Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

“เสกสกล” จวก “หญิงหน่อย” โพสต์รูปผู้ป่วยโชว์โซเชียล เหน็บ อยากช่วยให้ทำเลย อย่าเอาหน้า ป้อง “นายกฯ”ทุกหน่วยไม่เคยนอนหลับ เร่งแก้ปัญหาปชช.

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ภาพผู้ป่วยโควิด-19 รอโรงพยาบาล ในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่านายกฯเห็นภาพนี้นอนหลับหรือไม่ ว่า ขอบคุณคุณหญิงสุดารัตน์ ที่มีน้ำใจจะช่วยผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังรอการรักษา เป็นการช่วยบุคลากรทางการแพทย์ แต่สิ่งที่ไม่สมควรทำคือนำภาพผู้ป่วยมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก เพราะจะทำให้เห็นว่าที่ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนนั้นไม่จริงใจ แต่อยากให้คนเห็นการทำงานแบบสร้างภาพของตัวเอง หรือเพื่อหาคะแนนเสียงให้ตัวเองดูดี

นายเสกสกล กล่าวว่า ภาพผู้ป่วยไม่ใช่แค่นายกฯ รัฐมนตรี บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครนอนหลับลง และทุกคนทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนตลอดแทบไม่มีเวลาพักผ่อน และถามว่าในสถานการณ์วิกฤต คุณหญิงสุดารัตน์ คงนอนหลับฝันดีอย่างใช่หรือไม่ และหากจะทำตัวเป็นประโยชน์ เป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็น ไม่มีอคติ ให้พาทีมงานลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนทันที ไม่ต้องรอใครสั่ง ลงมือเสียสละช่วยกันได้เลย

"ประชาชนมองออกว่าไม่ได้เกิดจากความจริงใจ ที่อยากจะช่วยคนป่วย ทั้งที่ในภาวะเกิดการระบาดแพร่กระจายของเชื้อโควิด แทนที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือประชาชนจับมือกัน แต่นี่กลับสร้างภาพ เพื่อให้ฝ่ายตัวเองด่าทอนายกฯและรัฐบาลในโซเชียล เสมือนปลุกระดมทำลายกัน ขอให้คุณหญิงช่วยลุยลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านในยามทุกข์เช่นนี้ดีกว่าไหม ทำไมต้องมาโพสต์เพื่อประจาน หวังทำลายด้อยค่าคนอื่น สุดท้ายประจานตัวเองหรือว่าคุณหญิงหน่อย คิดว่าประเทศชาติประชาชนเป็นของนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ มีปัญหาอะไรก็โยนใส่นายกฯต้องรับผิดชอบคนเดียว ถ้าคิดเช่นนั้นคงต้องคืนบัตรประชาชนจะดีกว่า เพราะคงไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย จึงไม่มีจิตสำนึก ไม่เห็นใจประชาชนยามทุกข์ และเอาภาพประชาชนที่เจ็บป่วยมาโพสต์ หวังผลทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน"นายเสกสกล กล่าว

ประวัติศาสตร์ดำมืดของ “Chinatown” กับการกดขี่ชาวจีนในสหรัฐอเมริกา (ตอนที่ 2)

มาต่อกันกับตอนที่ 2 “ชะตากรรมและจุดพลิกผัน” ของย่าน Chinatown ในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ตอนแรกเราได้ทราบกันแล้วว่า ชะตากรรมของคนจีนในสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้ราบรื่นเหมือนชาวจีนในสยามประเทศเลยแม้แต่น้อย

ทั้งการต้องตกเป็นแพะรับบาปว่าไปแย่งงานคนอเมริกันในช่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ ถูกรังเกียจ ถูกเหยียดเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ (Racism) ดูมองเป็นเผ่าพันธุ์ที่โสโครก ชั่วร้าย ไร้ศีลธรรม ในสายตาคนผิวขาว และจากนี้ก็จะถูกวางแผนขับไล่ให้ออกไปจากที่ดินใน Chinatown 

