Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

‘กัญจนา’ ทำบุญครบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากโรงงานพลุระเบิด พร้อมมอบเงินช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 2 หมื่น

(23 ม.ค. 67) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา เป็นประธานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล ครบรอบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พลุระเบิดที่โรงงานผลิตพลุ ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

ทั้งนี้ ได้ถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีญาติผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีจำนวนมาก พร้อมนำอาหารคาวหวาน จุดธูป ทำพิธีถวายแก่ดวงวิญญาณ บริเวณจุดเกิดเหตุท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ 

จากนั้น น.ส.กัญจนา ได้พูดคุยให้กำลังใจกับญาติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ให้กับญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 17 ราย รายละ 20,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

นอกจากนี้ ได้กำชับให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งตรวจสอบโรงงานพลุในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก 

'กรมพัฒนาธุรกิจฯ' เผย!! ปี 66 ต่างชาติลงทุนไทยเฉียด 1.3 แสนล้าน พบ!! 'ญี่ปุ่น-สิงคโปร์' มาแรง ส่วนเม็ดเงินสะพัดอยู่ในธุรกิจรับจ้างผลิต

(23 ม.ค.67) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะนำข้อมูลของปีที่ผ่านมาจากคลังข้อมูลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย DBD DataWarehouse+ มาทำการวิเคราะห์และประมวลผลภาพรวมการลงทุนในประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจประเทศในสายตานักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมทั้ง นักลงทุนสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับวิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาดก่อนตัดสินใจลงทุน ทำให้เกิดความมั่นใจและพร้อมลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  

สำหรับภาพรวมการลงทุนในประเทศไทยตลอดปี 2566 ประมวลผลออกมาเป็น ‘ที่สุดแห่งปี 2566 ด้านการลงทุนในประเทศไทย’ พบว่า ในส่วนของการลงทุนของคนไทยในประเทศไทย : การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในประเทศ พบว่า ปี 2566 เป็นปีที่มียอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่สูงสุดในรอบ 10 (ปี 2557-2566) โดยปี 2566 มีนักลงทุนจดทะเบียนฯ จำนวนรวมทั้งสิ้น 85,300 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 8,812 ราย หรือ 12% มูลค่าทุน 562,469.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 132,640.83 ล้านบาท หรือ 31% (ปี 2565 จัดตั้ง 76,488 ราย ทุน 429,828.81 ล้านบาท)

เมื่อทำการวิเคราะห์การจัดตั้งนิติบุคคลปี 2566 พบว่า จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 12% ได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากธุรกิจในภาคต่างๆ ทั้งธุรกิจภาคบริการ ภาคค้าส่ง/ค้าปลีก และภาคการผลิต โดยในส่วนของภาคบริการ คิดเป็น 58% ของจำนวนการจัดตั้งทั้งหมด โดยมีธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น คือ ธุรกิจกิจกรรมเกี่ยวกับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 366 ราย เติบโต 1.46 เท่า ธุรกิจกิจกรรมของสำนักงานจัดหางานหรือตัวแทนจัดหางาน 43 ราย เติบโต 1.39 เท่า และ ธุรกิจกิจกรรมบริการที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 707 ราย เติบโต 1.36 เท่า

ภาคค้าส่ง/ค้าปลีก คิดเป็น 32% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจทั้งหมด มีธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจการขายปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ชนิดใช้ในครัวเรือนบนแผงลอยและตลาด 16 ราย เติบโต 2.20 เท่า ธุรกิจการขายส่งข้าวเปลือกและธัญพืช 203 ราย เติบโต 1.51 เท่า และธุรกิจการขายส่งอิฐหินปูนทรายและผลิตภัณฑ์คอนกรีต 66 ราย เติบโต 1.06 เท่า และเมื่อพิจารณาในส่วนของ

ภาคการผลิต คิดเป็น 10% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจทั้งหมด โดยมีธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจการผลิตเครื่องมือกล 18 ราย เติบโต 2.60 เท่า ธุรกิจการผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 17 ราย เติบโต 2.40 เท่า และ ธุรกิจการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ 88 ราย เติบโต 1.59 เท่า

