Monday, 13 July 2026
TheStatesTimes

'เดอะแบกแห่งวงการ' โพสต์สะเทือนโซเชียล "บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจ และจะม่วงตลอดไป"

(16 ก.พ. 67) 'พี่ป๋อง' กพล ทองพลับ 'เดอะแบกแห่งวงการ' ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ นักแสดง เป็นที่รู้จักในการดำเนินรายการประเภทผี เรื่องลึกลับ เช่นรายการวิทยุชื่อรายการ The Shock ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านไอจี ว่า...

"บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจและจะม่วงตลอดไป

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าว ได้มีคอมเมนต์ที่เข้ามาโพสต เป็นรูปหัวใจสีม่วงสมทบกันเป็นจำนวนมากอีกด้วย

'เศรษฐา' เฉลย!! ทำไม ‘เทย์เลอร์ สวิฟต์’ ถึงไม่มาไทย ส่งสัญญาณถึงผู้จัดงาน ปลายปีขอระดับเอลิสต์มาเลย

(16 ก.พ. 67) ที่ห้อง Meeting Room ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาในงาน iBusiness Forum 2024 หัวข้อ RESHAPING THAILAND FOR A SUSTAINABLE FUTURE พลิกเศรษฐกิจไทย ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน แนะพลิกรายได้เกษตรกร แก้หนี้ ยกฐานรากพีระมิด

โดยช่วงตอนหนึ่ง นายเศรษฐา ได้พูดถึงคอนเสิร์ตระดับโลกอย่างของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่ไม่เดินทางมาจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย โดยระบุว่า หลาย ๆ ท่านอยู่ในวัยของการดูคอนเสิร์ต สิงคโปร์ เขาจัดเทย์เลอร์ สวิฟต์ เดือนหน้า อาจจะมีบางท่านไปดู ก็สงสัยว่าทำไมไม่มาเมืองไทย ก็ไปเชิญผู้จัดมาเมื่อ 2 วันก่อนนี้ เขาพูดชัดเจน ถ้าจัดคนมาถล่มทลาย Coldplay มา Ed Sheeran มา 70% เป็นนักท่องเที่ยว ที่บินเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาดูคอนเสิร์ตเหล่านี้ เป็นเรื่องน่ายินดี

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า แต่ว่าทำไม เทย์เลอร์ สวิฟต์ ไม่มา บียอนเซ่ ยังไม่มา ทำไม Coldplay มาแค่ 2 วัน เขาบอกแบบนี้ ฟังแล้วอาจจะตกใจ เขาว่าเทย์เลอร์ สวิฟต์ มา จัด 5 โชว์ ไม่บอกตัวเลขที่แน่นอน เขาบอกโชว์หนึ่ง รัฐบาลให้เงินอุดหนุน 2-3 ล้านเหรียญ 5 โชว์ ประมาณ 500 ล้านบาท แต่รัฐบาลสิงคโปร์เขาฉลาด เขาบอกห้ามจัดที่อื่นเลยในเอเชีย

“500 ล้าน ผมว่าเป็นเงินที่เล็กน้อยมาก ถ้ารู้งี้ ผมว่า ผมดึงมาประเทศไทย ต่อโชว์ต่ำกว่า 2 ล้านเหรียญอีก เขาสามารถดึงดูด สปอนเซอร์ได้ นักท่องเที่ยวมาไทยได้เยอะกว่า แม้ต้องสนับสนุน 500 ล้านสำหรับโชว์ วงการโรงแรม หมูปิ้งข้างถนน หลาย ๆ อย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ”

นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่ให้โจทย์ไปว่า ปลายปีตนก็อยากทำแบบนี้เหมือนกัน ขอให้เอา A-list มาเลยแล้วกัน และมาคุยกัน ไม่แน่ใจทำได้ไหม เพราะต้องแพลนล่วงหน้านาน เรามีศักดิ์ศรีที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เป็นโอกาสเป็นจุดหมายทั่วโลก

แชร์ประสบการณ์!! เรียนต่อที่จีน เปิดโลกทัศน์กว้างไกล ได้เรียนรู้วัฒนธรรม-สังคม-ธุรกิจ ใช้ต่อยอดชีวิตในอนาคต

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘ตี๋น้อย’ เพจแชร์เรื่องราวและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเทศจีน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประโยชน์ของการเรียนภาษาจีน โดยระบุว่า…

เล่าเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ที่จีนใกล้จะเปิดเทอมแล้ว น้อง ๆ หลาย ๆ คน อาจจะเริ่มเตรียมตัวกลับไปจีน หรือบางคนเพิ่งจะไปจีนครั้งแรกในเทอมนี้ ตี๋น้อยเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์กันครับว่า การไปเรียนภาษาหรือปริญญาที่จีน เป็นยังไงบ้าง ได้อะไรเพิ่มกลับมาบ้าง

