Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

‘ประธานาธิบดีมาดากัสการ์’ เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังม็อบ Gen Z ลุกฮือทั่วเมือง!! กองทัพทหารกำลังยึดอำนาจ

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีแอนดรี ราโจเอลินา (Andry Rajoelina) แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันอาทิตย์ หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ที่บานปลายจนกองทัพบางส่วนประกาศเข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้รัฐบาลสูญเสียการควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวเผยว่า ผู้นำรายนี้ออกเดินทางด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของประเทศ

ราโจเอลินากล่าวผ่านเฟซบุ๊กในคืนวันจันทร์ว่า ตน “ต้องย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิต” แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มาดากัสการ์ 'ถูกทำลาย' ขณะที่ฝรั่งเศสยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการหลบหนี แต่เรียกร้องให้ประเทศกลับคืนสู่ระเบียบรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จากปัญหาขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า ก่อนลุกลามเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาทุจริตและบริหารล้มเหลว กลุ่มเยาวชนและหน่วยทหารพิเศษ CAPSAT ซึ่งเคยช่วยราโจเอลินายึดอำนาจเมื่อปี 2009 ได้หันมาสนับสนุนผู้ชุมนุมแทน โดยประกาศจะไม่ยิงใส่ประชาชน แต่จะแต่งตั้งผู้นำทหารคนใหม่

ทั้งนี้ ม็อบนับพันยังคงปักหลักในจัตุรัสกลางกรุงอันตานานาริโว เรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทะลุ 22 รายแล้ว โดยมาดากัสการ์มีประชากรราว 30 ล้านคน และกว่า 75% อยู่ในภาวะยากจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นชนวนสำคัญของการลุกฮือครั้งนี้

‘พัค มิน-โฮ’ นักศึกษาผู้ถูกทรมานจนเสียชีวิต จุดไฟเดือดกลางกรุงโซล สะเทือนสัมพันธ์เกาหลีใต้–กัมพูชา

'เดือดถึงโซล!' เกาหลีใต้ปะทุโกรธ หลังนักศึกษาถูกแก๊งสแกมกัมพูชาทรมานตาย — ผู้นำสั่งลุยทุกทางปกป้องพลเมือง โซล / 14 ตุลาคม 2025 — เกาหลีใต้ระอุทั้งประเทศ หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญ 'นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลี' ถูกหลอกลวงไปกัมพูชา ก่อนถูกแก๊งสแกมจับขัง ทรมานจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม — จุดชนวนให้ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง สั่งระดม 'ปฏิบัติการทางการทูตเต็มรูปแบบ' และยกระดับคำเตือนการเดินทางไปกัมพูชาเป็นระดับพิเศษ พร้อมประกาศกร้าว “ชีวิตของพลเมืองเกาหลีทุกคน คือความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐ!”

🔥 คดี 'พัค มิน-โฮ' จุดไฟเดือด — เหยื่อถูกทรมานจนตายกลางค่ายสแกม
เหยื่อคือ พัค มิน-โฮ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยจากกรุงโซล ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกขังในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พยานผู้รอดชีวิตเล่าว่า “เขาถูกซ้อมด้วยท่อเหล็ก ถูกช็อตไฟ จนเดินไม่ได้ หายใจไม่ออก และตายในรถระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล” ศพของพัคยังคงถูกเก็บในห้องเย็นที่พนมเปญมานานกว่าสองเดือน ขณะที่ครอบครัวร่ำไห้เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างลูกชายกลับบ้าน “อย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์” อัยการกัมพูชาได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับผู้ต้องสงสัยชาวจีน 3 คน และยังมีอีก 2 รายที่หลบหนีไปได้ — จุดกระแสโกรธแค้นในเกาหลีใต้ราวกับระเบิดเวลา!

🧨 โซลตั้งโต๊ะพิเศษในพนมเปญ — สส.เสนอ 'ถึงขั้นใช้กำลังทหาร'
ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด่วน พร้อมสั่งตั้ง 'ทีมเฉพาะกิจฉุกเฉิน' ภายใต้การกำกับของที่ปรึกษาความมั่นคง วี ซอง-รัก (Wi Sung-lac) เพื่อเร่งช่วยเหลือและนำพลเมืองกลับประเทศโดยเร็วที่สุด รัฐบาลเตรียมส่งตำรวจชุดพิเศษไปตั้ง “โต๊ะตำรวจเกาหลี (Korean Desk)” ในพนมเปญ เพื่อร่วมสอบสวนกับตำรวจท้องถิ่นโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการและขอคำชี้แจงเร่งด่วน แต่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด คือคำกล่าวของ อี อึน-จู สส.พรรคประชาธิปไตย ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กอย่างดุเดือดว่า
> “ถ้ากัมพูชาไม่รับผิดชอบต่อชีวิตพลเมืองของเรา รัฐบาลเกาหลีควรพิจารณาทุกมาตรการ — แม้แต่การปฏิบัติการทางทหาร!”

