Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

"ฮือฮา" ชุมพร พบเสือโคร่งหากินข้ามประเทศไทย-เมียนมาร์ พล.ต.อ.พัชรวาทฯ สั่งเร่งสำรวจเพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์สายพันธุ์เสือโคร่งอินโดจีน

วันที่ 20 มกราคม 2567 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า นายอาทร กำลังใบ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยาน เสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนล่าง) จ.ชุมพร ได้รายงานว่าพบการกระจายพื้นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งบริเวณป่าดวงเจริญ ป่าเนินทอง และป่าช่องขมิ้ว หมู่ที่ 4 และ หมุ่ที่ 7 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งเสือโคร่งดังกล่าวมีการกระจายพื้นที่อาศัยหากินระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ ซึ่งอาจจะเป็นเสือโคร่ง2สัญชาติ เนื่องจากมีการข้ามไปมาระหว่าง 2ประเทศ โดยการค้นพบดังกล่าวนี้กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ร่วมกับมูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) ทำการสำรวจการกระจายตัวของเสือโคร่งในพื้นที่บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี มูลนิธิฟรีแลนด์ทำการสำรวจบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีทั้ง 2 ฝั่ง คือ ฝั่งประเทศไทยและฝั่งประเทศเมียนมาร์ในพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติหลุนญา ซึ่งการพบครั้งนี้เป็นการค้นพบในฝั่งประเทศไทย ได้ภาพจากการตั้งกล้องในพื้นที่ทั้งหมด24 ตัว โดยพบว่าเป็นเสือโคร่งจำนวน 3 ตัว เนื่องจากลายของเสือโคร่งแตกต่างกัน ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ไม่เคยพบเสือโคร่งมาก่อนเนื่องจากไม่มีการสำรวจ แต่เริ่มมีการตั้งกล้องสำรวจเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา ในปี 2563 - 2565 ก็เคยพบมาแล้ว ส่วนปี 2566 พบแต่รอยตีน ส่วนการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART PATROL) ที่ผ่านมาก็พบแต่รอยตีน นอกจากนี้บริเวณพื้นที่เขตฯช่วงล่างรอยต่อกับเขตด้านทิศใต้ เคยพบรอยบนต้นไม้

จากกรณีการพบเสือโคร่งหากินระหว่าง 2 ประเทศดังกล่าวข้างต้น อธิบดีกรมอุทยานฯจึงได้รายงานให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทราบในเบื้องต้นแล้ว โดยพล.ต.อ. พัชรวาทฯ ได้สั่งการให้กรมอุทยานฯเร่งสำรวจการแพร่กระจายพันธุ์ของเสือโคร่ง ต่อมาอธิบดีกรมอุทยานฯ จึงได้มอบหมายให้ให้สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เร่งสำรวจพบว่าเป็นเสือโคร่ง จึงได้มีการตั้งกล้องพบภาพ สามารถระบุพิกัดได้ ทั้งนี้จะมอบหมายให้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าทำการศึกษาว่าเป็นเสือโคร่งที่กระจายตัวหากินระหว่าง 2 ประเทศมาเป็นระยะเวลานานเท่าใด รวมถึงเป็นเสือที่รวมอยู่ในจำนวนเสือของไทยที่ทำการสำรวจมาก่อนหรือไม่ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันขึ้น