เริ่มแรกเลย แน่นอนแหละว่ามันได้ภาษากลับมาแน่นอน เพราะว่าการเรียนภาษาที่จีน คุณจะได้คุยภาษาจีนกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือต่างชาติ ทุกคนจะพูดภาษาจีนกับคุณทุกคน ยิ่งถ้าเราเฟรนด์ลี่ เรายิ่งได้ภาษาแน่นอน แต่บางครั้งอาจจะรู้สึกแปลก ๆ หน่อย เวลาเราคุยกับพวกยุโรป แอฟริกา เป็นภาษาจีน

สองคือได้สังคม ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย จากข้อแรก ถ้าเราเฟรนด์ลี่ คุยกับคนอื่นง่าย ชาวต่างชาติและชาวจีนคนอื่น ๆ จะยิ่งต้อนรับเรามากขึ้น บางทีบางครั้งเราคุยและสนิทกับเพื่อนต่างชาติ เราก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย บางครั้งเราก็ได้แลกเปลี่ยนของฝากแต่ละประเทศด้วยครับ

ข้อสามเลย คือได้ลองทานอาหารหลากหลายประเทศ นักเรียนชาวต่างชาติที่นี่ปกติส่วนใหญ่มักจะทำกับข้าวกันเอง ผมเองก็ไปฝากท้องห้องคนอื่นบ่อย ๆ (เขาเชิญไปนะครับ) บางครั้งก็ได้ทานอาหารแอฟริกา บางครั้งได้ทานอาหารปากีสถาน อินเดีย บางทีก็ได้ทานกิมจิ หรือถ้าไปบ้านคนจีนก็ได้ทานอาหารจีนประจำภาคนั้น ๆ ด้วยครับ

ข้อสามได้เรียนรู้คน แน่นอนแหละว่า ร้อยพ่อพันแม่มาเจอกัน ทุกคนมีนิสัยที่แตกต่างกันไป มันก็ทำให้เราเรียนรู้ครับว่าคนแบบนี้มีนิสัยแบบนั้น คนแบบไหนที่เราไม่ควรยุ่งด้วย คนไหนที่เราสนิทด้วยได้

ข้อสี่ เรียนรู้การควบคุมตัวเอง แน่นอนแหละว่าการมาเรียนต่างประเทศ สิ่งยั่วยุมันเยอะ เราก็แค่เรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองให้ได้ เรียนบ้าง เที่ยวบ้าง เที่ยวได้แต่ต้องไม่เสียคนจนเสียการเรียน เพราะตี๋น้อยเคยเห็นหลายคนเสียคน เสียการเรียน เสียประวัติ ไปกับสิ่งยั่วยุ การต่อยตี โดยเฉพาะการทะเลาะต่อยตี ที่จีนโทษหนักถึงขั้นขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าจีนนะครับ เป็นไปได้อย่าทะเลาะเลยดีสุด

ข้อห้า นอกจากเราจะได้ภาษาจีนแล้ว เรายังได้ภาษาอังกฤษด้วย เพราะชาวต่างชาติบางคนพูดจีนไม่ได้ เราต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขา ทำให้พัฒนาภาษาอังกฤษของเราเองด้วย

ข้อหก นอกจากได้ภาษาแล้ว เรายังได้โอกาสทางธุรกิจด้วย คือที่จีนเนี่ยหลายเมืองเป็นเมืองค้าส่ง หรือว่าเราสามารถเอาสิ่งที่จีนมี แต่ไทยไม่มี เอามาปรับใช้ได้ เช่น อี้อู กวางโจว เราสามารถไปดูลู่ทางธุรกิจ หรือโอกาสทางธุรกิจได้

ข้อเจ็ด นักเรียนหญิงไทยที่จีนมักมีแฟนเป็นแถบประเทศ เอเชียกลาง สถาน ๆ ทั้งหลาย เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน พวกหล่อ ๆ ทั้งหลายครับ อิจฉาคนหล่อครับฮ่า ๆ 

ข้อแปด นักเรียนชายต่างชาติ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มักเจ้าชู้ แต่คนดี ๆ ก็มีเช่นกัน

สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะไปเรียนจีนผ่านเอเจนซี่ หรือสมัครเองตามมหาวิทยาลัย ขอบอกว่า ไปเถอะครับ เราได้อะไรกลับมาเยอะกว่าแค่ภาษาแน่นอน

ปล.รูปนี้ผมถ่ายตอน 2013 ตอนที่ผมไปแลกเปลี่ยนที่กวางโจวครับ #ตี๋น้อย #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน #จีน #ชีวิตในซินเจียง #ซินเจียง

‘ผู้โดยสาร’ ช็อก!! เจอ ‘ฝูงหนอน’ ตกใส่ ขณะนั่งอยู่บนเครื่อง สืบต้นตอพบ ‘ปลาเน่าเป็นเหตุ’ วุ่น!! จนต้องบินกลับไปจอดต้นทาง

เที่ยวบินลำหนึ่งของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ต้องวกกลับไปลงจอด ณ ท่าอากาศยานต้นทางในเนเธอร์แลนด์ หลังหนอนยั้วเยี้ยจากช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะร่วงใส่ผู้โดยสาร ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ 2 ในดีทรอยต์

