Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ​ เตือนภัย!! มิจฉาชีพสร้างแอปพลิเคชัน 'ดัก'​ รับข้อมูลส่วนตัว

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ถึงแนวทางในการป้องกันแอพพลิเคชั่นที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ในการดักรับข้อมูล ดังต่อไปนี้

ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งในระบบ ios และ android อีกทั้งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงใช้บริการจากแอพพลิเคชั่นได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ก็มีเหล่ามิจฉาชีพอาศัยช่องว่างดังกล่าวในการกระทำความผิด ตามที่มีการนำเสนอทั้งในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ว่ามีเหล่ามิจฉาชีพสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเพื่อดักเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-สกุล รหัสประจำตัวประชาชน รวมถึงรหัสผ่านต่างๆ ในบางกรณีจะมีให้กรอกเลขบัตรเครดิตหรือข้อมูลทางการเงิน หลังจากนั้นมิจฉาชีพก็อาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้แสวงหาประโยชน์ในทางทุจริต ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างก็เป็นได้

จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าว พบว่ามีแอพพลิเคชั่นกลุ่มหนึ่งที่มีการกระทำในลักษณะดังกล่าว จำนวน 9แอพพลิเคชั่น ได้แก่ Processing Photo , App Lock Keep , Rubbish Cleaner , Horoscope Daily , Horoscope Pi , App Lock Manager , Lockit Master , Inwell Fitness , PiP Photo ซึ่งขณะนี้ได้มีการปิดแอพพลิเคชั่นลักษณะดังกล่าวในบางส่วน 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา5 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือ กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอฝากเตือนภัยและประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อดังนี้ ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแอพพลิเคชั่นก่อนจะนำมาใช้ทุกครั้ง ไม่ควรยินยอมให้แอพพลิเคชั่นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์ และหากไม่แน่ใจถึงความปลอดภัยในการใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว ไม่ควรกรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือหลีกเลี่ยงไปใช้แอพพลิเคชั่นอื่นแทน ในกรณีทราบภายหลังว่าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาหลอกนำข้อมูลไปใช้ ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร สถาบันทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดสามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิดใจ ไป “ลาปาซ” (La Paz) เมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก !! บนความแตกต่างของโบลิเวีย

“ที่สุดในโลก” ต้องยกให้ลาปาซ คือการรั้งตำแหน่งเมืองหลวงที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 3,650 เมตรจากระดับน้ำทะเล นครบนเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจของโบลิเวีย ประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ซึ่งหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมสเปนอย่างยาวนานหลายร้อยปี เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในโลกซีกนี้ ร่องรอยแห่งยุคล่าเมืองขึ้นยังปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปผ่านทางสิ่งก่อสร้าง ศาสนา ภาษา สิ่งตกค้างทางวัฒนธรรมด้านอาหาร ดนตรี การเต้นรำ และเทศกาลต่าง ๆ

“ลาปาซ” (La Paz) เป็นชื่อเรียกภาษาสเปน มีความหมายว่า “สันติภาพ” ฟังแล้วไพเราะ หากมองเมืองนี้แต่ผิวเผินด้วยสายตานักท่องเที่ยวก็คงเห็นด้วย เพราะโดยรวมขณะไปเยือนและอยู่ที่นั่นก็สามารถสัมผัสถึงความสงบสุขมีชีวิตชีวามากทีเดียว ทว่า หากย้อนกลับไปคุ้ยค้นประวัติศาสตร์และสภาพปัญหาที่หยั่งรากลึก ณ ปัจจุบันนี้ก็เริ่มเห็นภาพการพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชาวเมืองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะว่าไปไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดสำหรับประเทศ “กำลังพัฒนา” ทั้งหลาย (รวมเมืองไทยด้วยไหม?)

อาจจะโชคดีที่ผมไม่ได้สิงสถิตนานมากพอ จึงได้แต่บอกเล่าสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับมนต์เสน่ห์ของเมืองหลวงแห่งเทือกเขาแอนดีสนี้ โดยไม่อาจล้วงลึกถึงแก่นปัญหาสังคม ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็ทำให้รื่นรมย์ชื่นชมเมืองในขณะเป็นแขกเหรื่อชั่วคราวที่นั่นได้มากทีเดียว เพราะภาพที่เห็นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกและอารมณ์ขุ่นมัวนั่นเอง 

เนื่องจากเป็นเมืองที่ขยายตัวออกค่อนข้างกว้าง แถมตึกรามบ้านช่องยังปลูกสร้างกันบนไหล่เขาลดหลั่นเสียขนาดนั้น ในฐานะนักท่องเที่ยว หากจะตั้งต้นทำความรู้จักลาปาซ ก็คงต้องเริ่มกันที่จุดศูนย์กลาง ในที่นี้ คือย่านเมืองเก่าคาสโกเวียโฮซึ่งมีทุกอย่างพร้อมสรรพสำหรับทัวริสต์ เปรียบเทียบก็คงคล้ายพื้นที่โดยรอบคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ผับบาร์ บริษัททัวร์ พิพิธภัณฑ์ และทุกสิ่งทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวพึงประสงค์ 

แน่นอน ย่านนี้ได้รับการบูรณะอย่างดี ถนนปูด้วยก้อนหินคนเดินเหยียบย่ำกันทุกวันจนสึกกร่อนมันเลื่อม สินค้าที่ระลึกอาจจะแปลกตาสำหรับคนต่างชาติต่างภาษา ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ งานถักทอจักสาน แม้กระทั่งเจ้าก้อนหินซากฟอสซิลก็มีจำหน่าย ซึ่งซากหอยโบราณที่พบบนเทือกเขาแอนดีสความสูงตั้งหลายพันเมตรเหล่านั้นก็มีอายุอานามพอ ๆ กับหินเก่าแก่ประเภทเดียวกันที่พบบนเทือกเขาหิมาลัยด้วยเช่นกัน เช่นนี้แล้วก็น่าสนใจมากในแง่ที่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วน้ำเคยท่วมทั้งโลกตามที่คัมภีร์โบราณตะวันออกกลางได้บันทึกไว้นั้นมีมูลความจริงหรือไม่

