Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

ทหารเรือ จับเรือขนน้ำมันเถื่อนกว่าแสนลิตร กลางทะเล ทำลายเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ( ศรชล.ภาค 1) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง แถลงข่าวการจับกุม และร่วมตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันผิดกฎหมาย ณ ท่าเรือกลางอ่าว กองบัญชาการกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ตามที่ ทัพเรือภาคที่ 1 บูรณาการร่วมกับ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และประสานการข่าวกับกรมข่าวทหารเรือ ร่วมกันทำการปฏิบัติการด้านการข่าวเชิงรุก จนนำไปสู่การมอบหมายภารกิจสั่งการให้ เรือ ต.992 จากกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 1 ดำเนินการตรวจสอบและจับกุม เรือบรรทุกสินค้าทั่วไปดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกน้ำมัน ที่มีพฤติกรรมลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย บริเวณใต้ เกาะทะลุ จังหวัดระยอง ผลการปฏิบัติ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2567 เวลา 19.30 น. ได้ทำการจับกุมเรือชื่อ บ.ดิวันมารีนทัวร์ มีไต๋รวมลูกเรือ จำนวน 3 คน และจากการตรวจสอบจากชุดสหวิชาชีพ พบของกลางเป็นน้ำมันดีเซลหลบเลี่ยงภาษี จำนวน 104,000 ลิตร โดยได้ควบคุมเรือดังกล่าว ไปยังท่าเรือ กลางอ่าว กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ก่อนในวันนี้ พลเรือโท สุระศักดิ์  สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1(ผบ.ทรภ.1) และ  ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 1  (ผอ.ศรชล.ภาค 1) ได้แถลงข่าวการจับกุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1, สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิตร, สำนักเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา แล ะสาขาระยอง, สำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี, สถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ, ชุดเฉพาะกิจปราบปรามน้ำมันเถื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมศุลกากร ซึ่งจะบูรณาการร่วมกันตรวจสอบเรือดังกล่าวและที่มาของน้ำมันเพื่อขยายผลต่อไป ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในทะเลอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

‘ไทย’ เตรียมรับมือวิกฤตอาหาร ภายใต้สภาพอากาศสุดขั้ว ยก Food loss food waste ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าเป็นทางออก

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมมี ‘ต้นทุน’ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ทุกคนบนโลกกำลังจ่ายไปทุกเวลา นาที ชั่วโมงและทุกวัน รวมเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลในการขาดแคลนอาหารในอนาคต

ข้อมูลจาก World economic forum ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว สภาพภูมิอากาศ และที่เกี่ยวข้องกับน้ำทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปี 2562 มูลค่าความเสียหายนี้จะเพิ่มขึ้นมาจาก 184 พันล้านดอลลาร์ในปี 2513 อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตามรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะพบว่าตัวเลขที่แท้จริงของความสูญเสียดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสูงกว่านี้อีก

เนื่องจาก ความล้มเหลวในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สำคัญในรายงานความเสี่ยงทั่วโลก โดยแบบสำรวจ 70% ให้คะแนนมาตรการที่มีอยู่เพื่อป้องกันหรือเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า “ไม่มีประสิทธิภาพ” หรือ “ไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก”

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทย กล่าวว่า เรื่องน่ากังวลในอนาคตอีกอย่างที่เกี่ยวกับ 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญการดำรงชีวิต คือความมั่นคงด้านอาหาร หรือ Food security โดยไทยมีการเตรียมการเรื่องของอาหารแห่งอนาคต Future food ไม่ว่าจะเกิดโรคระบาดในสัตว์หรือสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลทำไม่มีผลผลิตจากปศุสัตว์นั้น ก็จะมีการนำพืชเข้ามาทดแทนหรือแมลง สาหร่าย รวมถึงจุลินทรีย์เข้ามาทดแทน เมื่อมีความจำเป็น

ในปัจจุบันนั้นมีการนำมาตรการ Food loss food waste ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบมาใช้คุ้มค่าที่สุด โดยมี กระบวนการ 3Rs อันได้แก่ ใช้น้อยหรือลดการใช้ (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และใช้ใหม่ (Recycle)

“ภาคของธุรกิจอย่างน้อยต้องเตรียมในเรื่องพื้นฐานความยั่งยืนที่ต้องล้อไปตามเทรนด์ของโลก โดยเริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนทั้งด้านพลังงานทางเลือกเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและให้คู่ค้าเห็นว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความยั่งยืน และยังต้องเตรียมความพร้อมรับมาตรการบังคับทางด้านภาษีที่ยังไม่น่าจะมีผลในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งเพื่อการเตรียมรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้น แต่ในภาพรวมจากการประเมินทางเศรษฐกิจกำลังชี้ว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศเริ่มเป็นความเสี่ยงที่มีความชัดเจนมากขึ้น นับเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องจ่าย

ยกตัวอย่างประเทศจีนที่ประสบความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงฝนตกหนัก แผ่นดินถล่ม พายุลูกเห็บ และไต้ฝุ่น ตามข้อมูลของรัฐบาลจีนที่อ้างอิงจากข้อมูลของ WMO ระบุว่า ความเสียหายจากพายุไซโคลนเขตร้อนถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือน้ำท่วม และภัยแล้งตามมาเป็นอันดับสาม