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.67 เที่ยวบิน 133 ของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ ได้ขึ้นบินออกจากอัมสเตอร์ดัม สู่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน แต่หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง เครื่องบินโบอิ้ง A330-300 ต้องเลี้ยวกลับไปยังท่าอากาศยานสคิปโพล หลังจากได้รับแจ้งว่ามีหนอนจากช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะร่วงลงมาใส่ผู้โดยสารรายหนึ่ง

ฟิลิป ชอตต์ ผู้โดยสารชายเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในรัฐไอโอวา เล่าว่าเขาเห็นหนอนหลายสิบตัวหล่นใส่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งถัดไปจากเขา "เธอแตกตื่นอย่างที่สุด พยายามทำทุกอย่างเพื่อปัดหนอนพวกนี้ออกไป แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนมาก ผมทำอะไรไม่ถูก เรารอจนกว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเหลือ"

ชอตต์ เล่าต่อว่า สุดท้ายแล้วพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินสามารถแกะรอยหาต้นทางพวกหนอนเหล่านี้จนเจอ โดยมันมาจากกระเป๋าใบหนึ่งของผู้โดยสาร ซึ่งภายในบรรจุปลาเน่าห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และกระเป๋าถูกเคลื่อนย้ายไปบริเวณท้ายเครื่อง และกัปตันประกาศแจ้งว่าเครื่องบินกำลังเลี้ยวกลับไปยังอัมสเตอร์ดัม

ผู้โดยสารรายนี้บอกกับฟ็อกซ์ 2 ว่าเขาจำเป็นต้องขึ้นเครื่องบินอีกลำ สำหรับมุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็นไม่ขอยืนยันรายละเอียดคำกล่าวอ้างของชอตต์

อ้างอิงข้อมูลจาก FlightAware เว็บไซต์ติดตามการบิน พบว่าเที่ยวบิน 133 บินอยู่บนท้องฟ้าแค่ราว 1 ชั่วโมง 49 นาที ส่วนสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ ยืนยันกับซีเอ็นเอ็น ว่าเที่ยวบินจำเป็นต้องเลี้ยวกลับ แต่ไม่ตอบคำถามตรงๆ เกี่ยวกับปัญหาหนอนบนเครื่อง

"เราขออภัยคุณลูกค้าของเที่ยวบิน 133 AMS-DTW ซึ่งการเดินทางของท่านต้องติดขัดสืบเนื่องจากกระเป๋าถือที่บรรจุหีบห่อที่ไม่เหมาะสม" เดลตา แอร์ไลน์ ระบุในถ้อยแถลงที่ส่งถึงซีเอ็นเอ็น "เครื่องบินกลับสู่ประตูเทียบท่า และผู้โดยสารถูกพาขึ้นเที่ยวบินถัดไป และเครื่องบินถูกถอดจากการให้บริการเพื่อทำความสะอาด"

ทั้งนี้ เดลตา แอร์ไลน์ ไม่มีกฎระเบียบห้ามนำวัตถุดิบอาหารเน่าเปื่อย ในนั้นรวมถึงปลาขึ้นเครื่อง ตราบใดที่มันไม่ละเมิดข้อจำกัดด้านการเกษตรของประเทศจุดหมายปลายทาง

‘อัครเดช’ จี้!! ‘ปดิพัทธ์’ รับผิดชอบ ต้นตอ ‘ชาดา-พิเชษฐ์’ โต้เดือด เหตุใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้อภิปรายต่อ จนทำสภาฯ เกิดความวุ่นวาย

(16 ก.พ.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกรณีเหตุโต้แย้งกันระหว่าง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ในการประชุมสภาฯ เรื่องการเสนอญัตติด่วนมาตรการการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ว่า การปะทะกันดังกล่าว ทำให้การประชุมไม่ราบรื่น แต่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้อภิปรายต่อ ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ประธานควรต้องฟังเจตนารมณ์เจ้าของญัตติ จนทำให้เกิดความวุ่นวายเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาฯ และยังทำให้นายชาดา และนายพิเชษฐ์ ต้องออกมาโต้แย้งกันจนทั้งสองฝ่ายโดนสื่อโซเชียลถล่ม ดังนั้น นายปดิพัทธ์ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

โจทย์ใหญ่!! การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จฯ ในวันที่ไทยมี ‘คนไม่ปกติ’ หมายคิดแต่จะล้มเจ้า

ผมอาจจะเขียนเรื่องนี้ช้าไปกว่าทุก ๆ คน แต่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องช้าที่ช่วยย้ำเตือนถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของพวกเราชาวไทย แม้ว่าคนอาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบ ยกเลิกระบบ และแก้ไขกฎหมายอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในสภาและนอกสภา

จากเหตุการณ์ป่วนขบวนเสด็จฯ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มันมีความจริงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรเมื่อขบวนเสด็จฯ และกฎหมายเกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยเมื่อมีขบวนเสด็จฯ ซึ่งหลายคนไม่เคยสนใจรับรู้ โดยเฉพาะเยาวชนที่เรียกตัวเองว่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง (ซึ่งบางคนมันก็ไม่ใช่เยาวชนแล้วล่ะ) แต่มักจะทำผิดกฎหมายอยู่บ่อย ๆ โดยมักจะอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ เสรีภาพในการกระทำการนั้น ๆ ผมอยากจะพรุสวาทเบ ๆ ด้วยคำสั้น ๆ ถึงพวกเขาเหล่านั้นว่า ‘ไอ้บ้า’ ประเทศมีกฎหมายถ้าอยากอยู่แบบทำอะไรก็ได้ ก็ไปอยู่ในสถานที่ ที่เขาไม่มีกฎหมาย แต่คงยากเพราะไปที่ไหนเขาก็มีกฎควบคุมทั้งนั้นสรุปคือ ‘ลำบาก’ กับการอยู่ละ!!

กลับมาดูกฎหมายที่ผมจะเล่ากันดีกว่า...

เริ่มต้นด้วยกฎหมายเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ โดยเฉพาะว่าด้วยการจราจร ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์เมื่อมีการเสด็จฯ และจำเป็นต้องปิดการจราจร ทรงเกรงว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะกระทบกับการเดินทางของประชาชน จึงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีแนวทางในการปฏิบัติ 10 ข้อ ดังนี้….

1. ไม่ให้ปิดการจราจร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ

2.ในเส้นทางเสด็จฯ ให้จัดช่องทางเสด็จฯ และช่องทางประชาชน โดยใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยาง ป้ายไฟ เพื่อความสะดวก

3. เส้นทางฝั่งตรงข้ามทางเสด็จฯ กรณีที่มีเกาะกลางถนนเส้นทางฝั่งตรงข้าม สามารถใช้ได้ตามปกติ กรณีไม่มีเกาะกลางถนน ให้ใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยางวาง โดยประชาชนสามารถวิ่งตามเส้นทางที่จัดไว้ได้ตามปกติ

4. กรณีทางร่วมทางแยกให้ประชาชนใช้เส้นทางได้ตามปกติ โดยใช้วิธีการควบคุมรถ เช่น ใช้กรวยยางวางควบคุมกระแสรถ

5. สำหรับสะพานกลับรถ หรือสะพานข้าม ให้ประชาชนใช้ได้ตามปกติ

6. กรณีทางพิเศษที่มีด่านเก็บเงิน ให้วางแนวกรวยยางด้านซ้ายให้ประชาชนเดินรถได้ โดยให้เหลือช่องทางสำหรับขบวนเสด็จอย่างน้อย 2 ช่องทาง

7. กรณีเส้นทางร่วมทางแยก ไม่ให้บังคับให้ประชาชนเปลี่ยนเส้นทาง ให้คำนึงถึงความตั้งใจของประชาชนเป็นหลัก

8. เน้นย้ำในการวางอุปกรณ์ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ให้คำนึงถึงเวลา ให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด

9. ใช้มาตรการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับทั้งประชาชนและผู้ปฏิบัติหน้าที่

10. ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องลงไปกำกับดูแลด้วยตนเอง สำหรับผู้ปฏิบัติให้ใช้วาจา กิริยา ท่าทางด้วยความสุภาพ ไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกบังคับ

การดำเนินการปรับรูปแบบการถวายการอารักขาระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก เพื่อถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ในระดับสูงสุด เพื่อให้สมกับพระเกียรติ และเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ก็เลยไม่เข้าใจว่าเมื่อดำเนินการลักษณะดังกล่าวนี้แล้วทำไมยังไป ‘หนักศีรษะ’ ของหญิงสาวและชายหนุ่มคู่นั้นอีก (ไม่อยากพิมพ์ชื่อให้เป็นเสนียดคีย์บอร์ดครับ) หรือมันยังไม่สาแก่ใจในการ ‘ด่า’ และ ‘ความต้องการบางอย่าง’ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเจ้า เรื่องนาย ทำให้ต้องรีบขับรถด้วยความเร็วเพื่อเข้าไปแทรกขบวนเสด็จฯ แต่เมื่อโดนกัก ก็ลงไปลำเลิก ว่ากล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ถวายการอารักขาอย่างคนไร้อารยะ ซึ่งเขาทั้งคู่คงลืมเรื่องกฎแห่งความปลอดภัยทางการจราจร และกฎหมายอีกหลายต่อหลายข้อ โดยเฉพาะกฎหมายตาม พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ซึ่ง ‘ไอ้คนพวกนี้’ มันไม่เคยสนใจอยู่แล้ว แต่ผมขอตัดบางข้อใน พรบ. เพื่อนำไปสู่ข้อความสำคัญดังนี้...