สำหรับการจัดตั้งธุรกิจทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 85,300 ราย เป็นการจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25,120 ราย (29%) และ ภูมิภาค 60,180 ราย (71%) หากพิจารณาตามเขตภูมิภาค แบ่งออกเป็น 6 ภาค คือ ภาคกลาง มีสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจสูงสุด 17,581 ราย (20.61%) ภาคใต้ 11,675 ราย (13.69%) ภาคตะวันออก 10,948 ราย (12.83%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,942 ราย (10.48%) ภาคเหนือ 8,604 ราย (10.09%) และภาคตะวันตก 2,430 ราย (2.85%) โดยทุกภาคมีอัตราการเติบโตของจำนวนการจัดตั้งที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2565 ที่ผ่านมา ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีอัตราการเติบโตลดลงในปี 2566

ขณะที่พื้นที่การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในเขตภูมิภาค ปี 2566 จังหวัดที่มีการจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จ.ชลบุรี 7,370 ราย จ.ภูเก็ต 4,983 ราย และจ.นนทบุรี 4,583 ราย โดยจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนการจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จ.ภูเก็ต เติบโต 40.82% จ.สุราษฎร์ธานี เติบโต 32.16% และ จ.พังงา เติบโต 21.99% ซึ่ง 3 จังหวัดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน

>> การเลิกประกอบธุรกิจ ปี 2566

ปี 2566 มีจำนวนธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการทั้งสิ้น 23,380 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 1,500 ราย (7%) มูลค่าทุนเลิกประกอบกิจการ 160,056.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 33,008.08 ล้านบาท (26%) (ปี 2565 เลิกประกอบธุรกิจ 21,880 ราย ทุน 127,048.39 ล้านบาท)

ประเภทธุรกิจที่มีการเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 2,166 ราย (9.26%) 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,146 ราย (4.90%X และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เลิกประกอบธุรกิจ 699 ราย (2.99%)

นายอรมน ยังกล่าวถึงที่สุดแห่งปี 2566 ด้านการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

ปี 2566 อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมทั้งสิ้น 667 ราย เงินลงทุนรวม 127,532 ล้านบาท จ้างงานคนไทยรวม 6,845 คน เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 439 ราย

>> 10 ประเทศที่เป็นที่สุดของการลงทุนในประเทศไทย

‘ญี่ปุ่น’เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ทั้งจำนวนนักลงทุนและจำนวนเงินลงทุน โดยมีนักลงทุนจำนวน 137 ราย (20.5 %) เงินลงทุนรวม 32,148 ล้านบาท (25.2%) และลำดับอื่นๆ ที่ไล่ลงมามีดังนี้

อันดับที่ 2 สิงคโปร์ มีนักลงทุน 102 ราย (15.3%) และทุน 25,405 ล้านบาท (19.9%)
อันดับที่ 3 สหรัฐอเมริกา มีนักลงทุน 101 ราย (15.1%) และทุน 4,291 ล้านบาท (3.4%)
อันดับที่ 4 จีน มีนักลงทุน 59 ราย (8.9%) และทุน 16,059 ล้านบาท (12.6%)
อันดับที่ 5 ฮ่องกง มีนักลงทุน 34 ราย (5.1%) และทุน 17,325 ล้านบาท (13.6%)
อันดับที่ 6 เยอรมนี มีนักลงทุน 26 ราย (3.9%) และทุน 6,087 ล้านบาท (4.8%)
อันดับที่ 7 สวิตเซอร์แลนด์ มีนักลงทุน 23 ราย (3.5%) และทุน 2,960 ล้านบาท (2.3%)
อันดับที่ 8 เนเธอร์แลนด์ มีนักลงทุน 20 ราย (3.0%) และทุน 911 ล้านบาท (0.7%)
อันดับที่ 9 สหราชอาณาจักร มีนักลงทุน 19 ราย (2.9%) และทุน 433 ล้านบาท (0.3%)
อันดับที่ 10 ไต้หวัน มีนักลงทุน 18 ราย (2.7%) และทุน 1,125 ล้านบาท (0.9%)