สำหรับสถานการณ์เสือโคร่งในปัจจุบัน โดยจากการประเมินประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติ ในปี 2565 พบเสือโคร่ง จำนวน 148-189 ตัว เพิ่มขึ้นจากสถิติ ปี 2563 ที่สำรวจพบ 130-160 ตัว โดยอาศัยเทคนิคการประเมินเฉพาะทางและการจำแนกลายที่ได้จากกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ซึ่งติดตั้งไว้มากกว่า 1,200 จุด ในพื้นที่อนุรักษ์ 28 แห่ง จากการศึกษาวิจัยนี้ เรายังพบอีกว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด คือ 103-131 ตัว ในส่วนของพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกตอนเหนือ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ขึ้นไปจนอุทยานแห่งชาติคลองลานอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดตาก สามารถบันทึกภาพเสือโคร่งได้ จำนวน 16 - 21 ตัว ไม่เพียงแต่ภาพของเสือโคร่งเท่านั้น หากแต่ยังบันทึกภาพเหยื่อของเสือโคร่ง เช่น กวางป่า หมูป่า เก้ง วัวแดง เป็นต้น สิ่งนี้เป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของผืนป่าและความเหมาะสมของการเป็นถิ่นอาศัยของเสือโคร่งได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง พ.ศ. 2565 - 2577 โดยตั้งเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองถิ่นอาศัยสำคัญของเสือโคร่ง ได้แก่ ผืนป่าตะวันตก และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ตลอดจนเร่งฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อในถิ่นอาศัยเป้าหมาย ได้แก่ ผืนป่าแก่งกระจาน ผืนป่าภูเขียว-น้ำหนาว และผืนป่าคลองแสง-เขาสก ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำในการอนุรักษ์เสือโคร่งในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ภายในปี พ.ศ. 2577

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 36 ร่วมพิธีมอบถังน้ำ เก้าอี้สุขา และสิ่งของอุปโภคบริโภค ให้จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 มอบหมาย จิตอาสา 904 และกำลังพลจิตอาสา ร่วมพิธีรับมอบถังน้ำขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 100 ใบ ถังยังชีพ บรรจุสิ่งของ อุปโภคบริโภค จำนวน 150 ชุด และเก้าอี้สุขา จำนวน 200 ชุด จากนายสมาน - นางเพียงเพ็ญ คุณากรไพบูลย์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรียงถาวร คอนเทนเนอร์ จํากัด รวมมูลค่า 730,000 บาท โดยมี นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน มี นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ร้อยตำรวจโทอาทิตย์ บุญญะโสภัต อดีตอธิบดีกรมการปกครอง นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายเรวัต ประสงค์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นายเชาวลิตร แสงอุทัย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายสุพล บุศยโพยม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม  ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

จากนั้น ได้ร่วมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเก้าอี้สุขา ให้กับประชาชน โดยเน้นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ผู้ขาดแคลน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และร่วมปล่อยขบวนรถบรรทุกถังน้ำ เพื่อนำไปมอบให้กับชุมชนที่ประสบปัญหาการขาดแคลนภาชนะเก็บกักน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ

ต่อมา พันเอก ฐาวิรัตน์   ยังน้อย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 พร้อมด้วยกำลังพลกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยรถบรรทุกน้ำ  ร่วมกิจกรรม Kick off ปล่อยขบวนรถบรรทุกถังน้ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ในพื้นที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ณ บริเวณหน้าอาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่

‘อนุทิน’ จ่อชงครม. ‘ยกเลิกครูอยู่เวร’ หลังครูถูกทำร้าย ชี้!! ‘สวัสดิการ-ความปลอดภัย’ สำคัญเหนือสิ่งของ

(23 ม.ค.67) จากกรณีครูถูกทำร้ายร่างกาย จากการอยู่เวรเฝ้าโรงเรียนวันหยุดที่จังหวัดเชียงรายตามที่ปรากฏเป็นข่าวจนเกิดการเรียกร้องให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศนั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการอยู่ด้วยได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนจะสนับสนุนให้มีการยกเลิกมติครม.ปี 42 หรือออกมติครม.ใหม่ มายกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับการอยู่เวรรักษาการณ์ของหน่วยงานราชการ ตามหลักเกณฑ์ที่ออกมาในเดือนกรกฎาคม ปี 42 โดยเฉพาะในส่วนของโรงเรียนทั่วประเทศ เพราะข้าราชการไม่ควรต้องมารับผิดชอบต่อความเสียหายของทรัพย์สินของทางราชการที่เกิดจากอาชญากรรม หากมีอาชญากรรมเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่จะต้องดูแลไม่ว่าจะป้องกันหรือปราบปราม ไม่ใช่หน้าที่ครู

“นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดในการคืนครูสู่ห้องเรียนและทำได้ทันที สวัสดิภาพและความปลอดภัยของครูมีความสำคัญเหนือสิ่งของ ต้องไม่มีเงื่อนไขใดมาเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการอ้างงบประมาณหรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เมื่อไม่มีครูเวรแล้ว ต่อให้ยังไม่มียามหรือกล้องวงจรปิด ถ้ามีการโจรกรรมก็ไม่ใช่ความผิดของครู ต้องเป็นความรับผิดชอบของอาชญากรและหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคง หากจะฝากโรงเรียนไว้กับใคร ต้องฝากกับตำรวจ หรือ อส.ของฝ่ายปกครอง ไม่ใช่ครู” นายอนุทินกล่าว

กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดแคมเปญ ประทับตราหนังสือพาสปอร์ตอุทยานฯครบทุกแห่ง เข้าฟรี 1 ปี พักฟรี 2 ครั้ง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ขณะที่รัฐบาลได้สนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ในรูปแบบการสะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติ ในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Passport to Thailand National parks ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ที่ได้ออกเดินทางสะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติครบทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอุทยานแห่งชาติ 156 แห่งทั่วประเทศ ตลอดจนได้แบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ จึงกำหนดรางวัลแก่ผู้ที่สะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติ ในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Passport to Thailand National parks ครบทุกแห่ง ได้แก่

1.ตราประทับพิเศษเพื่อเป็นตราที่ระลึกสุดท้ายในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ “สุดยอด นักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ” และของที่ระลึก พร้อมทั้งลายเซ็นของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  
2.บัตรประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ มีเงื่อนไข เช่น 
2.1 ยกเว้นค่าบริการสำหรับบุคคลและการนำยานพาหนะ ในการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน สำหรับผู้มีชื่อบนบัตร และยานพาหนะ 1 คัน โดยใช้สิทธิ์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันออกบัตร

2.2 ยกเว้นค่าตอบแทนที่พักอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน จำนวน 1 หลัง หลังละไม่เกิน 4 คน ใช้สิทธิ์ได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 คืน ภายในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันออกบัตร 
2.3 โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนด สามารถขอรับสิทธิ์ได้ที่สำนักอุทยานแห่งชาติ โทรสายด่วน 1362

สำหรับพาสปอร์ตท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือ หนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ (Passport to Thailand National Parks) เป็นหนังสือเล่มขนาด 3 x 5 นิ้ว สีเขียว ที่จะมีการให้ความรู้ กฎระเบียบ ข้อควรปฏิบัติการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอยู่ภายในเล่ม พร้อมการสะสมตราประทับจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ 156 แห่ง ทั่วประเทศ 

‘ฝรั่งเศส’ เสนอ!! ‘เสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน-กางเกงขายาวสีเทา’ เป็นชุดนร. หลังประกาศเดินหน้าทดลองสวมเครื่องแบบนร. หวังลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 67 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยอ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ลา ฟิกาโร ซึ่งสัมภาษณ์แหล่งข่าวในรัฐบาลฝรั่งเศส เกี่ยวกับนโยบายของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ในการให้สถานศึกษาของรัฐ 100 แห่ง ทดลองการสวมเครื่องแบบนักเรียนนั้น ว่าแม้ผู้บริหารของโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถกำหนดแนวทางของเครื่องแบบได้เอง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสเสนอแนะการสวมเสื้อแขนยาวหรือสเวตเตอร์สีน้ำเงิน กับกางเกงขายาวสีเทา เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน

ทั้งนี้ มาครงกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเครื่องแบบนักเรียน สามารถลดความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวได้ ขณะเดียวกัน เครื่องแบบนักเรียนคือการกำหนดแนวทาง ที่เป็นเงื่อนไขของการเคารพและการให้เกียรติ สำหรับโครงการนำร่องการสวมเครื่องแบบนักเรียน สถานศึกษาสามารถเข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ

หากการทดลองดังกล่าวได้ผลดี จะมีการบัญญัติเป็นกฎหมาย และบังคับใช้ในระดับเดียวกัน สำหรับสถานศึกษาของรัฐทั่วประเทศ ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มาครงจะดำรงตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศส ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในปี 2570 และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ที่นักเรียนในโรงเรียนของรัฐต้องสวมเครื่องแบบ