⚠️ ยกระดับเตือนภัยกัมพูชา “ห้ามเดินทางถ้าไม่จำเป็น!”
หลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีใต้ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา — รวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ — ขึ้นเป็น “ระดับพิเศษ” (Special Advisory) รัฐบาลประกาศชัดให้พลเมือง “หลีกเลี่ยงการเดินทางทุกกรณีที่ไม่จำเป็น” และให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง “รีบออกจากประเทศทันที”

📊 ตัวเลขสะท้อนวิกฤต — คดีเพิ่ม 20 เท่าภายใน 2 ปี!
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้:
ปี 2023 มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียง 17 ราย
ปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 220 ราย และในปี 2025 จนถึงเดือนสิงหาคม ตัวเลขทะลุ 330 รายแล้ว! หลายคดีมีลักษณะคล้ายกัน — ถูกหลอกให้มาทำงาน, ถูกยึดพาสปอร์ต, ขังในค่าย, และบังคับให้ร่วมหลอกลวงออนไลน์

⚖️ Amnesty ชี้ 'กัมพูชาเพิกเฉย' ต่อค่ายสแกมกว่า 50 แห่ง
องค์กร Amnesty International เปิดเผยรายงานล่าสุด ระบุว่ามีค่ายสแกมขนาดใหญ่กว่า 53 แห่งทั่วกัมพูชา และกล่าวหาว่ารัฐบาลพนมเปญ “ปล่อยปละละเลย” จนปัญหาลุกลามเป็นระดับภูมิภาค ในโซล กระแสสังคมกำลังกดดันอย่างหนักให้รัฐบาลใช้ “มาตรการตอบโต้เชิงรุก” ต่อกัมพูชา — บางสำนักข่าวถึงกับพาดหัวว่า “เกาหลีอาจไม่ทนอีกต่อไป”

📍สรุป:
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ 'คดีอาชญากรรม' อีกต่อไป แต่กลายเป็น 'จุดแตกหักทางการทูต' ที่สั่นสะเทือนระหว่าง เกาหลีใต้–กัมพูชา และอาจกลายเป็นครั้งแรกที่กรุงโซล “ขู่ใช้มาตรการทางทหาร” ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากรัฐบาลพนมเปญยังคงนิ่งเฉยต่อชีวิตคนเกาหลี!

📰 อ้างอิง:
The Guardian (14 Oct 2025) — Student’s alleged torture death by Cambodia scammers sparks turmoil in South Korea
Yonhap News Agency (Oct 2025)
Reuters (10 Oct 2025) — South Korea summons Cambodian ambassador over job scams

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือ ‘อนุทิน’ จี้ยกเลิก MOU43-44 เหตุเขมรละเมิดข้อตกลงร้ายแรง ให้มีผล 8 เดือนข้างหน้า

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือให้ยายกฯ ที่รัฐสภา เรียกร้อง ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลใน 8 เดือนข้างหน้า ระหว่างนี้ให้ระงับการประชุม JBC, GBC และ RBC ไว้ก่อน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ (14 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงอาคารรัฐสภา เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเวลา 10.00 น. ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมรัฐสภา โดยเมื่อมาถึง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงร้ายแรง โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก 8 เดือนข้างหน้า และระหว่างนี้ให้ระงับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไว้ก่อน จนกว่าจะมีมติยกเลิก MOU43 และ MOU44 ด้านนายกฯรับหนังสือ พร้อมระบุว่าขอไปอ่านเอกสารก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้นายกฯได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งเป็นวันแรก จากเดิมใช้รถยนต์ส่วนตัวโรลส์รอยซ์ ทะเบียน วอ3333 กรุงเทพมหานคร มาเป็นรถยนต์ Mercedes-Benz S600 Guard Sedan Long สีดำ ทะเบียน 4 กค 29 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ

สำหรับหนังสือขอให้ยกเลิก MOU2543 และ MOU2544 มีรายละเอียดดังนี้

ด่วนที่สุด
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

เรื่อง ขอให้ยกเลิก MOU2543 เนื่องจากประเทศกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ตาม มาตรา ๖๐ และให้ยกเลิก MOU2544 เนื่องจากเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติ ได้จริงตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

สิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) บทความเรื่องไทยควรยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๒) ข้อดี ข้อเสีย และวิธีจัดการ MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๓) บทความเรื่อง การเลิกสนธิสัญญาหนึ่งใดที่ไม่มีบทบัญญัติให้เลิกได้ โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๔) บทความเรื่องเขตแดนทางบกไทย- กัมพูชา ตอนที่ ๑ : สิ่งที่เป็นปัญหาของ MOU 2543 โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม

(๕) บทความเรื่อง MOU 2544 กับดักกินบ้านกินเมืองด้วยบันไดสามขั้น โดยพลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์

ตามที่ประเทศกัมพูชาได้กระทำการละเมิดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำเขตหลักเขตแดนทางบก MOU 2543 อย่างร้ายแรง ทำการรุกรานโดยการใช้อาวุธสงครามและใช้กำลังทหารเข้าล่วงล้ำดินแดนไทย มีเจตนาใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวด BM.21 ยิงใส่ในพื้นที่ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทำให้โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนเสียหาย มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและล้มตาย ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหายทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่บริเวณแนวชายแดน มีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจนทหารและประชาชนเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ พิการ และล้มตาย ในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ด้วยเหตุที่กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดรุกรานประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นการละเมิดข้อ ๘ และ ๓ ของข้อ ๓ และข้อ ๕ ของ MOU 2543 อย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิกได้ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๖๐ ได้กำหนดเหตุแห่งการยกเลิกสนธิสัญญาไว้ว่า “...การฝ่าฝืนสนธิสัญญาอย่างร้ายแรงโดยรัฐภาคีฝ่ายหนึ่ง หรือรัฐใดรัฐหนึ่ง (material breach) เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือรัฐภาคีอื่นยกเป็นเหตุเพื่อเลิกหรือระงับการใช้บังคับของสนธิสัญญาได้ เมื่อปรากฏการณ์ละเมิด...”

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU 2543 โดยอาศัยมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ จะต้องแสดงความตระหนักเพื่อรักษาสิทธิในนามรัฐบาลไทยโดยทันที มิใช่การแสดงความลังเลสงสัยด้วยการออกเสียงประชามติหรือความสัมพันธ์ดีขึ้น หรือกลับไปประชุมใดๆ ที่เป็นการแสดงออกเสมือนว่าไม่ได้มีการละเมิดร้ายแรง หรือเสมือนว่ายอมรับ MOU 2543 เหมือนเดิม อันอาจจะทำให้ประเทศไทยเสียสิทธิการใช้มาตรา ๖๐ ตามข้อจำกัดในมาตรา ๔๕ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

ดังนั้น จึงขอให้ท่านประกาศยกเลิก MOU 2543 โดยทันที และ แจ้งให้รัฐบาลกัมพูชาได้ทราบตามมาตรา ๖๕ และให้มีผลการยกเลิกในอีก ๘ เดือนข้างหน้า อันเป็นการรักษาสิทธิในการยกเลิกเพื่อรอการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่ง โดยในระหว่างนี้จะทำให้การเจรจาใดๆ ภายใต้กลไกของ JBC GBC และ RBC ต้องไม่กระทบสิทธิของไทยในการยกเลิก MOU 2543 รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) และ (๒) ทั้งนี้ได้ส่งวิธีการยกเลิกมาแล้วตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๓) ซึ่งหากยกเลิกแล้วย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาข้อกำหนดในข้อ ๑(ค) และข้อ ๕ ประกอบข้อ ๘ ใน MOU2543 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๔)

ส่วน MOU 2544 การเจรจาไม่สามารถคืบหน้าได้ตลอดระยะเวลา ๒๔ ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลส่วนหนึ่งของการจัดทำเขตแดนทางบกตาม MOU 2543 ไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเขตที่ ๗๓ ซึ่งเป็นหลักจุดเริ่มต้นการแบ่งเขตทางทะเลยังไม่แล้วเสร็จ โดยประเทศกัมพูชายึดเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายทะเลสากลและกฎหมายระหว่างประเทศทำให้พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปใหญ่เกินจริง ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยและเกินสิทธิของประเทศกัมพูชา ประกอบกับพื้นที่ที่อ้างว่าจะไปพัฒนาร่วมนั้น ยังเป็นพื้นที่อ้างเกินสิทธิของประเทศกัมพูชาและยังเป็นพื้นที่ตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดประกาศพระบรมราชโองการกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะผู้ไปเจรจาไม่มีอำนาจในการเจรจากำหนดเขตพัฒนาร่วมตายตัวได้เช่นนี้ ดังนั้น MOU2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิก MOU2544 ตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ รายละเอียดปรากฏตามส่งที่ส่งมาด้วย (๕)

จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ให้ประเทศไทยเสียสิทธิและความชอบธรรมในการยกเลิกสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ในระหว่างนี้ให้สั่งการระงับการประชุม JBC GBC และ RBC ไว้ก่อนจนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติดังต่อไปนี้

(๑) ยกเลิก MOU 2543 ทันที โดยอ้างเหตุแห่งการที่ประเทศกัมพูชาละเมิดร้ายแรงตามมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิตามมาตรา ๔๕ โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๘ เดือนข้างหน้า ตามมาตรา ๖๕ ของอนุสัญญาเดียวกัน และ

(๒) ยกเลิก MOU 2544 ทันที โดยอ้างเหตุข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ตามหลักการของมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙
ขอแสดงความนับถือ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ดร.ธเนศ สุจารีกุล, นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม, ดร.สุวันชัย แสฃสุขเอี่ยม, ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์, นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์, นางสาวรสนา โตสิตระกูล, คมสัน โพธิ์คง, นายนิติธร ล้ำเหลือ และพี่น้องประชาชนอีกหลายคน

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

‘นีเวีย’ เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

นีเวียเปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยที่มีระดับความรู้สึกเหงาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสานต่อโครงการ NIVEA CONNECT: Together We Fight Social Isolation มุ่งสร้างความตระหนักรู้และร่วมต่อสู้กับปัญหาความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม สะท้อนจุดยืนของนีเวียที่เป็นมากกว่าแบรนด์สกินแคร์ แต่คือพลังแห่งการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

นีเวีย ได้เผยผลการวิจัย NIVEA CONNECT COMPASS เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการศึกษาระดับโลกว่าด้วยความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป พบว่าความเหงาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน และกำลังกลายเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบลึกซึ้งทั้งต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยอมรับว่ามีความรู้สึกเหงาอย่างน้อยเป็นบางครั้ง 57% ระบุว่ามีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองอยู่ลำพัง และ 54% เผชิญกับความรู้สึกว่าแยกจากผู้อื่น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่ารู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างน้อยเป็นบางครั้ง

ข้อมูลจากการสำรวจเผยว่า 1 ใน 5 คนรู้สึกเหงาบ่อยครั้ง และกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง กว่าหนึ่งในสามของผู้ที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเคยเผชิญภาวะเครียดและความรู้สึกหมดหนทาง ขณะที่เกือบ 60% รายงานว่ามีอาการเศร้า รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ผลวิจัยยังยืนยันว่า 63% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกที่จะปกปิดปัญหาเพราะรู้สึกอับอาย โดยมากกว่าครึ่ง (56%) ของผู้ที่รู้สึกเหงายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นไปอีก 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ชัดว่า 69% ของคนไทยเคยรู้สึกเหงา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้งซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเหงาได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะสังคมอบอุ่น แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมดิจิทัล รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกขาดการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว

รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16–24 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญความโดดเดี่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลคือความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงซึ่งอาจทำให้รู้สึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและขาดพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังยอมรับว่ารู้สึกอายที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ปัญหาความโดดเดี่ยวมักถูกซ่อนอยู่ภายในและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

นีเวียตระหนักถึงปัญหาความเหงาที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้เดินหน้าพันธกิจต่อสู้กับความเหงาในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวข้ามความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ด้วยการใส่ใจกันและกัน เพราะเพียงแค่การสังเกต การทักถาม หรือการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ ก็สามารถคลายความรู้สึกเหงาของหลายคนได้ 

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความเหงาและความรู้สึกถูกแยกออกจากสังคมกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน นีเวียมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ เราจึงเดินหน้าโครงการ NIVEA CONNECT ในประเทศไทยด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้า เพราะเด็กกลุ่มนี้คือผู้ที่ขาด “ครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น โดยได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งดูแลเด็กกำพร้าและเยาวชนขาดโอกาสกว่า 600 คน ให้ได้รับการเลี้ยงดูระยะยาวและการศึกษาที่เหมาะสม ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนเองและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เราจัดกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน ให้กับเยาวชนจากหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญเรายังมีกิจกรรมสร้างทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะที่สำคัญต่อการก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความโดดเดี่ยวในสังคม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนีเวียไม่ได้ดูแลเพียงแค่ผิว แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกมิติอีกด้วย”

