Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 

ตำรวจภาค 1 ถลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าล็อตยักษ์! ยึดทะลุ 4.8 หมื่นชิ้น มูลค่าพุ่ง 20 ล้าน – ขนจากใต้ส่งภาคกลาง แฉคนขับได้เที่ยวละ 3 พัน

(14 ต.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 แถลงผลการปฏิบัติการ กวาดล้างขบวนการบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนภาค 1 ทลายเครือข่ายลักลอบขนสินค้าต้องห้ามรายใหญ่ ยึดของกลางได้กว่า 48,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

คดีนี้ปูทางมาจากเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้จับกุม นายจีรพิวัฒน์ คนขับรถบรรทุก ลอบขนบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 4,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เข้าสู่จังหวัดลพบุรี โดยสกัดจับได้ที่บริเวณแยกไฟแดงนิคมสร้างตนเอง ถนนพหลโยธิน

หลังจากนั้นชุดสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง จนพบว่าเครือข่ายนี้โยงใยกว้างขวาง มีเส้นทางลำเลียงสินค้าจาก อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขึ้นมาส่งในพื้นที่ ภาคกลางและปริมณฑล ก่อนจะกระจายต่อให้ร้านค้ารายย่อย

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมและวางแผนปิดล้อมสกัดจับ จนสามารถรวบผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 ราย ขณะขับรถตู้ทึบขนบุหรี่ไฟฟ้าล็อตใหญ่จากภาคใต้ขึ้นเหนือได้สำเร็จ

ผลการตรวจค้นถึงกับตะลึง! พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้ากองโต กว่า 48,000 ชิ้น อัดแน่นเต็มคันรถ มูลค่ารวมทะลุ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การรับสารภาพตรงกันว่า ได้รับค่าจ้างเพียง เที่ยวละ 3,000 บาท โดยขับรถไปจอดตามจุดนัดหมายให้เครือข่ายมารับช่วงกระจายต่อ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฐาน “นำหรือพาของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง” เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ก่อนส่งตัวผู้ต้องหาและของกลางให้ พนักงานสอบสวน สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.ลพบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 กล่าวย้ำว่า การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยร้ายต่อสังคม โดยเฉพาะต่อเยาวชนที่อาจตกเป็นเหยื่อ “ตำรวจภูธรภาค 1 จะเดินหน้ากวาดล้างอย่างเข้มข้นทุกมิติ เพื่อสกัดสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่ภาคกลาง

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

‘อ.ปานเทพ’ เห็นต่าง ‘นักสิทธิมนุษยชน’ ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ชี้ ต้องผลักดันคนกัมพูชา ที่รุกรานแผ่นดินไทยนานหลายสิบปี

(14 ต.ค. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนชาวไทยหลายคน ไม่เห็นด้วยที่กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหวังให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวอพยพออกไป เนื่องจากมีรายงานว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของฝ่ายไทย

โดยนายปานเทพ ระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในประเทศไทย รุกรานยึดแผ่นดินมาหลายสิบปี ดังนั้น หากต้องให้เลือกระหว่างมนุษยชนของคนกัมพูชา กับสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในฐานะที่เป็นคนไทย และเห็นว่าเราถูกรุกรานก็ต้องทำทุกวิถีทาง ในทุกรูปแบบที่จะสามารถผลักดันคนกัมพูชาออกไปให้ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการใช้อาวุธสงครามและทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย การกระทำที่ยังอยู่ในกรอบและหนทางที่ทำได้ ซึ่งการกดดันก็เป็นหนึ่งวิธีที่สามารถผลักดันได้แบบสันติวิธี จึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างฝ่ายไทยถูกละเมิดแล้วอยู่เฉยๆ หรือรักษาสิทธิมนุษยชนของคนไทย และแน่นอนว่าสิทธิของคนไทยต้องมาก่อน เพราะเขาคือคนไทย อย่าลืมว่านี่คือราชอาณาจักรไทย คนไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ช่วยกันปกป้อง ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคํานึงถึงสิทธิของคนไทยก่อนคนกัมพูชา

