Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมปกป้องอธิปไตยทางทะเล พิทักษ์อ่าวไทยให้มั่นคงปลอดภัย

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์พื้นที่ทางทะเลในเขตรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 1 โดยนำกำลังทางเรือ ได้แก่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเฮลิคอปเตอร์  และเรือตรวจการณ์หมายเลข 265 ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ทางทะเลของไทย บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด และเส้นแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย–กัมพูชา

การนี้ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประชุมวางแผนและติดตามความพร้อมตามแผนป้องกันชายแดนทางทะเล พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติแก่กำลังพลให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น และทุ่มเทอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลของชาติ และป้องกันมิให้มีการรุกล้ำอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยโดยเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงกรณีข่าวการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจ ต้องส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อ และต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ

(11 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบรายงานในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น 

ขอเรียนว่ารายงานการพิจารณาศึกษาดังกล่าวเป็นการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ความเห็นและข้อเสนอเหล่านี้จะถูกส่งไปยังฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ทั้งในด้านโครงสร้างการปกครอง ระบบราชการ ปัจจัยการบริหาร รวมทั้งข้อกฎหมาย 

ผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าว มีข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ข้อเสนอแนะในบางเรื่องจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณาในรายละเอียด ความพร้อมของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะใดที่สามารถจะดำเนินการได้และเป็นประโยชน์แก่สังคมและพี่น้องประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำไปพิจารณาดำเนินการทันที รวมทั้งหากนายกรัฐมนตรีมีการสั่งการ หรือคณะรัฐมนตรีมีมติเป็นประการใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมปฏิบัติต่อไป

ผบช.ตชด.ห่วงใยอธิปไตยของชาติ สนองนโยบาย ผบ.ตร. สั่งเสริมกำลังบูรณาการร่วม ทหาร-ตำรวจภูธรภาค 2 ลงพื้นที่บ้านหนองจาน สระแก้ว พร้อมดูแลประชาชน ปกป้องอธิปไตย

(11 ต.ค. 68) พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาชายแดน ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนและกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จัดกำลังพลบูรณาการร่วมการปฏิบัติกับ ทหาร และตำรวจภูธรภาค 2 โดยได้ส่งกำลังพลเดินทางเข้าสนับสนุนในพื้นที่ จ.สระแก้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลและควบคุม สถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจาน  

โดยได้มีการเน้นย้ำกับ กำลังพลทุกนาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ กล้าหาญและอดทน ปฏิบัติการทางยุทธวิธีตามหลักสากล อดทน อดกลั้น ต่อการยั่วยุ และเน้นการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและการซึ้งรักษาอธิปไตยของขาติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ยังเปิดเผยอีกว่า ตชด.ได้ตรึงกำลังหน้าแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ 7 จังหวัด เต็มอัตรา 100%  ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน สำหรับพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ตชด.ได้ร่วมปฏิบัติการกับเหล่าทัพ และประสานการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนชุด EOD และ K-9 ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กำลังพลทุกนายปลอดภัยดี ทั้งนี้ ขอยืนยันและขอให้เชื่อมั่นว่า ตชด.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และยืนหยัดเคียงข้างประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ให้ใครมารุกรานอย่างแน่นอน

‘จีน’ ย้ำ!! บทบาทคนกลาง วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ยินดีให้คำปรึกษา!! ส่งเสริมสันติภาพ ผ่านกลไกอาเซียน

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Wang Wenbin Chinese Ambassador to the Kingdom of Cambodia 汪文斌 โดยระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนได้ยึดมั่นในตําแหน่งที่ยุติธรรมและเป็นธรรมและพยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อส่งเสริมการเจรจาเพื่อความสงบสุข

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และประเทศไทย ได้บรรลุผลใน Anning มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศให้คําปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ และทูตพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศของจีนสําหรับกิจการเอเชียได้เดินทางไปรับส่งทางการทูตหลายแห่งเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นของจีน มาเลเซีย และพรรคต่าง ๆ กัมพูชา และประเทศไทย บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงและทั้งสองฝ่ายกําลังสื่อสารผ่านกลไกทวิภาคี พรรคที่เกี่ยวข้องได้กล่าวถึงประเทศจีนอย่างมากสําหรับการเล่นบทบาทที่ไม่อาจแทนที่ในกระบวนการนี้

