Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

คุณยายวัย 84 ถักเสื้อกันหนาวกว่า 1,500 ตัวแจกฟรีมานาน 15 ปี เผย!! อยากอบอุ่นหัวใจ 'เด็ก-คนยากไร้' ที่ไร้เงินซื้อเสื้อกันยามหนาว

(5 ม.ค. 67) สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เรื่องราวอันแสนอบอุ่นของคุณยาย 'หานชุ่ยจวี๋' วัย 84 ปี จากหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ผู้มีงานอดิเรกเป็นการถักเสื้อสเวตเตอร์ และนำไปบริจาคให้เด็กยากจนทั่วทั้งประเทศจีน

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา คุณยายหานบริจาคเสื้อสเวตเตอร์ไปมากกว่า 1,500 ตัว จนได้รับฉายาว่า 'คุณยายสเวตเตอร์'

จุดเริ่มต้นในการถักเสื้อสเวตเตอร์ของคุณยายหานมาจากความบังเอิญ เมื่อลูกสาวของคุณยายเปิดไปเจอคลิปวิดีโอของเด็กยากจนที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ ต้องอดทนต่อความหนาวเหน็บในฤดูหนาว เนื่องจากไม่มีเงินซื้อเสื้อกันหนาว

“เด็กพวกนี้น่าสงสารเกินไป ที่บ้านมีขนแกะเหลืออยู่ ฉันจะถักเสื้อสเวตเตอร์ส่งไปให้พวกเขาสักหน่อย!” คุณยายหาน กล่าว

จากนั้นคุณยายหานก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตั้งใจถักเสื้อสเวตเตอร์ให้เด็กๆ โดย 2-3 เดือนต่อมา เสื้อสเวตเตอร์ฝีมือคุณยายหานทั้ง 36 ตัวก็ถูกจัดส่งไปยังโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง โดยนักเรียนส่วนใหญ่ของที่นี่ล้วนเป็นลูกของแรงงานต่างถิ่นจากพื้นที่ห่างไกล

เด็กๆ ที่ได้รับเสื้อสเวตเตอร์ต่างดีใจเป็นอย่างมาก ทำให้คุณยายหานปลื้มใจสุดๆ นับแต่นั้นมา คุณยายหานก็ไม่หยุดถักเสื้อสเวตเตอร์เลย โดยคุณยายหานจะพกอุปกรณ์สำหรับถักเสื้อสเวตเตอร์ไปทุกที่

เรียกว่าทุกครั้งที่มีโอกาส คุณยายหานก็ไม่พลาดที่จะหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาถักเสื้อสเวตเตอร์ ถึงขนาดที่เข้าโรงพยาบาลก็ยังไม่เว้น หรือกระทั่งไปเที่ยวเกาหลีใต้กับเพื่อนๆ คุณยายหานก็ยังไปนั่งถักเสื้อสเวตเตอร์ที่ชายหาดมาแล้ว

“ตราบใดที่ร่างกายของฉันยังไหวอยู่ ฉันก็จะถักเสื้อสเวตเตอร์ต่อไป” คุณยายหานกล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เสื้อสเวตเตอร์ของคุณยายหานจะถูกนำไปบริจาคให้เด็กๆ เท่านั้น แต่ยังถูกบริจาคให้คนพิการและผู้ประสบภัยทางภัยพิบัติต่างๆ ด้วย

ความใจดีของคุณยายหาน สร้างความประทับใจให้ใครหลายคน และทำให้คุณยายได้รับคำชมมากมายจากชาวเน็ต เช่น “คุณยายคนนี้ทำให้ฤดูหนาวอบอุ่นขึ้น ฉันรู้สึกซาบซึ้งในความใจดีและมีน้ำใจของคุณยายมาก ขอให้คุณยายมีสุขภาพดี” “ช่างเต็มไปด้วยพลังบวก ขอคารวะคุณยาย” และ "คุณยายเป็นคนที่มีจิตใจดีอย่างแท้จริง...น้อยคนนักที่จะทำกิจกรรมเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ขอบคุณ 'คุณยายสเวตเตอร์'!”