ก่อนจะกลับมาพลิกผันด้วยวิสัยทัศน์ของชาวจีนที่ต้องการรักษา Chinatown ไว้ ซึ่งในตอนนี้ เราจะมาดูกันว่าเขาจะมีแผนรับมือกับคนผิวขาวอย่างไรบ้าง และทำอย่างไร Chinatown ถึงมาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันได้

ย่าน Chinatown ในเมืองซานฟรานซิสโก ปี 1900

ในปี 1906 คณะกรรมการเมืองซานฟรานซิสโกได้มีแผนให้ทำการย้ายย่าน Chinatown ออกไปอยู่นอกเมืองในเขตห่างไกลจากตัวเมือง แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น เช้าวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1906 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนทำให้เมืองซานฟรานซิสโกพังพินาศและเกิดเหตุไฟไหม้ไปทั่วทั้งเมือง จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คน

สภาพความเสียหายของเมืองซานฟรานซิสโกและย่าน Chinatown เดิม

ไม่มีใครทราบว่ามีชาวจีนเสียชีวิตไปกี่คน เนื่องจากการนับผู้เสียชีวิตครั้งนั้น ไม่นับรวมชาวจีนที่อยู่ในเขต Chinatown แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้ทำให้ย่าน Chinatown พังพินาศ ซึ่งกลายมาเป็นโอกาสให้แผนการย้าย Chinatown ดูจะเป็นไปได้ด้วยดี 

ถึงขนาดที่ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งได้ทำข่าวว่า “สิ่งที่น่าพึงพอใจอย่างเดียวท่ามกลางความสูญเสียของเมืองซานฟรานซิสโก ก็คือการที่ย่านคนจีนถูกทำลายลง ชุมชนเชื้อโรคนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว”

แต่ในเวลาอีกแค่ 2 สัปดาห์ต่อมา ได้มีการพิจารณาเรื่องการย้ายถิ่นคนจีนออกไปนอกเมืองใหม่อีกรอบ เนื่องจากธุรกิจของชาวจีนเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจของเมืองซานฟรานซิสโก และดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐอเมริกาและจีน

อีกทั้งสินค้าจากจีนที่นำเข้ามาค้าขาย ยังทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเมืองซานฟรานซิสโก จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของเมืองที่ต้องการการฟื้นฟูหลังความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

การค้าระหว่างอเมริกัน-จีน เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของเมือง จนทำให้เมืองรอบข้างอย่าง Seattle และ Los Angeles เสนอตัวจะขอรับชุมชนชาวจีนจากเมืองซานฟรานซิสโก หากว่าซานฟรานซิสโกไม่ต้องการชาวจีนในเมืองของตน

Look Tin Eli พ่อค้าชาวจีนในเมืองซานฟรานซิสโก ได้นำเสนอแผนต่อคณะกรรมการเมืองซานฟรานซิสโกเพื่อที่จะให้ย่านคนจีนตั้งอยู่ที่เดิมได้ต่อไป ด้วยการเนรมิตย่านคนจีนขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่นำเอกลักษณ์บางอย่างของสถาปัตยกรรมจีนมาใส่ไว้กับตัวอาคาร

Look Tin Eli พ่อค้าชาวจีนผู้นำเสนอแผนปรับปรุง Chinatown

แบบสถาปัตยกรรมของ Chinatown ใหม่นั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตะวันตก ซึ่งไม่เคยเห็นสถาปัตยกรรมจีนจริง ๆ แต่เป็นการเห็นจากรูปวาดหรือภาพถ่าย ดังนั้นสถาปัตยกรรมจีนที่เห็นอยู่ถูกสร้างออกมาไม่ได้ตรงตามระบบโครงสร้างหรือการรับน้ำหนักของสถาปัตยกรรมจีนอย่างแท้จริง แต่เป็น “สถาปัตยกรรมจีนที่อยู่ในความรับรู้ของชาวตะวันตก”