เพราะในวันนี้ “ความเหงา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว นีเวียจึงอยากชวนคนไทยลองหันกลับมาสำรวจตนเองและคนรอบข้าง ว่า “มีใครใกล้ตัวคุณที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือไม่” เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต และรับฟัง ก็สามารถสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่เชื่อมโยงถึงกัน และ ความเหงาเบาลงได้ แค่ยอมรับและเปิดใจสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น นีเวียพร้อมส่งกำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณ ก้าวผ่านทุกความเดียวดาย

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

2 สาว NGO สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่วนวันชาติสเปน บุกพิพิธภัณฑ์มาดริด สาดสีใส่ภาพวาดโคลัมบัส ปี 1892

(14 ต.ค. 68) ตำรวจสเปนจับกุมหญิงนักเคลื่อนไหว 2 คนจากกลุ่ม Futuro Vegetal หลังสาดสีแดงใส่ภาพวาดชื่อดัง “Primer homenaje a Cristóbal Colón” ผลงานของศิลปิน โฮเซ การ์เนโล (José Garnelo) ปี 1892 ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ กรุงมาดริด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันชาติสเปน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้เข้าชมออกจากห้องจัดแสดงชั่วคราว

กลุ่มผู้ประท้วงอธิบายว่าการสาดสีดังกล่าวมีเจตนาเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้าน “การเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองจากอาณานิคม” พร้อมชูป้ายข้อความว่า “12 ตุลาคม ไม่มีอะไรให้น่าฉลอง” โดยต้องการสะท้อนให้เห็นผลกระทบจากระบบอาณานิคมในอดีตและวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ขณะที่ทางพิพิธภัณฑ์ระบุว่าภาพวาดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และสามารถฟื้นฟูคืนสภาพได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ตำรวจเปิดเผยว่าทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาทำลายมรดกทางวัฒนธรรม โดยต่อมา กองทัพเรือสเปนได้ออกแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ภาพวาดดังกล่าวได้รับการบูรณะเรียบร้อยและกลับมาเปิดให้ชมตามปกติ เหตุการณ์นี้ได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมอีกครั้งเกี่ยวกับ “ขอบเขตของการประท้วง” และ “การปกป้องมรดกศิลปะของชาติ”

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ยังมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อีกแห่งที่พิพิธภัณฑ์เรน่า โซเฟีย กรุงมาดริด เมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว Marea Palestina กว่า 20 คน นั่งประท้วงหน้า Guernica ผลงานชิ้นเอกของปิกัสโซ พร้อมถือป้าย “Stop genocide” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโจมตีในฉนวนกาซาและเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะยุติการชุมนุมอย่างสงบหลังผ่านไปประมาณ 40 นาที

‘เท้ง’ จี้ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ เคลียร์ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผี แม้มีเจตนาดี แต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

เท้ง จี้ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' ตอบให้ชัด 'กัน จอมพลัง' ขนเครื่องเสียงเปิดซาวด์ผี-เครื่องบินรบ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ หวั่นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก

(14 ต.ค.68) ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีและเครื่องบินรบ รวมถึงฉายหนังกลางแปลงยุคที่ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เมื่อถามว่าการปล่อยคลิปเสียงผีจะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกฯ และรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก

การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง หน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้

ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เปิดอย่างเป็นทางการ อนุสรณ์แห่งการสละชีพเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงประกอบพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 ซึ่งเป็นการลุกฮือของกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลคณะราษฎร

หลังเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดพิธีฌาปนกิจวีรชนทั้ง 17 อย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477 ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดพิธีศพสามัญชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยอัฐิของผู้เสียชีวิตถูกบรรจุไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองก่อนนำกลับมาฝังภายในอนุสาวรีย์เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบโดย “หลวงนฤมิตรเรขการ” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งยึดหลักอุดมการณ์ 5 ประการของรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของราษฎรไทยในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย

แม้อนุสาวรีย์แห่งนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากพื้นที่จริงในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์และเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเสียสละของประชาชนรุ่นแรกที่ยืนหยัดปกป้องรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์สำคัญของยุคคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจนถึงวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top