Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

กทท.จัดสัมมนาโครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน


วันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุมชั้น 9 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ ถ.สุขุมวิท การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จัดงานสัมมนาโครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน และพื้นที่สนับสนุนท่าเรือกรุงเทพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักของประเทศ โดยได้เกียรติจาก นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางมนพร เจริญศรี) นายสุทธิพจน์ ถาวรพิศาลเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมฯ เข้าร่วมงานสัมมนา “โครงการการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการศูนย์กระจายสินค้า อาคารสำนักงาน และพื้นที่สนับสนุนท่าเรือกรุงเทพ” และร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า (DC) และธุรกิจใหม่ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือกรุงเทพฯ สู่การเป็น Smart  & Green Port” โดยมี นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย เรือโท ภูมิ แสงคำ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ นายอภิเสต พงษ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ นายแถมสิน ศรีบางพลีน้อย รองผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ  คณะผู้บริหารและพนักงาน กทท. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานฯ

สำหรับการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ดังกล่าว เป็นความร่วมมือดำเนินการระหว่าง กทท และมหาวิทยาลัยบูรพา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการตลาด ที่จะส่งเสริมให้ท่าเรือกรุงเทพเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งการวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ให้สอดรับกับแผนพัฒนาพื้นที่ของ กทท. เพื่อให้ท่าเรือกรุงเทพสามารถรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พร้อมทั้งการแก้ไขปัญหาการจราจร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการค้า-การลงทุนของประเทศ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป โดยการเสวนาฯ ในวันนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ประกอบด้วยคุณภาวิณา อัศวมณี รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ) ดร. ปิยะนุช สัมฤทธิ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (ผู้แทนจากผู้ใช้บริการด้านสินค้า) คุณคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ผู้แทนจากผู้ใช้บริการด้านเรือ) และกัปตัน ดร.เฉลิมวุฒิ แท่นสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาพาณิชยนาวี (ผู้แทนจากภาควิชาการ)

"การพัฒนาท่าเรือกรุงเทพให้เป็นท่าเรือแห่งอนาคตเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของการท่าเรือในการทำให้ กทท. เป็นประตูหลักของการค้าและการขนส่งในภูมิภาคด้วยมาตรฐานการให้บริการในระดับโลกหรือ World Class Port โดยมีนโยบายการนำแนวคิด 3T (Transshipment, Transit, Traffic) และ 2D (Digitization, Decarbonization) เข้ามาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ 

โดยโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC (Distribution Center) เป็น 1 ใน 3 โครงการพัฒนาหลักของท่าเรือกรุงเทพ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับท่าเรือกรุงเทพ อีกทั้งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ต่อ GDP ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คือ 

1) โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือแบบ Smart Port ที่นำเอาระบบ Automation มาใช้ในการบริหารจัดการ 
2) โครงการเชื่อมต่อทางพิเศษ S1 (อาจณรงค์-บางนา) ในการแก้ไขปัญหาการจราจร 

3) โครงการศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพหรือ Bangkok Port Distribution Center 
ซึ่งภายใต้โครงการฯ นี้ จะประกอบด้วยแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ภายในเขตรั้วศุลกากร 138 ไร่ (220,800 ตร.ม.) เป็นอาคารทรงสูง (Multilevel Warehouse) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า/ตู้สินค้า LCL/CFS และกิจกรรมของท่าเรือกรุงเทพที่เพิ่มมากขึ้น เช่น Free Zone, Cold Chain Warehouse, E-Commerce Fulfillment Center, Last-Mile Delivery, Value Added Services, Cross-Border E-Commerce เป็นต้น และพัฒนากิจกรรมท่าเรือสมัยใหม่ (New Business Venture) เพื่อรองรับพลวัตการเติบโตและขยายตัวของเมือง โดยในโครงการฯ จะประกอบไปด้วยกิจกรรมการให้บริการต่าง ๆ เช่น คลังสินค้าทรงสูง ศูนย์เปลี่ยนถ่ายและขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พื้นที่บริหารจัดการรถบรรทุก (Truck Terminal) และอาคาร One Stop Services (OSS) เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการของท่าเรือกรุงเทพในอนาคต" ผู้อำนวยการ กทท. กล่าว

