Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

‘ธ.กสิกรไทย’ จริงจัง!! เริ่มใช้ ‘รถแลกเปลี่ยนเงินตรา’ พลังงานไฟฟ้า พร้อมตั้งเป้าผลิตบัตรเครดิต-เดบิตด้วยวัสดุรีไซเคิล 20 ล้านใบใน 7 ปี

(11 ม.ค. 67) นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนในการแก้ปัญหาโลกร้อน จึงเดินหน้านโยบายและปรับการดำเนินงานต่าง ๆ ภายในองค์กร รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงไลฟ์สไตล์กรีนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero Commitment ตามที่ธนาคารได้ประกาศไว้เมื่อปี 2564

โดยด้านการดำเนินงานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนรถยนต์ของธนาคารจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วจำนวน 175 คัน และจะทยอยเปลี่ยนจนครบทั้งหมดภายในปี 2573 มีการทยอยติดตั้งแผงโซลาร์ในอาคารสำนักงานหลักและสาขา โดยตั้งเป้าติดตั้งให้ครบทุกสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้งจำนวน 278 แห่ง ภายใน 2 ปี การปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

และให้ความสำคัญกับการจัดการขยะในอาคารสำนักงานหลักเพื่อลดปริมาณขยะที่ไปสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ รวมทั้งส่งเสริมพนักงานและบุคลากรของธนาคารให้มีความรู้และเกิดพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ธนาคารยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ผ่านการใช้บริการของธนาคารที่ใส่ใจเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัวนวัตกรรมบริการที่มีเป้าหมายช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 2 โครงการ เป็นธนาคารแรกในไทย ได้แก่ การพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือรถ EV Currency Exchange และการจัดทำและเปลี่ยนบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นบัตรที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งทั้งสองโครงการได้พัฒนาสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย และมีการนำไปให้บริการจริงแล้ว

สำหรับรถ EV Currency Exchange เป็นรถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนได้สูงสุด 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้แบตเตอรี่ที่ได้พลังงานจากแผงโซลาร์ที่ติดตั้งบริเวณหลังคารถสำหรับการให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราในรถได้ต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟ ปัจจุบันนำร่องเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการแลกเงินแก่นักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเริ่มที่ จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดแรก และมีแผนขยายจำนวนรถให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต

ด้านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนาคารกสิกรไทย มีการเปลี่ยนมาใช้บัตรที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ใบละ 42 กรัมคาร์บอนฯ หรือลดลง 62% จากการใช้วัสดุแบบเดิม โดยเริ่มมีการทยอยนำบัตรแบบใหม่นี้มาใช้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2566 ให้แก่ลูกค้าที่ออกบัตรใหม่ บัตรทดแทน และบัตรต่ออายุ ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปลี่ยนบัตรกว่า 20 ล้านใบได้ครบทั้งหมดภายใน 7 ปี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 770 ตันคาร์บอนฯ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 51,333 ต้น

นายพิพิธกล่าวตอนท้ายว่า ในปี 2567 ธนาคารยังคงเดินหน้าผลักดันลูกค้าให้ร่วม GO GREEN Together อย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ และการพัฒนา Innovation ใหม่ ๆ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Green Ecosystem ให้เกิดขึ้นจริง และร่วมกันพาประเทศสู่ Net Zero อย่างยั่งยืนต่อไป

‘ดร.เสรี’ ชี้!! ปีนี้มีสิทธิร้อนเพิ่ม ผลพวงที่ส่งต่อมาจากปี 2023

(11 ม.ค. 67) รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า #โลกร้อนสุด 2023 อะไรจะเกิดขึ้นตามมาในปี 2024 นอกเหนือการควบคุม

ปี 2023 เป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นปีที่ร้อนที่สุด แต่อุณหภูมิเฉลี่ยกลับเพิ่มขึ้นกว่า 1.48oC เมื่อ 100 ปีที่แล้ว และสูงกว่าปี 2016 ที่เคยเป็นสถิติสูงสุด ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งมาจากปรากฏการณ์ El Nino ที่กำลังเกิดขึ้น และคาดการณ์ว่าจะแตะระดับสูงสุด ในเดือนมกราคมปีนี้ ดังนั้นการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงสภาพอากาศสุดขั้วต่างๆจึงเกิดตามมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ ดังตัวอย่างการเกิดคลื่นความร้อน และไฟป่าในแคนาดา US และยุโรป น้ำท่วมใหญ่ในแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งน้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ประเทศไทย