ขณะที่ในแอฟริกา ภัยพิบัติระหว่างปี 2513-2564 ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ โดยภัยแล้งคิดเป็น 95% ของสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่ยุโรปตามข้อมูลของ WMO ระบุว่าความเสียหายอยู่ที่ 562 พันล้านดอลลาร์ โดย 8% ของการเสียชีวิตจากภัยพิบัติทั่วโลกที่กระทบคนยุโรป 

สำหรับอเมริกาใต้ มูลค่าขาดทุนอยู่ที่ 115.2 พันล้านดอลลาร์ และสำหรับอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน อยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของสหรัฐฉบับล่าสุดได้สรุปว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ทุกสามสัปดาห์ และความเสียหายเฉลี่ย 150 พันล้านดอลลาร์ในแต่ละปีระหว่างปี 2561-2565

เหตุการณ์สุดขั้วที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศถูกกำหนดให้เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น 

นอกจากนี้ ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 28 หรือที่เรียกว่า COP28 ที่ชี้ว่า “ต้องมีการรับมือภัยพิบัติที่มากขึ้น”

แม้ว่าทั่วโลกได้ใช้ความพยายามทั้งการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านไปเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่ก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน ความเสียหายยังหลอกหลอนต่อไป การเข้าใจและเตรียมความพร้อมอาจทำให้วิกฤติกลายเป็นโอกาสเหมือนที่ไทยใช้เตรียมพร้อมด้านอาหารมั่นคง

ผบช.สตม. เปิดตัวโครงการแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน ออนไลน์

วันนี้ (22 ม.ค.2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. และผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตัวบริการ 90 days online notification การแจ้งที่พักอาศัย เมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน ออนไลน์

พล.ต.ท.อิทธิพลฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีนโยบายกระตุ้น ภาคเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการดึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศ ตนมองว่าโครงการนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจและพักอาศัยในประเทศไทย ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ โดยเฟสแรกจะเริ่มจากกลุ่มนักลงทุนที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากนั้นจะมีการขยายไปวีซ่าประเภทอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความพึงพอใจจากชาวต่างชาติ บริการแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันออนไลน์ สามารถแจ้งได้ล่วงหน้า 15 วันก่อนถึงวันครบกำหนด สามารถแจ้งได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ โดยเข้าไปลงทะเบียนที่ www.immigration.go.th จากนั้นกรอก email เพื่อรับ password จากทางระบบ แล้ว log in กรอกข้อมูลส่วนบุคคลและดำเนินการแจ้ง 90 days ผลการอนุมัติจะส่งผ่านทาง email หรือเว็บไซต์ www.immigration.go.th

การแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันสามารถแจ้งได้สามช่องทาง ได้แก่ 1.เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง 2.มอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน และ 3.ส่งแบบรายงานตัว มายังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน นับได้ว่าโครงการนี้เป็นมิติใหม่ของการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของ สตม.

ที่พักอาศัยนอกจากนี้ สตม.ยังมีบริการ e-Extension ยื่นขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลได้ด้วยตนเองตลอดเวลา ผ่านระบบออนไลน์บนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ โดยเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันตัวบุคคล และรับสติกเกอร์วีซ่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ ผบช.สตม.กล่าว

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย หรือ อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทาง www.immigration.go.th

'ดร.สุวินัย' แนะ!! หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิด อย่าจิตตก แล้วคิดรับมือแบบนักยุทธศาสตร์

(21 ม.ค.67) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ในหัวข้อ ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สามจริง เราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร? หลังมีคนเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า…

สวัสดีท่านอาจารย์สุวินัยด้วยความเคารพครับ ผมขออนุญาตสอบถามขอความรู้จากท่านอาจารย์ในบางเรื่องครับ ทั้งนี้ตามแต่ท่านอาจารย์จะกรุณาครับ

สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ดูคลิปพระท่านเล่าคำพยากรณ์ของหลวงปู่ชอบว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งโดยส่วนตัวผม หากพระที่ท่านเล่าในคลิป ท่านถ่ายทอดได้ถูกต้องตรงตามจริง ผมเชื่อว่าองค์หลวงปู่ท่านน่าจะมีอนาคตังศญาน ท่านพยากรณ์ไม่ผิดแน่
ผมก็เลยอยากขอความรู้ท่านอาจารย์ว่าหากเกิดสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สามจริง นอกจากการฝึกจิตฝึกใจภาวนาเจริญสติ (ซึ่งก็ได้ฝึกฝนอยู่) ผู้ที่ทำงานประจำอย่างผม จะต้องเตรียมรับมือในแง่การเงินในแง่เศรษฐกิจ ในแง่ปากท้อง และการใช้ชีวิตสำหรับครอบครัวอย่างไรครับ เพื่อให้ผ่านสภาวะดังกล่าวไปได้ (เพราะผมนึกไม่ออกไม่มีข้อมูลว่าการใช้ชีวิตในช่วงสงครามในเมืองไทย จะมีสภาพเป็นอย่างไร)

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
~ ป๊อก

ซึ่ง ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้ตอบกลับว่า…

- คำถามนี้ของคุณเป็นคำถามที่ยากและเป็นคำถามที่ใหญ่มากนะ แต่คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่างไม่ประมาท ก็ควรมีคำตอบที่ตกผลึกระดับหนึ่งให้กับตัวเองต่อคำถามนี้
- ในวิธีคิดของผม ผมจะแยกประเด็น ‘การเกิดสงครามโลกครั้งที่สามนี้’ ออกเป็นประเด็นย่อยๆ หลายข้อ ซึ่งมันจะช่วยให้เราเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