'การบินไทย' รับสมัครนักบิน 'ไม่ระบุเพศผู้สมัคร' ครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมา ระบุรับสมัครแต่ 'เพศชาย' เท่านั้น

(1 ก.พ.67) จากเพจ 'Wingtips' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศรับสมัครนักบิน (รูปแบบ QP-Qualified Pilot) ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสายการบิน โดยเป็นการรับสมัครครั้งแรกในรอบ 7 ปี และที่สำคัญคือไม่มีการระบุเพศผู้สมัคร เปรียบเทียบกับที่ผ่านมาที่จะระบุว่ารับสมัครเพศชายเท่านั้น

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครเบื้องต้นมีดังนี้...

- สัญชาติไทย 
- การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา (กรณีจบการศึกษาจากต่างประเทศ ต้องมีเอกสารเทียบวุฒิการศึกษามาแสดงให้เรียบร้อย)
- หากผู้สมัครเป็นเพศชายต้องพ้นพันธะทางทหาร (มี ส.ด. 8 หรือ ส.ด. 43)
- อายุไม่เกิน 54 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 คือ ไม่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2514 เป็นต้นไป
- มีผลคะแนนภาษาอังกฤษดังนี้ ICAO English Language Proficiency ตั้งแต่ Level 4 ขึ้นไป และผลการสอบ THAI TEP มากกว่า 63 คะแนน หรือผลการสอบ TOEIC มากกว่า 650 คะแนน (ผลการสอบต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปีนับถึงวันที่สมัคร โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
- มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก หรือ CPL/MPL พร้อมผลสอบ ATPL Knowledge ผ่านครบทุกวิชา และใบอนุญาตต้องออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และยังมีผลใช้บังคับ (ในกรณีผลสอบ ATPL ไม่ครบทุกวิชา ในช่วงเวลาเปิดรับสมัคร ต้องนำผลสอบผ่านครบทุกวิชา มาแสดงภายในวันทำสัญญาจ้าง)
- มีใบสำคัญแพทย์ ชั้น 1 (Medical Certificate Class 1) ที่ออกโดยสถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ ที่มีผลใช้บังคับ
- ไม่มีประวัติอาชญากรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้ที่สนใจสมัครสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://career.thaiairways.com/

เหยื่ออาคารชุด “แดนลิฟวิ่ง” เฮ!!! กมธ.ปปง. ไกล่เกลี่ยสำเร็จ หลัง “ปปง.” ตกลงเปิดโอกาสผู้เสียหายแจ้งสิทธิ์ใหม่ 30 วัน ก่อนเสนอศาลผ่านอัยการขอใช้เงินที่ถูกยึด-อายัดกว่า 600 ล้านบาทเยี่ยวยา

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ห้องประชุมกรรมาธิการ N 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา(เกียกกาย) นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ง.) พร้อม กมธ. ที่ปรึกษา เลขานุการ ได้ประชุมพิจารณาปัญหาร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินอาคารชุด Than Living ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพมหานคร ของบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มีผู้ได้รับความเดือร้อนประกอบด้วย ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด และบุคคลผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน ผู้จัดการ และกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด รวมไปถึงผู้เสียหาย เข้าเจรจาเพื่อหาทางช่วยเหลือ

การพิจารณาเพื่อหาช่องทางในการช่วยเหลือผู้เสียหายที่มีอยู่กว่า 900 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อในคดี ซึ่ง กมธ.ปปง.ยังคงพิจารณา เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม ต่อการเข้ายึดและอายัดทรัพย์ของ “ปปง.” เพราะผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของบริษัทกีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ที่ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในเหตุผลทางคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งผู้เสียหายได้พยามต่อสู้มากว่า 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2557)และมีความเสียหายเบื้องต้นกว่า 400 ล้านบาท ที่ต้องการเรียกเงินดาวน์คืนจากโครงการนี้ จนมาถึงมือ กมธ.ปปง. ที่ยังคงทำการพิจารณาต่อเนื่อง