จีนสนับสนุนกัมพูชา และประเทศไทย ในการระงับข้อพิพาทผ่านการสนทนาและการให้คําปรึกษา และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะเก้าอี้หมุนเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานทางการเมืองของประเด็นผ่านวิถีอาเซียน จีนพร้อมที่จะอยู่ ท่ามกลางเจตจํานงของกัมพูชา และประเทศไทย ส่งเสริมการเจรจาต่อไป เพื่อสันติภาพในแบบของเราและการเล่นบทบาทที่สร้างสรรค์ในการรวมข้อตกลงการหยุดยิงและพัฒนาข้อพิพาทอย่างสันติภาพ

จีนดําเนินความร่วมมือป้องกันปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชา และประเทศไทย สื่อตะวันตกของแต่ละบุคคลพยายามที่จะใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อหว่านความขัดแย้งระหว่างจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ความพยายามเช่นนี้จะไม่ประสบความสําเร็จ

ทีมเจรจา กาตาร์ สูญเสีย!! 3 นักการทูตดับที่อียิปต์ ก่อน!! ประชุมสันติภาพ ตะวันออกกลาง

(12 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ผู้เจรจาสันติภาพชาวกาตาร์ 3 รายเสียชีวิตจากเหตุรถชนในอียิปต์

อุบัติเหตุทางรถยนต์อันน่าสยดสยองใกล้เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่การทูตกาตาร์เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย
รายงานเบื้องต้นระบุว่าเหยื่อเป็นสมาชิกทีมเจรจาของนายกรัฐมนตรีกาตาร์ในภูมิภาคเพื่อเจรจาเกี่ยวกับความพยายามสร้างสันติภาพในฉนวนกาซาที่กำลังดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันสาเหตุของการตกดังกล่าว

โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ผู้นำโลกหลายคน รวมถึงทรัมป์และมาครง จะเดินทางมาถึงเมืองชาร์มเอลชีค เพื่อหารือเรื่องสันติภาพตะวันออกกลางที่สำคัญ

เมื่อผู้นำเหล็กกลายเป็นเกมเมอร์ ‘อัสซาด’ ในหอคอย ‘มอสโก’ ท่ามกลาง!! เสียงเรียกร้องปูติน ให้ส่งตัวขึ้นศาลอาชญากรสงคราม

(12 ต.ค. 68) จากผู้นำเหล็กแห่งดามัสกัสที่ครองอำนาจเกือบ 25 ปี สู่ชายวัย 63 ที่ใช้เวลาว่างเล่นเกมวางแผนกลยุทธ์ในคอนโดหรู “City of Capitals” กลางมอสโกซิตี้ เมืองหลวงแห่งทุนและหรูหราของรัสเซีย

หลังเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มฮายัต ตาห์รีร์ อัชชาม (HTS) ยึดกรุงดามัสกัส อัสซาดและครอบครัวถูกขนย้ายออกจากซีเรียด้วยเครื่องบินทหารรัสเซียจากฐานคมเมมิม—ตรงสู่รัสเซีย ภายใต้ “ข้อตกลงมนุษยธรรม” ที่มอสโกยืนยันว่าเป็นการ “ช่วยเหลือเพื่อนเก่า” มากกว่าการให้ที่ลี้ภัยทางการเมือง

รายงานของ Die Zeit ผ่าน Ynet News เผยว่า อัสซาดกับอัสมา ภรรยาผู้ป่วยมะเร็ง (ที่ข่าวระบุว่ากลับมาอีกครั้ง) และลูกสามคน พักอยู่ในหอคอยสูง 76 ชั้น มีคอนโดถึง 20 ยูนิตในชื่อครอบครัว ใช้ชีวิตเงียบหรูใต้การคุ้มกันของบอดี้การ์ดส่วนตัวที่รัสเซียจัดให้ “อัสซาดชอบเล่นเกมออนไลน์แนววางแผนสงคราม ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์” แหล่งข่าวอดีตนายทหารซีเรียผู้ใกล้ชิดเปิดเผยกับ Die Zeit

สื่อรัสเซียรายงานเสริมว่า “มาเฮอร์ อัล-อัสซาด” น้องชายของเขาก็อาศัยอยู่ในกรุงมอสโกเช่นกัน พักที่โรงแรม Four Seasons ดื่มไวน์ สูบบุหรี่ และติดต่อกับเครือข่ายนายทหารซีเรียราว 1,200 นายที่ยังคงมีฐานอยู่ในรัสเซีย ซึ่งบางคนร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตาจาก “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

ฝั่งตะวันตกไม่ปล่อยผ่าน—สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเรียกร้องให้รัสเซียส่งตัวอัสซาดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะ “อาชญากรสงคราม” จากความสูญเสียกว่า 5 แสนชีวิตในสงครามซีเรีย ขณะที่กลุ่ม HTS เองก็แถลงขอให้ “ส่งตัวอัสซาดคืนประเทศเพื่อรับโทษ”

แต่เครมลินยืนยันเสียงแข็งว่า “นี่คือการคุ้มครองด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม” พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอธิบายว่า “อดีตประธานาธิบดีซีเรียไม่มีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสงบ”

แต่ในสายตาประชาคมโลก เขายังคือเงาของสงครามที่ยังไม่จางจากดินแดนซีเรีย…
เกมอาจเปลี่ยน แต่ “คนเล่น” อาจยังเป็นคนเดิม

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเป็นครั้งแรก หลังไม่ได้รับ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่เพิ่งประกาศไป

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ...