ส่วนที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดน่าจะเป็นซุ้มประตูสีแดงและหลังคาแบบจีน ซึ่งเด่นสะดุดตาชาวตะวันตก โดยที่จุดประสงค์ของ Chinatown ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีไว้เพื่อเป็น Theme Park สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังเมืองซานฟรานซิสโก ด้วยเหตุนี้ทำให้ย่าน Chinatown ไม่ถูกย้ายออกไป และยังคงอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกมาจนถึงทุกวันนี้

รูปแบบ Chinatown ที่ซานฟรานซิสโก ได้กลายมาเป็นต้นแบบของ Chinatown ในเมืองต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาทั้ง New York, Los Angeles, Washington DC และอื่น ๆ

สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ของ Chinatown ในสหรัฐฯ นั้นเริ่มมาจากแหล่งเสื่อมโทรม และเป็นที่รวมของคนที่ถูกเหยียดเชื้อชาติ เหยียดเผ่าพันธุ์ ก่อนการพลิกผันกลับมาฟื้นฟูเป็น “Chinatown ใหม่” ด้วยวิสัยทัศน์ของพ่อค้าชาวจีน 

ซึ่งการสร้าง Chinatown ใหม่นั้น เป็นความพยายามในการเอาตัวรอด เพื่อให้คนจีนสามารถอยู่ต่อไปได้ในเมืองของคนผิวขาว อีกทั้งยังเป็นการทำเพื่อรักษาอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของตนเองไว้ 

ในกรณีสถาปัตยกรรมของ Chinatown จึงเป็น “เครื่องมือต่อรอง” ในทางการเมืองของชาวจีนกับผู้มีอำนาจผิวขาวในสหรัฐฯ ในเวลานั้น ด้วยการนำเสนอ Chinatown ที่สามารถสร้างรายได้และเศรษฐกิจให้กับเมืองได้ จนทำให้พวกเขาอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ 


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 8 แนวทาง และ 5 วิธีปฎิบัติ สำหรับ 'หญิงตั้งครรภ์' ในการเข้ารับวัคซีนโควิด-19

จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ‘หญิงตั้งครรภ์’ ที่มีความเสี่ยงป่วยเป็นโควิด-19 จะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้แนะ 8 แนวทางให้แก่ โรงพยาบาลและคลินิกฝากครรภ์ ให้ความรู้ คำแนะนำ เรื่อง ‘ฉีดวัคซีนโควิด-19’ ลดอาการป่วยหนัก ลดเสี่ยง เสียชีวิตทั้งแม่และเด็ก รวมถึง 5 วิธีปฏิบัติของ ‘หญิงตั้งครรภ์’ ในการดูแลตนเองเป็นพิเศษ มีอะไรบ้าง ? ไปติดตามกันเลย


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รมช.แรงงาน เปิดสัมมนาออนไลน์ “ให้กลไกตลาดทุนเกื้อหนุนผู้พิการสร้างงานสร้างอาชีพ” เปิดมุมมองใหม่ เร่งช่วยเหลือคนพิการทุกกลุ่ม ให้มีอาชีพ มีรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดงานสัมมนา “ให้กลไกตลาดทุนเกื้อหนุนผู้พิการสร้างงานสร้างอาชีพ” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เปิดมุมมอง ปรับแนวคิด เข้าใจคุณค่าของผู้พิการ” ผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม Microsoft Team และถ่ายทอดสดทาง Facebook Live เพจสำนักงาน ก.ล.ต.  กระทรวงแรงงาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยกล่าวว่า งานสัมมนาในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้เพิ่มการจ้างงานคนพิการ  เพิ่มการจัดสัมปทาน และเพิ่มกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้คนพิการสามารถได้รับความช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง มีโอกาสที่จะพัฒนา หารายได้เลี้ยงดูตนเอง และได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชนและภาครัฐ และสร้างกลไกตลาดทุนเพื่อเกื้อหนุนผู้พิการสร้างงานสร้างอาชีพ โดยกระทรวงแรงงาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพ มีความพร้อมที่จะร่วมดำเนินการเพื่อให้เรื่องดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 

