Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ชี้ “SAF” คือพลังงานใหม่ของประเทศ บนเวที WeCYCLE Day 2568 ตอกย้ำบทบาทไทยสู่ผู้นำพลังงานสีเขียว

นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนโชค น้ำมันพืช (2012) จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนเวิลด์ ยูซีโอ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วรายใหญ่ของประเทศ และดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสีเขียว ได้ให้วิสัยทัศน์ในฐานะวิทยากรพิเศษ (Speaker) ในงาน “WeCYCLE Day 2568” ซึ่งจัดโดย WHA Group ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนองค์กรและภาคอุตสาหกรรมสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

โดยนายจิตรเทพ ได้บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว เพื่อผลิตน้ำมันอากาศยานอย่างยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)”

พร้อมชี้ให้เห็นว่า SAF ไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็น “พลังงานใหม่ของประเทศ” ที่มีศักยภาพในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน โอกาสทางเศรษฐกิจ และการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

นายจิตรเทพ กล่าวว่า SAF คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวัตถุดิบจากน้ำมันพืชใช้แล้วในปริมาณมาก และมีผู้ประกอบการพลังงานสีเขียวที่พร้อมขับเคลื่อนเชิงอุตสาหกรรม

“SAF คือพลังงานแห่งอนาคตที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้จริง หากสามารถจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบอย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีมูลค่าสูง และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ”

“กองทุน 2.9 ล้านล้าน” ทำไมกลายเป็นสมรภูมิการเมือง: อ่านเกมการโจมตีประกันสังคมในมุมความโปร่งใส

กระแสวิพากษ์ “ประกันสังคม” ช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก “จุดร่วม” ที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐสวัสดิการไทย: เงินกองทุนขนาดมหาศาลที่มาจากแรงงานโดยตรง และการบริหารที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ตรวจสอบยาก”

หลายฝ่ายอ้างถึงตัวเลขเงินลงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่อยู่ระดับ “หลักล้านล้านบาท” ทำให้ประกันสังคมไม่ใช่แค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะรายใหญ่ของประเทศ เมื่อคำถามเรื่อง “การลงทุน-ธรรมาภิบาล-ความคุ้มค่า” ถูกโยงเข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกันตน สนามนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกเล่นแล้วได้ผลในเชิงการสื่อสาร

หัวใจของข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลงทุนคุ้มหรือไม่คุ้ม” แต่คือ “ประชาชนต้องเชื่อ” หรือ “ตรวจสอบได้” กันแน่

1) เพราะ “เงินของเรา” แต่ “ข้อมูลไม่อยู่ในมือเรา”
ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่าเงินถูกหักทุกเดือนอย่างแน่นอน แต่เวลาจะเข้าใจว่ากองทุนลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจ กลับต้องตามข้อมูลจากการชี้แจงเป็นครั้งๆ หรือเอกสารที่อ่านยากสำหรับประชาชนทั่วไป

ทันทีที่มีข่าว/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน โซเชียลจะตั้งคำถามต่อทันทีว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของกองทุน “เชิงรุก” แค่ไหน และทำไมประชาชนถึงต้องรอให้เป็นดราม่าก่อนจึงค่อยได้คำอธิบาย

2) เพราะเมื่อระบบบริการสะดุด “ความไม่ไว้ใจ” จะพุ่งไปที่การใช้เงินทันที
ในช่วงที่ผู้ประกันตนพบปัญหาใช้สิทธิไม่ได้หรือได้รับความล่าช้า ความรู้สึก “หักเงินตรงเวลา แต่ตอนจ่ายกลับช้า/ติดขัด” จะยกระดับเป็นความไม่ไว้วางใจต่อทั้งระบบ

จากจุดนี้ เรื่องการใช้งบประมาณหรือโครงการต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เร่งด่วน) จะถูกหยิบมาเทียบกับความเดือดร้อนทันที แม้ข้อเท็จจริงเชิงระเบียบจะยังต้องตรวจสอบ แต่ในเชิงการเมือง แค่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “ไม่สมเหตุสมผล” กระแสก็วิ่งแล้ว

