับการอนุญาตจากแพทย์ต้นทาง และต้องมีระบบสาธารณสุขปลายทาง รองรับด้วย 

โดยระยะทางอยากส่งให้ไกลที่สุด เนื่องจากในพื้นที่ใกล้ๆ มีรถดำเนินการอยู่แล้ว  ผบ.ทบ. จึงอยากย่นระยะการเดินทางระยะไกล  โดยไกลสุด จะอยู่ที่ชั่วโมงบิน 2-2 ชั่วโมงครึ่ง  เหนือ ใต้ อีสาน ไปได้หมด  อาจมีข้อจำกัด คือ จังหวัดที่ไปจะต้องมีสนามบินให้ลง  หรือลงจังหวัดใกล้เคียงได้ ก็ต้องมีรถมารองรับ 

ทอ.จัดเครื่องบินลำเลียง​ ATR นำส่งชุดตรวจ Rapid Antigen Test ให้รพ.ในพื้นที่ 3 จชต.

พล.อ.อ.แอร์บูล  สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการให้กองบิน 6 จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 16 (ATR) สนับสนุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการนำส่งชุดตรวจ Rapid Antigen Test จำนวน 12,600 ชุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน" ไปส่งมอบให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงและแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยออกเดินทางจากท่าอากาศทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังสนามบินบ่อทอง จังหวัดปัตตานี


 
สำหรับโครงการ “ทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน”เกิดจากการรวมพลังของกลุ่มบุคคลในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อจัดหาเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ขาดแคลน โดยจะส่งมอบผ่านทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อนำไปจัดสรรและส่งมอบให้กับโรงพยาบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพอากาศพร้อมให้การสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ทรัพยากรของกองทัพอากาศ และพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร อย่างเต็มกำลังความสามารถในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19​ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top