>> 10 ประเภทธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

อันดับที่ 1 บริการรับจ้างผลิต จำนวน 136 ราย (20.4%) และทุน 42,644 ล้านบาท (33.4%)
อันดับที่ 2 บริการด้านคอมพิวเตอร์ จำนวน 68 ราย (10.2%) และทุน 1,434 ล้านบาท (1.1%)
อันดับที่ 3 บริการให้คำปรึกษา จำนวน 62 ราย (9.3%) และทุน 7,803 ล้านบาท (6.1%)
อันดับที่ 4 ค้าส่งสินค้า จำนวน 58 ราย (8.7%) และทุน 7,873 ล้านบาท (6.2%)
อันดับที่ 5 บริการทางวิศวกรรม จำนวน 46 ราย (6.9%) และทุน 2,756 ล้านบาท (2.2%)
อันดับที่ 6 บริการให้เช่า จำนวน 45 ราย (6.8%) และทุน 16,096 ล้านบาท (12.6%)
อันดับที่ 7 ค้าปลีกสินค้า จำนวน 41 ราย (6.2%) และทุน 1,635 ล้านบาท (1.3%)
อันดับที่ 8 บริการทางการเงิน จำนวน 23 ราย (3.5%) และทุน 6,805 ล้านบาท (5.3%)
อันดับที่ 9 คู่สัญญาเอกชน จำนวน 22 ราย (3.3%) และทุน 689 ล้านบาท (0.5%)
อันดับที่ 10 นายหน้า จำนวน 20 ราย (3.0%) และทุน 1,697 ล้านบาท (1.3%)

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์-มูลนิธิพระราหู’ มอบเงินหนุน ‘กระจกเงา’ ผ่านโครงการ ‘สดชื่นสถาน’ จำนวน 100,000 บาท

(23 ม.ค. 67) ณ กองบินตำรวจ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร.พร้อมด้วย พ.ต.อ. ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ศฝร.บช.น., พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ ที่ปรึกษา ผบช.สพฐ.ผู้แทนมูลนิธิพระราหู ได้ร่วมมอบเงินสนับสนุน โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท โดยมี ตัวแทนจากมูลนิธิฯ มารับเงินสนับสนุน 

อนึ่ง โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ เป็นโครงการของมูลนิธิกระจกเงา ที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการพื้นฐานของคนไร้บ้าน และกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเป็นพื้นที่ที่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา อาทิ เช่น การอาบน้ำ ซักผ้า ที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่ทำได้ยากสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางนั้น ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา 

ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการจัดหา เครื่องกรองน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า จัดสร้างห้องสุขาชาย-หญิง และห้องอาบน้ำชาย-หญิง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

24 มกราคม พ.ศ. 2555 ย้อนรอยเหตุการณ์ ‘พลุ-ดอกไม้ไฟระเบิด’ จ.สุพรรณบุรี บ้านเรือนไฟโหมกว่า 50 หลัง - บาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 ท่ามกลางงานรื่นเริงรับเทศกาลวันตรุษจีน ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น ณ อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในวันนั้นได้มีการจัดงาน ‘ตรุษจีนสุพรรณบุรี ปีทองมังกรสวรรค์’ โดยจัดขึ้นในช่วงวันที่ 23-29 มกราคม พ.ศ. 2555 มี นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี 

โดยเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นในเวลา 19.30 น. ในระหว่างการแสดงพลุดอกไม้ไฟไพโรเทคนิคชุด ‘ปีทองมังกรสวรรค์อวยชัยให้พรตรุษจีน’ ได้เกิดเหตุพลุจำนวนมากระเบิดขึ้นพร้อมกัน จนสามารถเห็นเป็นลำแสงที่พุ่งสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนและเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกไฟได้ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งติดกันอยู่กันนับร้อยหลังคาเรือนจนเกิดไฟโหมไหม้กว่า 50 หลัง ทั้งยังมีผู้ได้บาดเจ็บกว่า 75 ราย และเสียชีวิต 4 ราย นอกจากนี้หลังจากเหตุการณ์ได้มีผู้มาแจ้งความเสียหายของบ้านเรือนทั้งหมด 435 หลัง ซึ่งมีกว่า 71 ราย ที่บ้านเสียหายทั้งหลัง อีกทั้งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ก็ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดเช่นกัน 

ซึ่งผลจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งทางภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยการจัดศูนย์พักพิงชั่วคราวขึ้น และในส่วนของพื้นที่จัดงานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ และได้เข้าตรวจสอบในตอนเช้าของวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 โดยนายสมศักดิ์ ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่วิทยาการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิด เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ  

หลังจากเหตุการณ์นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขอร้องให้ยกเลิกงานโดยทันที ส่งผลให้งานต้องยกเลิกเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย อีกทั้งส่งผลให้จังหวัดอื่นๆ ยกเลิกการแสดงดอกไม้ไฟการแสดงพลุด้วยเช่นกัน 