ระยะที่ห่างออกจากตัวเมืองเก่าเพียงเล็กน้อยแค่ระยะเดินถึง สามารถสำรวจตลาดใหญ่ขายทุกอย่างชนิดสำเพ็ง เยาวราช ประตูน้ำ บางลำพูรวมกันอาจไม่สามารถเทียบได้ เดินสำรวจตรวจตราและถ่ายรูปไปพลางอาจหอบหายใจถี่เพราะปริมาณออกซิเจนต่ำกว่าค่าปกติที่อยู่บนพื้นที่สูงเกือบสี่พันเมตรเช่นนี้ แต่สนุก เพราะมีสีสันและมีชีวิตชีวา คล้ายตลาดสดของประเทศในแถบเอเชียซึ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย พวกฝรั่งมังค่าอาจจะตื่นตา ทว่าคนไทยอาจจะรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางประการแม้จะจากบ้านเมืองตัวเองมาไกลค่อนโลกเช่นนี้ ต้องเรียกว่าเป็นความเหมือนแบบ same same but different ล่ะ เพราะสีสันฉูดฉาดที่แตกต่าง กลิ่นที่จมูกรับสัมผัสก็ไม่ใช่กลิ่นแบบเอเชีย สิ่งที่เหมือนคือความวุ่นวายขวักไขว่และไร้ระเบียบนั่นแหละ 

คนดั้งเดิมอาศัยอยู่กันมาก่อนพวกสเปนจะมารุกรานคือชนเผ่าอินคาหลากหลายชาติพันธุ์ เทียบกับเมืองไทยก็คงเหมือนชนเผ่าบนดอย ไม่ว่าจะเป็นอาข่า ลีซู ปวากะญอ ลาหู่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่โบลิเวียนั้นคนท้องถิ่นเชื้อสายหลักคือ คนไอยมารา และเกชัว คนเหล่านี้มีผิวสีน้ำตาล ผมดำ และโครงหน้าคล้ายคนอินเดียนแดงทางอเมริกาเหนือ สันนิษฐานว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงกันทางพันธุกรรม และน่าจะมีบางอย่างเชื่อมโยงกับคนเอเชียด้วย หากพิจารณาเฉพาะในตัวเมืองลาปาซแล้วจะพบว่าประชากรราว 80% เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม มีคนขาวซึ่งเป็นลูกหลานชาวยุโรปซึ่งตกค้างมาจากสมัยล่าอาณานิคมอยู่เพียงเล็กน้อย นัยหนึ่งก็คือโบลิเวียเป็นประเทศซึ่งมีความเป็นชาตินิยมสูง แม้กระทั่งประธานาธิบดีก็เป็นคนที่ปกครองยาวนานมากที่สุดคนหนึ่ง คือโมราเลส ก็เป็นคนเผ่าไอยมารา แถมยังมีนโยบายแข็งกร้าวต่อท่าทีของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพืชโคคา เป็นที่ทราบกันดีว่าใบโคคานั้นนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นร่วมกับการผลิตยาเสพติดร้ายแรงโคเคน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโคคาเป็นพืชประจำถิ่นบนเทือกเขาแอนดีสและผู้คนก็เคี้ยวใบโคคาแห้งกันมายาวนานหลายศตวรรษ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมอินคาอย่างหนึ่งก็ว่าได้ โบลิเวียเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่ออกกฎหมายอนุญาตให้มีการขายใบโคคาแห้งในตลาดร้านค้าได้ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก ทั้งนี้ก็เพราะมองกันคนละมุมนั่นเอง

ในตลาดเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย ส่วนใหญ่ผู้หญิงหลังแต่งงานไปจนถึงวัยกลางคนมักเริ่มกลายสภาพเป็น “ตุ่มเคลื่อนที่” เพราะรูปร่างและน้ำหนักตัวของพวกเธอ ด้วยเอกลักษณ์เครื่องแต่งกายเฉพาะไม่ซ้ำแบบหรือพยายามตามกระแสโลกปัจจุบันที่นิยมหญิงร่างบางสูงโปร่ง ผู้หญิงโบลิเวียปล่อยให้ร่างท้วมฉุเพราะเชื่อว่าคือความอุดมสมบูรณ์ สามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ดีกว่า อีกทั้งแฟชั่นเครื่องแต่งกายก็ยังคงเป็นการนุ่งกะโปรงจับจีบคล้ายสุ่มไก่สีสันฉูดฉาด พร้อมกับสวมหมวกทรงคาวบอยหรือหมวกนักมายากล อันที่จริง ผู้หญิงโบลิเวียแข็งแกร่งกว่าที่คิดมาก เพราะมีกีฬามวยปล้ำที่เรียกว่าโชลิตา ซึ่งนักกีฬาจะต่อสู้กันในสังเวียน อาจจะเป็นผู้หญิงสู้กับผู้หญิงด้วยกันเอง หรือผู้หญิงต่อกรกับผู้ชายอกสามศอกก็ได้ ดังนั้น ถ้าจะให้ดี อย่าได้ริต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงประเทศนี้จะดีที่สุด  

แม้ศาสนาตะวันตกจะมีบทบาทในสังคม แต่คนโบลิเวียจำนวนมากยังคงเหนียวแน่นในจารีตและความเชื่อดั้งเดิมแห่งบรรพบุรุษ ยังคงเชื่อถือโชคลางและผีสาง ยังมีการบนบานสานกล่าว สังเกตได้ง่ายจากย่านหนึ่งใกล้คาสโกเวียโฮที่เต็มไปด้วยร้านขายเครื่องเซ่นไหว้ รวมถึงของบวงสรวงอย่างเช่นรกและตัวอ่อนสัตว์ประเภทลามาขายเป็นสินค้าปกติ นั่นก็อีกหนึ่งความน่าสนใจในลาปาซ 