"The person who actually got the Nobel Prize called today, called me and said, I'm accepting this in honor of you because you really deserved it. A very nice thing to do. I didn't say then give it to me though. I think she might have. She was very nice. . They've they need a lot of help in Venezuela. It's a basic disaster.. But I don't take, I'm happy because I saved millions of lives."

“คนที่ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริงโทรมาหาผมแล้วเธอก็บอกว่าขอมอบรางวัลนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผมเพราะจริง ๆ แล้วผมสมควรได้รับมัน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก แต่ผมไม่ได้พูดนะว่างั้นเอาให้เลยสิ แต่ผมคิดว่าเธออาจจะทำแบบนั้นก็ได้และธอเป็นคนดีมาก ผมว่าเวเนซุเอลาต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเพราะที่นั่นคือหายนะขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว แต่อย่างไรผมไม่ถือสาผมมีความสุขแล้ว เพราะผมได้ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านไว้” 

-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-

นับเป็นคำกล่าวครั้งแรก หลังไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งรางวัลกลับตกเป็นของ ‘มารีอา โครินา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวจากเวเนซุเอลา ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างไม่ย่อท้อ และไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาทุกคน 

เผย “ฮุน เซน” อารมณ์ร้อน คาดเวียดนามยังครองอิทธิพลในกัมพูชา

(12 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 1986 ว่า สมเด็จฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นคน “คาดเดาได้ยาก อารมณ์ร้อน และระแวดระวังคนแปลกหน้า” พร้อมคาดการณ์ว่าแม้เวียดนามจะถอนทหารออกจากกัมพูชา แต่ก็จะยังคงมีอิทธิพลเหนือลูกศิษย์การเมืองของตนต่อไป

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Cambodia: How Viable the Heng Samrin Regime?” จัดทำขึ้นในปี 1986 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ภายหลังซีไอเอเปิดคลังข้อมูลกว่า 12 ล้านหน้าออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเข้าถึงได้เฉพาะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ในรัฐแมรีแลนด์

วิเคราะห์โดยซีไอเอ: เวียดนามยังคงครอบงำกัมพูชา
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น 7 ปีหลังจากที่กองทัพเวียดนามและกองกำลังกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ รวมถึงฮุน เซน ได้ร่วมกันโค่นล้มระบอบโพล พต ซีไอเอวิเคราะห์ว่า เวียดนามไม่มีความพร้อมจะ “ส่งมอบอำนาจอย่างแท้จริง” ให้แก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ที่นำโดยผู้นำซึ่งต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่า การถอนกำลังของเวียดนามที่ประกาศไว้เมื่อปี 1985 จำนวนประมาณ 130,000–140,000 นายภายในปี 1990 นั้น “ไม่อาจเป็นไปได้จริง” เนื่องจากรัฐบาลและกองทัพกัมพูชายัง “ไร้ประสิทธิภาพและพึ่งพาเวียดนามอย่างมาก”

> “สถาบันของ PRK พัฒนาได้ช้าและไม่มั่นคง รัฐบาลยังอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ปรึกษาชาวเวียดนาม กองทัพก็ยังไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองและยุทธวิธี”

ซีไอเอยังระบุว่า เวียดนามอาจต้องใช้ “มาตรการลับ” เพื่อปกปิดอิทธิพลที่แท้จริงของตน เช่น การสอดแทรกทหารเวียดนามเข้าไปในหน่วยรบของกัมพูชา เพื่อแสร้งทำเป็นว่ากัมพูชาปกครองตนเองได้

> “ฮานอยเข้าใจดีว่าความอ่อนแอของ PRK ทำให้กำหนดเวลาถอนทัพไม่เป็นจริง และเราคาดว่าเวียดนามจะใช้เล่ห์กล เช่น ผนวกทหารของตนเข้าไปในหน่วยกัมพูชา เพื่อคงการปรากฏตัวหลังปี 1990”