จากข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันในปี 2023 ยังบ่งชี้ว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (173 วันที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 oC) ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีการใช้พลังงานฟอสซิล ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงยังคงไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจากสภาพอากาศสุดขั้วใด จะเกิดขึ้นบ้าง และจะเกิดขึ้นเมื่อไรในอนาคต แม้แต่การคาดการณ์ปริมาณฝนยังมีความคลาดเคลื่อนสูง และไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าในระยะยาวเป็นรายเดือน รายฤดูกาล เป็นต้น เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลก็ยังสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เหมือนกัน

ดังนั้นด้วยโมเมนตัม และการถ่ายทอดพลังงานความร้อนต่อเนื่องจากปี 2023 ทำให้ปี 2024 จึงเป็นปีที่มีความเสี่ยงสูงที่จะร้อนกว่าปี 2023 การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิดังกล่าวบ่งชี้การเกิดขีดจำกัด 1.5oC ตามข้อตกลงปารีสซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในรอบ 20-30 ปี และอาจจะแตะ 3oC จากการประเมินรายงาน NDC (National Determined Contribution) ของแต่ละประเทศที่ส่งมาในปัจจุบัน ดังนั้นเหตุการณ์ความรุนแรงจากสภาพอากาศสุดขั้วจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และต้องเฝ้าระวังกันต่อไป 

โรงพยาบาลตำรวจจัดงานวันเด็ก จัดเต็ม มอบของขวัญ ขนม ผลไม้ และของรางวัลจำนวนมากให้เด็กๆ

วันนี้ (11 มกราคม 2567) โรงพยาบาลตำรวจจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 หลากหลายกิจกรรม ณ ห้องตรวจโรคกุมารเวชกรรม อาคารเฉลิมพระเกียรติมหาราชินี 60 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ โดย พ.ต.อ.โสภณ พรกุลวิไล หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญอนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ให้การต้อนรับ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ ร.ต.ท.หญิง สายพิณ สมพงษ์ ภริยา ประธานเปิดงาน ที่แต่งกายชุดในเจ้าชายและเจ้าหญิง โดยมี พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ทีมงานโฆษก และเจ้าหน้าที่จากทีมศูนย์ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร พร้อมทีมแพทย์ พยาบาลในทุกสาขาของหน่วยกุมารเวชกรรม โรง พยาบาลตำรวจ ร่วมกิจกรรมด้วย

ปีนี้ทุกคนแต่งตัวเป็นการ์ตูน ฮีโร่ และการ์ตูนน่ารักๆ ที่เด็กชื่นชอบ ขณะที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 9 สาขา ได้แก่กุมารแพทย์ ทารกแรกเกิด โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคติดเชื้อ โรคเลือด โรคภูมิแพ้ โรคต่อมไร้ท่อ พัฒนาการและพฤติกรรม ขึ้นแสดงเพลง Baby Shark บนเวทีร่วมกับเด็กๆ สร้างสีสัน ความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานทุกคนโดยนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมภริยา มอบรางวัลให้เด็กๆ ที่ขึ้นแสดงบนเวที และแจกไอศกรีมให้กับเด็กทุกคนด้วย พร้อมนำขนม ไอศกรีม มอบให้กับเด็กและผู้ปกครองที่พักรักษาตัวที่หอผู้ป่วยเด็กด้วย

ขณะที่หน่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลตำรวจ จัดหลากหลายกิจกรรม อาทิ แจกของรางวัล เล่นเกม จับฉลาก และกิจกรรมสันทนาการ ที่ให้ความสนุกสนานกับเด็กและผู้ปกครอง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ทุกคนมีรอยยิ้มแห่งความสุขกับการจัดงานวันเด็กปีนี้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ อาทิ ซุ้มโภชนาการ ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมกับวัยของเด็กๆ , ซุ้มทันตกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพฟันการแปรงฟันอย่างถูกวิธี , ซุ้มนมแม่ ให้ความรู้เรื่องการให้นมบุตรในแต่ละช่วงวัย ให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการให้นมบุตร , ซุ้มประเมินพัฒนาการ ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กในแต่ละวัยอย่างเหมาะสมหากเด็กมีพัฒนาการปกติ จะฝึกให้เด็กอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หากผิดปกติ อาจจะต้องพบแพทย์