‘นายกฯ’ เรียก ‘รมว.กห.-ผบ.ทบ.’ ถกแก้ปัญหา ‘บำบัดผู้ติดยา’ เล็งเปิด ‘รพ.ค่ายทหาร’ จ่อแถลงแผนงานภายใน 2 สัปดาห์นี้

(5 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทวิตข้อความ ถึงการแก้ปัญหายาเสพติดว่า “ปัญหาการบำบัดผู้ติดยาเสพติด เป็นปัญหาที่กระทบต่อสังคมไทย สส.ในพื้นที่ก็ได้สะท้อนปัญหาที่รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนมาเป็นจำนวนมาก 

ผมได้เชิญท่าน รมว.กลาโหม และผบ.ทบ.. เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา ฝ่ายความมั่นคงยินดีที่จะเปิดค่ายทหาร เพื่อรองรับผู้เสพยาเสพติด โดยคัดกรองนำผู้เสพยาจากหมู่บ้าน คัดแยกผู้ที่ติดยาเสพติดออกจากชุมชน และส่งไปบำบัดยังโรงพยาบาลของค่ายทหารประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งจะแถลงข่าวถึงแผนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์นี้ครับ“

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ. เข้าพบเพื่อหารือเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 ม.ค.ที่อาคารรัฐสภา ระหว่างร่วมประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567

'ไซเบอร์ทรัก' ชนรถคู่กรณีกลางถนนรัฐแคลิฟอร์เนีย อีกฝ่ายพังยับ ด้าน ตำรวจเทกซัสถาม 'อีลอน มัสก์' ขอใช้เป็นรถตำรวจได้ไหม?

(5 ม.ค. 67) รอยเตอร์ส รายงาน ภายหลังรถไซเบอร์ทรักของเทสลา (Tesla Cybertruck) เกิดอุบัติเหตุชนกับรถคู่กรณีที่ 'พาโล อัลโต' (Palo Alto) รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นเรื่องโจษจันไปทั่ว หลังภาพที่ปรากฏพบรถเก๋งฝ่ายตรงข้าม (โตโยต้า) อยู่ในสภาพยับเยิน แต่รถกระบะไฟฟ้าของเทสลานั้นแค่บุบ ขณะที่ตำรวจรัฐเทกซัสเกิดความสนใจและส่งทวีตหา 'อีลอน มัสก์' ว่า "ไซเบอร์ทรักเป็นรถตำรวจได้ไหม"

สำหรับเหตุการณ์นี้ ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนีย CHP ที่เดินทางไปจุดเกิดเหตุบนถนนสกายไลน์ บูเลวาร์ด (Skyline Boulevard) ในพาโล อัลโต (Palo Alto) ยืนยันว่า คนขับไซเบอร์ทรักเป็นวิศวกรเทสลาจากซานฟรานซิสโก และช่วงเกิดเหตุรถไม่ได้ใช้ระบบขับอัตโนมัติ

ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มาจากรถโตโยต้าที่ผู้ขับขี่วัย 17 ปี ได้ขับรถชนขอบแนวดินข้างทางและส่งผลทำให้รถพุ่งกลับเข้าไปบนถนนในเลนตรงข้ามและชนกับรถไซเบอร์ทรัก โดยตามการรายงานสภาพในพื้นที่พบว่า สภาพอากาศไม่แจ่มใสและถนนเปียกชื้น

หลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ตำรวจเมืองโรเซนเบิร์ก (Rosenberg) รัฐเทกซัส ได้ทวีตถาม 'อีลอน มัสก์'อย่างติดตลกเมื่อวันอังคาร (2 ม.ค.67) ที่ผ่านมา (อ้างอิงจาก NDTV ของอินเดีย) ว่า "คิดว่าไซเบอร์ทรักซึ่งมีสนนราคาสูงลิ่วถึง 60,990 ดอลลาร์ จะเป็นรถตำรวจได้ไหม?" ด้าน มัสก์ ก็ได้ตอบทวีตกลับมาด้วยว่า "100" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับในเชิงเห็นด้วย 100% นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ เคยออกมาประกาศบนแพลตฟอร์ม X ว่า "ผมเชื่อมั่นอย่างสูงว่า ไซเบอร์ทรักจะเป็นรถที่มีความปลอดภัยมากที่สุดสำหรับคนขับรถเองและสำหรับคนใช้ถนน"

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเพียงรายเดียว คือ ผู้ขับขี่รถเก๋งโตโยต้า ซึ่งปฏิเสธการไปโรงพยาบาล ส่วนภายในรถกระบะไฟฟ้าไซเบอร์ทรัก (Tesla Cybertruck) ซึ่งพบว่ามีผู้ที่โดยสารมาในรถด้วย 3 คน ปลอดภัยดี