3) เพราะประกันสังคมคือ “ธนาคารของแรงงาน” ที่คนอยากเห็น KPI แบบบริษัทเอกชน
กองทุนระดับหลักล้านล้าน หากอยู่ในมือเอกชน ผู้ถือหุ้นจะตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุน และธรรมาภิบาลแบบรายไตรมาส
แต่ในโลกจริง ผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่เห็น “แดชบอร์ด” ที่อ่านง่ายว่า:
•    ปีนี้ผลตอบแทนรวมเท่าไร และเทียบกับ benchmark อะไร
•    สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
•    ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนเป็นเท่าไร
•    โครงการเทคโนโลยี/ระบบ IT ทำให้บริการดีขึ้นแค่ไหน (วัดจากอะไร)
•    เวลาจ่ายสิทธิแต่ละประเภทเฉลี่ยกี่วัน (SLA) และช่องทางใดเร็ว/ช้า
เมื่อข้อมูลแบบนี้ไม่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง “ช่องว่างข้อมูล” จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้การโจมตีทางการเมืองเติบโตได้เอง

4) แล้วทำไมฐานการเมือง “สีส้ม” ถึงหยิบเรื่องนี้แรง
เพราะเป็นธีมที่เข้ากับแบรนด์การเมือง: ตรวจสอบ-โปร่งใส-ทวงคืนอำนาจให้คนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นโครงสร้างกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนถูกตั้งคำถาม เรื่อง “เงินของแรงงาน แต่แรงงานมีอำนาจกำกับน้อย” จะถูกเล่าได้ง่ายและสะเทือนวงกว้าง
พูดให้ชัด นี่คือการเลือกสนามที่ “ชนะง่าย” เพราะฐานผู้ประกันตนคือคนทำงานจำนวนมาก และทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างประเด็นจากศูนย์

สีสันเลือกตั้ง!! ‘รักชาติ’ พบ ‘ประชาธิปัตย์’ กลางตลาดเจ้าพรหม อยุธยา ‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ เจอ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ทักทายเป็นกันเอง หยอกให้เต้นโชว์!! ด้านชาวบ้าน เรียกร้องพรรครักชาติ อยากให้ส่ง สส.เขต ในพื้นที่

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายวรัชณ์กิตต์ วิศาลมนัส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ตัวจริงหล่อมาก หล่อกว่าในโทรทัศน์และตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงน้อง ๆ สมาชิกพรรครักชาติ ที่มาร่วมเดินหาเสียงในวันนี้ หน้าตาดี เป็นกันเองทุกคน ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้ามาทักทาย ต่างสะท้อนความเห็นว่า อยากให้พรรครักชาติ ส่งผู้สมัคร สส.เขต ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้าง เพราะชื่นชอบ อยากเป็นกำลังใจให้ เห็นความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่มมั่นเข้ามาทำงานการเมือง แล้วรู้สึกว่าประเทศไทย ยังมีความหวัง ที่จะพัฒนา ส่งต่ออนาคตที่สดใสเหมือนหน้าตาสมาชิกพรรครักชาติ ให้กับเด็ก ๆ รุ่นต่อไป

จุดยืนเดียวกัน!! ‘อภิสิทธิ์’ ลุกขึ้นจับมือ ‘ดร.เจษฎ์’ หลังประกาศลั่นกลางเวทีดีเบต! แก้โกงต้องเริ่มที่ “เลิกรับเงิน-ขายเสียง” ชี้การขายสิทธิ์เท่ากับการทำลายชาติ เปิดทางนักเลือกตั้งถอนทุนคืน

ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย CH7HD เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องการปราบโกง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ชี้ “ขายเสียง = ขายชาติ” รับเงินแล้วกาให้ คือการทำลายบ้านเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า หากพี่น้องประชาชนยังคงรับเงินและคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณ เท่ากับท่านกำลัง “ขายสิทธิ์” และ “ขายเสียง” ของตนเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการร่วมมือกันทำลายชาติบ้านเมือง ต่อให้พร่ำบอกว่า “รักชาติ” แค่ไหน แต่หากในทางปฏิบัติยังรับเงินอยู่ ความรักชาตินั้นก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล

ทั้งนี้ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจริงๆ ก็จงรับไว้ แต่ “อย่าเลือก” คนที่ให้เงิน เพราะนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงคือนักลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้ว 1 บาท ย่อมต้องการถอนทุนคืน 2 บาทอย่างแน่นอน ไม่มีใครลงทุนแล้วไม่หวังผลกำไร