1.) ‘สงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นหรือไม่?’
ตอบ : ตอนนี้มันมีเค้าลางในสมรภูมิ 3 สมรภูมิ คือในยุโรปที่ยูเครน ในตะวันออกกลาง ที่กาซากับเยเมน และในเอเชีย ที่เกาหลีเหนือกับไต้หวัน
2.) จึงควรถามต่อว่า ‘จะเกิดขึ้นเมื่อไร?’
ตอบ : โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดในอนาคตอันใกล้นะ คือมันจะไม่บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม แบบเดียวกับสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยจนถึงปี 2035…แต่หลังจากนั้นไม่แน่ 

อย่างไรก็ดีช่วงสิบปีต่อจากนี้ โลกจะวุ่นวายแน่นอน จากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสงครามไฮบริดเพื่อบั่นทอนสมรรถภาพในการทำสงครามโลกของขั้วมหาอำนาจอีกฝ่าย… จึงมองโลกสิบปีข้างหน้าอย่างโลกสวยไม่ได้เป็นอันขาด

3.) ‘โลกสิบปีข้างหน้ามันมีเมกะเทรนด์อะไรบ้าง?’
ตอบ : โลกของ ‘ทุนนิยม’ (capitalism) จะเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของ ‘ดาต้านิยม’ (dataism) อย่างเต็มรูปแบบ อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนเงินทุน และอุตสาหกรรม 3.0 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอนาคต ผู้คนจะตกงานมหาศาล เพราะโลกกำลังโละระบบเก่า เพื่อไปสู่ระบบใหม่ ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Technocracy) ที่ประชาชนโลก ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด แต่จะถูกระบบจัดสรรให้ในรูป Universal Basic Income ผ่านระบบการเงินแบบดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่เรียกว่า CBDC

ต่อไปผู้คนจำนวนมากจะไม่อาจสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวได้เหมือนผู้คนในศตวรรษที่ 20 หรือต้นศตวรรษที่ 21 ทำได้เพียงแบมือรอความช่วยเหลือ และการจัดสรรให้จากระบบรัฐ ตามที่รัฐเห็นสมควรเท่านั้น (การแจกเงินดิจิทัลเป็นจุดเริ่มต้น)

● เราจึงได้เห็นการสร้างหนี้มหาศาลไปทั่วโลก ทุกประเทศแบบดินพอกหางหมู 
- 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศของประเทศนี้ล้วนแบกหนี้
- ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศนี้ก็แบกหนี้มหาศาล ถึงขนาดต้องพึ่งหุ้นกู้จากประชาชน เพราะได้กู้เงินจากสถาบันการเงินเต็มลิมิตขีดจำกัดแล้ว
● ในสถานการณ์แบบนี้ ครัวเรือนไหนไม่มีหนี้ ไม่ก่อหนี้เลย ครัวเรือนนั้นถือว่ามีบุญที่สุด โชคดีที่สุด ถึงจะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศนี้ก็ตาม
● เราไม่อาจขวางทางพายุของการเปลี่ยนผ่านที่กำลังปัดกวาดทำลายล้างระบบโลกเก่าในทุกมิติ
- ทางด้านเศรษฐกิจที่โครงสร้างการเจริญเติบโตทำได้ด้วยการก่อหนี้มโหฬารในระบบ
- ทางด้านชีวิตผู้คนที่ต้องเผชิญกับโรคระบาด ภัยพิบัติธรรมชาติ และมิคสัญญีความวุ่นวายทางสังคมไม่รู้จบสิ้น
- ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการสร้างสงครามใหญ่ เพื่อไปสู่ระเบียบโลกใหม่
● เราจึงต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจระบบและปรับตัวไปตามพายุของการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดอย่างบูรณาการ และอย่างมีสมดุลที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม

4.) ‘เราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง?’
ตอบ :
●  ควรออกจากตลาดทุน/ตลาดหุ้น ที่กำลังจะพังทลายหรือเดินหน้าดิ่งลงเหว ยกเว้นเจ้าตัวเป็นเทรดเดอร์ขั้นเทพ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยฝ่ายผู้ชนะในตลาดหุ้น
● เก็บความมั่งคั่งส่วนตัวที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบดิจิทัล (ไม่สะสมเหรียญคริปโต) ซึ่งก็คือ ที่ดินเกษตร ที่ดินทำกินแบบเศรษฐกิจพอเพียง
● มีสังกัดในชุมชนเครือข่ายที่มีความพร้อมเรื่องปัจจัยสี่ ถ้าโลกเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย เกิดสงครามใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ จนผู้คนในเมืองใหญ่ตกงานเป็นจำนวนมาก
● ดูแลระบบภูมิชีวิตของตนเองและคนในครอบครัวให้แข็งแกร่ง พร้อมสู้กับทุกการรุกรานต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งเชื้อโรค และอากาศเป็นพิษ
● เตรียมที่หลบภัยอย่างเหมาะสม เป็นแผนสำรองฉุกเฉินหากเกิดสงครามลุกลามมาถึง (เมืองไทยยังไม่น่ากังวลเรื่องนี้อย่างน้อยในช่วงสิบปีต่อจากนี้)