การถวายความปลอดภัย หมายความว่า “การรักษาความปลอดภัยสําหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป และให้หมายความรวมถึงการรักษาความปลอดภัยสําหรับผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์.....และบุคคลที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นพระราชอาคันตุกะ....โดยครอบคลุม พระราชฐาน ที่ประทับหรือที่พัก...ขณะที่เสด็จฯ ไปหรือไปยังที่ใด รวมตลอดถึงการรักษาความปลอดภัยของ ยานพาหนะ และสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง”

โดยมี ‘หน่วยราชการในพระองค์’ และ ‘หน่วยงานรัฐ’ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยไปอ่านฉบับเต็มได้นะครับ ไม่ยาวแค่ 3 หน้าสั้น ๆ ที่ https://www.royaloffice.th/wp-content/uploads/2018/09/พรบ-ถวายความปลอดภัย.pdf 

แต่คุณเชื่อไหม? ว่ากฎหมายฉบับนี้ก็มีช่องที่ทำให้พวกคนไร้อารยะเห็นช่องในการจะก่อการ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่มีบทลงโทษใด ๆ ครับ จะเอาผิดไอ้คนพวกนี้ก็ทำได้แค่ ‘กฎหมายจราจร’ เท่านั้น (ซึ่งหลายคนจะพยายามโยงไปที่ ม.112 มันก็ไม่สามารถนะโยม อย่ามั่ว!! เพราะล่าสุดที่พวกมันโดนจับคือคดีเก่าล้วนๆ และเจตนาพวกมันก็ชัดว่าต้องการประทุษร้ายต่อพระบรมวงศานุวงศ์ โดนถอนประกันไม่ใช่เรื่องแปลก และจะโดน ม.116 ก็สมควรได้รับไปครับ) 

ปกติประเทศไทยของเรานี้ ไม่มีใครที่จะกระทำการอันมิบังควรต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากไอ้คนประเภทที่เราได้เห็นกันมานี่ล่ะครับ 

จากเหตุการณ์และกฎหมายที่ว่ามา ก็เลยทำให้สภาเดือดครับ เพราะเล็งเห็นแล้วว่ามี ‘คนไม่ปกติ’ อยู่ในสังคมไทยของเรา ทั้งยังกล้าที่จะกระทำการมิบังควรให้เกิดขึ้นโดยไม่มีจิตสำนึก จึงได้มีการผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อ ‘เพิ่มโทษ’ และ ‘ลดจุดอ่อน’ พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 โดยเป็นโทษหนักต่างกรรมต่างวาระ ทั้งโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับถึง 500,000 บาท ในกรณีที่ก่อเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งข้อนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเป็นแน่ (ยกเว้นพวกมัน) 

แต่สภาก็ยังคงมีท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ‘ขวาง’ ทั้งยังไม่พูดถึงกรณีการละเมิดดังกล่าว แต่เฉไฉไปพูดถึงเรื่องความปลอดภัยและโทษที่ ‘คนไม่ปกติ’ ได้รับ ทั้งยังไปยกเรื่องการปะทะกันของกลุ่มคน โดยไม่สนใจถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ก็อย่างว่าน่าจะเป็น ‘พรรคพวกเดียวกัน’ หรือไม่ก็คงเป็น ‘คนไม่ปกติ’ เหมือนกัน ไม่แปลกที่ใครจะคิดไปในทางเดียวกันว่าพรรคของพวกท่านนั่นแหละที่อยู่เบื้องหลัง โดยอาจจะเป็นผู้นำจิตวิญญาณของท่านหรือสาวคางทูมเป็นผู้บงการก็ได้ 

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านมองว่าเราควรทำอย่างไรกันดี? เมื่อเรามีพวก ‘คนไม่ปกติ’ คิดแต่จะล้มเจ้าอยู่ทุกวัน

19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 ‘ไทย-ลาว’ หยุดยิงใน ‘สมรภูมิร่มเกล้า’ ความขัดแย้งจากข้อพิพาทเส้นแบ่งดินแดน

วันนี้เมื่อ 36 ปีก่อน ‘ไทย-ลาว’ ประกาศหยุดยิงใน ‘สมรภูมิร่มเกล้า’ เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมาแล้วกว่าสามทศวรรษ

ความขัดแย้งระหว่างไทยและลาวบริเวณชายแดน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทในการกำหนดเส้นแบ่งดินแดนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารพรานไทยและลาวหลายครั้งตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2530 เมื่อทหารลาวได้เข้าทำลายรถแทรกเตอร์ของเอกชนไทย ทำให้คนงานเสียชีวิตหนึ่งราย ในพื้นที่ซึ่งลาวอ้างว่าอยู่ในเขตตาแสงของแขวงไชยะบุรี พร้อมระบุว่าบ้านร่มเกล้าอยู่เข้าลึกไปในเขตลาว 2 กิโลเมตร