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธาน กมธ.ปปง. กล่าวว่า เป็นการประชุม ครั้งที่ 13 ปัญหาร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินอาคารชุดโครงการ Than Living ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพมหานคร ของ บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเจ้าของโครงการอาคารชุดถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีโครงการรับจำนำข้าว จึงได้นำมาพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว ผลการพิจารณาร่วมกันเพื่อหาทางช่วยเหลือให้กับผู้ร้องเป็นขั้นตอนในการช่วยเหลือตามกฏหมายให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการช่วยเหลือ 

“กมธ.ปปง. จึงมีมติร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเปิดโอกาสให้ ผู้เสียหายที่เป็นผู้รับเหมารวมถึงผู้เสียหายจากเงินดาวน์อาคารชุดหรือที่ยังโอนไม่ได้ให้ไปยื่นแจ้งสิทธิ์ว่าเป็นผู้เสียหายยัง สำนักงาน ปปง. เพื่อให้มีรายชื่อในการช่วยเหลือ ซึ่ง สำนักงาน ปปง. จะเปิดให้ยื่นยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้ง และจะมีการออกประกาศให้แจ้งสิทธิ์ภายใน 1 เดือน หลังจากนั้น สำนักงาน ปปง. จะรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายทั้งหมดยื่นต่อศาลผ่านอัยการ เพื่อขอให้มีการเยี่ยวยาผู้เสียหาย เพื่อขอใช้เงินจำนวน กว่า 600 ล้านบาท ที่ สำนักงานปปง. ยึดและอายัด เอาไว้นำมาช่วยเหลือ ดังนั้นจึงขอให้ผู้เสียหายติดตามข่าวจากสำนักงาน ปปง. เพื่อแสดงตัวตามสิทธิ์ที่มี ส่วน กรณีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดต่อกระทรวงการคลังโดยธนารักษ์ ก่อนจะไปทำการขายทอดตลาด จะทำกันภายหลังจากที่มีการเยี่ยวยาผู้เสียหายตามระยะเวลาที่ได้มีมติในที่ประชุมต่อไป“ นายเลิศศักดิ์ กล่าวในที่สุด

'สว.สมชาย' ชี้!! อนาคต 'พิธา-ก้าวไกล' มีแค่ 'ยุบพรรค-ตัดสิทธิการเมือง'

(1 ก.พ.67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘สถานีต่อไปของพิธาและก้าวไกล ยื่น กกต.ยุบพรรค ยื่น ป.ป.ช.เอาผิดจริยธรรม ตัดสิทธิการเมือง’ ระบุว่า

หลังจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 31 ม.ค.2567 วินิจฉัยชี้ชัดเจนว่า นายพิธาและพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์และเจตนายกเลิกมาตรา 112 และอื่นๆ ถือเป็นกระทำการในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สั่งการให้ยกเลิกการกระทำทันทีและทั้งหมดในอนาคตต่อไปด้วยแล้ว

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นผู้ร้องและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินคดีความทางกฎหมายต่อไปทันที อย่างน้อยทั้ง 2 ช่องทาง ดังนี้

ช่องทางที่ 1.ผู้ร้องดำเนินการยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคต่อไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 หรือนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นความปรากฏเองแล้ว ตามมาตรา 93 เสนอต่อ กกต.เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคได้ทันที

ช่องทางที่ 2.ผู้ร้องดำเนินการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.กล่าวหา 44 สส.ที่ลงชื่อเสนอร่างแก้ไข มาตรา112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง เพื่อขอให้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ส่งศาลฎีกานักการเมือง เพื่อพิพากษาว่า ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. มาตรา 87 ประกอบ มาตรา 81 ที่ระบุว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีความเห็นว่า ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง…ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย…