หากอยากเห็นเมืองในมุมกว้างและสูง ชนิดตื่นตาตื่นใจ ด้วยสนนราคาถูก ก็ต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าอันเป็นขนส่งสาธารณะชั้นเยี่ยม เพราะมีเครือข่ายครอบคลุมแทบทั่วทั้งเมือง และยังคงมีการขยายมากขึ้นไปอีก เทียบแล้วก็คงคล้ายกับระบบรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินในเมืองใหญ่ทั้งหลาย รวมทั้งกรุงเทพมหานครที่พยายามเชื่อมทั้งเมืองเข้าด้วยกัน แต่ลาปาซไม่สามารถใช้ระบบรถไฟฟ้า เพราะเมืองตั้งอยู่บนไหล่เขาลาดชันมาก กระเช้าไฟฟ้าจึงเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลมากกว่าโดยประการทั้งปวงนั่นเอง นอกจากจะได้ชมทั้งเมืองแล้ว ในวันฟ้าเปิดยังมองเห็นภูเขาหิมะในระยะไกลออกไปอีกด้วย

จะได้ “สัมผัส” สิ่งละอันพันละน้อยในเมืองใหญ่ลาปาซมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเวลาที่มี กับความกว้างของใจของผู้ไปเยือนที่เปิดออก ...ไหน ๆ ก็ยากเย็นกว่าจะไปถึงแล้ว ก็อยู่ให้นานหน่อย เปิดใจให้กว้าง ๆ เพื่อรับทราบเรียนรู้ และซึมซับความประทับใจที่เมืองนี้สามารถหยิบยื่นให้ได้ ดีไหม?    


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เจาะลึกวิศวะคอมพิวเตอร์ คณะแห่งยุค 4.0 โดยเกียรตินิยมเหรียญทองจุฬาปีล่าสุด กับ ‘น้ำแข็ง นราวิชญ์ ชุติศิลป์' | คุยกับระนาด EP.11

???? ห้ามพลาด !! คุยกับคนเก่ง ‘เกียรตินิยมเหรียญทองจุฬาฯ’

???? ยืน 1 !! วิศวะคอมพิวเตอร์ คณะแห่งยุค 4.0 มาร่วมเจาะลึกไปพร้อมกัน กับ...

‘น้ำแข็ง - นราวิชญ์ ชุติศิลป์’

???? ในหัวข้อ : เจาะลึกวิศวะคอมพิวเตอร์ คณะแห่งยุค 4.0 โดยเกียรตินิยมเหรียญทองจุฬาปีล่าสุด !!

ในรายการ 'คุยกับระนาด'

สอนผมหน่อยเหอะ เพราะคุณ! เก่งมาก!!

ดำเนินรายการโดย 2 คู่ซี้ คุณระนาด ณัฐชนน กำเนิดมณี และคุณปั้นจั่น ปัญญธร วรดี

.

.


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ปปร.21 สถาบันพระปกเกล้า รวมพลังมอบน้ำใจเงินสด 50,000 บาท ผ่านโครงการ Com Covid-19 ของมูลนิธิ IHRI เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาเตียงรักษาในโรงพยาบาล

เมื่อวันพุธที่ 21 ก.ค. 64 เวลา 14.00 น. พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ประธานนักศึกษาหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 21 (ปปร.21) สถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย คุณแสนผิน สุขี และคุณศุภสิทธิ์ สิมะอารีย์ เป็นตัวแทนรุ่นมอบเงินจำนวน​ 50,000 บาท สนับสนุนโครงการ Com Covid-19 ของมูลนิธิ IHRI เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาเตียงรักษาในโรงพยาบาลได้

นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดให้มีหมอพยาบาลคอยดูแล ผู้ป่วยโควิดแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยหวังว่า ปปร.21 จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเยียวยาและเป็นกำลังใจให้แก่คนไทยทุกคน เราจะผ่านวิกฤต Covid-19 ไปด้วยกัน

“Podcar” ระบบขนส่งอัตโนมัติ ที่เรียกใช้ได้ตามต้องการ

หลายท่านน่าจะได้เคยดูหนังแนววิทยาศาสตร์โลกอนาคต เนื้อหาในเรื่องมียานพาหนะส่วนตัวมารับในเวลาที่ต้องการ และไปจุดหมายตามที่ต้องการโดยอัตโนมัติ ระหว่างทางก็นั่งคุยกันไปโดยไม่ต้องกังวลกับการควบคุมยานพาหนะนั้น ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นในโลกอนาคต แต่ความเป็นจริงแล้วได้มีระบบขนส่งแบบนี้เปิดใช้งานจริงมานานกว่าสี่สิบปีแล้ว ในชื่อที่เรียกว่า “Podcar”

ในช่วงปี 1950 ประเทศสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการขยายตัวของเมืองอย่างกระจัดกระจาย คือเกิดชุมชนใหม่ในแถบชานเมือง แต่คนยังต้องเข้ามาทำงานในใจกลางเมืองด้วยการขับรถยนต์ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเพื่อใช้แก้ปัญหานี้ และในช่วงนั้นได้มีการวิจัยรูปแบบการขนส่งต่าง ๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาจราจร หนึ่งในนั้นก็มีแนวคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ใช่ระบบขนส่งมวลชนเพราะไม่สะดวกและไม่เป็นส่วนตัวเหมือนกับการใช้รถยนต์ จึงมีการพัฒนาระบบขนส่ง Private Public Transit (PRT) ขึ้น