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวถึงแผนการ ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เรียนรู้และมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต่อความหมายของเพลง ‘ลา มาร์แซแยซ’ ( La Marseillaise ) ซึ่งเป็นเพลงชาติ และการกำหนดให้วรรณกรรม ภาพยนตร์ และการละครเป็นวิชาบังคับ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 โดยมาครงเชื่อว่า เป็นวิชาที่จะสามารถสร้างความมั่นใจ ฝึกฝนการพูดในสถานที่สาธารณะ และการศึกษาเนื้อหาที่มีคุณค่า เกี่ยวกับความเป็นฝรั่งเศส

'รมช.อนุชา' ยกหมอดินอาสา ตำบลกะเปอร์ ต้นแบบแห่งการลดต้นทุน หนุนทำเกษตรแบบผสมผสาน เพิ่มรายได้ ดันขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ

(23 ม.ค. 67) นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดิน ของนายอภิชา ทองสุย หมอดินอาสาประจำตำบลกะเปอร์ ณ ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) 1/2567 จ.ระนอง ระหว่างวันที่ 22-23 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ดินและสนับสนุนการพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจหลักในการส่งเสริม พัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

“ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดินแห่งนี้ นับว่าเป็นต้นแบบในการทำเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้เกษตรกร จากเดิมปีละ 40,500 บาท เป็น 404,250 บาท และยังมีการต่อยอดขยายผลให้กับผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้ และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หมอดินอาสา จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการร่วมผลักดันแนวคิดเงินบาทแรกของแผ่นดิน เพื่อสร้างเม็ดเงินและสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้เติบโตขึ้น” รมช.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดิน เกิดจากการพลิกฟื้นผืนดินในพื้นที่กว่า 27 ไร่ ที่หน้าดินถูกชะล้างพังทลายในฤดูแล้งขาดน้ำ และดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน ผ่านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงพื้นที่แบบขั้นบันได ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินจุลินทรีย์ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต มีการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

โอกาสนี้ รมช.อนุชา ได้เยี่ยมชมกิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่สำคัญ ได้แก่ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน (บ่อจิ๋ว) การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่ และสวนยางพารายั่งยืน 

'หัวเว่ย' เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS Next เตรียมโบกมือลาซอฟต์แวร์ระบบ Android อย่างถาวร

หัวเว่ย เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเอง HarmonyOS Next ซึ่งทางบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน คาดหมายว่ามันจะช่วยให้พวกเขาตัดขาดจากระบบนิเวศของแอนดรอยด์โดยสิ้นเชิง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หัวเว่ยแถลงว่ามีแผนเปิดตัวเวอร์ชันสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของแพลตฟอร์ม HarmonyOS Next ในไตรมาสที่สองของปีนี้ ตามด้วยเวอร์ชันเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ก้าวย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนอันทะเยอทะยานของหัวเว่ย ที่จะส่งเสริมระบบนิเวศซอฟต์แวร์ของตนเอง

บริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ เปิดตัวระบบ Harmony ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเป็นครั้งแรกในปี 2019 และเปิดตัวระบบปฏิบัติการนี้บนสมาร์ทโฟนบางรุ่นของพวกเขาในอีก 1 ปีต่อมา ไม่นานหลังจากสหรัฐฯกำหนดมาตรการคว่ำบาตร ที่เล็งเป้าหมายตัดขาดระบบ Harmony จากการเข้าถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคของ Google สำหรับระบบปฏิบัติการ Android

ผลก็คือ ต่างจากเวอร์ชันลูกค้าทั่วไปของ HarmonyOS ก่อนหน้านี้ เวอร์ชันใหม่จะไม่สามารถใช้แอปที่สร้างขึ้นสำหรับ Android บนระบบได้อีกต่อไป

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หัวเว่ยสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์ Mate60 ซึ่งทางบริษัทบอกว่าจะใช้พลังงานจากชุดชิปที่พัฒนาในประเทศ การเปิดตัวดังกล่าวเป็นตัวแทนของการกลับมาอย่างน่าทึ่งของหัวเว่ย ในการหวนคืนสู่ตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียม หลังจากต้องต่อสู้ดิ้นรนมานานหลายปี ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ตามรายงานของรอยเตอร์ระบุว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งนี้ คาดหมายว่าจะมีรายได้ในปี 2023 แตะระดับ 700,000 ล้วนหยวน( 97,300 ล้านดอลลาร์) เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบเป็นรายปี