มาตรา 81 ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองประทับฟ้อง ตามมาตรา 77 ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทําความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคําพิพากษานั้น พ้นจากตําแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ

‘หมอมนูญ’ ห่วง!! ‘เด็ก-ผู้ใหญ่’ เสี่ยงป่วยไข้เลือดออก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ช่วยลดป่วยรุนแรงได้

(1 ก.พ. 67) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คนจึงอาจเป็นแล้วเป็นอีกได้ถึง 4 ครั้ง โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นครั้งที่ 2 จะหนักกว่าครั้งอื่น ๆ กลุ่มเสี่ยงที่ป่วยหนักคือ ผู้ใหญ่วัยทำงานถึงวัยกลางคนอายุ 25-54 ปี เพราะมีโอกาสติดเชื้อครั้งที่ 2 สูงกว่ากลุ่มอื่น แม้คนติดเชื้อครั้งที่ 2 จะสุขภาพดีก็ยังสามารถป่วยเป็นไข้เลือดออกรุนแรงได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง

ในปี 2566 ไข้เลือดออกระบาดหนักที่สุดในรอบ 5 ปี และในปี 2567 ไข้เลือดออกเป็นอีกโรคหนึ่งที่คาดว่าจะระบาดหนักร่วมกับโควิดและไข้หวัดใหญ่

โชคดีว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยมีวัคซีนตัวที่ 2 เพิ่งเข้าประเทศไทย ชื่อวัคซีน Qdenga เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ มีประสิทธิภาพดี สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ทั้ง 4 สายพันธุ์สูงถึง 80.2% และลดการนอนโรงพยาบาลด้วยไข้เลือดออกได้สูงถึง 90.4% มีการศึกษาติดตามระยะยาวถึง 4.5 ปี พบว่ายังคงประสิทธิภาพในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ถึง 84.1%

โดยแนะนำให้ฉีดเข้าต้นแขนใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ในคนอายุ 4-60 ปี จำนวน 2 เข็ม โดยห่างกัน 3 เดือน เป็นวัคซีนที่ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน เนื่องจากสามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออก แตกต่างจากวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตัวแรก Dengvaxia ที่ต้องตรวจเลือดก่อนฉีด เพราะฉีดได้เฉพาะผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกเท่านั้น

ข้อห้าม: ห้ามฉีดผู้หญิงตั้งครรภ์ และกำลังให้นมบุตร คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ กินยากดภูมิ ได้ยาเคมีบำบัด เคยปลูกถ่ายอวัยวะ และคนติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

'ตุ๊ดรีวิว' อัดคลิปขอโทษช่อง Top News หลังเจอช่องฟ้องหมิ่น 20 ล้านบาท

(1 ก.พ.67) เพจ 'ตุ๊ดส์review' ได้อัดคลิปขอโทษช่อง Top News ดังนี้...

สวัสดีครับ ผม ‘บอย’ ธนบัตร ชายด่าน admin เจ้าของสื่อ social media ‘ตุ๊ดส์review’ / tootsyreview

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 บอยได้โพสต์ข้อความและภาพที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท และก่อให้เกิดความไม่สบายใจต่อสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS และตนเองได้ใคร่ครวญดีแล้วว่า ทั้งข้อความ และภาพดังกล่าว สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ และไม่เป็นความจริง นำไปสู่ความเข้าใจผิดต่อสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS

จึงขอนำคลิปวิดีโอ และข้อความนี้ แสดงถึงความสำนึกของตัวเองที่มีต่อความผิดพลาด และแสดงคำขอโทษไปยังสถานี รวมไปจนถึงส่งต่อเรื่องราวนี้ ไปยังบุคคลที่ผ่านเข้ามาอ่าน หรือชมวีดีโอนี้ ไม่ว่าจะทาง Facebook, Instagram และ Twitter ให้เป็นหนึ่งบทเรียนของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

