Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

สมุทรปราการ-เปิดโปงกลางกองเพลิง! โรงงานโลหะบางพลีถูกต่างชาติแอบใช้ผลิตยางรีเคลม “เต็มเหนี่ยว” สั่งดำเนินคดีทันที!

เมื่อวันที่ (12 พ.ย. 68) เวลา 04.58 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารโรงงานของ นางสาวอัจฉรา ศรีศุภชัยทา ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำแบบพิมพ์โลหะและชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับโลหะ ทะเบียนโรงงานเลขที่ 20110102325498 ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/9 ม.12 ถ.ธนสิทธิ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.บางปลา และสถานีดับเพลิงใกล้เคียง ได้นำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ขณะนี้ควบคุมเพลิงได้แล้ว ด้านนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่ากากระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ โดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ฯ ภายใต้ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

โดย นายฐาปกรณ์ หัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว กล่าวว่า “สาเหตุที่ดับเพลิงใช้เวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากภายในบริเวณโรงงานดังกล่าว มีกองเศษยางรีเคลมและวัตถุดิบอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และกองเป็นชั้นสูง ต้องใช้รถแบ็คโฮตักแล้วฉีดน้ำดับเพลิงดับตลอดเวลา

ผมได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลพนักงานดับเพลิงว่าวัตถุดิบภายในโรงงานมีอะไรบ้าง และติดต่อเจ้าของโรงงาน เพื่อร่วมดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย” 

อย่างไรก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และทราบจากผู้ดูแลว่า ได้มีนักลงทุนต่างชาติมาเช่าพื้นที่ เพื่อประกอบกิจการคัดแยก บดสับยางรีเคลม มาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าข่ายเป็นโรงงานประเภท 106 ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจะได้มีการออกคำสั่งฯ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา  เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน”

(14 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

สืบ 1 ไล่ล่ายึดไอซ์ 300 กก.-ยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด รวบผัวเมียเมียนมา ขนจากภาคเหนือส่งลูกค้าภาคกลาง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาข้ามชาติรายใหญ่ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 โดยมี พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 นำทีมปฏิบัติการร่วมกับ พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง และ พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1

หลังสืบทราบว่ามีเครือข่ายค้ายาจากภาคเหนือ ลักลอบขนยาไอซ์และยาบ้าเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้รถกระบะขนผักอำพราง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง กระทั่งคืนวันที่ 13 พ.ย. เวลาประมาณ 01.00 น. พบรถเป้าหมาย อีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ทะเบียนลำพูน ขับผ่านพื้นที่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

สืบ 1 เข้าสกัดตรวจค้น พบกระสอบกระหล่ำปลีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดตรวจอย่างละเอียดกลับเจอ “ไอซ์” บรรจุห่อแน่นถึง 300 กิโลกรัม และ “ยาบ้า” อีก 2,400,000 เม็ด ซุกซ่อนใต้กองผักแน่นกระบะหลัง พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 รายคือ นายจาย อายุ 20 ปี และ น.ส.หอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 20 ปี ทั้งคู่สัญชาติเมียนมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาจากภาคเหนือเข้าส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแลกค่าจ้างหลักแสนบาท โดยไม่ทราบชื่อผู้ว่าจ้างตัวจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบขยายผลถึงต้นทางและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวย้ำว่า “นี่คือผลของการทำงานเชิงรุกของตำรวจนครบาลที่ไม่ยอมให้ยานรกกลืนสังคม เราจะลากตัวทุกคนในขบวนการนี้มาลงโทษให้หมดสิ้น”

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เสริมว่า “สืบ 1 ทำงานอย่างเข้มแข็ง เกาะติดเครือข่ายขนยาเข้ากรุงแบบไม่ลดละ การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตำรวจนครบาลจะเดินหน้ากวาดล้างต่อ ไม่เว้นแม้เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ขยายผลเชิงลึกถึงต้นทางการผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายฟอกเงิน พร้อมยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ที่เชื่อมโยงกับขบวนการ เพื่อทำลายระบบทุนของพ่อค้ายาอย่างเด็ดขาด

“ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ไม่มีใครรอดจากมือปราบ!” ถ้อยคำสะท้อนเจตนารมณ์จากตำรวจนครบาล ที่ประกาศชัดจะล้างบาง “ยานรก” ให้หมดสิ้นจากสังคมไทย