เพื่อแนะนำขั้นตอนการเสริมสร้างพัฒนาการให้กับผู้ปกครอง ซึ่งมีการแนะนำผ่านกล้อง ระบบ LINE OFFICIAL ที่บ้าน ใช้เวลาเพียง 1 เดือนแล้วให้เด็กกลับมาทดสอบใหม่อีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ อีกทั้งสอนการช่วยชีวิตเบื้องต้นกรณีอาหารติดคอเด็ก รวมไปถึงสนทนาให้ความรู้ในหัวข้อ "กุมารแพทย์ไขปัญหา" และมีการเล่านิทานเกร็ดความรู้ โดยนักศึกษาพยาบาลด้วย

‘จุลพงศ์’ แนะ ‘ธปท.’ ไล่จี้!! ‘ธ.พาณิชย์’ ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ลองลดกำไรลงบ้าง อาจกระตุ้น ปชช. กลับมาออมได้

(11 ม.ค.67) ที่รัฐสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวถึง กรณีการวิพากษ์วิจารณ์ส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ว่า ตามที่รัฐบาลอ้างว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรลดลงเพราะเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำนั้น อันที่จริงแล้วเงินเฟ้อของไทยถูกบิดเบือน ไม่ได้สะท้อนสภาพที่เป็นจริง เพราะรัฐบาลทั้งที่ผ่านมาและรัฐบาลชุดปัจจุบันได้แทรกแซงราคาพลังงานและราคาค่าไฟฟ้า ทำให้ดูเหมือนเงินเฟ้อของไทยต่ำ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.50 เปอร์เซ็นต์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศนั้น ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ที่ประเทศมาเลเซีย อยู่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนาม 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ที่ 5.35 เปอร์เซ็นต์

นายจุลพงศ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงโดยหวังว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารจะลดลงนั้น จะทำให้เกิดปัญหาเงินทุนไหลออกไปประเทศอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า อาจจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงจนไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยคือการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท

“ตนมองว่าหากไม่มีการใช้นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ดี ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายดังกล่าว การลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะเป็นการกดดันค่าเงินบาท ปีที่แล้วเงินทุนจากต่างประเทศไหลออกจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้นำเข้าสินค้าไทยในต่างประเทศจะหยุดซื้อสินค้าจากไทยเพื่อหวังว่าค่าเงินบาทของไทยจะอ่อนลงไปอีก ก็จะเกิดปัญหาการส่งออกตามมา”

นายจุลพงศ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนักการเงินบางท่านที่ออกมาให้ความเห็นว่าดอกเบี้ยที่ควรจะเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ควรจะเปลี่ยนแปลงโดยการให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่า เพราะดอกเบี้ยเงินฝากแทบจะไม่ขยับขึ้นเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลบด้วยอัตราเงินเฟ้อติดลบมายาวนาน หากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ

“การขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะทำให้กำไรของธนาคารลดลง แต่ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ธนาคารพาณิชย์ควรลดส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากลง อย่าเอาแต่กำไรอย่างเดียวเพราะตามรายงานข่าวในขณะนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสที่สามของปี 2566 เทียบกับไตรมาสที่สามของปี 2565 ถึงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์” นายจุลพงศ์ กล่าว

นายจุลพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกลับมาเก็บออมเงินมากขึ้น แทนที่จะใช้เงินก่อนเก็บเงินเช่นทุกวันนี้

13 มกราคม พ.ศ. 2563 ‘สธ.’ แถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในไทย เป็น ‘นักท่องเที่ยวชาวจีน’ เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น

วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกของประเทศ เป็นเพศหญิง วัย 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน 

ย้อนกลับไปปลายเดือนธันวาคม 2562 มีรายงานว่า ประเทศจีนพบกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบ โดยยังไม่สามารถระบุเชื้อที่เป็นสาเหตุ จำนวน 27 คน และเพิ่มเป็น 44 คน ในวันที่ 3 มกราคม 2563 และกลุ่มผู้ป่วยทั้งหมดนี้มีความเชื่อมโยงกับตลาดค้าส่งอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และในวันเดียวกันนั้น ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงเริ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น