ด้านกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งกองกำลังหลักเข้าผลักดันกองกำลังลาวที่เข้ามายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์หลายแห่ง โดยวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่า ยุทธการบ้านร่มเกล้า ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เมื่อ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) ประกาศจะผลักดันกองกำลังต่างชาติที่เข้ามายึดครองพื้นที่ในเขตไทยทุกรูปแบบด้วยการใช้กำลังทหาร จึงทำให้เกิดการสู้รบอย่างดุเดือด

ทหารไทยได้รุกตอบโต้ยึดที่มั่นต่างๆ ที่ลาวครองไว้กลับมาได้เป็นส่วนมาก รวมทั้งได้ทำการโอบล้อมบริเวณตีนเนิน 1428 ไว้ได้ แต่ไม่สามารถบุกขึ้นไปถึงยอดเนินซึ่งทหารลาวใช้เป็นฐานต่อต้านได้ ซึ่งไทยต้องเสียเครื่องบินรบแบบเอฟ-5 หนึ่งลำ และโอวี-10 อีกหนึ่งลำพร้อมกับชีวิตทหารอีกนับร้อยนายในการศึกครั้งนี้

หลังการสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือด ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 นายไกสอน พมวิหาร นายกรัฐมนตรีลาวในขณะนั้น ได้ส่งสาส์นถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น เสนอให้หยุดยิง พร้อมตั้งคณะกรรมการพิสูจน์เขตแดน และติดต่อสหประชาชาติให้ช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งพล.อ.เปรมตอบรับ นำไปสู่การเจรจาและได้ข้อตกลงโดยทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เวลา 08.00 น. และถอยจากแนวปะทะฝ่ายละ 3 กิโลเมตร

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

📌รางวัลที่ 1: 941395

📌รางวัลเลขหน้า 3 ตัว: 056 , 330

📌รางวัลเลขท้าย 3 ตัว: 587 , 375

📌รางวัลเลขท้าย 2 ตัว: 43

📌รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1: 941394 , 941396

📌รางวัลที่ 2 : 211823 , 373681 , 796338 ,113367 , 496441

📌รางวัลที่ 3 : 936126 , 460139 , 134889 , 552114 , 042623 , 843088 , 278597 , 443451

487983 , 381382

📌รางวัลที่ 4: 385067 , 752257 , 500392 , 374357 , 914215 , 539332 , 612090 , 756050 290149 , 763978 , 301175 , 727557 , 644916 , 075236 , 310055 , 363420 , 981752 301276 , 836608 , 044458 , 832234 , 637827 , 889886 , 633434 , 125127 , 119756 500829 , 438338 , 366476 , 038359 , 777366 , 563369 , 084081 , 389775 , 188306 039220 , 660302 , 426909 , 181834 , 815554 , 549309 , 808757 , 555748 , 947702 911101 , 802581 , 456575 , 656500 , 226954 , 889033

📌รางวัลที่ 5: 035736 , 019328 , 818287 , 193192 , 014671 , 095947 , 233423 , 711151 446339 , 181917 , 306001 , 657274 , 996047 , 277050 , 795971 , 143793 , 611073 520537 , 374810 , 574692 , 189393 , 584252 , 922417 , 543667 , 152190 , 584863 700313 , 005617 , 146868 , 387206 , 188188 , 255988 , 175113 ,  361557 , 850980 133453 , 041950 , 241143 , 406936 , 517656 , 736154 , 510381 , 594938 , 243949 663612 , 456150 , 412996 , 300048 , 113391 , 770452 , 278567 , 471303 , 625515 612374 , 164740 , 960902 , 904426 , 461672 , 479387 , 703034 , 503711 , 995054 937938 , 033577 , 302352 , 533774 , 254855 , 647570 , 002860 , 162860 , 179639 965175 , 332488 , 884007 , 219226 , 748606 , 248303 , 604482 , 008370 , 245048 770386 , 121121 , 986008 , 983366 , 571133 , 425681 , 913543 , 753804 , 416655 879546 , 405171 , 866426 , 758573 , 925375 , 655079 , 332689 , 593124 , 961609 216166 , 095789

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 คดี รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนัน หลอกเหยื่อ 2,500 ล้าน หนีเข้าไทย และแกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย

วันนี้ (16 ก.พ.67) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สว.ตม.จว.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 คดี 

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

คดีแรก รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนันรวมหัวหลอกผู้เสียหายร่วม 2,500 ล้านบาท เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน : กก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับระหว่างพิจารณาของศาลอาญา ที่ 97/2567 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน (ออกหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน) นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 16 สถานที่จับกุม แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร้องขอให้ทางการประเทศไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 266 ของประมวลกฎหมายอาญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิด กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 สำนักงานตำรวจความมั่นคงสาธารณะนครเทียนจิน สาขาหนานไค ได้ยื่นฟ้องและดำเนินการสอบสวนนายหวง มิน และพวกในข้อหากระทำผิดฐานฉ้อโกง หลังจากที่สอบสวนพบว่า นายหวง มิน ได้สมรู้ร่วมคิดกันกับพวกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมายโดยใช้แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” ของต่างประเทศ จัดตั้งแก๊งฉ้อโกง “ZHONGHE” ในประเทศจีน และใช้การเงินและการลงทุนเป็นข้ออ้างหลอกลวงนักลงทุน และใช้วิธีการอ้างว่า แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” เป็นโครงการการลงทุนการแข่งขันกีฬารูปแบบใหม่ ให้นักลงทุนในประเทศจีนเข้าร่วมการพนันและได้รับผลกำไรโดยวิธี “การเดิมพันตรงกันข้าม” โดยนายหวง มิน เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของแก๊งฉ้อโกงมีหน้าที่รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะและดึงดูดนักลงทุนให้เข้าร่วมการพนัน ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565 ถึงเมษายน 2566 นายหวง มิน ได้ร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนมีมูลค่าความเสียหายร่วม 500 ล้านหยวน (ประมาณ 2,500 ล้านบาท)