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐหลังการเลือกตั้ง หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้องช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยย้ำว่ารัฐต้องมีกลไก “คุ้มครองพยาน” ที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องต่อสู้เพียงลำพัง

30 มกราคม 2491 มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอินเดีย ถูก ‘ปลิดชีพ’ ด้วยปลายกระบอกปืนจากผู้คลั่งศาสนา หลังสู้เพื่อสันติ จุดเริ่มต้นสัตยาเคราะห์ในแอฟริกา มรดกอหิงสาสู่โลกสมัยใหม่

มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของอินเดีย ถูกลอบยิงเสียชีวิตในเย็นวันเดียวกันที่สนามหญ้าในอินเดีย โดยนายนาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้ไม่ต้องการเห็นความสมานฉันท์ระหว่างฮินดูและมุสลิม ใช้อาวุธปืนยิงสามนัดจนคานธีล้มลงพร้อมเสียงสุดท้ายว่า "ราม" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงศาสนาและสื่อถึงความสงบในบั้นปลายชีวิตของเขา

คานธีเป็นที่รู้จักจากการเรียกร้องเอกราชอินเดียผ่านวิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งเน้นความไม่ใช้ความรุนแรง จุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในแอฟริกาใต้ในปี 1893 เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกจากรถไฟชั้นหนึ่งเพราะผิวสี การต่อสู้ของเขาคือการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชาวอินเดียและชาวผิวสีทุกคน

เขาเริ่มจัดตั้งขบวนการอพยพและประท้วงกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดียและผิวสีในแอฟริกาใต้ แม้จะถูกจับและถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง แต่คานธีก็ยอมรับทุกอย่างด้วยความสงบและรอยยิ้ม "สัตยาเคราะห์" ซึ่งหมายถึง "ความจริงและความรักที่ผนึกเข้าเป็นพลัง" เป็นหลักการสำคัญที่ต่อมาใช้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และกลายเป็นแบบอย่างของอหิงสาในระดับโลก

มรดกของคานธียังคงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลกและเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังของความรักและความจริงในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิถีทางสันติ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_26855

‘จตุพร’ เห็นด้วยแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการ ชี้ต้องให้มืออาชีพบริหาร ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ จี้แบงก์ชาติชี้แจง ปมถอนเงินสดผิดปกติ 250 ล. ย้ำ หากเป็นรัฐบาลจะจริงจังแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 - ภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสุขภาพร่มเกล้า 2 ถึงความพร้อมของผู้สมัคร สส.พรรคโอกาสใหม่ ว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของพรรคใน กทม.มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถผลักดันนโยบายที่พรรควางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสวัสดิการ การคมนาคม เศรษฐกิจ การดูแลสวัสดิการประชาชน รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง

นายจตุพร กล่าวว่า พื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่ชายขอบที่มีความหลากหลายของประชาชน โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่มีจำนวนมาก พรรคจึงมีนโยบายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และผสมผสานการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคได้ถ่ายทอดไปถึงผู้สมัครทุกคนแล้ว และหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชน พร้อมฝากพรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 44

เมื่อถามถึงการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่สิ่งที่อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมขอให้เลิกคิดการเมืองแบบเก่า ที่ยึดผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และอยากให้ใช้เสียงที่มีอยู่เลือกสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ทั้งการเลือก สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และการทำประชามติ พร้อมยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคโอกาสใหม่ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

ส่วนประเด็นประกันสังคมที่กำลังเป็นที่จับตามอง นายจตุพร ยืนยันว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ประกันตน เนื่องจากผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีจำนวนหลายสิบล้านคน เงินในกองทุนถือเป็นเงินของประชาชน จึงควรบริหารอย่างโปร่งใส โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอให้แยกการบริหารออกจากระบบราชการ และให้มืออาชีพเข้ามาดูแล พร้อมยืนยันว่าฝ่ายการเมืองควรเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน

“ต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างผู้บริหารว่ามีความเป็นมืออาชีพและมีความเข้าใจด้านการลงทุนหรือไม่ การนำเงินไปลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และไม่ควรนำเงินของประชาชนไปใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ” นายจตุพร กล่าว