‘นายกฯ เศรษฐา’ เตรียมต้อนรับ ‘ปธน.เยอรมนี’ 24-26 ม.ค.นี้ หารือทวิภาคี ผลักดันความร่วมมือ 'ไทย-เยอรมนี' ในทุกมิติ

(23 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมให้การต้อนรับและหารือทวิภาคีกับ ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (H.E. Dr. Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในห้วงการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ระหว่างวันที่ 24 - 26 มกราคม 2567 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะให้การต้อนรับประธานาธิบดีเยอรมนีฯ ภริยา และคณะ อย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีเยอรมนีฯ พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมหารือร่วมกับภาคเอกชนของเยอรมนี หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเยอรมนีฯ จะร่วมแถลงข่าว และภายหลังเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีเยอรมนีฯ และภริยา พร้อมด้วยคณะผู้แทนเยอรมนี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยประธานาธิบดีเยอรมนีฯ พร้อมคณะ จะเดินทางไปศึกษาดูงานในหลายภาคส่วนที่มีศักยภาพของไทย อาทิ โรงงานผลิตรถยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำไฮบริด โครงการผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบครบวงจร อุทยานแห่งชาติผาแต้ม และพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งในด้านการค้า การลงทุน พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอาชีวศึกษา

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การเยือนในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่สำคัญของไทยและเยอรมนี ในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตร ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติให้มีความก้าวหน้า บนพื้นฐานของค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของไทยในเวทีระหว่างประเทศ” นายชัย กล่าว

อนึ่ง การเยือนในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ ประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และเป็นการเยือนประเทศไทยในระดับประธานาธิบดีของเยอรมนีเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่การเยือนของประธานาธิบดีโยฮันเนส เรา เมื่อปี 2545 นอกจากนี้ การเยือนในครั้งนี้ ยังถือเป็นการต้อนรับผู้นำรัฐจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน

'LINK THANK YOU VIP 2024' มอบความสุขแทนคำขอบคุณ ด้วยมื้อค่ำสุดพิเศษ สานสัมพันธ์อันดีแก่คู่ค้า กลุ่มธุรกิจร้านค้า กรุงเทพฯ และภูมิภาคกลางให้เหนียวแน่น นำพาธุรกิจเติบโต ต่อเนื่องไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพ

ปีนี้จัดงานใหญ่ ! เลี้ยงขอบคุณคู่ค้า และพันธมิตร รวมกว่า 200 ท่าน บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ ส่งความสุขมอบให้คู่ค้ากลุ่มธุรกิจร้านค้า กรุงเทพฯ และภูมิภาคกลาง ในงานเลี้ยงมื้อค่ำสุดพิเศษริมหาดทรายกับ 'LINK THANK YOU VIP 2024' ที่โรงแรม เมอเวนพิค สยาม โฮเทล นาจอมเทียน พัทยา เมื่อวันที่ 20 – 21 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา

งานในวันนี้ ได้นำพาลูกค้าทุกท่านสัมผัสประสบการณ์กับ LINK ที่พิเศษกว่าที่เคย โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้า และพันธมิตรกลุ่มธุรกิจร้านค้า กรุงเทพฯ และภูมิภาคกลางที่ให้การสนับสนุนสินค้า LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE ด้วยดีเสมอมา รวมถึงเป็นการร่วมอัปเดตเทรนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์แห่งโลกเทคโนโลยี นวัตกรรมอัจฉริยะใหม่อย่าง Super S Series ในงานนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์แก่งานระบบโครงสร้างพื้นฐานแห่งยุคดิจิทัลนี้ โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมด้วย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมพูดคุย และกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมดูแลลูกค้าอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง

ท่ามกลางบรรยากาศสุดผ่อนคลาย ชมวิวทิวทัศน์ริมหาดทรายที่มองเห็นท้องทะเลสีคราม พร้อมชมแสงสุดท้ายของตะวันที่กระทบบนผิวน้ำ แตะเส้นขอบฟ้า ซึ่งอบอวลไปด้วยสายลมที่ร่มรื่นโชยพัดผ่าน จัดขึ้นภายใต้ธีม 'โลกใต้สมุทร Under the Sea' ให้ทุกท่านได้ดื่มด่ำกับกลิ่นอายใต้ท้องทะเล พร้อมบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยดวงดาวทอประกายเต็มท้องฟ้าที่ได้สัมผัสกับที่สุดแห่งความผ่อนคลายในยามค่ำคืน 