ต่อมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 สำนักงานอัยการประชาชนเขตหนานไค นครเมียนจิน จึงได้อนุมัติหมายจับนายหวง มิน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน จากการสืบสวนของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่านายหวง มิน ได้หลบหนีคดีเดินทางออกนอกประเทศ และได้ใช้หนังสือเดินทางกัมพูชาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงได้ร้องขอให้ทางการไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายจับนายหวง มิน และได้ส่งหมายจับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำการจับกุม

คดีที่ 2 ตม.จว.ปัตตานี แกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย : ตม.จว.ปัตตานี ร่วมกับ ตม.จว.ภูเก็ต และ สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี จับกุม นาย JAFFAR (นามสมมติ) อายุ31 ปี สัญชาติปากีสถาน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมแปลงเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตน มีหน้าที่และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตร, กระทำเพื่อให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยมีรายการเอกสารการทะเบียนราษฎร์อื่นโดยมิชอบ” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านพัก ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่อง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2562 ตม.จว.ปัตตานี ได้จับกุมนาย IKRAM (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติปากีสถาน ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และได้ดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จากการออกสืบสวนในพื้นที่ยังสืบทราบข้อมูลว่ายังมีชาวปากีสถานแอบลักลอบทำงานในพื้นที่ จึงได้ออกตรวจเอ็กซเรย์พื้นที่พบ นายซามิฯ (นามสมมติ) ลักษณะคล้ายคนต่างด้าว ได้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนสัญชาติไทย ชุดสืบสวนจึงได้ทำการจัดเก็บข้อมูลเพื่อสืบสวนเพิ่มเติม และได้ทำการตรวจสอบกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลาน พบว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ จึงดำเนินการจำหน่ายบัตรดังกล่าวที่นายซามิฯ แสดง และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายซามิฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาชุดสืบสวนได้จับกุมนายซามิฯ ในข้อหาใช้หรือแสดงบัตรฯลฯ, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลานยังทราบว่านาย IKRAM ที่เคยโดนจับกุม และถูกผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร มีความสัมพันธ์เป็นพี่ชายของนายซามิฯ และมีการสวมบัตรประชาชนเช่นเดียวกับนายซามิฯ ต่อมาทางอำเภอแม่ลานได้ทำการจำหน่ายบัตรฯ อีกจำนวน 9 บัตร และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติออกหมายจับผู้ถือบัตรดังกล่าว จำนวน 9 หมายจับ รวมของนาย IKRAM ซึ่งจากคำให้การของซามิฯ ทราบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จว.ปัตตานี ได้นำหมายจับทั้ง 9 หมาย มาตรวจสอบพบว่า หมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.425/2564 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ระบุชายไม่ทราบชื่อตามรูปภาพ บุคคลตามหมายจับนี้น่าจะกระทำความผิดด้วยการสวมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอับดุลราชีพ

โดยแนวทางการสืบสวนพบว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน จากการนำข้อมูลการเปิดบัญชีธนาคาร ข้อมูลทางโซเชียล (FACEBOOK) โพสต์รูปงานพิธีแต่งงานกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทย ในการ์ดงานแต่งระบุชื่อ นาย JAFFAR พร้อมทั้งมีการนำภาพถ่ายจากหมายจับและภาพถ่าย นาย JAFFAR มาเปรียบเทียบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (BIOMETRIC) จึงรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดพร้อมทำรายงานการสืบสวนนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนหมายจับจากหมายจับตามรูปภาพ ขอระบุชื่อ ชื่อสกุลสัญชาติ และหมายเลขหนังสือเดินทางของผู้กระทำความผิดตามหมายจับดังกล่าว กระทั่งศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติหมายจับ ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ในฐานความผิด " ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ   ต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรฯลฯ” จากการสืบสวนของ ตม.จว.ปัตตานี ทราบว่า นาย JAFFAR พักอยู่ที่บ้านพักใน ย่าน ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต จึงได้ไปตรวจสอบ เมื่อพบนาย JAFFAR จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสวบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th  