ต่อมา วันที่ 8 มกราคม 2563 ไทยตรวจพบนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน มีไข้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อตรวจร่างกายแรกรับผู้ป่วยวัดอุณหภูมิได้ 38.6 องศาเซลเซียส และมีอาการไอแห้งเล็กน้อย ไม่มีน้ำมูก เมื่อสอบประวัติก็พบว่า เคยไปตลาดค้าส่งอาหารทะเลในอู่ฮั่น จนในที่สุด 13 มกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุข ออกมาแถลงยืนยันว่า พบเชื้อโควิด-19 เป็นรายแรกในไทย หลังจีนเปิดเผยข้อมูลเชื้อโรคดังกล่าวเพียง 1 วัน โดยระบุว่า เชื้อโรคดังกล่าวเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เรียกว่า SARS-CoV-2 หรือที่องค์การอนามัยโลกประกาศชื่อภายหลังว่า COVID-19

แม้ รมว.สาธารณสุข จะแสดงความเชื่อมั่นในการหาวัคซีน หรือเพิ่มมาตรการป้องกัน แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิตของคนไทยทั้งประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปประชาชนเริ่มมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ป้องกันตัวเอง มีวินัยอยู่สม่ำเสมอ บวกกับมีการพัฒนาวัคซีน มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง และทำให้ประชาชนคนไทยได้กลับมาลืมตาอ้าปาก ออกไปใช้ชีวิต ทำมาหากิน ได้อย่างสบายใจมากขึ้นอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลงกว่าเดิมแล้ว แต่เราทุกคนยังคงต้องป้องกันตนเอง ไม่ประมาท ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเช่นเดิมจะเป็นผลดีกับตัวเราเองที่สุด

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2567

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องปีชงกับพระราชธรรมนิเทศน์ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยพระพยอม กล่าวว่า เรื่องความเชื่ออะไรบางอย่างในแต่ละยุคสมัยนั้น จะมีขึ้นบ้างลงบ้าง เช่น ชง 25 ชง 50 หรือชง 100 เป็นเรื่องของจิตใจ ใครอยากออกนอกหลักไปเอาโน่นเอานี่มาเสริม เพราะคิดว่าทำไปแล้ว จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ทำแล้วสบายใจ แต่อย่าลืมคำสั่งสอนที่พระพุทธกล่าวไว้ว่า อย่ากล่าวเหตุให้เป็นเรื่องถกเถียงกัน เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน ห่างไกลจากสมาธิและไม่เห็นธรรมที่แจ่มแจ้ง

“เรื่องนี้ต้องค่อยๆ ดูกันไปว่าคนที่ชงไปทำพิธีมาแล้วดีขึ้นจริงหรือไม่ แล้วคนที่เกิดปีเดียวกัน แต่ไม่ไปทำพิธีกรรม เกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อในเรื่องกรรมและความเพียร ให้เชื่อว่าถ้าเราทำกรรมดีเต็มที่แล้วไม่ปล่อยจิตให้เป็นไปตามยถากรรม โดยไม่มีความเพียรที่จะพยายามออกจากกรรม เฉพาะฉะนั้นถ้าเราทำดีให้ถึงที่สุดแล้ว เราจะได้รับผลดีมากกว่าการไปทำพิธีอย่างอื่นแน่นอน แต่อาตมาจะไม่ไปบล็อกใครว่าจะต้องอยู่ในหลัก เพราะปัจจุบันนี้มีคนไม่อยากอยู่ในหลักเยอะ ต้องการค้นหา แสวงหาไปเรื่อยๆ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าคนเหล่านี้เมื่อแสวงหาหลักใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้ว เมื่อเขาหาหลักไม่เจอ เดี๋ยวเขาก็จะกลับมาหาหลักตรงนี้เอง”

“ขอให้ยังเชื่อในเรื่องหลักของกรรมของเวรตามหลักของชาวพุทธ เพราะเรื่องเวรเรื่องกรรม ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองทำพิธีอะไรเลย มีแต่จะได้เพิ่ม”