รมช. แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดสัมปทานตามมาตรา 35 และกิจกรรมด้าน CSR เพื่อพี่น้องคนพิการ เป็นความช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสให้คนพิการมีอาชีพ มีรายได้ และมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และในวันนี้ มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมเสวนาผ่านระบบออนไลน์ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะช่วยให้พี่น้องคนพิการได้รับโอกาสทั้งในการทำงาน การพัฒนาตนเอง และการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ขอขอบคุณ สำนักงาน ก.ล.ต. และทุกหน่วยงานที่ร่วมจัดงานเป็นอย่างสูง และขอให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จลุล่วงและเกิดประโยชน์แก่พี่น้องคนพิการอย่างแท้จริง

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การสัมมนาในวันนี้ ภายใต้ชื่อ “ให้กลไกตลาดทุนเกื้อหนุนผู้พิการสร้างงานสร้างอาชีพ” มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดกิจกรรมด้านสังคมเพื่อคนพิการให้มากขึ้น ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนที่มีการจ้างงานคนพิการ ซึ่งมีหลากหลายกิจกรรมที่สามารถสนับสนุนและช่วยเหลือคนพิการและครอบครัวได้ ก.ล.ต. จึงคาดหวังว่า การร่วมกันจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) ทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และกำหนดแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ เพื่อรองรับการประกอบอาชีพ โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงนโยบายของรัฐบาล การจัดงานวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานช่วยเหลือคนพิการตามกลไกดังกล่าว ซึ่ง กพร. ดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือคนพิการมาโดยตลอด ทั้งการฝึกอบรมทักษะอาชีพเพื่อส่งเสริมการมีงานทำ รวมถึงการพัฒนาและรับรองหลักสูตรการฝึกเพื่อคนพิการ ตาม ม.35  นอกจากนี้ กพร.ยังมีภารกิจ และกิจกรรมที่สถานประกอบกิจการสามารถมีส่วนร่วมจัดกิจกรรม CSR ได้ เช่น การฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการจัดการแข่งขันฝีมือคนพิการ เป็นต้น

การสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ในวันนี้ ยังมีผู้ร่วมเสวนาอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ คุณสมชาย มรกตศรีวรรณ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ในประเด็น ข้อกฎหมาย แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องสำหรับสถานประกอบการ  และคุณสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในประเด็น การให้ความช่วยเหลือคนพิการตาม พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน ได้แก่ คุณชูศักดิ์ จันทนานนท์ ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย คุณอภิชาต การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในนามบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณกรณิศ ธนสุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และคุณอาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายสื่อสารองค์กรและเครือข่ายตลาดทุน สำนักงาน ก.ล.ต.

โรงพยาบาลสนาม ท่าอากาศยานสุวรณภูมิคืบ ผ่านการอนุมัติแบบเหลือขั้นตอนติดตั้ง เริ่มรับผู้ป่วย 4,500 เตียงได้ ส.ค. นี้  

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐ เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขเร่งบริหารจัดการและจัดหาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมในขณะนี้นั้น ล่าสุดที่ประชุมการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณี โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ได้เห็นชอบแบบโรงพยาบาลสนาม ระดับสูง (สนามบินสุวรรณภูมิ) ณ อาคารเทียบเครื่องบินรองหลักที่1(SAT1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตามที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพออกแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะดำเนินการตามขั้นตอนการเสนอของบประมาณสนับสนุนต่อไป  