งานนี้ ได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจร้านค้า กรุงเทพฯ และภูมิภาคกลางจำนวนกว่า 200 ท่าน อย่างดีเยี่ยม และได้ร่วมดูแลลูกค้าอย่างอบอุ่น ไปพร้อมกับได้อิ่มเอมกับอาหารมื้อพิเศษ แบบ PRIVATE มีอาหารทะเลจัดเลี้ยงให้แบบไม่มีอั้น ในบรรยากาศสุดชิว รับลมทะเลเย็นสบายริมชายหาด และนอกจากจะได้ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่อิ่มอร่อยแล้ว ยังได้เต็มอิ่มกับความบันเทิง ทั้งกิจกรรมที่บริษัทฯ คัดสรรมามอบให้ลูกค้าได้ร่วมเล่นอย่างสนุกสนาน ที่รับประกันได้ว่าทุกท่านต้องขนรางวัลใหญ่สุดพรีเมียม จากอินเตอร์ลิ้งค์ฯ กลับบ้านกันล้นมืออย่างแน่นอน

อีกทั้งยังมีชุดการแสดง คาบาเร่ต์โชว์ ที่ขึ้นชื่อที่สุดประจำเมืองพัทยา นำมาจัดแสดงให้ชมอย่างสุดตระการตาให้ทุกท่านได้เต็มอิ่มกับความสวยงาม ไปพร้อมกับความบันเทิง ส่งมอบรอยยิ้มแห่งความสุข สนุกสนานประทับใจ พร้อมกันนี้ยังได้ครื้นเครง รื่นเริงไปกับเสียงเพลง และวงดนตรีที่จัดเตรียมมามอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับลูกค้าทุกท่านในวันนี้โดยเฉพาะ

นับเป็นการตอบแทนคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ได้มาร่วมบันทึกช่วงเวลาพิเศษในวันนี้ไปด้วยกัน และขอขอบพระคุณทุกการสนับสนุนจากลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในสินค้า LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE ด้วยดีตลอดมา รวมถึงเป็นการนัดกระชับมิตรอย่างเหนียวแน่นอีกด้วย เพื่อสานสัมพันธ์อันดีร่วมกัน ที่จะเน้นย้ำถึงการเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2567 ให้ทำกำไรเติบโต พร้อมกับสร้างยอดขาย ส่งเสริมรายได้ให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างฐานทัพได้อย่างแข็งแกร่ง และเติบโตแบบมีคุณภาพอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

สตม.รวบหนุ่มกิมจิหนีหมายจับเกาหลีฉ้อโกง 500 ล้านวอน แอบกบดานในไทยจน Overstay

บก.ตม.3 จับ MR.K (นามสมมติ) อายุ 43 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อประมาณต้นเดือน มกราคม 2567 กก.สส.บก.ตม.3 ได้สืบสวนทราบว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติเกาหลีใต้    มีพฤติการณ์น่าสงสัยซึ่งอาจเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงได้สืบสวนข้อมูลในเชิงลึกพบว่า MR.K (นามสมมติ) อายุ 43 ปี

ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อเดือน เมษายน 2566 และอยู่ในประเทศไทยจนกระทั่งการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) โดยไม่ดำเนินการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้ขอให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ตรวจสอบประวัติของ MR.K รับแจ้งว่า MR.K เป็นบุคคลที่มีหมายจับและเป็นที่ต้องการตัวของประเทศเกาหลีใต้ ในข้อหา “ฉ้อโกง” มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านวอน (12 ล้านบาท) และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INTERPOL RED NOTICE) กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ติดตาม 

เพื่อจับกุมตัว MR.K ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 สืบทราบว่า MR.K ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ คอนโดแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ จึงได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์และได้พบ MR.K จึงได้จับกุมในข้อหา "เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน      สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป         


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top