หัวข้อนี้ เราควรคิดเผื่อไว้แบบนักยุทธศาสตร์ แต่มิใช่เอามาครุ่นคิดวิตกจนจิตฟุ้งซ่านกังวลเป็นอันขาด

ในฐานะที่คุณป๊อกและผมต่างก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนาเหมือนกัน เราควรมีจิตตั้งมั่นแบบ ‘อจลจิต’ หรือจิตที่ไม่หวั่นไหว เพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤตทุกรูปแบบที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตเราและครอบครัวของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

‘CEO’ บริษัทเทคฯ ชื่อดัง ดับสลบ!! ระหว่างโชว์ในงานเลี้ยงบริษัท หลังเกิดเหตุสลิงขาด ร่างร่วงกระแทกพื้น จากความสูง 15 ฟุต

(22 ม.ค. 67) เป็นนาทีช็อกคนร่วมงาน เมื่อ ‘ซีอีโอ’ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง พลัดตกลงจากความสูง 15 ฟุต เสียชีวิตระหว่างโชว์ในงานเลี้ยงบริษัท ที่อินเดีย

วันแห่งการเฉลิมฉลอง กลายเป็นเรื่องสยองขวัญทันที เมื่อซีอีโอดัง สันชัย ชาห์ ซีอีโอของ Vistex และ ประธาน Vistex Vishwanath Raju Datla ที่อยู่ในกรงเหล็กขณะที่มันถูกหย่อนลงบนเวที ในงานปาร์ตี้ของบริษัท เกิดสายสลิงขาด โดยคลิปวิดีโอได้บันทึกช่วงเวลานี้ เมื่อกรงสีเหลืองที่ลอยอยู่เริ่มโยก และเกิดประกายไฟขึ้น

จากนั้นกรงได้ตกลงไปด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บอสทั้ง 2 ของบริษัท ตกลงมาจากความสูง 15 ฟุตชายคนหนึ่งได้หงายท้องลงมา และล้มลงบนพื้น

ชาห์ เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ ขณะที่ ดัตลาห์ ผู้บริหารอีก 1 ราย เจ็บสาหัส อยู่ในสภาพวิกฤต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าวน่าจะมาจากสายสลิงขาด แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้สืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ชาห์ และ ดัตลาห์ อยู่ในอินเดีย เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบของ Vistex Asia ซึ่งจัดงานฉลอง 2 วันที่ Ramoji Film City อันโด่งดัง ทั้งนี้ บริษัท Vistex ก่อตั้งโดย ชาห์ ในปี 1999 เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่มีสำนักงานทั่วโลกมากกว่า 20 แห่ง และมีลูกค้ามากมาย อาทิ GM, Yamaha และ Coca-Cola

ชาห์ เป็นชาวมุมไบ อินเดีย อพยพมาอเมริกามากกว่า 1 ทศวรรษ เข้าเรียนในโรงเรียนธุรกิจของมหาวิทยาลัย Lehigh โดยจบการศึกษาปริญญาโทในปี 1989 เมื่ออายุได้ 21 ปี นอกจากนี้ เขายังได้บริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อก่อตั้ง Vistex Institute for Executive Education เมื่อปี 2017 และยังเป็นเศรษฐีใจบุญ ก่อตั้งมูลนิธิ Vistex ซึ่งมอบเงินช่วยเหลือแก่องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพ การศึกษา และโครงการความต้องการขั้นพื้นฐาน

'ดร.หิมาลัย' จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' มอบโล่เกียรติยศแก่นายกองตรี 'ฝันเด่น' ส่งเสริมคนดี ผู้มีจิตเสียสละ ตามดำริโครงการ 'มูลนิธิพระราหู'

'มูลนิธิพระราหู' โดย ดร.หิมาลัย และพล.ต.ท.ไตรรงค์ จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' พร้อมมอบโล่เกียรติยศให้ นายกองตรีฝันเด่น และ มูลนิธิกระจกเงา ผู้เสียสละ ทำความดีเพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู'

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.67 ที่ ห้องบุญยะจินดา 1-2 สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร มูลนิธิพระราหู จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' ภายใต้ชื่องาน 'GIVER'S NIGHT 2024' โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีฯ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร./ที่ปรึกษามูลนิธิฯและประธานโครงการส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู รวมทั้ง คุณหทัยรัตน์ ผิวพรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิฯ พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ กรรมการมูลนิธิฯ และคณะผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน กลุ่มหิมาลัย กรุ๊ป กลุ่มเพื่อนไตรรงค์ เข้าร่วมภายในงาน

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'ใจถึงใจ' จำนวน 100,000 บาท ให้กับนายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน โครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' รวมทั้ง มอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'สดชื่นสถาน' ให้กับ มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับหน่วยงานในสังกัด สพฐ.ตร.เช่น มอบเครื่องปริ้นเตอร์ให้กับ ศพฐ.4 มอบแอร์ให้กับ พฐ.จว.สุพรรณบุรี และมอบกล้องถ่ายภาพให้กับ พฐ.ก.เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์อีกด้วย