ทั้งนี้  โรงพยาบาลสนาม ระดับสูง(สนามบินสุวรรณภูมิ) จะรองรับผู้ป่วย 4,500 เตียง โดยชั้นที่ 2 ของอาคาร SAT1 จะเป็นที่ทำการแพทย์และเตียงผู้ป่วย ICU รวม 940 เตียง  ส่วนชั้นที่ 3 และ 4  เป็นเตียงผู้ป่วยอาการน้อยหรือไม่มีอาการ หรือผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและสีเขียว 3,560 เตียง ซึ่งเมื่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพดำเนินการจัดตั้งแล้วจะมีสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแลดำเนินการ โดยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือน ส.ค. เป็นต้นไป

“รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เร่งจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการจัดหาพื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งนอกจากพื้นที่อาคาร SAT1ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว ขณะนี้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ยังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมพื้นที่อาคารคลังสินค้า4 ของทาอากาศยานดอนเมืองเพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอีก ซึ่งจะรองรับผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงได้อีกประมาณ2,000 เตียง รวมทั้ง 2 พื้นที่ของ ทอท.จะรองรับผู้ป่วยได้เกือบ7,000 เตียง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

วราวุธ ยืนยัน ปม นายกฯแนะ ช่วยพาผู้ ป่วยกลับรักษาภูมิลำเนา ไม่ใช่เรื่องการเมือง เพราะ โควิด-19 ไม่เลือกรัฐบาล-ฝ่ายค้าน บอก ส.ส.ชทพ.ช่วย ผวจ.สุพรรณอยู่แล้ว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ครม. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา หารือถึงการให้รัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบพื้นที่เพื่อพาประชาชนกลับไปรักษาตัวในภูมิลำเนา ถูกวิจารณ์เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ว่า เรื่องการให้ช่วยพาประชาชนกลับบ้าน ตรงนี้อย่ามองว่าเป็นเรื่องการเมือง ปัญหาของโควิด-19 ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านต่างโดนเหมือนกันหมด ซึ่งเจตนารมย์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ รัฐมนตรีคนใดช่วยตรงไหนได้ก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ  ไม่ใช่เฉพาะแค่กระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว ตัวอย่างของตน ซึ่งเป็นผู้แทนของจังหวัดสุพรรณบุรี และส.ส.ของ พรรคชาติไทยพัฒนาเราทำอะไรได้ ให้กับจังหวัดก็ไปช่วยกันทำ มีเครือข่ายอยู่ที่ใดก็ช่วยกันทำ ซึ่งโรงพยาบาลสนามของสุพรรณ ตอนนี้เต็มไปแล้วทั้ง 2 แห่งแล้ว และโรงพยาบาลหลักก็เต็มเกือบหมดแล้ว จึงเริ่มทำเป็นการกักตัวในชุมชน โดยใช้อาคารเอนกประสงค์ตาม อบต. มีผู้นำท้องถิ่นแต่ละที่ ช่วยเร่งปรับเอาเตียงเข้ามา เราช่วยกันอย่างเต็มที่  พวกเราก็ได้เข้าไปซับพอร์ทการทำงานเป็นระบบช่วยจังหวัด 

"การที่นำคนกลับบ้านไม่ใช่เป็นการกระจายเชื้อแต่เป็นการลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในกรุงเทพ ฉะนั้นใครช่วยตรงไหนได้ก็ช่วยกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้คือ อย่ามองทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง นาทีนี้ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง ผมก็ทำในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่เราอยู่ตรงไหนเราช่วยไป ในสถานะใดได้ก็ช่วยเต็มที่ อย่างพรรคชาติไทยพัฒนาเรามีส.ส.อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีทุกเขต ก็ช่วยกันประสานงาน เพราะวันนี้เราไม่แบ่งแล้วว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือเรื่องของประชาชน ใครช่วยอะไรตรงไหนได้ช่วยเต็มที่ เพราะถ้าทุกอย่างมองเป็นการเมืองไปหมดเดี๋ยวจะกลายเป็นว่า คนนั้นเป็นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนั้น  แต่โควิดมันไม่ได้เลือกที่จะติดเฉพาะรัฐบาลหรือเฉพาะฝ่ายค้าน หรือเฉพาะคนพรรคนั้นพรรคนี้ มันติดกันหมด ฉะนั้นเวลาแก้ปัญหาใครช่วยกันตรงไหนได้ ก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ” นายวราวุธ กล่าวว่า