ระบบ PRT เป็นยานพาหนะขนาดเล็กที่จุผู้โดยสารได้ 2-6 คน หากจุผู้โดยสารมากกว่านั้นจะถูกเรียกว่า Group Rapid Transport (GRT) หรือเรียกอีกชื่อว่า Podcar ตามรูปทรงของรถ ระบบของ Podcar ถูกออกแบบมาให้วิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดและจอดตามจุดที่ต้องการโดยอัตโนมัติ และสิ่งที่แตกต่างจากระบบขนส่งสาธารณะทั่วไป คือ สามารถไปถึงจุดหมายโดยไม่ต้องจอดแวะระหว่างทาง จึงใช้ระยะทางเวลาเดินทางน้อยกว่า และระบบยังมีความยืดหยุ่นในการให้บริการ คือ ในช่วงที่ผู้โดยสารใช้บริการมากสามารถกำหนดตารางการเดินรถเหมือนระบบขนส่งสาธารณะทั่วไป และช่วงที่ผู้โดยสารน้อยก็สามารถเรียกรถเพื่อใช้บริการได้ตามต้องการ ระบบเหมือนนี้จึงเหมือนรถแท็กซี่รวมกับระบบรถไฟฟ้า หรือเหมือนกับลิฟท์ส่วนตัวที่วิ่งในแนวราบและไม่ต้องจอดรับส่งระหว่างทาง 

Podcar เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1975 ที่เมือง Morgantown ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาและมีประชากรอยู่ประมาณ 30,000 คน นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเวสต์เวอร์จิเนียที่มีนักศึกษาและคนทำงานอยู่จำนวนมาก ด้วยข้อจำกัดของสภาพภูมิประเทศจึงทำให้อาคารเรียนกระจายอยู่ทั่วเมือง แต่เดิมทางมหาวิทยาลัยจัดรถโดยสารรับส่งนักศึกษาระหว่างอาคารเรียนที่อยู่คนละฝั่งของตัวเมือง แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาสภาพจราจรที่ติดขัด จึงมองว่าแนวคิดของ PRT น่าจะเหมาะกับการแก้ไขปัญหานี้มากกว่าระบบขนส่งอื่น โดยระบบนี้มีทั้งหมด 5 สถานี ระยะทางรวม 13.2 กิโลเมตร รถมีทั้งหมด 73 คัน และถูกออกแบบให้จุผู้โดยสารได้ 20 คน

ต่อมาในปี 1979 ได้เริ่มใช้ระบบ PRT แห่งที่สองในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระบบขนส่งที่เชื่อมระหว่างอาคารสองแห่งกับอาคารจอดรถ แต่ต้องยกเลิกการใช้งานและทำลายเส้นทางทิ้งเนื่องจากการขยายอาคารในโรงพยาบาล

หากเป็นระบบ PRT ที่ดูทันสมัยขึ้นมาหน่อยก็คงเป็นเส้นทาง ParkShuttle ที่เปิดให้บริการในปี 1999 ที่วิ่งด้วยรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ บนเส้นทางถนนเฉพาะที่ฝังระบบนำทางไว้ใต้พื้นถนน เชื่อมระหว่างสถานีรถไฟไฟฟ้า Kralingse Zoom กับ Rivium Business Park ในเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์โดยมีระยะทางรวม 1.8 กิโลเมตร ระบบนี้มีสถานีทั้งหมด 5 แห่ง และในปี 2021 มีโครงการขยายเส้นทางโดยใช้รถยนต์อัตโนมัติวิ่งบนถนนสาธารณะ

นอกจากนั้นยังมีการนำระบบ PRT มาใช้ในการรับส่งผู้โดยสารในสนามบิน เช่น การรับส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารผู้โดยสาร 5 กับอาคารจอดรถของสนามบินฮีทโธรว์ในอังกฤษ โดยใช้ระบบของ ULTra  ที่เป็น Podcar ขนาดเล็กจุผู้โดยสารได้ 4 คน วิ่งไปตามเส้นทางเฉพาะที่มีระยะทางยาว 3.9 กิโลเมตร และสนามบินแห่งใหม่ในนครเชิงตูของจีน ก็ใช้ระบบ PRT ของ ULTra ในการรับส่งผู้โดยสารเองระหว่างอาคารผู้โดยสารสองหลังกับอาคารจอดรถ คาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2021

ในเกาหลีใต้เองก็นำระบบ PRT มาใช้ในแหล่งท่องเที่ยว โดยระบบ SkyCube ถูกนำมาใช้ในเขตอนุรักษ์ของเมือง Suncheon เนื่องจากต้องการรักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวเพราะระบบนี้ไม่มีการปล่อยมลพิษและเสียงรบกวนจากการก็วิ่งน้อยเพราะใช้ล้อยาง รวมถึงออกแบบให้เป็นทางยกระดับเพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดสองข้างทาง

ถ้าระบบขนส่งนี้มีข้อดีหลายอย่าง แต่ทำไมถึงยังมีใช้เพียงแค่ไม่กี่แห่งในโลก นั้นเพราะในอดีตระบบนี้ไม่เหมาะกับการใช้ในเมืองใหญ่หรือมีผู้โดยสารจำนวนมาก เพราะความสามารถในการขนส่งผู้โดยสารต่อชั่วโมงน้อยกว่าระบบขนส่งหลัก เช่น รถไฟฟ้าหรือรถใต้ดิน และหากสร้างในเมืองขนาดเล็กที่มีจำนวนผู้โดยสารเหมาะสมกับการใช้งาน ก็ต้องพบกับปัญหาการลงทุนที่สูงเมื่อเทียบกับการใช้รถเมล์แบบปกติ นอกจากนั้นความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการใช้งานยังไม่เท่ากับการใช้รถแท็กซี่ที่ให้บริการรับส่งได้ถึงจุดหมายปลายทาง (Door to door) ระบบนี้จึงอาจเหมาะกับการรับส่งระหว่างอาคารในเส้นทางที่ไม่ไกลมากเช่นในสนามบิน