เพราะการวิจารณ์โดยสุจริตนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อใคร และจากเหตุการณ์นี้ บอยเองจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนา content และการวิพากษ์วิจารณ์ของเพจให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ใส่ใจสังคมมากขึ้น และระมัดระวังทุกการสื่อสารในการใช้คำพูดและข้อความอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อๆ ไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบต่อบุคคล และสังคมในอนาคต

และขอขอบคุณสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS ที่ให้โอกาสบอยได้ชี้แจง แก้ไขปรับปรุง และแสดงคำขอโทษมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

บอย ธนบัตร ชายด่าน
admin เจ้าของเพจ #ตุ๊ดส์review

‘กัญจนา’ ไม่เห็นด้วย!! นำ ‘หมีแพนด้า’ เข้าไทย แนะ!! ควรเอาเงินไปดูแล ‘ช้าง’ บ้านเราดีกว่า

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.67 น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ปรึกษา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โพสต์เฟซบุ๊กกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.การต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายหวัง อี้ยินดีสนับสนุนให้ส่งหมีแพนด้ามายังประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งนั้น ระบุว่า "เคยแสดงความไม่เห็นด้วยไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปีก่อน ตอนมีข่าวใหม่ๆ ทั้งที่ดิฉันเป็นคนที่รักแพนด้ามาก

ขอกล่าวเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยอีกครั้ง

1. แพนด้าอยู่จีนดีแล้ว เขาเลี้ยงแต่ละตัวในพื้นที่กว้าง มีสนามส่วนตัว อากาศเหมาะสม

2. ส่วนจัดแสดงแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่เล็ก พื้นที่จำกัด เป็นห้องแอร์ ไม่เป็นธรรมชาติเลย แพนด้าจะมีโอกาสออกสวนเล็กๆ ยามอากาศหนาวเพียงไม่เกินปีละ 1 สัปดาห์ ที่เขาจะได้เจออากาศธรรมชาติ

3. ค่าเช่าแพนด้าแพงมาก ปีละหลายสิบล้าน

4. กระแสแพนด้าในไทยหมดไปแล้ว

5. กระแสช้างไทยมาแรง ควรใช้เงินดูแลช้างและสัตว์ในบ้านเรา รวมทั้งทำแหล่งอาหารสัตว์ป่า แก้ปัญหาระหว่างคนกับช้าง

สรุป... แพนด้าอยู่จีนดีกว่า ควรใช้เงินเพื่อสัตว์ในบ้านเรา และไม่ควรใช้สัตว์เป็นทูตแล้ว"

'กนอ.' พิสูจน์ชัด 'นโยบายธงขาวดาวเขียว' เป็นไปตามเป้า หลังคว้ารัฐวิสาหกิจดีเด่น ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมฯ ปี 66 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ด้านการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2566 ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(1 ก.พ.67) นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. คว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ด้านการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ภายใต้แนวคิด 'รัฐวิสาหกิจสร้างสรรค์พลังไทยสู่สากล ENHANCING THAINESS TOWARDS GLOBAL OPPORTUNITIES' โดยมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล 

โดยรางวัลที่ได้รับครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ กนอ. ในการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยภายในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและกำกับดูแลการประกอบกิจการและการบริหารจัดการโรงงานบนพื้นฐานของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผ่านการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจประเมินโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีชุมชนโดยรอบนิคมฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการดังกล่าวด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม 

รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ด้านการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2566 ที่ กนอ. ได้รับเป็นผลมาจากการดำเนินโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (ธงขาวดาวเขียว หรือ Green Star Award) มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2550 โดยเริ่มที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก่อนที่จะขยายการดำเนินโครงการไปยังนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณและมอบธงที่มีสัญลักษณ์ดาวสีเขียวให้แก่โรงงานที่มีผลการประเมินการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม นอกจากนี้ โรงงานที่รักษามาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี ยังได้รับมอบประกาศเกียรติคุณและมอบธงธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม (Gold Star Award) ด้วย