กมธ.วุฒิสภา ลุยชลบุรี! เปิดปมทิ้งกากพิษ– จี้รัฐฟันเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต เร่งสร้างธรรมาภิบาลโปร่งใส

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชลบุรี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นำคณะลงพื้นที่ ศึกษาปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม พร้อมตรวจสอบแนวทางป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่

โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ และมอบหมายให้ นายอำนาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมผู้บริหารจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวทางแก้ไข

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการที่ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการ นายสุทนต์ กล้าการขาย เลขานุการคณะกรรมาธิการ และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นางวาสนา ยศสอน กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมปฏิบัติภารกิจ

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้น ถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ตลอดจนวิเคราะห์ช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่บางราย เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและยับยั้งการทุจริตอย่างเป็นระบบ

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการ ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใส โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นถึงธรรมาภิบาลในภาครัฐอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังเสนอแนวทางให้จังหวัดเพิ่มการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีติดตามการขนส่งของเสียอันตรายแบบเรียลไทม์ และเสริมระบบตรวจสอบภายใน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในทุกภาคส่วน

ภายหลังการประชุม คณะกรรมาธิการได้มอบของที่ระลึกแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ

วิกฤติโลกเดือด-COP30 “เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ” ในมุมมองของ“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์ ประธานWCF-FKII-AIT”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ได้โพสต์บทความในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้

เรื่อง “เสียงจากป่าอเมซอน: COP30ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”
ในช่วงที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568มีสาระน่าสนใจและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาโลกร้อนโลกเดือดที่ส่งผลกระทบต่อโลกและประเทศไทยพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายลดโลกร้อนโดยเร็วที่สุดเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและซีโร่คาร์บอนของไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้

“เสียงจากป่าอเมซอน: 
COP30ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)
ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII)

“โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ’และยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน” อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ

สถานการณ์ปัญหาก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ภาวะวิกฤตเร็วเกินคาด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกือบครึ่งหนึ่งถูกปล่อยออกมาแบบอัตราเร่งตั้งแต่ปี 1990หรือเพียง35ปี

ล่าสุดองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกรายงานว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2567 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 423.9 ส่วนต่อล้านส่วน โดยอัตราการเพิ่มมากที่สุดในปี 2566 ถึง 2567

ในขณะที่โครงการคาร์บอนโลก(Global Carbon Project)รายงานว่า 90% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปี 2567 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนที่เหลืออีก 10% เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์  

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 จึงเปิดฉากด้วยถ้อยแถลงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก การวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดและการเรียกร้องให้เปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การ "ปฏิบัติจริง"

เสียงเตือนจากยูเอ็น: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงที่รุนแรงที่สุดในการประชุม COP30 "ความล้มเหลวในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5°C ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส เป็นความล้มเหลวทางศีลธรรมและความประมาทอย่างร้ายแรง เรากำลังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่สูงกว่า 2°C ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของหลายฝ่าย ดังนั้นเราไม่สามารถละทิ้งขีดจำกัด 1.5°C ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงหายนะทางสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุด COP ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนทิศทาง เราต้องดำเนินการเรื่องการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และรับรองการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาอันเลวร้ายจากการเพิกเฉยร่วมกันของเรา

“โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน” เลขาธิการ UN ได้วิจารณ์การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งกำลังทำกำไรเป็นประวัติการณ์แต่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิอากาศ กว่าหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เลขาฯยูเอ็นประกาศว่า“ยุคของโลกร้อน(Global warming)สิ้นสุดลงแล้วเรากำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด(Global boiling)”

วิกฤติและทางออกของวิกฤตโลกเดือด?