ด้าน ดร.หิมาลัย เปิดเผยว่า กิจกรรม "ยิ่งให้ ยิ่งสุข"เราจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อขอบคุณคณะผู้มีจิตศรัทธา มีทั้ง องค์กร ชมรมฯ นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ที่ให้การสนับสนุนงานด้านการกุศลกับ มูลนิธิพระราหู ด้วยดีมาตลอด รวมทั้งเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล และองค์กร ดีเด่นที่ทำความดีด้านจิตอาสา เสียสละ เพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ผมและกรรมการมูลนิธิพระราหู มีความศรัทธาในการทำหน้าที่การช่วยเหลือสังคมของทีมงาน 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นอย่างมาก จึงให้การสนับสนุนตลอดมา และจากความดี ความเสียสละ ที่เราสัมผัสมาได้เป็นเวลาหลายปีที่ร่วมงานกันมา 

"โดยทาง โครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ซึ่งมีท่าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นที่ปรึกษามูลนิธิและประธานโครงการฯ จึงได้คัดเลือก นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชนโครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นบุคคลและโครงการดีเด่น ประจำปี 2566 รวมทั้ง มูลนิธิกระจกเงา ที่เสียสละ ในการเสียสละช่วยเหลือสังคมมาตลอด คณะกรรมการมูลนิธิพระราหู จึงได้คัดเลือกเป็นบุคคลและองค์ ดีเด่น พร้อมมอบโล่ห์เกียรติยศและเงินสนับสนุนโครงการ จำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียสละ ในการทำความดีเพื่อสังคม 

"สุดท้ายผมและมูลนิธิฯ รู้สึกขอบคุณ นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร และพี่ๆ น้องๆ ทีมงานทุกคน ที่เป็นสะพานบุญให้กับมูลนิธิพระราหูและคณะผู้มีจิตศรัทธาเสมอมา ขอให้โครงการ 'ใจถึงใจ' ปฏิบัติภารกิจจิตอาสาตามอุดมการณ์ ในการเสียสละช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเดินหน้าต่อไป รวมทั้งขอขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยเหลือประชาชนและสังคมมายาวนาน ซึ่งมูลนิธิพระราหู พร้อมอยู่เคียงข้างให้กำลังใจและจะร่วมสนับสนุนในทุกโอกาส ในการช่วยเหลือสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ต่อไป" ดร.หิมาลัย กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยมศูนย์บำบัดยาเสพติด “มินิธัญารักษ์” ณ ศูนย์จันทารักษ์ กก.ตชด.ที่ 115 จันทบุรี พบมีประสิทธิภาพสูง เตรียมขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นต่อไป พร้อมแวะตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว

วันนี้ (22 ม.ค. 67) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รอง ผบช.ตชด. ,พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี , พล.ต.ต.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผบก.ตชด.ภาค 1 , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. , นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี ณ ศูนย์จันทารักษ์ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี 

โครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี เกิดขึ้นโดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร.ได้ลงนาม MOU ร่วมกับหลายภาคส่วน ได้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี , กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ,  จังหวัดจันทบุรี , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี , หน่วยงานท้องถิ่น และคณะสงฆ์ในพื้นที่ ในการให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามกระบวนการทางการแพทย์แบบใหม่ มุ่งเน้นที่จะฟื้นฟูผู้ป่วยแบบบูรณาการหลายมิติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข 

สำหรับการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ณ ศูนย์จันทารักษ์ จะใช้ระยะเวลา 90 วัน โดยมีขั้นตอนเตรียมความพร้อม ของผู้เข้ารับการบำบัด ตรวจสุขภาพ ประเมินคัดกรองการใช้สารเสพติด ฟื้นฟูร่างกาย รวมทั้งกระบวนการปรับทัศนคติและแนวความคิด นอกจากนี้ ยังมีการเสริมความรู้ด้านทักษะสังคม และกิจกรรมทางเลือก เรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพต่างๆ โดยมีกลุ่มนักพัฒนาชุมชุน กรมแรงงาน มาแนะนำแนวทางการเข้าทำงาน หรือประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเมื่อจบหลักสูตรออกไป สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยเมื่อผู้เข้ารับการบำบัดครบตามหลักสูตรกลับไปใช้ชีวิตในสังคมแล้ว ศูนย์จันทารักษ์จะมีการติดตามผลแบบสุ่มตรวจหาสารเสพติดเดือนละ 1-2 ครั้ง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการประเมินผลความสำเร็จของโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี พบว่ามีผลสำเร็จสูงถึง 70%

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการวางระบบการทำงานแบบบูรณาการที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูปรับสภาพร่างกาย จิตใจ และมีทัศนคติที่ดี สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยจะได้นำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ  โดยพื้นที่ต่อไปที่จะจัดทำโครงการดังกล่าวคือ จ.เชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยมี พ.ต.อ.คฑพล พรมดอนชาติ ผกก.สภ.แก่งหางแมว และข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับฟังปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน และสภาพความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ซึ่งปัญหาหนึ่งของพื้นที่ อ.แก่งหางแมว และหลายพื้นที่ของ จ.จันทบุรี คือปัญหาช้างป่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ร่วมกับพระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร และหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันแก้ปัญหา โดยมีการจัดเวทีประชาคมสะท้อนปัญหาคนในชุมชนกับช้างป่าในจังหวัดจันทบุรี และจัดตั้งอาสาสมัครผลักดันช้างป่า โดยมีการระดมทุนสำหรับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้ว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ว่า ตนในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาตรวจ แต่มาเยี่ยมให้กำลังใจ เน้นย้ำตำรวจไม่ทำงานเชิงปริมาณ แต่ทำงานเชิงคุณภาพ ทำงานเพื่อประชาชน จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายกับผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนเดินทางไปยัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อมอบรถบรรทุกน้ำขนาด 2,000 ลิตร ให้แก่ สภ.บ้านทัพไทย จ.สระแก้ว