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชี้ตลาดท่องเที่ยวเอเชีย 2026 เผชิญ 3 โจทย์หิน แนะทางรอด เลิกเน้นปริมาณ พร้อมสร้างความเชื่อมั่น – เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวถึงหลักการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินกิจการการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการชาวเอเชียภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก ในงาน Thailand Tourism Mart (TTM 2026) ที่อิมแพค เมืองทองธานี
.
โดยได้เน้น 3 ความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงที่ต้องบริหารจัดการ ได้แก่
1.ความมั่นคงและความตึงเครียดของภูมิศาสตร์การเมืองและ
2.เศรษฐกิจโลกที่ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
3.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น
.
โดยนายวีระศักดิ์ ชี้ชวนให้ผู้ประกอบการใส่ใจกับการเปิดเผยข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ ยืนยันได้จริงเพื่อสร้าง "trust" ให้ลูกค้า ว่าพวกเขาได้รับการดูแลจากมืออาชีพ มีการใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนไปของข้อมูล ใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์ประเมิน เปรียบเทียบและตอบสนอง และการพัฒนาไปสู่ Niche ตลาดกลุ่มความสนใจเฉพาะ เช่นตลาดผู้สูงอายุ ตลาดนักผจญภัย ตลาดสุขภาพ ตลาดของนักธุรกิจที่มองหาโอกาสใหม่ ๆ ตลาดการหวนคืนสู่ความสงบและการรักษาใจ และตลาดครอบครัวที่กำลังหนีร้อนไปหา Coolcation พื้นที่ที่ยังพอมีลมเย็นให้ผ่อนคลายจากไอแดดที่ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวาย บวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ด้าน ‘ชัยวุฒิ’ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ สามัคคี อย่าแตกแยกจนสิ้นชาติ\

[สิงห์บุรี]  30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนางสาวรัสรินทร์ กันต์นิธิวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี อย่างพร้อมเพรียง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดยนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. รศ. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่ง การรำดาบ ที่ ดร.เจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วย การกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันเขาจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

“ครม.ดรีมทีม” หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สูตรสมานฉันท์ที่วางคน “ตรงงาน” มาก่อน “ตรงขั้ว” โดย กองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

 

หมายเหตุความชัดเจน: บทความนี้จัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.ดรีมทีม” ตามรายชื่อที่ได้รับ (ไม่ใช่ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ)

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเทศไทยจะเดินต่อได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครชนะ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะจัดทีมบริหารประเทศได้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และประสานพลังให้เดินไปในทิศเดียวกันได้หรือไม่

ในมุมของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้มีจุดเด่นที่การตั้ง “แกนยุทธศาสตร์” ก่อน แล้วค่อยให้กระทรวงเดินตามแกน ผ่าน 3 หลักการสำคัญดังนี้

• สมานฉันท์ + ความสามารถ

• ประเทศไทยต้องไปต่อ

• การเมืองประสาน + คิดเดินหน้า

1) นายกฯ อนุทิน: คุมทีมผสมให้เดินไปทางเดียวกัน

การวาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีในฉากทัศน์นี้ สะท้อนแนวคิดใช้ผู้นำที่มีประสบการณ์การบริหารและการเมือง โดยภารกิจหลักไม่ใช่เพียงสั่งการ แต่คือ “ประสาน” ให้ทีมที่หลากหลายสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ลดแรงเสียดทานในรัฐบาลผสม และรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ.

2) 5 รองนายกฯ = 5 แกนยุทธศาสตร์คุมเกมรัฐบาล

หัวใจของโครงสร้างนี้คือการตั้งรองนายกฯ แบบมีโจทย์ชัดเจนรอบด้าน เพื่อให้ “นโยบายข้ามกระทรวง” วิ่งได้จริง ไม่สะดุดที่เส้นแบ่งอำนาจ.

• สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (โครงสร้างพื้นฐาน): เหมาะกับการเร่งสปีดโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเอาอยู่ทั้งระบบ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการเชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค.

• ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ดิจิทัล): โจทย์ดิจิทัลยุคใหม่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนผ่านระบบรัฐให้บริการประชาชนเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และลดต้นทุนประเทศ.