อัปเดต!! ข้อมูลใหม่ 'อุ๊งอิ๊ง' ไม่รอ 'เศรษฐา' ไม่ไหว!! ขึ้นนายกฯ ทันที

อย่าทำเป็นเล่นไป...ในหมู่วงในการเมืองและสภากาแฟเขาวิพากษ์ถกเถียงกันไม่น้อยนะ กับคำทำนายของโหร คมช.นาม 'วารินทร์  บัววิรัตน์เลิศ' ที่ออกมาทำนายทายทักดวงบ้านดวงเมืองในวันกองทัพไทย 18 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า...ภายในปีนี้จะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ

โหรวารินทร์บอกว่า 'ผู้มีหน้าที่ที่แท้จริง' จะเข้ามาทำหน้าที่นำพาบ้านเมืองสู่ยุคศิวิไลซ์...นักข่าวถามจี้ว่านายกฯ คนใหม่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย...เสียงดังฟังชัดตอบว่า 'ผู้ชาย'

แค่นั้นแหละ...เดากันให้ว้าวุ่นว่า...ผู้ชายคนนั้น คือ มท.หนู อนุทิน หรือ ลุงป้อม พปชร.หรือ ลุงตู่...เพราะทั้งสามท่านล้วนยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ...

'เล็ก เลียบด่วน' ยังไม่อยากเดาตามโหรวารินทร์ แม้จะกล่าวกันว่าลึก ๆ แล้วโหรวารินทร์ท่านนี้จะพยากรณ์แบบมี Hint ข่าวหรือทราบเบาะแสจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็ตาม...เอาเป็นว่าบทนิยามการเมืองไทย แคนดิเดตทั้งสามท่านมีโอกาสหมด แม้วันนี้ 'ลุงตู่' จะไปเป็นองคมนตรีแล้วก็ตาม...

แต่ข่าวและความเชื่อของ 'เล็ก เลียบด่วน' นาทีนี้เอียงกระเท่เร่มาทางข่าวนี้มากกว่า...นั่นคือข่าวที่ว่า  พรรคเพื่อไทยโดยเจ้าของพรรคที่แท้จริงเริ่มคิดใหม่ ตัดสินใจใหม่แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ จากเศรษฐา ทวีสิน เป็นคนอื่น...

คนอื่น...คนนั้น...จะไม่ใช่ผู้ชาย แต่จะเป็นผู้หญิงที่ชื่อ 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค/แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย คนที่ 'คุณแม่' แตะเบรกไม่ให้ขึ้นนายกฯ เมื่อเดือน ส.ค.2566 นั่นเอง...

แต่นาทีนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว...ระดับสูงของพรรคเพื่อไทยปล่อยข่าวที่น่าเชื่อผ่านหูของ 'เล็ก เลียบด่วน' ว่า ชั่วโมงนี้คุณพ่อ-คุณแม่ของอุ๊งอิ๊งพร้อมแล้วที่จะปล่อยตัวลูกสาวทะยานขึ้นสู่ดวงดาว...โดยไม่จำเป็นต้องไปฝึกปรือเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าจะเป็นก็ได้ถ้าเป็นมติพรรค...

อย่างไรก็ตาม...ย่างก้าวของ 'อุ๊งอิ๊ง' ไม่รีบเร่ง...นายใหญ่ชินวัตรยังต้องการให้ประคับประคองคนชื่อ 'เศรษฐา' ไปให้นานที่สุด ถ้าได้ครึ่งเทอมก็ยิ่งดี หลังจากนั้นจึงจะเป็นคิวของแพทองธาร...ขึ้นมาโชว์ฝีมือแล้วค่อยยุบสภา สู้ศึกเลือกตั้งกันใหม่...แล้วอุ๊งอิ๊งก็น่าจะได้เป็นนายกฯ รอบสอง

ทั้งนี้ทั้งนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์ของแกนนำพรรคเพื่อไทย ผ่าน Hint จากนายใหญ่ก็คือ เกมการเมืองในสมัยหน้าฝั่งอนุรักษ์นิยมยังต้องใช้บริการพรรคเพื่อไทย เพื่อตรึงแนวรบพรรคก้าวไกลให้หยุดอยู่ที่ฝ่ายค้านเหมือนเดิม...นี่คือไพ่ใบสำคัญที่เป็นแต้มต่อของพรรคเพื่อไทย...รัฐบาลสมัยหน้าก็น่าจะเป็นสูตรเดิมแบบปัจจุบัน...