ประวัติศาสตร์ชาติไทย!! คว้าเหรียญเงินแรกโอลิมปิกฤดูหนาว การแข่งเลื่อนน้ำแข็งหญิง ในยูธโอลิมปิกเกมส์ ที่เกาหลีใต้

'ชมพู่' อาเยเซ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญเงินครั้งแรกของทีมชาติไทย ในยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว ครั้งที่ 4 

การกีฬาแห่งประเทศไทย ขอแสดงความยินดี 'ชมพู่' นางสาว อาเยเซ กัมเปออล นักกีฬาทีมชาติไทยและสมาคมกีฬาสกี และสโนว์บอร์ดแห่งประเทศไทย ที่สามารถคว้าเหรียญเงิน ประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยได้ ในการแข่งขันยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว ครั้งที่ 4 ที่เมืองคังวอน สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 จากกีฬา Bobsleigh (เลื่อนน้ำแข็ง) ประเภท women’s Monobob โดยสามารถทำเวลาได้ 1:54.17 นาที เข้าเป็นที่ 2 

สำหรับ 'น้องชมพู่' หรือ 'น้องแอน' อาเยเซ กัมเปออล วัย 18 ปี เกิดที่ประเทศอิตาลี แต่มาเติบโตที่เมืองไทย 

'น้องชมพู่' เริ่มต้นกีฬาฤดูหนาวจากกีฬาโรลเลอร์สกี และได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการกีฬาเรียนรู้กีฬาฤดูหนาว ที่จัดขึ้นระหว่างสมาคมกีฬาสกีและสโนว์บอร์ดฯ กับคณะกรรมการโอลิมปิกของเกาหลีใต้ เมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2022 

จากนั้น 'น้องชมพู่' ได้รับการคัดเลือกให้กลับไปเก็บตัวและฝึกฝนกีฬา BobSleigh (เลื่อนน้ำแข็ง) ที่สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ 2565 ในเดือน มีนาคม 2566 รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฤดูหนาวรายการ Omega Youth series Competition 2023 สนามที่ 3 ที่เมืองพย็องชาง ประเทศเกาหลีใต้ สามารถคว้าอันดับที่ 2 มาได้ ซึ่งทำให้ได้โควต้าเข้าแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิกฤดูหนาว 2024 ที่เมือง คังวอน สาธารณรัฐเกาหลี และคว้าเหรียญเงิน ให้ประชาชนชาวไทยได้สำเร็จ 

โดยจะได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญเงิน จำนวน 1,000,000 บาท (เหรียญทอง 2,000,000 บาท และเหรียญทองแดง 500,000 บาท) 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กองประชาสัมพันธ์ กกท.  https://www.facebook.com/prsatfanpage 

‘วิชัย ทองแตง’ อุทิศตนช่วย ‘ลดเหลื่อมล้ำ’ เดินหน้าปั้นธุรกิจสตาร์ตอัปไทยให้แข็งแกร่ง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงาน 2 ทศวรรษแห่งการแบ่งปัน 9 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์สังคม เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี กองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ และ 90 ปี การสถาปนามหาวิทยาลัย โดยมีทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันเข้าร่วมงานคับคั่ง

พร้อมกันนี้ ภายในงาน ยังได้จัดเวทีเสวนาพิเศษ “มุมมองฅนธรรมศาสตร์ มองปัญหาสู่ทางออกสังคมไทย ปัญหาคอร์รัปชัน เศรษฐกิจและตำรวจ” โดยศิษย์เก่าธรรมศาสตร์หลายรุ่น ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คุณวิชัย ทองแตง ทนายความ และนักลงทุน และ คุณศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา

ทั้งนี้ คุณนายวิชัย ทองแตง ได้ให้มุมมองทางด้านเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในกับดักบางอย่าง คนไทยมีรายได้เฉลี่ยปานกลาง 2.4 แสนบาทต่อปี ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมี 4.5 แสนบาทต่อปี ซึ่งตนเองสนใจตัวเลขนี้แล้วก็ติดตามตัวเลขนี้มาตั้งแต่จบมหาลัยธรรมศาสตร์ ทุกวันนี้ยังสะเทือนใจอยู่ว่า เส้นแบ่งแห่งความยากจนอยู่ที่ 2,802 บาท หรือปีละ 30,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง คนไทยส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กับดักความเหลื่อมล้ำนี้ แน่นอนว่า สิ่งที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ เป็นเรื่องที่ตนเองยอมรับไม่ได้ จึงได้ออกเดินสายบรรยายฟรีทั่วประเทศ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ให้ได้ ส่วนจะได้มากหรือน้อยไม่ว่ากัน

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสะเทือนใจ ก็คือ ตอนที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนเข้ามาจดเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ที่เรียกทั่วไปว่า บัตรคนจนนั้น มีผู้ยื่นลงทะเบียนถึง 22,293,473 ล้านราย นับเป็นสัดส่วนถึง 30% ของประเทศนี้