นายไซมอน สตีล เลขาธิการบริหาร UN Climate Change (UNFCCC) ได้เน้นย้ำถึง "เศรษฐศาสตร์แห่งความไม่ลงมือทำ" โดยชี้ว่าการเพิกเฉยต่อวิกฤตนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และเรียกร้องให้ COP30 บรรลุข้อตกลงในการ เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า และระดมเงินทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็น "เรื่องราวการเติบโตของศตวรรษที่ 21"

ในฐานะประธานและเจ้าภาพ COP30
นายลูอิส อินาซียู ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ประกาศให้ COP30 เป็น "COP แห่งความจริง" และ "COP แห่งการปฏิบัติ (COP of implementation)" โดยชี้ว่าการจัดประชุมที่เมืองเบเลง ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน มีขึ้นเพื่อตอกย้ำว่าป่าอเมซอนคือส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาวิกฤต และเรียกร้องให้โลก "หยุดปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์" คำเรียกร้องนี้คงตั้งใจส่งไปถึงทำเนียบขาวและประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ที่ไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมCOP30และมีจุดยืนไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมาตรการลดโลกร้อน

เอกอัครราชทูต อังเดร กอร์เรีย โด ลาโก ประธาน COP30 ได้วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ประเทศร่ำรวยหมดแรง" ในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และการที่ประเทศเหล่านี้ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น “1.5 C เป็น "ดาวเหนือ" นำทางในการกำหนดแผนการลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs) รอบใหม่”

ความมุ่งมั่นของไทยและ Climate Justice

ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น โดยยืนยันถึงการเร่งเป้าหมาย Carbon Neutrality เป็นปี 2050 และตั้งเป้าลดก๊าซในแผน NDC รอบใหม่ที่ 47% ภายในปี 2035

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของ "ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ (Climate Justice)" โดยเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการให้ การสนับสนุนทางการเงินและเทคนิค อย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่คาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นธรรม โดยย้ำว่าการต่อสู้กับโลกร้อนนั้นไม่อาจแยกออกจากปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ได้

เรื่องด่วนที่รัฐบาลควรทำ:
เร่งออกกฎหมายลดโลกร้อน

ประเทศไทยกำลังจัดทำกฎหมายใหม่คือ”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) รวมทั้งกลไกอื่นๆ 

กฎหมายนี้คือหนึ่งในเครื่องสำคัญในการ“ลงมือทำตามคำมั่นสัญญา“ช่วยโลกลดก๊าซเรือนกระจกจึงจำเป็นต้องเร่งรัดตรากฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

สรุป: มืดมนแต่มุ่งมั่น

แม้COP30ที่เบเลงเปิดขึ้นด้วยการประเมินสถานการณ์ที่มืดมนแต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

อีกไม่กี่วันการเจรจาในห้องประชุมต้องสิ้นสุดลง และถึงเวลาที่จะต้องลงมือปฏิบัติอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายคือการปลดล็อกเงินทุนมหาศาลและกำหนดแผนการลดก๊าซที่ปฏิบัติจริงเพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5 Cไว้ให้ได้ 
แม้จะเลย "เส้นแดง" ไปแล้วก็ตาม

(ติดตามตอน2
“COP30 : 2 องศาC หายนะไทยมหันตภัยโลก”)

ผบ.ตร.สั่งตัดตอนเข้มทุกเส้นทางลำเลียงยาเสพติด สกัดก่อนกระจายเข้าชุมชน  14 วัน เด็ดขาด จับแล้ว 10,207 คน ยึดยาบ้า 69 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,382 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กว่า 352 ล้านบาท

(14 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลงานการจับกุมขบวนการยาเสพติด ยึดอายัดยาเสพติดของกลางได้จำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 – 14 พฤศจิกายน 2568 ทำการปิดล้อม 1,491 เครือข่าย 6,834 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหา 10,207 คน 10,127 คดี ยึดยาบ้ากว่า 69 ล้านเม็ด, ไอซ์กว่า 1,382 กิโลกรัม, เคตามีนกว่า 416 กิโลกรัม, เฮโรอีนกว่า 8.3 กิโลกรัม, ยาอี 384 เม็ด และยึดทรัพย์ 352,655,723 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. 

ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยประสานข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินการเชิงรุก ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายที่ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาทางพื้นที่ตะเข็บชายแดน ซุกซ่อนอำพรางด้วยวิธีการต่าง ๆ พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ โดยให้ตัดตอนสกัดจับกุมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดกระจายเข้าพื้นที่ชั้นใน และกรุงเทพมหานคร ส่งจำหน่ายตามชุมชนในทุกพื้นที่ ซึ่ง ผบ.ตร.ย้ำให้ใช้มาตรการที่ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ขยายผลเพื่อดำเนินคดีตัวการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้มีหลายคดีน่าสนใจ เช่น คดีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ทลายโกดังซุกซ่อนยาบ้าที่ลำเลียงมาทางตอนบนของประเทศ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในรถบรรทุกกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา บุกทลายโรงงานน้ำกระท่อมผสมยานอนหลับ ยาแก้ไอ ในกรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท มีความเชื่อมโยงเครือข่ายลักลอบส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ข้ามชาติ, ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.ฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือได้ 4 คดี ผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม 13,468,000 เม็ด ซุกซ่อนในลำโพง โซฟา พืชผลทางการเกษตร และอีกหลายคดีที่ทุกหน่วยร่วมกันสกัดตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทาง เพื่อไม่ให้ยาเสพติดกระจายไปยังชุมชน 

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากยาเสพติด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย

- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 

แจ็กพอตแตก! บุกค้นยานรก กลับเจอรังจีนเทา เปิดเว็บพนัน–ปั่นสล็อตข้ามชาติกลางห้วยขวาง 

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. แถลงผลการปฏิบัติงาน โดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. สนธิกำลังบุกนำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจห้องพักเลขที่ 79/77 คอนโดย่านห้วยขวาง หลังรับเบาะแสสายด่วน 1386 ว่ามีกลุ่มชาวจีนมั่วสุมเสพยา

เจ้าหน้าที่ใช้ยุทธวิธีเฝ้าซุ่มจนพบผู้ต้องสงสัยเปิดประตูเข้าห้อง จึงบุกคุมตัวทันที พบชายจีน 3 คน เมียนมา 1 คน ตรวจไม่พบยาเสพติด แต่กลับพบ “ของจริง” คือคอมพิวเตอร์–มือถือจำนวนมาก เปิดหน้าบราวเซอร์เว็บพนันรายใหญ่ มีทั้งสล็อต บอล บาส บาคาร่า และข้อมูลหลังบ้านเต็มระบบ พร้อมโทเคน OTP ใช้ควบคุมบัญชีพนัน

ของกลางที่อายัด โน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง มือถือ 10 เครื่อง (พบโป๊ะแตก: โพยสคริปต์ “รับมือตำรวจ–ตบตา ตม.” บุหรี่ต่างประเทศเถื่อน 7 กล่อง อุปกรณ์ Token 1 ชิ้น และผู้ต้องหาชาวต่างด้าว 4 ราย ได้แก่ Li Youngzhao อายุ 28 ปี (จีน) Luo Li อายุ 29 ปี (จีน) Liu Jianquan อายุ 27 ปี (จีน) Chit Maw Maw Htay อายุ 27 ปี (เมียนมา) พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ทั้งเปิดพนันออนไลน์–นำของต้องสรรพสามิตเข้าประเทศ–อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลุดของลับ “โพยแอบแฝง” เครือข่ายจีนเทา จากการตรวจมือถือพบเอกสารลับใช้ “สับขาหลอก ตม.” เช่น ให้ตอบว่า “กำลังเรียน–ไม่มีงานทำ” แจ้งรอบตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ ห้ามออกนอกที่พัก ห้ามทำธุรกิจภายในรัศมี 3–5 กม. จาก 17 จุดที่พักของเครือข่าย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ อ้างมาเที่ยว–มาเรียนภาษา แต่พฤติกรรมเข้าข่ายเครือข่ายข้ามชาติฝึกงาน “แอดมินเว็บพนัน” เคยโยกย้ายจากกัมพูชามาไทย หลังจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งขยายผลหาต้นตอเครือข่ายจีนเทาเต็มรูปแบบ คาดโยงขบวนการใหญ่ทำเงินหมุนเวียนมหาศาล

‘อ.อักษรศรี’ ยกย่อง! การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดโอกาสความร่วมมือด้าน ศก . - เทคโนโลยี ชี้ เป็นจังหวะเหมาะสม–เดินเกมทูตเชิงรุก ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย-จีน เกินกว่า "ส่งทุเรียน" ย้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

(15 พ.ย. 68) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญและทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.อักษรศรี ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น การเสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว และทอดพระเนตรพระราชวังกู้กง (พระราชวังต้องห้าม)

แต่สิ่งที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญสูง คือ การทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่สะท้อนถึง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่:
- ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ และเทคโนโลยีด้านนักบินอวกาศ
- ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และสะท้อนถึงก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หากรัฐบาลไทยสานต่อ จะพบว่าเรามีโอกาสร่วมมือกับจีน มากกว่าแค่ส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตร" รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