พระพยอม กล่าวว่า ส่วนนิยามเรื่องปีชงนั้น อาตมาไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะไม่มีเวลาไปศึกษา ไม่รู้ว่าปีชงจะเหมือนกับปีเบญจเพศหรือไม่ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ปีชงแบบนี้จะมีแต่เรื่องเสียเงินเสียทอง สู้ไปชงกาแฟหรือโอวัลตินไม่ได้ ชงแบบนั้นดีกว่าและยังอิ่มด้วย ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน

กองทัพอากาศขอเชิญร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ กองทัพอากาศ ประจำปี 2567 

กองทัพอากาศ ขอเชิญร่วมกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ กองทัพอากาศ ประจำปี 2567 โดยส่วนกลางที่ตั้งดอนเมืองจัด ณ ฝูงบิน 601 กองบิน 6 พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ สนามบินเล็กกองทัพอากาศ (ทุ่งสีกัน) สำหรับต่างจังหวัดจัด ณ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช (สระบุรี) โรงเรียนการบิน กำแพงแสน และกองบินต่างๆ 
ทั่วประเทศ ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ระหว่างเวลา 08.00 - 15.00 น. โดยที่ตั้งดอนเมืองมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

• การแสดงภาคการบิน (AIR SHOW) ของเครื่องบินแบบต่าง ๆ ได้แก่ การบินผ่านสนามบิน และการบินผ่านปล่อยควันสี 
• การตั้งแสดงยุทโธปกรณ์ และการตั้งแสดงอากาศยาน จำนวน 12 แบบ ได้แก่ T-50, F-16 A/B, AU-23A, EC-725, F-5 E/F, Alpha Jet, CT/4E, A-340, DA-42, T-6C, C-130H และ Gripen เป็นต้น
• กิจกรรมบนเวที ได้แก่ การแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ทหารอากาศและแขกรับเชิญ การเดินแบบโดยนักเรียนนายเรืออากาศและนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ การแสดงของศิลปิน Girl Group BERRY BERRY การเล่นเกมส์แจกของรางวัล เป็นต้น
• กิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ การออกบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ การแสดงของสุนัขทหาร การแสดง Fancy Drill การแสดงกระบี่กระบอง การแสดง Drum Zeed การแสดงรถเกราะ (1 Condor, V-150) เป็นต้น

ทั้งนี้ กองทัพอากาศ ได้จัดรถโดยสารปรับอากาศ จากกรมขนส่งทหารอากาศ อำนวยความสะดวก รับ-ส่งผู้ร่วมงานจากจุดจอดรถ ไปยังบริเวณงานฯ สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้ 4 จุด ดังนี้
- จุดจอดรถ อุทยานการบินกองทัพอากาศ รองรับได้ประมาณ 400 คัน
- จุดจอดรถ หอประชุมกานตรัตน์ รองรับได้ประมาณ 50 คัน
- จุดจอดรถ หอประชุมกองทัพอากาศ (ทองใหญ่) รองรับได้ประมาณ 300 คัน
- จุดจอดรถบริเวณโรงเรียนจ่าอากาศ รองรับได้ประมาณ 500 คัน

โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการจัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติของกองทัพอากาศ ประจำปี 2567 ได้ที่ www.rtaf.live และเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” ระหว่างเวลา 08.00 - 10.00 น. ทั้งนี้ ขอความร่วมมือไม่บินโดรนเหนือบริเวณพื้นที่จัดงาน รวมถึงไม่นำลูกโป่ง อาวุธและสิ่งของมีคม วัตถุไวไฟ และสัตว์เลี้ยง เข้ามายังบริเวณงาน 

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มกราคม ของทุกปี ยังเป็นวันการบินแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้ ตรงกับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ กองทัพอากาศ จึงจัดให้มีพิธีวางพานพุ่ม เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณโรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน 601 กองบิน 6  โดยมี พลอากาศเอก พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีวันการบินแห่งชาตินั้น เริ่มต้นมาจากปีพุทธศักราช 2454 โดยจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงความจำเป็นและประโยชน์ของเครื่องบินที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย (บุพการีทหารอากาศ) คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต (ยศสุดท้าย) ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างที่นายทหารทั้ง 3 นาย เดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรกจากฝรั่งเศส มาจำนวน 7 เครื่อง ประกอบด้วย เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง เข้าไว้ประจำการ 

นอกจากนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ยังได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้ราชการไว้ใช้งานอีก 1 เครื่อง ด้วยเห็นว่าเครื่องบินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ทำให้ในยุคแรกประเทศไทยมีเครื่องบินประจำการ จำนวน 8 เครื่อง หลังสำเร็จการศึกษานายทหาร นักบินทั้ง 3 นาย ได้กลับมาทดลองบินครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2456 (ค.ศ.1913) ซึ่งนายทหารนักบินทั้ง 3 นาย สามารถขับเครื่องบินและร่อนลงจอดได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ชมจำนวนมากที่มารอชม เนื่องจากในสมัยนั้น การขึ้นบินบนท้องฟ้าถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถขับเครื่องบินได้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ และถือเป็นเกียรติประวัติที่ควรได้รับการสรรเสริญ

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาแผนกการบินขึ้นในกระทรวงกลาโหม เป็นผลให้กิจการการบินไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ จากนั้นในวันที่ 13 มกราคม 2456 (ค.ศ.1914 ห้วงนั้นประเทศไทยถือเอาวันที่  1 เมษายน เป็นวันขึ้นศักราชใหม่) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรการบิน โดยมีนายทหารนักบินขึ้นแสดงการบินถวายและโปรยกระดาษถวายพระพรชัยมงคล ในการนี้ มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และประชาชนมาร่วมเฝ้าเสด็จและชมการแสดงการบินในครั้งนี้ด้วย กระทั่ง ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 13 มกราคมของทุกปี เป็นวันการบินแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่พุทธศักราช 2538 เป็นต้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในวันนี้ได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของการบินไทย และคุณประโยชน์ของกิจการการบิน อีกด้วย

ศาลสั่งจำคุก ‘นัฏฐพล’ 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นเบื้องสูง ผ่านโพสต์ ‘สมศักดิ์ เจียมฯ’

(11 ม.ค. 67) ทวิตเตอร์ TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดี ‘นัฏฐพล’ ประชาชนวัย 27 ปี เหตุคอมเมนต์ใต้โพสต์ ‘Somsak Jeamteerasakul’

ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2566 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ‘นัฏฐพล’ (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 27 ปี ในข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากการโพสต์แสดงความเห็นใต้โพสต์ในเฟซบุ๊กของ ‘Somsak Jeamteerasakul’ เกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วยของรัชกาลที่ 10 เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2564

คดีนี้ นัฏฐพลเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2564 ที่กองกํากับการ 3 กองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยมี พ.ต.ต.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร สว.กก.3 บก.ปอท. เป็นผู้กล่าวหา โดยนัฏฐพลได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกควบคุมตัวไว้

สำหรับคำฟ้อง พรทิพย์ บุตรภักดิ์ พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลากลางวัน ได้มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Somsak Jeamteerasakul’ โพสต์ข้อความว่า “มีข่าวลือว่าวชิราลงกรณ์ป่วยอยู่ศิริราช มีใครยืนยันข่าวนี้ได้บ้าง?” ซึ่งตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะ ต่อมาวันเดียวกันภายหลังจากนั้นได้มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กอีกรายโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็น (Comment) ตอบกลับไปใต้โพสต์ดังกล่าว พร้อมแนบภาพการ์ตูน

อัยการ ระบุว่า ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความที่จําเลยได้โพสต์ดังกล่าว เข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ถูกสาปแช่งให้ตายอย่างทรมาน เป็นการจองเวร อาฆาต อันเป็นการดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 ทําให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดต่อรัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จนอาจนํามาซึ่งความเกลียดชังหรือความแตกแยกในสังคม และเป็นข้อมูลที่บิดเบือนต่อสถาบันฯ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ภายหลังศาลรับฟ้อง และทนายยื่นประกัน เวลา 16.50 น. ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนัฏฐพลระหว่างพิจารณาคดี ด้วยวงเงินประกัน 90,000 บาท ซึ่งใช้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลยังกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกฟ้องซ้ำอีก พร้อมทั้งนัดประชุมคดีเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 09.00 น. ที่่ผ่านมา