ฟังมาเช่นนี้ก็มาบอกเล่าสู่กันฟัง...แม้ 'เล็ก เลียบด่วน' อาจจะรู้สึกอึดอัดกับทิศทางความเป็นไปประมาณว่า...สิ้นเศรษฐาก็ต้องเป็นอุ๊งอิ๊ง...เท่านั้น  ก็ตาม แต่ถ้าเป็นอีกสูตรคือให้เพื่อไทยไปจับมือกับก้าวไกลยึดประเทศนี้ คิดดูแล้วก็จะหนาวกว่าอยู่กับสูตรเพื่อไทยที่ยังมีพรรคอื่นๆ ค่อยถ่วงดุลได้บ้าง...เฮ่อออ..!!

ยกเว้นความเป็นนักโทษเทวดา...อันนั้น...เห็นจะต้องรอการพิสูจน์ระหว่างกฎหมายกับกฎแห่งกรรม...อีกที!!

‘ตั้ง อาชีวะ’ อัดคนไทยไปอยู่นอกแล้วโอดครวญ เป็นพวกใช้แรงงาน ภาษาไม่ได้ ไม่เห็นทางโต

(23 ม.ค.67) ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ลี้ภัยคดี ม.112 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Eakapop Luara’ ว่า…

เห็นหลายๆ โพสต์ในกลุ่มโยกย้ายส่ายสะโพก

เห็นไปอยู่เมืองนอกมีปัญหา Homesick อากาศหนาวบ้าง เหงา หากินลำบาก หกโมงร้านปิดหมดแล้ว ฯลฯ 

หลักๆ เลย ที่เห็น คนที่มีโอกาสได้ไปในกลุ่มนะ ก็เป็นคนมีฐานะพอสมควร พอได้ไปอยู่เมืองนอก ทักษะไม่ถึง ภาษายังไม่ได้ ก็ต้องใช้แรงงาน ท้อแท้ รู้สึกไม่โต ไม่มีพาวเวอร์ พอทำงานเลี่ยงภาษีได้น้อยก็บ่น (พวกร้านอาหารไทย) ทำงานโดนหักภาษีโหด ก็รับไม่ได้ บลา บลา บลา คราวนี้ก็อยากกลับมาไทย เพราะตอนอยู่ไทยมีหน้าที่การงานที่ดี มีเส้นสาย เป็นข้าราชการมีหัวโขนไม่ต้องลำบากมาทำงานใช้แรงงาน

คนที่อยู่รอดได้ในเมืองนอก ที่เห็นจริงๆ คือทักษะสูงมาก ได้ทำงานระดับเดียวกับพลเมืองของเขา กับ อดทนทำแรงงาน แล้วไปเปิดกิจการของตัวเอง ประมาณนี้ 

มาคิดๆ คือ ผมเห็นแต่คนร้องอยากย้ายประเทศ พอย้ายไปแล้วเป็นแบบนี้ ผมเสียดายแทนคนที่อยากไปจริงๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะบางคนอยากไปเอาดาบหน้าสู้มันทุกทาง ทำวีซ่าเอง เดินเรื่องเอง เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าก็มี เพียงแต่เขาไม่มีโอกาส 

บางคนอยากลี้ภัยบ้าง ก็ฉวยโอกาสสร้างโปรไฟล์ เพื่อตั้งใจให้โดนคดีทางการเมือง (มันจะลำบากกับคนที่เขาสู้จริงๆ แล้วต้องลี้ภัย) เพื่อจะขอลี้ภัย 

แต่สำหรับคนที่ติดตามกลุ่มโยกย้ายแล้วประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่มีปัญหา อันนี้ผมขอชื่นชมพวกคุณมากๆ เลยนะครับ กลุ่มเป็นแค่จุดศูนย์รวม แต่หลักๆ เลยคือ ความสามารถของพวกคุณล้วนๆ รวมถึงแอดมินให้คำแนะนำได้ดีด้วย 

นี่ยังไม่รวมพวก Scam แฝงตัวในกลุ่มอีกนะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่า ถ้าได้เดินออกจากไทยแล้วได้ไปอยู่ประเทศโลกที่ 1st  ยังไงคุณภาพชีวิตระบบรัฐสวัสดิการที่จะโอบอุ้มชีวิตของคุณมันดีกว่าแน่นอนครับ 

**ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา นั่นบ้านมึงไม่ใช่บ้านกูไอ่สัd**

‘สว.สมชาย’ ฟันธง!! ‘ไอทีวี’ ยังเป็นสื่่อ เชื่อ ‘พิธา’ ตกม้าตายซ้ำรอย ‘ธนาธร’