รศ.ดร.อักษรศรี เน้นว่า การทรงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ไทยและจีนร่วมมือกันใน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, เทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาด้านการศึกษา

"การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก และก้าวต่อไปอยู่ที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ว่าจะสานต่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจีนมีความล้ำหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ในมิติทางการทูต รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ผู้นำจีนให้ความเคารพและยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด ยกตัวอย่างการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มอบ "เหรียญมิตราภรณ์" ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งเพียง 6 รายในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสร้างชาติจีน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหนึ่งในหกรายดังกล่าว

สำหรับจีนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูงมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้น ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็น "อำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง" ที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อสถานะของประเทศไทยอย่างยิ่ง

"ถือเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อ หรือสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเป็นมากกว่า Soft Power เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ" 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อักษรศรี ประเมินว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แล้ว ยังเป็น "Right Timing" หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในการเสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนี้ และมีสื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพและข้อมูล ช่วยดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า นอกจากประชาชนชาวจีนที่ชื่นชม คนทั่วโลกที่ได้รับรู้ผ่านภาพข่าวจะเห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ดังนั้น การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเดินเกมทางการทูตเชิงรุกที่มีคุณค่ายิ่ง

CPE กลุ่มทุนจีนปิดดีลหุ้น 83% เบอร์เกอร์คิงจีน อัดฉีด 350 ล้านดอลลาร์ ขยายสาขา 4,000 แห่ง สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่การต่อยอดธุรกิจ ทุนจีนร่วมแบรนด์ต่างชาติบุกตลาดในประเทศ

เมื่อวันที่ (14 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Jeenthai Business Inside  ได้รายงานว่า ‘เบอร์เกอร์คิงจีน’ ก็ขายแล้ว บ.ที่เคยลงทุนใน Mixue เข้าถือหุ้น 83%

สื่อจีนรายงานว่าหลังจากที่สตาร์บัคส์ (Starbucks) เพิ่งขายหุ้นใหญ่ในธุรกิจจีนไป ล่าสุดธุรกิจของเบอร์เกอร์คิง (BurgerKing) ในจีน ก็ถูกซื้อโดยกลุ่มทุนจีนเช่นกัน

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. CPE源峰 (CPE) (บริษัทไพรเวทอิควิตี้ของจีน) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติอเมริกันอย่าง เบอร์เกอร์คิง โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ "เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน"

ก่อนหน้านี้ Restaurant Brands International (RBI) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เกือบ 100%

ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ CPE จะอัดฉีดเงินทุนเริ่มต้น 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เพื่อสนับสนุนการขยายสาขา การตลาด การพัฒนานวัตกรรมเมนู และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน จะได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแบรนด์เบอร์เกอร์คิงในประเทศจีนแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 20 ปี

หลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้น CPE จะถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน ประมาณ 83% ในขณะที่ RBI (บริษัทแม่) จะคงเหลือหุ้นไว้ประมาณ 17%

CPE เป็นบริษัทลงทุนสัญชาติจีนที่มุ่งเน้นในกลุ่มธุรกิจบริการและอุปโภคบริโภค โดยได้ลงทุนในกลุ่มนี้ไปแล้วราว 1 หมื่นล้านหยวน บริษัทที่ CPE เคยลงทุนด้วยมีทั้ง มี่เสวี่ย ปิงเฉิง (Mixue Bingcheng), Aier Eye Hospital (爱尔眼科), Laopu Gold (老铺黄金), Pop Mart (泡泡玛特) และอื่นๆ อีกหลายแห่ง

ตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะขยายสาขาเบอร์เกอร์คิงในจีน จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 1,250 แห่ง เพิ่มเป็นมากกว่า 4,000 แห่ง ภายในปี 2035

ดีลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2026 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติตามกฎระเบียบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ สตาร์บัคส์เพิ่งประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Boyu Capital (博裕投资) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในจีน โดย Boyu ถือหุ้น 60% และสตาร์บัคส์ถือ 40%

ในอนาคต รูปแบบการที่ต่างชาติและจีนร่วมทุนกัน เพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างประเทศขยายตลาดในจีน อาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top