ร้อยเอ็ด…มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ มอบผ้าห่มกันหนาวพระราชทาน 3,000 ผืน แก่ราษฎรในจังหวัดร้อยเอ็ด

วันนี้ (11 มกราคม 2567) เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด เชิญผ้าห่มกันหนาวพระราชทาน จำนวน 3,000 และสิ่งของพระราชทาน จำนวน 3,000 ชุด ไปมอบแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยหนาว ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด 

โดยมี นายนพดล จอมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายอำเภอหนองฮี หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ บ้านม่วงหวาน หมู่ที่ 12 ตำบลเด่นราษฎร์ อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด

โดยในวันนี้ได้มอบผ้าห่มกันหนาวพระราชทาน จำนวน 8 อำเภอ ประกอบไปด้วย อำเภอหนองฮีอำเภอโพนทราย อำเภออาจสามารถ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพนทอง อำเภอหนองพอก อำเภอโพธิ์ชัย และอำเภอเมยวดี เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นขัวกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาว ต่อไป

รองโจ๊ก กำชับตำรวจตระเวนชายแดนเดินตามปณิธานสมเด็จย่า ร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด เสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้านการศึกษาให้เด็กชายขอบ และร่วมเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด หลังระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง จนเดินข้ามได้ในหลายจุด หวั่นเป็นจุดลำเลียงยาเสพติด

11 มกราคม 2567 13.00 น.พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ และประชุมรับฟังสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงและชายแดน ในความรับผิดชอบของ กก.ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จังหวัดอุดรธานี พร้อมมอบสิ่งของ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ที่ปฎิบัติงานมาตลอดทั้งปี ซึ่งการตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญเป็นไปตามแนวทางที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ดำเนินการในฐานะรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่กำกับดูแลงานด้านความมั่นคง

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวชมเชยการทำงานของตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเสียสละรับผิดชอบพื้นที่ที่ไร้ความเจริญ และยังทำหน้าที่ปกป้องประชาชน ตามแนวชายแดนทั้งในแง่ของปัญหายาเสพติดและการศึกษาของเยาวชนชายขอบ เพื่อให้เด็กเด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นการสืบสาน รักษา และ ต่อยอด พระปณิธานของสมเด็จย่า ที่ทรงมุ่งมั่นให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม 

สำหรับค่าย ตชด. แห่งนี้ รับผิดชอบ 4 หน่วยด้วยกัน ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ เลย และหนองคาย โดยกำชับให้เฝ้าระวังปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่พบการลักลอบการนำเข้ายาเสพติดผ่านลำน้ำโขงเข้ามา เข้าในพื้นที่ชั้นใน ซึ่งมีทั้งแบบรายย่อยและรายใหญ่ ล้วนเป็นภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งในช่วงนี้ ลำน้ำโขงลดระดับลงอย่างมาก ทำให้หลายช่วง  เดินข้ามไปมา ได้สะดวก จึงต้องเฝ้าระวังให้เข้มข้น

นอกจากนี้ยังขอให้เพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของการค้ามนุษย์และค้าประเวณี ซึ่งเป็นหน้างานหลัก ของศูนย์พิทักษ์เด็กสตรี ครอบครัว ปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคการประมง โดยที่ผ่านมาพบว่า ยังมีปัญหาลักลอบเข้ามาค้าประเวณีและถ่ายคลิปอนาจาร เพื่อนำเข้าสู่โซเชียล ยากต่อการกู้ภาพเด็กๆ กลับออกมา จึงกลายเป็นบาดแผลเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นการให้การศึกษาสำหรับเยาวชนและการป้องปราม จึงเป็นงานคู่ขนานที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ และ หากความเข้มงวดเหล่านี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปในที่สุด

อีกทั้งได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนทุกนายที่ร่วมกันสนับสนุนกำลังพลในการดูแลประชาชนช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนาในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาจนทำให้งานด้านการจราจรและอุบัติเหตุลดลงเป็นที่น่าพอใจและขอให้เดินตามแนวทางนี้ต่อไปเพื่อรับมือกับอีกหลายเทศกาลหยุดยาวที่จะเริ่มขึ้นหลังจากนี้เป็นต้นไปโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top