(23 ม.ค. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมหุ้น ไอทีวี ยังเป็นหุ้นสื่อมวลชน และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อาจขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม เห็นพรรคการเมือง และผู้นำทางความคิดของพรรคก้าวไกลออกมาสื่อสารกับสังคมต่อเนื่อง อาจทำให้สังคมไขว้เขว หรือทำให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เบี่ยงเบน ขาดความน่าเชื่อถือ ตนเสนอความเห็นส่วนตัว ดังนี้ 

1.บริษัท ไอทีวี ยังคงเป็นสื่อ โดยมีสถานะความเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีวัตถุประสงค์ จดแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับสื่อ รวม 5 ข้อ จนถึงปัจจุบันไอทีวียังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัท หรือจดยกเลิกวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อดังกล่าว สอดรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 14/2562 วินิจฉัยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม ในคดีการถือหุ้น บริษัทวีลัคมีเดีย ที่อ้างว่า ปิดกิจการแล้ว แต่ไม่จดทะเบียนยกเลิกบริษัท ศาลเห็นว่า ยังสามารถประกอบกิจการสื่อมวลชนได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ไม่ได้จดเลิกบริษัท

นายสมชาย ระบุว่า 2.บริษัท ไอทีวี ชนะคดีเบื้องต้นแล้ว 2 ยก รัฐต้องคืนคลื่นความถี่ ชดใช้ค่าเสียหาย โดยไอทีวีถูกปิดสถานี และยึดคลื่นคืน เมื่อ 17 ปีก่อน ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ขอให้สำนัดปลัดสำนักนายกฯ ชดเชยความเสียหายตามสัญญาเข้าร่วมงานฯ - คณะอนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้ไอทีวีชนะ ได้รับเงินเยียวยา คืนคลื่นความถี่ - สปน.นำคดีสู่ต่อ ศาลปกครองกลาง แต่ศาลพิพากษายกคำร้อง - สปน.ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ - สถานะปัจจุบัน ศาลปกครองสูงสุด ยังไม่มีคำพิพากษาในคดีนี้ 

จึงเห็นว่า นายพิธา น่าจะขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม เพราะคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และศาลปกครองกลาง ให้ไอทีวี เป็นผู้ชนะคดี ได้รับการเยียวยา และคืนสัมปทานคลื่นความถี่โทรทัศน์ ไอทีวี จึงอยู่ในฐานะที่พร้อมประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ได้ 

3.บริษัทไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว แต่ยังมีบริษัทลูกประกอบกิจการสื่อ มีรายรับ จากบริษัทอาร์ตแวร์มีเดีย ที่ไอทีวี เป็นผู้ถือหุ้น 99% โดยมีผลประกอบกิจการจดทะเบียนทำสื่อโฆษณา รายการให้เช่าเครื่องมือ ลิขสิทธิ์ และอื่น ๆ ฯลฯ ที่ถือได้ว่าเป็นธุรกิจสื่อ

นายสมชาย กล่าวว่า 4.นายพิธา ถือหุ้นไอทีวี เพียงแค่เล็กน้อย ทำไมจึงผิด ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยที่ 12-14/2553 ในคดีถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐ ที่วินิจฉัยให้ รมต. สส. สว.พ้นจากสมาชิกภาพ และเคยวินิจฉัยไว้ว่า หุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานเป็นลักษณะต้องห้ามแม้ถือหุ้นเพียง1หุ้น ก็ขาดคุณสมบัติ  การที่นายพิธา อ้างว่าถือหุ้นไอทีวีเพียง 42,000 หุ้น จาก 1,206,697,400 หุ้น คิดเป็น 0.0035 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอํานาจสั่งการบริษัท ข้อโต้แย้งนี้นายพิธาจึงฟังไม่ขึ้น ไม่อาจหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยวางแนวไว้เดิม พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย คดีการถือหุ้นสื่อไอทีวี ไม่ว่าจะออกมาในแนวทางใด

'ถวิล' ยื่นเรื่องถึงอัยการสูงสุดให้อุทธรณ์ ฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' คดีโยกย้ายไม่เป็นธรรม

(23 ม.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี สว.อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ทำจดหมายด่วนที่สุดถึงอัยการสูงสุด ลงวันที่ 23 ม.ค. เพื่อขอให้อัยการสูงสุด ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะจำเลย ในการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อ 26 ธ.ค. 2666