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบัน อาจจะนำเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมาผสมเข้ากับระบบ PRT เช่น โครงการ ParkShuttle ในเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเส้นทางลดต่ำลง และแนวโน้มการเกิดขึ้นของเมืองใหม่ไร้มลพิษที่มีเป้าหมายให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ อย่างโครงการ Ajman City ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ที่มีแผนใช้ระบบ PRT เป็นระบบขนส่งรองเชื่อมต่อกับระบบขนส่งหลักเพื่อขนส่งผู้คนไปถึงจุดหมายที่ต้องการ โดยมีโครงข่ายเส้นทางรวมระยะทาง 120 กิโลเมตร รวมถึงแนวโน้วค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนที่สำคัญของระบบขนส่งสาธารณะ จึงอาจส่งผลให้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้เราน่าจะได้เห็น PRT หรือ Podcar ใช้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น


ข้อมูลอ้างอิง 
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Personal_rapid_transit
https://transportation.wvu.edu/prt 
https://today.duke.edu/2017/12/remembering-duke%E2%80%99s-railway https://www.2getthere.eu/projects/rivium/
https://newsroom.posco.com/en/koreas-first-personal-rapid-transit-prt-skycube/
https://www.zatran.com/en/technology/personal-rapid-transit-prt/
https://www.bloomberg.com/news/articles/2014-09-19/personal-rapid-transit-is-probably-never-going-to-happen
https://www.wired.com/2008/10/personal-pod-1/
https://www.bloomberg.com/news/articles/2013-01-15/would-more-drivers-use-mass-transit-if-it-mimicked-private-cars


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ณัฐชา' ส.ส.ก้าวไกล ซัดหนัก ติดเชื้อเสียชีวิตข้างถนน ไม่มีใครแล ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ เพราะมีนายกชื่อ 'ประยุทธ์'

นาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส. เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่าสถานการณ์ประเทศไทยในขณะไม่สามารถไปต่อได้แล้วจริง ๆ ระบบการจัดการรองรับผู้ป่วยและควบคุมโรคแก้ไขกันวันต่อวัน ไม่มีแผนรองรับอะไรเลย ผมในฐานะส.ส.เขตรับรู้ถึงปัญหา พี่น้องประชาชนแจ้งความเดือดร้อนวันละไม่ต่ำกว่า 100 ราย ถามจริง ๆ ท่านไม่รู้เลยเหรอว่าน้ำตาประชาชนกำลังแปรเปลี่ยนเป็นกองเพลิง สถานการณ์ที่ยืนปากเหวเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีกลับ Work From Home

วันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือเปิดหูเปิดตา ที่ผ่านมาพวกผมฝ่ายค้านสะท้อนปัญหาเสนอแนะทางออกกันทุกวันไม่เคยเข้าสมองอะไรเลย หรืออาจกลัวเสียฟอร์มที่จะนำเอาข้อเสนอของพวกผมไปปฏิบัติ แต่วันนี้เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นน่าจะทะลุสมองเข้าหูพวกท่านได้แล้ว เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิต ริมถนนในวันเดียวถึง 5 ราย แต่ไม่มีใครกล้ากระทั่งมาเก็บศพ

พี่น้องประชาชนคนไทยตั้งคำถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เรายังคงเจอกรณีที่มีผู้เสียชีวิตคาบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่รัฐมนตรีเคยรับปากว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เรายังเผชิญกับสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่าหนึ่งหมื่นคนในทุก ๆ วัน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริงเพราะยังไม่มีการตรวจอีกเป็นจำนวนมาก และเรายังคงมีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคนแทบจะวันเว้นวัน ทั้งที่เราเคยภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่าระบบสาธารณสุขดีของเรานั้นดีเป็นลำดับต้นของโลกประเทศหนึ่ง

“ในวันที่เลวร้ายเช่นนี้ เรากลับไม่เห็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์คนใดที่เคยกล่าวคำอวดดีและใช้กฎหมายไล่บี้ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์กล้าหาญออกมาสบตาประชาชนและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมาแม้แต่คนเดียว เรามีผู้นำที่รวบอำนาจทุกอย่างไว้กับตัวเองมาแล้วเกือบสองปี แต่ยังคงเอาแต่หลบอยู่หลังแป้นพิมพ์แล้วเขียนข้อความสวยหรูราวกับว่าอยู่กันคนละโลกกับประชาชน เพื่อบอกว่าเขายังทำงานอยู่

ขณะที่ประชาชนกลับไม่รู้สึกสัมผัสถึงสิ่งนั้นได้เลย เพราะสิ่งที่ประชาชนกำลังรู้สึกอย่างแท้จริงในเวลานี้คือท่านกำลังลอยตัวเหนือปัญหา จนคล้ายเป็นสันดานไปแล้ว และท่านยังหน้าด้านฉวยเอาโอกาสนี้ประกาศ Work From Home เพื่อเลี่ยงที่จะตอบคำถามถึงความล้มเหลวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นผู้นำที่มั่นหน้าว่ามาจากกองทัพ แต่ชอบเอาแต่หดหัวอยู่ในบ้านพักหลวง รอรับสวัสดิการที่ไม่ควรได้ในค่ายทหารอย่างหรูหรา

ในขณะที่บุคลากรด่านหน้ายังต้องออกไปเผชิญเสี่ยงทุก ๆ วันด้วยอาวุธที่ประสิทธิภาพน้อยที่สุดที่ท่านเลือกให้ เพื่อไปสู้รบปรบมือในสมรภูมิเชื้อโรค ราวกับยื่นมีดปอกผลไม้แล้วบอกให้พวกเขาไปสู้ให้เต็มที่ท่ามกลางห่ากระสุนหูดับตับไหม้”