ขณะที่ จีดีพีภาคเกษตรไทยไตรมาสที่หนึ่งปี 66 มีสัดส่วนประมาณ 6.2% ของจีดีพีประเทศไทย ในขณะที่เนื้อที่ทางการเกษตรมีถึง 149.25 ล้านไร่ หรือ 46% ของทั้งประเทศ ตรงนี้คือความเหลื่อมล้ำหรือไม่ และด้วยความเหลื่อมล้ำที่ยังแผ่ขยายอยู่ในสังคมไทย จึงมีแนวคิดที่จะช่วยปั้นธุรกิจของคนไทยให้เติบโตและอยู่รอดต่อไป

คุณวิชัย ระบุว่า ตนเองผ่านอุปสรรคผ่านการทําธุรกิจมามากมาย โดยยึดมั่นในหลักการ 2 อย่าง Execution การลงมือปฏิบัติทำให้บรรลุผล และ implementation กระบวนการที่เริ่มตั้งแต่เอาความคิดมาวางแผนขึ้นโครงการให้สามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้ ซึ่งทั้ง 2 ข้อนี้คือหัวใจสำคัญที่จะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ยกตัวอย่าง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้จัดงานครั้งแรกที่เชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับเมืองที่มีฝุ่นควันติดเป็นอันดับ 1 ของโลกมา 20 ปีแล้ว แม้จะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปประชุมหาทางแก้ไขมาตลอด แต่ปัจจุบันฝุ่นควัน PM2.5 ก็ยังเป็นปัญหาของจังหวัดเชียงใหม่อยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ ตนเองได้เข้าไปทำโครงการที่เรียกว่า “หยุดเผา เรารับซื้อ” ซึ่งเป็นการลงทุนสร้างโรงงานรับซื้อสิ่งที่ชาวบ้านเผา ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว ใบไม้ และตอซังข้าวโพด นำมาขายเข้าโรงงาน เพื่อที่จะนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ดส่งขายต่างประเทศต่อไป 

ซึ่งชีวมวลอัดเม็ด กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการอย่างสูง มีออเดอร์มาแล้ว 10 ล้านตันต่อปี แต่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกไปได้ไม่ถึงปีละ1 แสนตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในวิกฤตฝุ่น PM2.5 ได้สร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทย และเกษตรกรไทย เพียงแต่ยังไม่มีใครมาพลิกใช้วิกฤตที่เกิดขึ้นนำไปสร้างโอกาสต่อเท่านั้น

พร้อมกันนี้ คุณวิชัย ยังระบุถึงภารกิจในปัจจุบันซึ่งก็คือ การเป็นนักปั้น หมายถึงปั้นธุรกิจสตาร์ตอัปไทยให้ประสบความสำเร็จ เพราะจากสถิติที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัปไทยเกิดขึ้นมานับหมื่นราย แต่มีศักยภาพเหลือรอดแค่ 1% ทั้ง ๆ ที่มีกลุ่มธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital : VC) มาลงทุนร่วมกับสตาร์ตอัปไทยจำนวนเยอะมาก แต่กลับไปไม่ถึงไหน 

“จากการที่ได้เข้ามาช่วยปั้นธุรกิจมาหลายปี พบว่า อุปสรรคสำคัญที่สตาร์ตอัปไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ คือ เมื่อไหร่ที่บริษัทจะเพิ่มทุนหรือขยายธุรกิจ จะต้องมาขอความเห็นชอบ (consent) จากผู้ร่วมลงทุนก่อน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สําหรับคนปฏิบัติงาน เพราะไม่มีสิทธิ์ตัดสินได้เอง ก่อนหน้านี้เคยลงไปช่วยปั้นสตาร์ตอัป 2 ราย แต่ไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ลงทุน ซึ่งถือหุ้นอยู่เพียง 5% เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับผู้ที่จะเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัปต้องพิจารณาให้ดี”

นายวิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเงื่อนไข การปั้นธุรกิจนั้น ได้วางไว้เป็นพื้นฐาน 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. เราจะไม่ใช้เทคโนโลยี เพื่อโกง หรือหลอกลวงผู้อื่น 2. เราจะเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดี มีคุณธรรม และ3. เราจะแบ่งปันความรู้ และโอกาส แก่ผู้ที่ด้อยกว่า ซึ่งเงื่อนไขนี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ตนเองจะเซ็นสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท บิทคับ จํากัด เมื่อปี 2565 ขณะนั้นมีคนในเครือข่าย 1,500 คน ตนได้บอกกับ คุณท็อป (จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา) ไปว่าหากคนในเครือข่ายปฏิญาณยอมรับในเงื่อนไข 3 ข้อนี้ได้ ตนเองจะช่วย ซึ่งทางกลุ่มบิทคับยอมรับในเงื่อนไขนี้ จึงเกิดการทำงานร่วมกันในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 

ส่วนการคัดเลือกบริษัทที่จะปั้นนั้น จะโฟกัสที่ 3 ส่วน คือ สตาร์ตอัป, SME และบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยธุรกิจที่จะเข้าไปสนับสนุนหรือไปปั้นต่อนั้น จะต้องมี 2G ก่อน G แรกคือ Growth ต้องมีการเติบโต รายได้มากน้อยไม่ว่ากัน และ G ที่สอง คือ Gain ต้องมีกำไร เพราะนั่นแปลว่าเข้าใจวิธีการบริหารและต้นทุนธุรกิจดีถ้ามี 2G แล้ว ก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก จากนั้นก็จะหาช่องทางระดมทุน หรือแนะนำกลุ่ม VC พร้อมทั้งช่วยวางแผนทางการเงินให้ ปัจจุบันมีทีมงานช่วยวิเคราะห์จำนวน 90 คน ทำเรื่องวิเคราะห์ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือสตาร์ตอัป ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะ 