“ผมมองต่างจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะคํานึงถึงสิทธิที่ต้องเลือก ระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนเสียสละและต้องถูกจัดการออกไปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ด้วยวาจา เพราะการใช้วาจาเขาก็ไม่ถอย เราคิดเสียว่ามีคนรุกรานบ้านเรา แผ่นดินบ้านเรา เอาเข้ามาในรั้วเราเลย แล้วเราเจรจาไปผ่านไป 40 ปีแล้ว แต่เขาไม่ถอย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชาผมจึงให้ความสำคัญกับคนไทยก่อน”

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมันเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเมตตาช่วยเหลือคนกัมพูชา ที่เขาเดือดร้อนจากการสู้รบของเขมรแดง แต่กลับถูกเนรคุณ เพราะฉะนั้น กรณีแบบนี้คนไทยต้องหาทางจัดการในทุกวิถีทาง อย่าลืมว่าทางกัมพูชาใช้กลยุทธ์พลเรือนเป็นโล่ห์ เพื่อทำให้คนไทยไม่กล้าทำอะไรในการรุกรานแผ่นดินไทย การที่คุณกัน จอมพลัง เคลื่อนไหวในนามพลเรือนก็เป็นเรื่องของประชาชนเช่นเดียวกัน

เชียงใหม่- มช. ผนึกกำลังภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจขับเคลื่อนการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ ภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจจัดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 
2568

(14 ต.ค. 68) เวลา 9.30 น.ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย Ms. Lian Chen และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนา ผู้ประกอบการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเปิดโครงการ ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตระหนักถึงบทบาทและความ รับผิดชอบต่อสังคม โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) ร่วมกับ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทชาวจีนเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของไทย อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลิตบุคลากร คุณภาพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งมิตรภาพ เชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และทักษะดิจิทัล อันเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวที่สากล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่มีพรมแดนและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความร่วมมือ อันมั่นคงระหว่างไทยและจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน และในปี 2569 สถาบันขงจื่อ จะมีวาระครบรอบ 20 ปี ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ประเทศไทย 4.0" และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลการจัดโครงการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองตามนโยบายอย่างตรงจุด เพราะในปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องให้เยาวชนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แต่ยังให้ความสำคัญในการใช้ภาษาจีนควบคู่ไปกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจชุมชนและ อุตสาหกรรมท้องถิ่น

การร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกซึ่งพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่ยึดมั่นในหลัก "ใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง นำทักษะมาสู่การประยุกต์ใช้จริง" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรารู้สึกยินดีที่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจากประเทศ จีนมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ แก่ครู นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะด้านดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นเวทีแห่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้หัวข้อ "ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok" นักเรียน นักศึกษา จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไทยได้ดียิ่งขึ้น เผยแพร่เสน่ห์ของสินค้าไทยสู่เวทีสากล

เชื่อมั่นว่าการศึกษาไร้พรมแดน และศักยภาพเยาวชนนั้นไร้ขีดจำกัด และตลอดการอบรมโครงการฯในครั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ Al และการบริหารบัญชี TikTok ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนและนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทย และสานต่อความร่วมมือระหว่างเยาวชนไทย-จีน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของทุกท่าน

นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช.กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม TikTok อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้กับเยาวชนของเรา - ทั้งในการสื่อสารการตลาด และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีน สร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และอาจมีโอกาสกลายเป็น IDE ในอนาคต

นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศจีน โครงการ "สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการ และอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดน" ซึ่งปีนี้เป็นปีทองเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่างให้สำคัญของการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้เครื่องมือ Al และการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จึงได้คัดเลือกและส่งนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวน 8 แห่ง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 48 คน ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านภาษาจีน เทคโนโลยี Al และการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล

การจับมือร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดความรู้ไปสู่การเป็น ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็น "อาชีวะยุคใหม่"อย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์ธุรกิจจริง และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างภาคภูมิ ขอขอบคุณ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทย จัดกิจกรรมที่มีคุณค่าทางการศึกษาและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในครั้งนี้
 