โดยระบุถ้อยคำในจดหมายว่า ตนในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาที่ได้ยกฟ้อง ทั้งที่พยานหลักฐานที่อัยการนำเข้าสืบต่อศาลนั้นมีความชัดเจนว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำผิดจริง รวมถึงตนเห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำความผิดตามฟ้อง

“ข้าพเจ้าจึงมีความประสงค์ให้ อัยการสูงสุด ฐานะโจทก์ ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่หากท่านไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันเวลา ก็ขอให้ท่านยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปเพื่อยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย ในอันที่จะให้คดีที่อ้างถึงข้างต้นถึงที่สุดตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป” นายถวิล ระบุ

'รมว.พีระพันธุ์' มอบนโยบายพลังงานสู่ 7 จังหวัดภาคใต้ ช่วยชาวบ้านเข้าถึง 'พลังงานทดแทน' ต่อยอดวิสาหกิจชุมชน

(24 ม.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการมอบนโยบายให้กับพลังงานจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดที่เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน โดยให้พลังงานจังหวัดเป็นตัวแทนของกระทรวงพลังงานในการสำรวจพื้นที่ต่างๆ รวมถึงสอบถามความต้องการของประชาชนในส่วนที่กระทรวงพลังงานจะสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ หลายวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีและความรู้จากพลังงานจังหวัด ทำให้ชาวบ้านสามารถแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนให้กับประชาชน จึงมีความสำคัญ และเป็นหน้าที่ที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานจังหวัดต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ 

ดังนั้น จึงต้องการให้พลังงานจังหวัดทุกจังหวัดช่วยกันสำรวจพื้นที่ ทำหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน รวมถึงพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้จากการใช้เทคโนโลยีพลังงาน 

'ทอ.' แจง!! ดรามาโปสเตอร์รับสมัครนักเรียนนายเรืออากาศ ยัน!! ไม่มีเจตนาโยงซีรีส์วาย แต่อยากสื่อถึงมิติทหารเจเนอเรชันใหม่

(23 ม.ค.67) พล.อ.ต.บุญเลิศ อันดารา โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีที่บนโซเชียลฯ วิจารณ์อินโฟกราฟิกโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 ที่ส่วนใหญ่ต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เหมือนกับโปสเตอร์ซีรีส์วาย ว่า...

...เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ จากกรอบแนวคิดที่ให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นศูนย์กลาง ทางโรงเรียนก็เลยดูว่า สิ่งที่นักเรียนนายเรืออากาศได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นทหาร ความเป็นเจนเนอเรชันใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับแอร์พาวเวอร์ ไซเบอร์ และสเปซ จึงปรากฏอยู่ในโปสเตอร์ที่เป็นแนวศิลปะ ซึ่งในมุมมอง ก็อาจจะดูแบบเป็นเจนเนอเรชันใหม่ แต่หลายคนให้ความเห็นว่า โปสเตอร์ดังกล่าวคล้ายกับซีรีส์วาย ซึ่งทางกองทัพอากาศไม่ได้มีเจตนาโปรโมตเช่นนั้น

ส่วนผลกระทบหลังโซเชียลวิจารณ์นั้น โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ขอบคุณที่ประชาชนหรือชาวโซเชียลฯ แสดงความคิดเห็นและให้ความสนใจ ทางกองทัพอากาศน้อมรับและรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีซีรีส์วาย ที่กระแสสังคมเป็นห่วง แต่สำหรับกองทัพอากาศ เราเปิดกว้างทุกความคิดเห็นและน้อมรับ

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเพจ 'โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช' ได้โพสต์ภาพโปสเตอร์ประกาศรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.-29 ก.พ.2567 ภาพโปสเตอร์โปรโมตดังกล่าวมีชาวเน็ตแห่คอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนโปสเตอร์ซีรีส์ดัง ที่นักแสดงนำเป็นทหารอากาศ ยกตัวอย่างเช่น ภารกิจรัก พิทักษ์น่านฟ้า, มองตอนแรกคิดว่า ซีรีส์ใหม่, ภารกิจรัก พิทักษ์หัวใจ, ทหารอากาศไม่ขาดรักแล้ว, ปีกเพื่อชาติ หัวใจเพื่อนาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มองว่าเป็นการสร้างกระแส และได้ผลตอบรับที่ดี ช่วยโปรโมตกองทัพอากาศให้เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top