'ศรีสุวรรณ' เข้าแจ้งความเอาผิดมือเผาหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ณ สน.นางเลิ้ง

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่สน.นางเลิ้ง นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษพร้อมพยานหลักฐาน เพื่อให้ตำรวจดำเนินการสอบสวน และขอศาลออกหมายจับ เพื่อนำบุคคลที่ร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่กระทำการอย่างผิดกฎหมายมาดำเนินการลงโทษโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่ฝ่าฝืน ปอ.มาตรา 112 โดยบุคคลดังกล่าวได้กระทำการมิบังควร ด้วยการทำให้เสียหาย ซึ่งซุ้มพระบรมพระฉายาลักษณ์ หรือได้กระทำการโดยเจตนา ด้วยการพ่นสีสเปรย์สีดำบนพระบรมพระฉายาลักษณ์

จากนั้น ได้จุดไฟวางเพลิงพระบรมฉายาลักษณ์ใกล้ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์ และพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย เหตุเกิดบริเวณริมทางเท้าหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์พณิชยการพระนคร ถนนนครสวรรค์ ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรม อาทิ

ข้อ 1 ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชินี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ข้อ 2 ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ ของผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์ โดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217

ข้อ 3 ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564

ข้อ 4 ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงฯ (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ที่ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-19 ในพื้นที่ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ข้อ 5 ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมกันหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันง่าย ชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดใด ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือในลักษณะที่มีการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558

ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจนิ่งเฉยปล่อยให้พวกที่ทรยศแผ่นดิน ไม่รู้จักบุญคุณแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงปกป้องคุ้มครองและรักษาแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน ได้มีที่ยืนในสังคมต่อไปได้ จึงต้องนำความมาแจ้งความเอาผิดบุคคลที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว เพื่อเอาตัวมาสอบสวน และส่งศาลเพื่อพิพากษาลงโทษขั้นสูงสุด


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ธปท.สั่งรื้อค่าธรรมเนียมแบงก์ 300 รายการ

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์เรื่องการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์กว่า 300 รายการ ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อให้การคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์ให้สะท้อนต้นทุนและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง โดยทุกธนาคารจะต้องทบทวนและเปิดเผยค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบเลือกใช้บริการแต่ละธุรกรรมได้ว่า คิดค่าธรรมเนียมเท่าไรบ้าง

“การออกหลักเกณฑ์นี้ เพื่อให้การคิดค่าธรรมเนียมสะท้อนต้นทุน และ รายได้ที่เกิดขึ้นจริง โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวทุกธนาคารจะต้องทบทวน และเปิดเผยค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ รวมทั้งให้ ธปท. ดึงข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบเลือกใช้บริการแต่ละธุรกรรมได้ แต่ ธปท.จะไม่กำหนดเป็นอัตราว่าค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทจะอยู่ในสัดส่วนเท่าใด เนื่องจากต้นทุนแต่ละธนาคารแตกต่างกัน และทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างธนาคาร  อย่างไรก็ดี หลังประกาศหลักเกณฑ์ไปแล้ว ธปท.จะสุ่มตรวจอีกครั้งว่า อัตราค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร สอดคล้องกับต้นทุนธนาคารหรือไม่” 

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ในปีหน้า ธปท. เตรียมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรด้วย ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้พักชำระหนี้นั้น ธปท. ชี้แจงว่า การพักหนี้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่ดีและ เหมาะสมมากกว่า ที่ผ่านมาธปท. ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน ให้กับนายจ้างและลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบ เริ่มตั้งแต่ ก.ค. นี้ ซึ่งถือมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างตรงจุด