ณัฐชากล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในวันนี้คือ เรากำลังอยู่กับรัฐบาลที่ไม่สนใจใยดีต่อความสูญเสียของประชาชนและไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ในทุกครั้งที่มีการระบาด เขาเอาแต่โทษประชาชนว่า หละหลวม การ์ดตก แต่ไม่เคยกล่าวถึงแผนวัคซีนแบบ ‘แทงม้าตัวเดียว’ ที่ผิดพลาดแม้แต่คำเดียว นั่นก็เพราะเขาถนัดแต่ใช้การกฎหมายเพื่อควบคุมประชาชนจึงต้องหาเหตุโทษประชนเอาไว้ก่อน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีเป้าหมายในชีวิตเพียง 2 อย่าง คือ การปราบม็อบ และการผลาญภาษีประชาชน

ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจเพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งที่รัฐบาลนี้จะทำอย่างแข็งขันคือควบคุมประชาชนด้วยการล็อกดาวน์ แต่หลีกเลี่ยงการเยียวยา จากนั้นก็จะมาขอกู้เงินและของบประมาณเพื่อเอาไปซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์บ้าง และเอาไปแบ่งปันประโยชน์กันกับพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง จึงมีโครงการต่าง ๆ ออกมามากมายเต็มไปหมด แต่โครงการเหล่านั้นกลับไม่ได้เป็นประโยชน์ใดต่อสถานการณ์โควิดที่ประชาชนกำลังเผชิญเลยเลย

“หากรัฐบาลใส่ใจประชาชนมากกว่านี้ ป่านนี้เราคงมีวัคซีนที่หลากหลาย ไม่ใช่วัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีมากในการป้องกันการนำเข้าวัคซีนอื่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่าในการป้องกันโรคเข้ามา เราคงไม่ต้องเจอกับคำโกหกหลอกลวงมานานนับปีว่า เราจะมีวัคซีนที่ผลิตได้เองในประเทศ และจะได้ใช้วัคซีนเหล่านั้นก่อน ทั้งที่ไม่เคยมีอยู่ในสัญญา

หากรัฐบาลใส่ใจประชาชนมากกว่านี้ เราคงมีการตรวจเชิงรุกเพื่อให้เจอผู้ติดเชื้อโดยเร็วมาทำการรักษา โดยไม่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยสีแดง เราคงมีศูนย์แรกรับเพื่อพักผู้ป่วยและโรงพยาบาลสนามที่เพียงพอ เราคงมีระบบ Home Isolation ที่สามารถส่งยาและอาหารให้ผู้ติดเชื้อถึงที่บ้านได้ เราคงมียาและเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยหนักที่ดีกว่าฟ้าทะลายโจร เราคงมีเครื่อง Oxygen High Flow ที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก และเหลือเตียง ICU ที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยวิกฤต"

"อีกทั้งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ในภาพใหญ่ เรามีเวลาถึงเกือบ 2 ปี หากนับจากการระบาดระลอกแรกเพื่อเตรียมการ และหากนับจากการประกาศล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 64 เป็นต้นมา หรือเรียกได้ว่าเกือบครบรอบ 14 วันของการล็อกดาวน์แล้ว แต่เรากลับยังคงไม่มี Rapid Antigen Test Kit ให้ประชาชนเพื่อรุกตรวจได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังมีราคาแพงราวกลับว่ากลัวประชาชนจะตรวจเจอเชื้อ ซึ่งการคิดแบบนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและทำลายโอกาสในการรอดชีวิตของพวกเขาลงไปเรื่อย ๆ ในทุกนาทีที่รู้ผลช้าออกไป เรายังไม่มีระบบ Home Isolation และศูนย์แรกรับเพื่อรองรับที่มากพอ เรายังไม่มีระบบรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อประสานและจัดสรรเตียงอย่างเป็นระบบ

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ การที่มีผู้เสียชีวิตริมถนน หรือมีผู้เสียชีวิตคาบ้านศพแล้วศพเล่า การที่แต่ละวันมีศพที่รอเผาจนล้นเมรุ นี่คือภาพสะท้อนถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำ แต่ไม่ได้ทำ กลับเอาแต่ปล่อยปละละเลยตลอดมา ซึ่งไม่สามารถอ้างได้เลยว่าไม่มีงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมามีการผ่านงบประมาณทั้งปกติและเร่งด่วนในรูปแบบ พ.ร.ก.เงินกู้ ไปให้แล้วอย่างมหาศาลถึงสองครั้ง เรามีทั้งเงินและความพร้อมในระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง เรามีประชาชนที่ใส่ใจและร่วมมือกับรัฐบาลมากที่สุดแล้วในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัยทันทีที่รัฐบาลประกาศ ทุกคนหมั่นล้างมือและพกเจลแอลกอฮอล์ ทุกคนพยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด หรือกระทั่งความร่วมมือในการฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งที่พวกเขาพร้อมทำตามตลอดมา แต่กลับเป็นรัฐบาลเองต่างหากที่ไม่สามารถจัดหามาได้ตามแผนที่วางไว้"

“ดั้งนั้น หากจะตอบคำถามแรกว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าทุกคนมีคำตอบเดียวที่ตรงกัน นั่นก็คือ เพราะเรามีนายกชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง” ณัฐชากล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

โฆษกทำเนียบสหรัฐฯ เผย พบผู้ติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนครบโดสจริง แต่ไม่ได้ใกล้ชิด 'โจ ไบเดน'

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งซึ่งฉีดวัคซีนครบแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก แต่บุคคลรายดังกล่าวไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ จากการเปิดเผยของโฆษกเมื่อ 20 ก.ค.64

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ใช่เคส Breakthrough Cases รายแรกของทำเนียบขาว!!

"ฉันยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งซึ่งฉีดวัคซีนครบแล้วมีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก และเมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวได้ออกนอกบริเวณแล้ว" เจน ซากี เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของไบเดนกล่าวระหว่างแถลงข่าว พร้อมเผยว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ มีอาการแค่เล็กน้อย

เธอบอกว่าเพื่อเป็นไปตามกฎระเบียบอันเข้มงวด เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวจะอยู่ห่างจากทำเนียบขาวจนกว่าจะมีการตรวจเชื้อเพิ่มเติม และเวลานี้ได้ดำเนินการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดแล้ว

ซากี ยอมรับว่า มีผู้ฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติดเชื้อโควิด-19 (Breakthrough Cases) รายอื่น ๆ อีกหลายเคสที่ทำเนียบขาว แต่ไม่ยืนยันว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหนหรือเกิดขึ้นเมื่อไหร่

"เรารู้ดีว่าจะมีเคสฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติดเชื้อ" ซากี บอกกับผู้สื่อข่าวระหว่างแถลงที่ทำเนียบขาว

"อย่างไรก็ตาม ดังที่เคสนี้แสดงให้เห็น เคสในบุคคลที่ฉีดวัคซีนโดยทั่วไปแล้วจะมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำเนียบขาวเตรียมพร้อมรับมือกับเคสฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติดเชื้อด้วยการตรวจหาเชื้อเป็นประจำ"

โฆษกหญิงรายนี้ระบุว่า เคสโควิดเหล่านั้น "เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า วัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงหรือเข้าโรงพยาบาล"

อีกด้านหนึ่งสำนักงานของแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยืนยันว่าโฆษกระดับอาวุโสของเธอรายหนึ่ง มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก หลังพบปะกับเหล่าสมาชิกรัฐสภาประจำรัฐเทกซัส จากพรรคเดโมแครต ที่เดินทางมายังอาคารรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม บุคคลรายดังกล่าวไม่ได้สัมผัสกับเปโลซี นับตั้งแต่ติดเชื้อ

หลังมีความคืบหน้าอย่างมากในการต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่ โครงการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของสหรัฐฯ มีอันต้องสะดุดลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้มีประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 68% ของอเมริกาที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส แต่มีความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์เป็นอย่างมาก

การต่อต้านวัคซีนมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ ซึ่งพบว่าบรรดาผู้ลังเลเข้ารับวัคซีนส่วนใหญ่แล้วมักเป็นกลุ่มคนหัวคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะในบรรดาผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


(ที่มา : รอยเตอร์)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9640000071140


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ส.ส.ปชป. ชู โมเดล รับคนกระบี่กลับบ้าน ช่วยผู้ป่วยโควิดรักษาตัวบ้านเกิด แนะรัฐ เร่งออกนโยบายให้ชัด วางมาตรการรองรับ ตรวจสอบความพร้อม รพ.ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอสนับสนุนนโยบายรับคนป่วยโควิด-19 กลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด ซึ่งครม.ออกมาขานรับแล้ว แต่ขอให้มีการเตรียมระบบให้พร้อม และรัฐบาลจะทำโดยลำพังไม่ได้ เพราะเกินกำลัง จึงอยากให้รัฐบาลจัดวางระบบเพื่อเป็นหลักการร่วมกันดังนี้

1.) ตรวจสอบโรงพยาบาลทั่วประเทศ จังหวัดไหนตึง จังหวัดไหนยังมีความพร้อมที่จะรับผู้ป่วยกลับไปรักษาที่บ้านได้ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วว่าในแต่ละพื้นที่มีความพร้อมแค่ไหน ปริมาณผู้ป่วยในพื้นที่นั้น ๆ เป็นอย่างไร เพราะต้องกันพื้นที่เตียงไว้สำหรับผู้ป่วยในพื้นที่ด้วย

2.) ให้มีศูนย์กลางประสานงานรับตัวส่งต่อร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน จัดงบประมาณให้เพียงพอในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจาก กทม.ไปต่างจังหวัด กรณีผู้ป่วยที่จะเคลื่อนย้าย ต้องมีโรงพยาบาลปลายทางรองรับแล้วเท่านั้น

3.) การออกใบผ่านทางจากส่วนกลางที่ใช้ได้ทุกจังหวัด กรณีต้องมีการเคลื่อนย้าย เพื่อไม่ให้ติดขัดในช่วงที่มีการจำกัดการเดินทาง ขณะเดียวกัน ต้องมีการวางมาตรการป้องกันพวกฉวยโอกาสใช้ช่วงเวลานี้ขนแรงงานต่างด้าว หรือใช้วิกฤตที่กำลังเปิดช่องทางช่วยเหลือประชาชนไปแสวงหาประโยชน์ด้วย

และ 4.) ต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้าน จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน

"ถ้าทำสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบได้ วางแนวป้องกันล่วงหน้า เปิดช่องทางให้เกิดความร่วมมือทุกภาคส่วน การฝ่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยอย่างแท้จริง เหมือนที่จังหวัดกระบี่ทำโครงการ รับคนกระบี่กลับบ้าน ที่ประสานรวมใจทั้งฝ่ายปกครอง คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนประชาชน จิตอาสา และสำคัญที่สุด คือ ความเข้าใจของคนในพื้นที่ ทำให้โครงการไปได้ คนกระบี่อยู่รอด" น.ส.พิมพ์รพี กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘หมอนิธิพัฒน์’ เตือนถังออกซิเจนขาดตลาด ห่วงนำไปใช้กับผู้ป่วย COVID-19 โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์อาจเป็นอันตราย ขณะที่เจ้าของร้านแห่งหนึ่งยอมรับคนถามซื้อวันละ 100 สาย แต่ของขาดตลาด

นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊ก ‘นิธิพัฒน์ เจียรกุล’ กล่าวถึงกรณีภาวะถังออกซิเจนขาดตลาด ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