• เจษฎ์ โทณะวณิก (กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญา): ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ AI ต้องมีกติกาทันสมัยด้าน IP และกฎหมายเศรษฐกิจใหม่ วางคนสายกฎหมายเชิงระบบช่วยลดรอยรั่วเชิงนิติกรรมของรัฐ.

• กรณ์ จาติกะวณิช (เศรษฐกิจ): ช่วยคุมภาพใหญ่เรื่องวินัยการคลัง ความเชื่อมั่น และการสื่อสารกับตลาด—โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศต้องการ “ความนิ่ง” ทางนโยบาย.

• พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ (ความมั่นคง): ความมั่นคงยุคใหม่คือชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการบริหารวิกฤตให้สัมพันธ์กับการต่างประเทศและเศรษฐกิจ.

3) กระทรวงเศรษฐกิจ: ผสม “เทคโนแครต + นักการเมืองทำงาน” ให้เกิดผลลัพธ์

ทีมเศรษฐกิจในฉากทัศน์นี้โดดเด่นที่การผสม “สายมหภาค/นโยบาย” กับ “สายภาคสนาม/การเมือง” เพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืน และสื่อสารกับภาคธุรกิจได้ตรงภาษา.

• การคลัง: กอบศักดิ์ ภูตระกูล (รมช. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, รมช. ศิริกัญญา ตันสกุล): เป็นภาพทีมการคลังที่มีทั้งมุมมองการเงิน–นโยบาย–การเมือง ช่วยให้แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หลุดกรอบความรับผิดชอบทางการคลัง.

• พาณิชย์: ศุภจี สุธรรมพันธุ์: การให้ผู้บริหารเอกชนคุมพาณิชย์คือสัญญาณว่า “แข่งขันได้จริง” จะสำคัญกว่าการบริหารแบบเดิม และช่วยเชื่อมรัฐกับเอกชนได้เร็ว.

• คมนาคม: สามารถ ราชพลสิทธิ์: คมนาคมคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ การวางคนที่เข้าใจงานระบบและการประสานหลายหน่วยงานช่วยลดคอขวดด้านโลจิสติกส์.

• อุตสาหกรรม: เอกนัฏ พร้อมพันธุ์: อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องชนะด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัย และห่วงโซ่อุปทาน วางคนที่ผลักงานเชิงระบบได้ช่วยยกระดับภาคผลิต.

• พลังงาน: พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: พลังงานเป็นตัวแปรต้นทุนประเทศ ทั้งค่าไฟและความมั่นคงทางพลังงาน บทบาทนี้ต้องคุมโครงสร้างและกติกาให้สมดุล.

• เกษตรฯ: ธรรมนัส พรหมเผ่า: กระทรวงฐานรากที่ต้องทำถึงพื้นที่—ทั้งการจัดการน้ำ การตลาด และการประกันรายได้ ต้องอาศัยคนที่เอางานภาคสนามอยู่.

• แรงงาน: พงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ: แรงงานคือการจ้างงาน ค่าจ้าง ทักษะ และสวัสดิการ บทบาทนี้ต้องเชื่อมเอกชน-ลูกจ้าง-รัฐ ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้.

4) ความมั่นคง–ยุติธรรม–ต่างประเทศ: ทำให้รัฐ “แข็งแรง” และ “น่าเชื่อถือ”

• กลาโหม: พลเอกบุญสิน พาดกลาง: ช่วยยึดภาพความมั่นคงและการบริหารกำลังพล โดยเฉพาะมิติภาคสนามและการจัดการสถานการณ์ชายแดน.

• ยุติธรรม: ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล: หากรัฐบาลตั้งใจยกระดับกระบวนการยุติธรรม การวางคนที่ยืนบนมาตรฐานและความเป็นธรรมช่วยคืนความเชื่อมั่นของสังคม.

• การต่างประเทศ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ยุคที่ไทยต้องกลับเข้าจอเรดาร์โลก การทูตต้องคมและต่อเนื่อง เพื่อดึงโอกาสเศรษฐกิจและความร่วมมือกลับเข้าประเทศ.

• มหาดไทย: ไชยชนก ชิดชอบ (รมช. สุชาติ ชมกลิ่น, รมช. วราวุธ ศิลปอาชา): มหาดไทยเป็นกลไกบริหารพื้นที่ วาระสำคัญคือบริการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และทำให้รัฐ “ถึงมือประชาชน” มากขึ้น.