ความเกลียดชังเวียดนามในหมู่กัมพูชาฝังรากลึก
รายงานของซีไอเอระบุว่า “ความรู้สึกต่อต้านเวียดนามฝังแน่นในหมู่ชาวกัมพูชาและในรัฐบาล PRK เอง” ซึ่งเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ของผู้นำประเทศ เพราะหากเวียดนามถอนตัวเร็วเกินไป อาจเปิดทางให้เขมรแดงกลับมาก่อการอีกครั้ง

เอกสารยังกล่าวถึงการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา ว่าแม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งผู้อพยพอย่างเป็นทางการ แต่ “ฮานอยก็ไม่ได้พยายามหยุดยั้งอย่างจริงจัง และชาวเวียดนามบางส่วนยังได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ PRK บางข้อ”

การประเมินผู้นำกัมพูชา: ฮุน เซน และเฮง สัมริน
ในภาคผนวกของรายงาน ซีไอเอให้ข้อมูลประเมินผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้น

ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภารัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985) ถูกมองว่า “น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล PRK” แต่ก็ได้รับการประเมินเชิงลบจากฝ่ายอเมริกันว่าเป็น “บุคคลที่คาดเดาไม่ได้ อารมณ์ร้อน และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

เฮง สัมริน ประธานาธิบดีในนาม ถูกมองว่าเป็นผู้นำ “ตามตำแหน่งมากกว่าความจริง”
บู ถัง ผู้ว่าราชการจังหวัดราตานักคีรี ถูกเรียกว่า “รถไถ” (the bulldozer) เพราะมีสไตล์การบริหารที่แข็งกร้าว

ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์
เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปี 1989 เปิดทางให้มี ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1991 และ การเลือกตั้งทั่วไปปี 1993 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง ฮุน เซน และ เจ้าชายโนโรดม รณฤทธิ์
แต่ในปี 1997 ฮุน เซนได้ขับฝ่ายพันธมิตร “ฟุนซินเปก” ออกจากอำนาจ และกลับมาครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน

มุมมองนักประวัติศาสตร์
เดวิด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านกัมพูชา กล่าวในอีเมลว่า หากซีไอเอรู้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีกสามปีต่อมา รายงานฉบับนั้นคงจะต่างออกไปอย่างมาก

> “ในปี 1986 ไม่มีใคร—including CIA—คาดการณ์ได้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มในอีกสามปีต่อมา” แชนด์เลอร์กล่าว
“แต่ก็จริงที่ว่า เวียดนามในเวลานั้นหวังจะคงอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาไว้ให้ได้ เหมือนที่เคยมีต่อประเทศลาว”

‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธ!! กรณีตำหนิ ‘รองณัฎฐ์’ ขอเงินวัด 15 ล้าน เตรียม!! ดำเนินคดีผู้เผยแพร่

(13 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า …

ข่าวนี้เป็นข่าวลวงนะครับ ขอยืนยันเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเนื้อข่าวชิ้นนี้ ผมจะให้นักกฎหมายดำเนินคดีต่อผู้นำเสนอข้อมูลนี้ด้วยครับ

ทั้งนี้ ข่าวปลอมดังกล่าวระบุ อนุทินตำหนิพล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้าน

ศาลยกฟ้อง!! ‘ณวัฒน์’ คดีหมิ่น ‘อนุทิน’ ปมวิจารณ์โควิด ฝ่ายนายกฯ ยังไม่จบ!! เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ขอสู้ต่อ!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Executive Director องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีถูก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทจากการวิจารณ์สถานการณ์และมาตรการรับมือโรคระบาดโควิด-19 โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง แต่ฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิ์ยื่น อุทธรณ์ต่อ

ทั้งนี้คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

มูลเหตุของการฟ้องร้องมาจากการที่ นายณวัฒน์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นและการสอดแทรกถ้อยคำตำหนิให้ร้ายของคุณณวัฒน์ มีเจตนาทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า นายอนุทิน เป็นผู้เสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่เป็นความจริง และทำให้เสียชื่อเสียง

ล่าสุด!! นายณวัฒน์ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่ง ยกฟ้อง ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปตามสิทธิ์ของพลเมืองในการตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะและรัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นายณวัฒน์ได้ระบุในโพสต์ว่า "ศาลยกฟ้องแต่นายกอุทธรณ์ต่อ" พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิว่า "คนสาธารณะวิจารณ์ก็ไม่ได้ศาลบอกมูลเหตุไม่เพียงพอท่านนายกก็สั่งให้ทีมอุทธรณ์ จนศาลรับเข้าสู่ขบวนการสืบสวน เรื่องแค่นี้เองอยากให้ท่านเอาเวลาไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดดีกว่าครับ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top