นพ.นิธิพัฒน์ ระบุว่า ถังออกซิเจนขาดตลาดจากการแห่ซื้อไปตุน ทั้งถังออกซิเจนทางการแพทย์และเครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้ที่บ้าน ทำให้แผนการจัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วย COVID-19 ในชุมชนก่อนส่งต่อเข้าโรงพยาบาลเกิดความไม่สมบูรณ์ เพราะไม่สามารถให้ออกซิเจนกับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการรุนแรงและร่างกายขาดออกซิเจน ในระหว่างที่รอเตรียมการย้ายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลัก

“การนำออกซิเจนไปใช้เมื่อเริ่มป่วย COVID-19 โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และปราศจากการกำกับดูแลของแพทย์ อาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อทั่วร่างกายถ้าได้รับออกซิเจนมากเกินไป”

นอกจากนี้ ยังไม่นับเรื่องความสิ้นเปลือง และการเสี่ยงต่ออัคคีภัย ถ้าใช้เป็นถังบรรจุออกซิเจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำความกระจ่างให้กับประชาชน พร้อมตรวจสอบความเพียงพอของการผลิตและจัดส่งออกซิเจนในทุกพื้นที่ของประเทศ

ทางด้าน ไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้สัมภาษณ์เจ้าของร้านขายถังออกซิเจนแห่งหนึ่ง ยอมรับว่า

“ตอนนี้ที่หน้าร้านไม่มีถังออกซิเจนวางขายมา 2 วันแล้ว ของขาดตลาดจริง และบริษัทคนกลางที่นำถังออกซิเจนเข้ามาจากจีน ก็ไม่มีสินค้าเช่นกัน ตอนนี้มีคนติดต่อมาวันละเป็น 100 สาย แต่ไม่มีสินค้าให้”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยืนยันไม่ใช่กระแสการปั่นราคาสินค้า เพราะการปรับราคาถังออกซิเจนปรับขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจัยจากเหล็กในตลาดโลกขึ้นราคา 10% ราคาปรับมาแล้ว เช่น ราคาถังขนาด 0.5 คิวจาก 1,800 บาทเป็น 2,000 บาท

เจ้าของร้านขายถังออกซิเจน บอกอีกว่า นอกจากคนไทยที่มาหาซื้อถังออกซิเจนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ COVID-19 ยังมีคนจากประเทศเมียนมา เข้ามาหาซื้อ ตามหาซื้อออกซิเจนคราวละ 40-50 ถัง เพื่อส่งกลับไปให้กับคนในเมียนมาด้วย และจะดีลกับเจ้าใหญ่ ๆ ในไทย

แต่สำหรับทางร้านยังจะขายให้กลุ่มลูกค้าประจำ ที่ต้องนำไปดูแลคนป่วย และให้กับผู้ที่นำไปบริจาคในนามขององค์กรเท่านั้น จะไม่ขายให้กับคนที่จะกักตุนสินค้าแล้วนำไปขายต่อ

ส่วนกรณีที่หมอมีคำแนะนำเรื่องการใช้ถังออกซิเจนว่าอาจจะมีความเสี่ยง ปกติคนที่ดูแลคนป่วย แพทย์และพยาบาลที่ดูแลการใช้ถังออกซิเจน จะต้องรู้ระดับการปล่อยออกซิเจนให้กับผู้ป่วย

ส่วนรายใหม่ หากมาซื้อกับทางร้านจะอธิบายทำความเข้าใจอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย อีกทั้งยังขายเฉพาะถังใหม่ ไม่ขายแลกถังเก่า


ที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/306097

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=3809193532519635&id=100002870789106


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘กรณ์’ เดินหน้าเปิด ‘ศูนย์กล้าดูแล’ แห่งที่ 2 ชุมชนเทพลีลา รองรับผู้ติดเชื้อระดับสีเขียว สกัดโควิดระบาด ปลูกต้นกล้าฟ้าทะลายโจร ให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ ย้ำความพร้อมร่วมมือชุมชน แก้วิกฤตชาติ

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า เดินหน้าเปิดศูนย์กล้าดูแลแห่งที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงมากขึ้นทุกวัน โดยระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้ทำให้พรรคกล้ายิ่งต้องรีบเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุก ๆ ช่องทาง โดยล่าสุด ได้ร่วมกับชุมชน จัดตั้ง ’ศูนย์กล้าดูแล’ ชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง เป็นศูนย์พักคอยแห่งที่ 2 เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อโควิดระดับสีเขียว แยกกักตัวจากครอบครัว เป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อในบ้านและชุมชน

นายกรณ์ เน้นย้ำแนวคิด ชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม พรรคกล้าจะเข้ามาช่วยจัดระบบ นำเตียง หมอน ผ้าห่ม และสิ่งของต่าง ๆ มาสมทบ ติดต่อประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และนำต้นกล้าฟ้าทะลายโจร ที่ได้รับการสนับสนุนทางอภัยภูเบศร มาปลูกในสวนส่วนกลางของชุมชน เพื่อดูแลผู้ป่วยในอนาคตต่อไป

“นี่คือตัวอย่างที่ดี ที่พรรคกล้ากับชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีความตั้งใจที่อยากจะลดภาระสาธารณสุขของรัฐ ด้วยการดูแลผู้ป่วยด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้มีโรงพยาบาลขอรับผู้ป่วยไป แต่ผู้ป่วยขอรักษาตัวอยู่ในศูนย์พักคอยของชุมชน เพราะเขาสามารถอยู่ในชุมชน อยู่ใกล้ญาติพี่น้อง และทางโรงพยาบาลจะได้ปล่อยเตียงให้ผู้ที่มีอาการหนักกว่าได้ใช้ นี่คือประโยชน์ของศูนย์พักคอยชุมชน ที่พรรคกล้ามีความภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ช่วยชุมชนให้สามารถช่วยตนเองได้” นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top