5) คุณภาพชีวิต: สาธารณสุข–การศึกษา–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ต้องทำจริง วัดผลได้

การเมืองจะลดความขัดแย้งได้ยั่งยืน ต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง—สุขภาพ การศึกษา โอกาส และสภาพแวดล้อม.

• สาธารณสุข: ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล: การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คุมระบบสุขภาพ เป็นสัญญาณว่ามาตรฐานวิชาชีพจะนำหน้าการเมืองในระบบบริการ.

• ศึกษาธิการ: สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์: หากจะยกระดับทักษะคนไทย ต้องเริ่มจากระบบโรงเรียน ครู และหลักสูตรให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ.

• การอุดมศึกษาฯ: ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: มหาวิทยาลัยต้องผลิตคนให้สอดคล้องตลาดแรงงานและนวัตกรรม บทบาทนี้ต้องเร่งเชื่อมงานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง.

• พัฒนาสังคมฯ: ศุภมาศ อิสรภักดี: การคุ้มครองคนเปราะบางและลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานแกนของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ ต้องทำให้ถึงมือและวัดผลได้.

• วัฒนธรรม: ซาบีดา ไทยเศรษฐ์: วัฒนธรรมยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเชื่อมกับซอฟต์พาวเวอร์และรายได้ชุมชน ให้ “ความเป็นไทย” กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม.

• ทรัพยากรธรรมชาติฯ: วีระศักดิ์ โควสุรัตน์: สิ่งแวดล้อมคือโจทย์เมือง PM2.5 และท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนเชิงระบบร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน.

• ท่องเที่ยวและกีฬา: ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์: ท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ฟื้นเศรษฐกิจ ต้องเร่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองรอง

• ดิจิทัลฯ: การดี เลียวไพโรจน์: ถ้ากระทรวงดีอีขยับจาก “งานกำกับ” สู่ “งานยกระดับรัฐดิจิทัล” ประเทศจะได้ประโยชน์เชิงระบบ ทั้งบริการรัฐและเศรษฐกิจดิจิทัล

6) ทีมที่ปรึกษาและโฆษก: เติมสมอง–ความน่าเชื่อถือ–การสื่อสาร

ฉากทัศน์นี้ยังเพิ่ม “ทีมที่ปรึกษานายก” เพื่อเติมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากผู้มีประสบการณ์หลากมิติ และ “ทีมโฆษกรัฐบาล” เพื่อทำให้การสื่อสารของรัฐชัดขึ้น ลดความสับสนของสังคม.

ทีมที่ปรึกษานายก (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เศรษฐกิจ)

• นพ.ยง ภู่วรวรรณ (สาธารณสุข)

• วิกรม กรมดิษฐ์ (อุตสาหกรรม)

• จรีพร จารุกรสกุล (การลงทุน)

• เศรษฐา ทวีสิน (การค้าต่างประเทศ)

• สมคิด จิรานันตรัตน์ (โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล)

• คณิศ แสงสุพรรณ (การลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่)

ทีมโฆษกรัฐบาล (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• ไตรศุลี ไตรสรณกุล

• ศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ

• จูรี นุ่มแก้ว

บทสรุปของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

กองบรรณาธิการฯ เห็นว่า “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ 3 จุดอ่อนเรื้อรังของการเมืองไทยพร้อมกัน ได้แก่ (1) รัฐบาลผสมเดินคนละทิศ → เปลี่ยนเป็นรัฐบาลผสมที่มีแกนยุทธศาสตร์ชัด (2) กระทรวงทำงานเป็นเกาะ → เปลี่ยนเป็นระบบส่งไม้ต่อกัน (3) นโยบายสวยแต่ทำไม่ถึง → เปลี่ยนเป็นนโยบายที่มีทั้งคนทำงานและคนคุมกติกา.

อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลลัพธ์—ค่าครองชีพที่ลดลง งานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น บริการรัฐที่เร็วขึ้น ความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และความเชื่อมั่นของโลกที่กลับมาอยู่ข้างประเทศไทย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็น ความเห็นของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES เท่านั้นและจัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.” ตามรายชื่อที่ได้รับ ไม่ใช่การประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top