ข้อปฏิบัติ!! ประชาชนที่จำเป็นต้องข้ามเขตพื้นที่สีแแดง

ตร.แนะนำข้อปฏิบัติประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม

วันที่ 21 ก.ค. 2564 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ รัฐบาล โดย นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ได้แถลงเรื่องการประกาศยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่​ 20 ก.ค.64 โดยใช้กำลังทหาร- ตำรวจสนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ในการจัดตั้งด่านตรวจเข้มแข็งบนเส้นทาง หลักและรอง โดยรอบพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี และฉะเชิงเทรา นั้น 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์แนวทางของศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) ว่า

หากเป็นการเดินทางข้ามจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด​ (13 จังหวัด) สิ่งที่จะต้องปฏิบัติ คือ...

1.เอกสารรับรองที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการเขต

2. ถ้าไม่มีเอกสารตามข้อ 1​ ให้ลงทะเบียนการเดินทางข้ามพื้นที่ ผ่านทางเว็บไซต์ "หยุดเชื้อ เพื่อชาติ" https://covid-19.in.th เพื่อนำ QR code แสดงแก่เจ้าหน้าที่

3. ให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ไทยชนะ ที่ด่านตรวจ ทุกครั้ง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปม.ตร.) ขับเคลื่อนนโยบายของทางรัฐบาลและ ศบค.ตามข้อกำหนดออกตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 17 ก.ค. 64 โดยได้สั่งการและกำชับการปฏิบัติไปยังหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่โดยเฉพาะเน้นย้ำไปยังพื้นที่ควบคุมสุดและเข้มงวดโดยให้ตรวจรถทุกคันตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกเส้นทางข้ามจังหวัดเพื่อสกัดกั้นการเดินทางออกนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ในการกำหนดจุดตรวจ จุดสกัด ให้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและบูรณาการกำลังพลปฏิบัติร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร และสาธารณสุข 
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยกวดขันตรวจสอบกิจการ กิจกรรมตามมาตรการที่กำหนด ได้แก่ การห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค การจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน และตรวจตราห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานในห้วงเวลา 21.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น พร้อมแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยกำชับและกำกับดูแลกำลังพลให้ระวังป้องกันตนเองและปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดในระหว่างปฏิบัติงาน

จึงขอให้พี่น้องประชาชนโปรดปฏิบัติตามมาตรการและข้อปฏิบัติ ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 17 ก.ค. 64 และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ และบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุดต่อไป

เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจากโควิด แจ้งผ่านหน่วยทหาร ทบ.

กองทัพบกขอแจ้งประชาชน  ผู้ที่เดือดร้อน ติดขัดเรื่องการรักษาพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด การจัดพิธีศพผู้เสียชีวิตจากโควิด สามารถประสานขอความช่วยเหลือ ผ่าน หน่วยทหารของกองทัพบกใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือโทรแจ้งได้ที่ ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิดกองทัพบก  CALL CENTER: 02-270-5685-9 ตลอด 24 ชม.  ทบ.พร้อมประสานความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 

นอกจากนี่ กองทัพบกได้จัดเตรียม โรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลค่ายในจังหวัดต่างๆ 37 แห่งทั่วประเทศ ไว้รองรับผู้ติดเชื้อ ซึ่งประชาชนตรวจสอบที่ตั้งโรงพยาบาลของกองทัพบกได้ตามแผนที่ : Google Map 

https://bit.ly/3zbcaLw 

รพ.สนาม : รพ.ค่ายทหาร 37 แห่งทั่วประเทศ : ฌาปนสถาน ทบ. 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กำชับและมอบให้หน่วยทหารเร่งประสานความช่วยเหลือให้ประชาชนอย่างเต็มกำลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top