"ผมรู้สึกภาคภูมิใจแทนพนักงาน กนอ. ทุกคน เพราะรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ด้านการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราได้รับในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่า โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ กนอ. มุ่งมั่นดำเนินงาน เพื่อการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะชุมชนรอบนิคมฯ ด้วยความจริงใจมาอย่างต่อเนื่องถึง 17 ปี เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สคร. และเชื่อมั่นว่าชาว กนอ. จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำในมาตรฐานเพื่อความยั่งยืนต่อไป" นายวีริศ กล่าวปิดท้าย

'อ.พงศ์พาณุ' ชี้!! ความขัดแย้งระหว่างนโยบายการเงินกับการคลัง กำลังก่อ 'ปัญหา-เหนี่ยวรั้ง' ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทย

(1 ก.พ. 67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้กล่าวว่า...

ต้นปี 2567 ความขัดแย้งระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลังยังคงเป็นปัญหาเหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยอยู่ ในขณะที่นโยบายการคลังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ แต่นโยบายการเงินกลับสวนทางและฉุดให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังลงเหวอย่างไร้ความรับผิดชอบ ความขัดแย้งดังกล่าวบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติเลย กระทรวงการคลังรายงานคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 เติบโตเพียง 1.8% วันรุ่งขึ้นธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาบอกว่าประมาณการนี้ไม่ถูกต้อง จึงควรต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กรที่รับผิดชอบนโยบายการเงิน

เป็นที่ยอมรับในสากลว่านโยบายการเงินมีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคา ผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ยนโยบายในกรอบ Inflation Targeting และธนาคารกลางสมควรมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อที่รัฐบาลเห็นชอบ 

ในกรณีของประเทศไทย กรอบเงินเฟ้อกำหนดไว้ที่ 1-3% เมื่อปี 2565 มีแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นดอกเบี้ยล่าช้าไม่ทันการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอื่นทั่วโลก อาจด้วยเหตุผลทางการเมือง เป็นเหตุให้ภาวะเงินเฟ้อในไทยพุ่งทยานขึ้นสูงถึง 6.1% ซึ่งเป็นระดับที่เกือบจะสูงที่สุดในโลกและเกินกรอบเงินเฟ้อที่ตกลงกับรัฐบาลกว่าเท่าตัว 

พอมาปี 2566 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับมาเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มถดถอยและอัตราเงินเฟ้อจะหลุดกรอบล่างไปแล้ว ทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation) โดยมีเงินเฟ้อติดลบ 3 เดือนติดต่อกันในไตรมาสสุดท้าย ประเทศไทยจึงอาจเป็นประเทศที่มีความผันผวนทางการเงินสูงที่สุดประเทศหนึ่ง

น่าแปลกใจที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างลูกผู้ชาย แต่กลับแก้ตัวแบบข้างๆ คูๆ ว่า ไม่ใช่เรื่องของแบงก์ชาติ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย คงต้องทำใจแล้วว่าเรามีธนาคารกลางที่มีความสามารถในการโยนความผิดให้ผู้อื่น และเก่งในทุก ๆ เรื่อง ยกเว้นเรื่องนโยบายการเงิน ถ้าผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะเสียใจมิใช่น้อย

‘สว.วีระศักดิ์’ ชี้ ‘Soft Power’ ไม่ได้แปลว่า ‘ขายดี’ แต่ต้องมี ‘เสน่ห์’ ที่ทำให้คนปลื้มตาม

(1 ก.พ.67) วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ Weerasak Kowsurat’ ในหัวข้อ ‘Soft Power’ โดยระบุว่า…

"Soft Power ไม่ได้แปลว่า ขายดี
แต่แปลว่า มีพลังดึงดูด
หรือเสน่ห์ที่ผู้อื่นปลื้มตาม โดยไม่รู้ตัว...
เพราะถ้ารู้ตัว ก็ได้ผลเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นเอง..."


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top