‘สรรเพชญ’ ห่วง!! ‘ค่าตั๋วเครื่องบิน’ ในประเทศพุ่ง จี้!! ภาครัฐเร่งแก้ปัญหา-ควบคุมราคาที่สูงเกินจริง

(16 ก.พ.67) นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ได้ออกมาแสดงความเห็นจี้ถามภาครัฐ ในการทำหน้าที่ควบคุม ‘ราคาตั๋วเครื่องบิน’ ซึ่งในปัจจุบันมีการปล่อยให้ราคาพุ่งสูงขึ้นมาก จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะใน Social Media ว่า “...ตนรู้สึกเป็นห่วงประชาชน ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงนี้ ที่ต้องเจอกับปัญหาราคาตั๋วแพงเกินความเป็นจริง จนหลายคนได้ล้มเลิกการเดินทางสัญจรออกไป ทั้งการเดินทางกลับบ้าน การท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ ฯลฯ พร้อมติงภาครัฐ ที่ปล่อยให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงเกินความเป็นจริง จนอาจทำลายระบบเศรษฐกิจที่ต้องการกระตุ้น และกระจายรายได้ 

“...ผมรู้สึกเป็นห่วงประชาชน ที่จำเป็นต้องเดินทางโดยเครื่องบินในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพื่อกลับไปเยี่ยมเยือนบ้าน เพื่อท่องเที่ยว หรือติดต่อธุรกิจก็ตาม เพราะขณะนี้ต้องเจอกับราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศที่แพงขึ้น โดยไม่มีกลไกควบคุมราคาค่าตั๋วเครื่องบิน ที่แพงเกินความเป็นจริง จนกลายเป็นการทำลายโอกาสของพ่อแม่พี่น้อง และทำลายรายได้ที่จะเกิดขึ้นตามมา จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่าแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ ยังเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้หรือไม่ หรือกระตุ้นเพียงคนรวย ตามที่เป็นข่าว ท่านลองคิดดูแล้วกัน หากจะบินจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต ท่านต้องเสียค่าตั๋วเกือบ 15,000 บาท ต่อให้ท่านเป็นคนรวย ท่านอาจจะคิดไม่ตกแน่นอนว่าจะเดินทางดีหรือไม่? หากไม่สำคัญจริง ๆ อาจจะเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน แล้วหากประชาชนมีธุระสำคัญต้องเดินทางโดยปัจจุบันทันด่วนล่ะ ? วันนี้เราต้องยอมรับนะครับ ค่าตั๋วสายการบินราคาประหยัด หรือสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost) ภายในประเทศหากสูงกว่า 5,000 บาท ก็ถือว่าแพงมากแล้ว แต่ตอนนี้ราคาค่าตั๋วภายในประเทศทะลุไปหลักหมื่น ความรู้สึกมันไม่ใช่ มันฝืนความรู้สึกไปมาก เอาเปรียบประชาชนผู้โดยสารมากเกินไป ทั้งด้านคุณภาพและการบริการต่าง ๆ ก็สวนทางกัน ภาครัฐจำเป็นต้องควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินไม่ให้สูงเหมือนในขณะนี้ และในขณะเดียวกันเมื่อผู้โดยสารต้องจ่ายราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นแล้ว ก็หวังว่าสายการบินจะช่วยปรับปรุงการบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้นด้วย” 

นอกจากนี้ นายสรรเพชญ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า “ในช่วงเทศกาลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะถือเป็นการทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทางสัญจร และการท่องเที่ยวภายในประเทศ นโยบายของรัฐบาลเองต้องการกระจายรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลไกการควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศกลับสวนทาง จากข่าวสารที่มีการพูดถึงในสังคมออนไลน์ขณะนี้ ผมจึงอยากเรียกร้องให้ กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรลงมาติดตามและแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมันคือโอกาสต่าง ๆ ของเรา ของพี่น้องประชาชน” 

ในตอนท้าย นายสรรเพชญ ยังตั้งข้อสังเกตถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบการกำกับดูแลราคาค่าตั๋วเครื่องบิน ให้ออกมาชี้แจงความกระจ่างให้สังคมได้รับรู้ถึงแนวทางการกำหนดราคาตั๋วว่า “เท่าที่ทราบ หน่วยงานหลักที่กำกับราคาตั๋วเครื่องบิน คือ คณะกรรมการการบินพลเรือน โดยยึดตามประกาศคณะกรรมการการบินพลเรือน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าโดยสารและค่าระวางสำหรับอากาศยานขนส่งในเส้นทางบินภายในประเทศ พ.ศ. 2561 ที่มีการกำหนดราคาเพดานขั้นสูงเอาไว้ ผมจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาทำความเข้าใจถึงแนวทางการปรับลดราคา การกำหนดราคาตั๋วเครื่องบิน ต่อสาธารณชนเป็นระยะ ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่า หากไม่มีการควบคุมค่าตั๋วเครื่องบิน มันจะแพงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนอย่างมาก และอาจส่งผลให้ประชาชนเดินทางน้อยลงในอนาคตได้” นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top