คุณวิชัย ย้ำว่า นอกเหนือจากเงินทุน และแผนธุรกิจที่จะทำให้สตาร์ตอัปประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากนั่นคือ “เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่” เพื่อนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ และทุกครั้งที่ไปบรรยายจะเน้นให้ทุกคนคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ๆ คือ Collaboration การทํางานร่วมกันเป็นพันธมิตรกัน, Connection การเชื่อมต่อทางธุรกิจ และ Mergers & Acquisition (M&A) การควบรวมกิจการ เพราะการทำธุรกิจไม่ต้องไปแย่งชิงกัน แต่ต้องจับมือกันแบ่งปัน ใครเก่งด้านใดก็ทำเรื่องนั้น ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมทำให้หลายบริษัทสามารถจับมือเป็นพันธมิตรกันแล้วเพิ่มความแข็งแกร่ง ส่วนการเชื่อมต่อธุรกิจต่อธุรกิจนั้น ไม่จําเป็นต้องเป็นธุรกิจเดียวกัน บางครั้งการที่นักธุรกิจสองฟากฝั่งคนละธุรกิจมานั่งคุยแลกเปลี่ยนกันก็อาจจะเกิดนวัตกรรมใหม่เกิดความคิดใหม่ ๆ ส่วนเรื่อง M&A หากต้องการเติบโตไปกว่าเดิมจะต้องทำเรื่องนี้ ยกตัวอย่าง กลุ่มโรงพยาบาลของผม กลุ่มพญาไทและเปาโว ซึ่งตอนนั้นมี 8 โรงพยาบาล ได้ร่วมกับอาจารย์ประเสริฐ ประสาททองโอสถ ซึ่งขณะนั้นมี 22โรงพยาบาล ทำการควบรวมกิจการกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 ทำให้มีจำนวนโรงพยาบาล 30 โรงพยาบาล และหลังจากนั้น เกิดกระแสเงินสดใหม่เข้ามาในธุรกิจเยอะมาก ทําให้เราสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว จนถึงวันนี้เรามี 53 โรงพยาบาล รวมถึงโรงงานผลิตยา 2 โรงงาน และร้านขายยาอีก 1,100 แห่ง ทำให้กลุ่มของเราสามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในอันดับหนึ่งของเอเชีย และเป็นอันดับ 5 ของโลก แต่หากพิจารณาด้าน Hospitality หรือความมีไมตรีจิตในการบริการ เราเป็นอันดับหนึ่งของโลกแทบจะทุกครั้งที่มีการประกวด ซึ่งตรงนี้คือจุดแข็งและศักยภาพของคนไทย ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้”

คุณวิชัย ยังให้มุมมองต่อธุรกิจในอนาคตด้วยว่า ปัจจุบันบริบทของโลกได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานด้น ESG คือ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ล่าสุดในการประชุม COP28 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้มีข้อตกลง เรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบพลังงาน ในลักษณะที่ยุติธรรม เป็นระเบียบเรียบร้อยและเท่าเทียมกันเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามหลักวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นภาคธุรกิจจะต้องตื่นตัวในเรื่อง ESG แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็จะต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำ ในวันข้างหน้าเราจะถูกชาวคนทั้งโลกแบน และอยากให้ทุกธุรกิจยึดมั่นว่าสโลแกน มุ่ง Net Zero, GO Green, Lean เหลื่อมล้ำ, ย้ำความร่วมมือ แล้วทุกธุรกิจจะบรรลุเป้าหมายและช่วยรักษาโลกไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

‘บลจ. พรินซิเพิล’ สานต่อโครงการกิจกรรมเพื่อสังคม รวมเงินพนักงานร่วมแสน มอบโอกาสแก่โรงเรียนที่ชัยภูมิ

(22 ม.ค. 67) คุณแบรนดา ชู ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพรินซิเพิล จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน ร่วมโครงการกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ส่งมอบโอกาสแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนโบว์มอนท์ ร่วมพัฒนา อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ โดยมอบเงินจากการโอนสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานรวม 178,000 บาท และเสื้อกันหนาวสำหรับเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล อายุ 3 - 6 ปี และเด็กนักเรียนใหม่จำนวน 100 ตัว แก่ คุณทิม โบว์มอน ผู้ก่อตั้งโรงเรียนโบว์มอนท์ ร่วมพัฒนา เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและมอบให้แก่เด็กนักเรียนต่อไป 

ทั้งนี้ บลจ. พรินซิเพิล จัดทำโครงการ CSR มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 สอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มพรินซิเพิลที่ดูแลและทำงานเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิ Principal Financial Group Foundation เมืองดีมอยน์ (Des Moines) รัฐไอโอวา (Iowa) ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ข้อ คือ Learn more, Earn more, Save more เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการเงินแก่ผู้ด้อยโอกาส และมอบโอกาสต่อยอดสู่การสร้างพฤติกรรมการออม ตลอดจนสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปจนถึงวัยเกษียณ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top