ผบ.ตร.ประชุมเคาะแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแต่งตั้งวาระ 65 เปิด 36 ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ - สารวัตร รองรับ 

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมแนวทางการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจ รองรับการเยียวยาข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งหมุนเวียน ในการแต่งตั้งวาระประจำปี 2565 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 40 นาย ให้เสร็จสิ้นภายในวาระปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินการเพื่อเยียวยาให้แก่ผู้ร้องทุกข์มาโดยตลอด มีผู้ได้รับการเยียวยาไปแล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งไว้แตกต่างจากเดิม ทำให้ปัจจุบันยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาจำนวน 36 นาย

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดตำแหน่งรองผู้บังคับการถึงสารวัตร รวม 36 ตำแหน่ง ในสังกัดกองบัญชาการต่างๆ โดยเป็นตำแหน่งสายงานป้องกันปราบปราม หรือสายงานอำนวยการและสนับสนุน แล้วแต่กรณี ตามสายงานที่ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ทั้งนี้การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม 

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังยกย่อง ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ประเทศที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2025

(14 ต.ค. 68) ประเทศไทยคว้าอันดับที่ 5 “ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” จากผลโหวตผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก Condé Nast Traveller ซึ่งเผยแพร่ในหมวด The Best Countries in the World: 2025 Readers’ Choice Awards นับเป็นการตอกย้ำชื่อเสียงของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก

สื่อท่องเที่ยวชื่อดังได้ยกย่อง “เสน่ห์อันยั่งยืนของประเทศไทย” ที่เกิดจากความหลากหลายทางภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอาหารการกิน รวมถึงระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อได้สะดวกทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เครื่องบินภายในประเทศ เรือโดยสาร หรือรถบัสข้ามคืน ทำให้การเดินทางจากเหนือจรดใต้ของไทยเป็นเรื่องง่ายและเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ Condé Nast Traveller ยังชี้ว่า จุดขายของไทยคือความมีชีวิตชีวาของตลาดกลางคืน อาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย และชายหาดที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหลังจากซีรีส์ดัง The White Lotus ซีซันล่าสุดเลือกใช้โรงแรม Four Seasons Resort เกาะสมุย เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง

สำหรับรายชื่อ “20 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025” อันดับหนึ่งได้แก่ อิตาลี ตามมาด้วย 2.กาตาร์ 3.ญี่ปุ่น 4.ภูฏาน 5.ไทย 6.โมร็อกโก 7.กรีซ 8.นิวซีแลนด์ 9.เวียดนาม 10.โอมาน 11.โครเอเชีย 12.สเปน 13.เม็กซิโก 14.ฝรั่งเศส 15.มัลดีฟส์ 16.เอสโตเนีย 17.แอฟริกาใต้ 18.โปรตุเกส 19.ศรีลังกา 20.ชิลี

16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 วันสุดท้ายของ ‘พระนางมารี อ็องตัวแน็ต’ ราชินีฝรั่งเศสผู้ถูกกิโยตินประหารกลางกรุงปารีส

วันที่ 16 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ “พระนางมารี อ็องตัวแน็ต” (Marie Antoinette) พระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งถูกประหารชีวิตด้วย “กิโยติน” กลางกรุงปารีส หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดินในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส นับเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต เป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย อภิเษกสมรสกับเจ้าชายหลุยส์ (ต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรีย แม้พระนางจะมีพระสิริโฉมงดงาม เป็นแฟชั่นไอคอนแห่งยุค แต่กลับถูกประชาชนฝรั่งเศสเกลียดชัง เพราะมองว่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและไม่เข้าใจความทุกข์ของราษฎร

เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้นในปี 1789 พระนางและพระสวามีถูกจับกุมและคุมขังที่คุกคองซิแยร์ ก่อนจะถูกนำขึ้นศาลประชาชนในปี 1793 และตัดสินให้ประหารชีวิตในวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระนางก้าวขึ้นแท่นกิโยตินด้วยความสงบ สร้างความสลดใจแก่ผู้เห็นเหตุการณ์และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสิ้นสุดของราชวงศ์บูร์บง

หลังการประหาร พระนางมารี อ็องตัวแน็ตกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ถูกจดจำทั้งในฐานะ “เหยื่อแห่งการเมือง” และ “ตัวแทนแห่งความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง” ชีวิตของพระนางถูกเล่าขานในวรรณกรรม ภาพยนตร์ และบทเพลงมากมาย สะท้อนบทเรียนสำคัญของยุคปฏิวัติว่า “เมื่ออำนาจหลุดพ้นจากประชาชน สุดท้ายประชาชนย่อมทวงคืนด้วยเลือดและน้ำตา”

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ชวน ‘อังคณา’ ลงพื้นที่จะได้รู้ความจริง ซัด ควรเป็นปากเสียงให้คนไทยที่ไร้ที่ดินทำกินนับสิบปี

จากกรณีที่ นางอังคณา นีละไพจิต สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกมาเตือนรัฐบาลว่าปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปกดดันฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ ด้วยการนำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เสียงเครื่องบิน F-16 และเสียงผี เพื่อกดดัน และข่มขวัญชาวกัมพูชาที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่นั้น อาจเข้าข่ายยั่วยุและเป็นการทรมานทางจิตวิทยา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเวทีการทูตที่ไทยทำได้ดีมาตลอด

ล่าสุด วันนี้ (14 ต.ค. 2568) นักแสดง และพิธีกรชื่อดัง 'บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี' ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง นางอังคณา นีละไพจิตร ว่าชวนให้ลงพื้นที่ด้วยกัน จะได้รู้ว่าคนไทยต้องสูญเสียมากมาย จวกนิ่มๆ ท่านควรใช้ตำแหน่ง และอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทย

“อยากจะขอเรียนเชิญคุณอังคณา มาลงพื้นที่ด้วยกันค่ะ จะได้เห็นความจริงว่าประเทศไทยเราสูญเสียและเสียหายไปมากแค่ไหน จำนวนประชากร ที่ไม่ใช่ทหาร ของเราเสียชีวิตมากกว่าของเขา ส่วนพื้นที่ภาค 1 ก็มีประชาชนที่สูญเสียแขนขาและดวงตาจากทุ่นของกัมพูชามากมาย ไม่มีที่ดินทำกินมานับเป็นสิบๆ ปี ท่านเคยรับทราบเรื่องนี้บ้างมั้ยคะ? ในฐานะ สว. ท่านควรใช้ตำแหน่งและอำนาจที่มีในมือตอนนี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนคนไทยมากกว่าไหมคะ”

ตร.ท่องเที่ยว บุกจับ 4 ทหารอิสราเอล ปาร์ตี้ยาเสพติด!! กลางวิลล่าหรูเกาะพะงัน

(14 ต.ค. 68) ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันสนธิกำลังฝ่ายปกครอง บุกจับ 4 ชาวอิสราเอลภายในวิลล่าหรู หลังได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่ามีการจัดปาร์ตี้เสียงดังรบกวนชาวบ้านกลางดึก ตรวจค้นพบของกลาง “ยาอี” และ “โคเคน” รวมกว่า 1.9 กรัม ขณะตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายทั้งหมด 4 คน 

ผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การว่า จัดปาร์ตี้ฉลองหลังทราบข่าว “ฉนวนกาซาประกาศยุติสงคราม” โดยร่วมกันสั่งซื้อยาเสพติดจากเพื่อนชาวอิสราเอลที่มาร่วมงาน แต่ไม่ทราบชื่อจริง ก่อนจะถูกจับได้ขณะกำลังนั่งคุยและเสพยาอยู่ในวิลล่า เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย”

ด้าน พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 เปิดเผยว่า จากกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตำรวจเข้มงวดเป็นพิเศษ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น ทั้งนี้ได้ส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top