เหตุการณ์นี้ ได้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกในทันที เพราะเหมือนมีคนมาช่วยพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ Tesla Cybertruck กันจริงๆ ให้เห็นแล้ว

‘พีระพันธุ์’ อึ้ง!! ‘สส.ก้าวไกล’ ใช้ ‘ข้อมูลคาดการณ์’ อภิปรายฯ งัดข้อมูลจริง ‘กฟผ.’ ยัน!! ‘ลดค่าไฟ’ ไม่ได้สร้างปัญหาการเงิน

(5 ม.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า…

วันนี้ติดภารกิจตลอดทั้งวัน เพิ่งมีโอกาสได้สรุปข้อเท็จจริง

ช่วงหัวค่ำเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 66 ท่านศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณ ปี 2567 พาดพิงเรื่องที่รัฐบาลลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนว่าทำให้เป็นปัญหาการเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)

น่าแปลกที่เรื่องเดียวกันท่านกลับเลือกพูดเรื่องปัญหาการเงินของ กฟผ. แทนที่จะพูดเรื่องประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั้งประเทศที่ผมและรัฐบาลนี้ทำสำเร็จ

ท่านบอกว่า กฟผ. มีสถานะเงินสดต่ำมากจนน่าเป็นห่วง โดยมีแนวโน้มตามกราฟิกที่นำมาแสดงว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 กฟผ. จะมีกระแสเงินสดเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท และลดลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นมีกระแสเงินสดเหลือแค่ 10,000 กว่าล้านบาท โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม 2567 จะไปถึงขั้นกระแสเงินสดติดลบเอาเลย แถมยังมีหนี้สินที่ต้องชำระให้ ปตท. อีกหลายหมื่นล้านบาท 

ในขณะที่จะต้องส่งรายได้ให้รัฐอีกปีละหลายหมื่นล้านโดยปี 2566 กฟผ. ต้องนำรายได้ส่งรัฐ 17,142 ล้านบาท และปี 2567 ที่จะติดลบกระแสเงินสดด้วยนี้ กฟผ. กลับจะต้องนำส่งรายได้ให้รัฐถึง 28,386 ล้านบาท สูงกว่าปี 66 ถึง 65% แล้วจะทำอย่างไร

ฟังแล้วน่าตกใจว่ารัฐไปยัดปัญหาให้ กฟผ. เพิ่มทำไม ประชาชนทางบ้านและสื่อมวลชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะตกใจตามไปด้วย

ผมก็ตกใจครับ ไม่ได้ตกใจในข้อมูลและตัวเลขที่ท่านพูด แต่ตกใจว่าทำไมท่านเลือกเอาข้อมูลที่เป็นเพียง ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่ทำล่วงหน้าก่อนของจริงตั้งแต่ตุลาคม 2566 ปีที่แล้วมาพูด แทนที่จะเอา ‘ข้อมูลจริง’ ที่ ‘เกิดขึ้นจริง’ ณ เวลานี้ มาพูด

ขอเรียนตามนี้ครับ
1) ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่ผมนำมานั้น มาจากรองผู้ว่าการ กฟผ. ฝ่ายการเงิน หรือ CFO ที่ให้ข้อมูลผมตอนที่จะนำงบการเงินปี 2564 - 2565 ของ กฟผ. รายงานต่อ ครม. เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 67 และอีกครั้งก่อนที่ผมจะตอบชี้แจงเมื่อคืน จึงเชื่อถือได้ว่าเป็น ‘ข้อมูลจริง’ แต่ถ้าท่านไม่เชื่อคงต้องไปเถียงกับ กฟผ. เอาเองนะครับ

2) ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่ท่าน สส. ศุภโชติ แห่งพรรคก้าวไกล นำมาพูดนั้น เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าตั้งแต่ตุลาคม 2566 ก่อนมี ‘ข้อมูลจริง’ ณ ปัจจุบัน ดังนี้

(ก) ตารางหรือกราฟที่ท่าน ส.ส. ศุภโชติ นำมาใช้นั้น เป็นเพียงการคาดการณ์เพื่อแสดงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น และมิได้แปลว่าจะเกิดขึ้นจริงตามนั้น เพราะ กฟผ. จะต้องบริหารจัดการมิให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม กฟผ. ก็ต้องประมาณการแบบ ‘ร้าย’ หรือแบบ worst case scenario ไว้ก่อน และตารางหรือกราฟนั้นก็เป็นเพียงเอกสารภายในที่ใช้เพื่อชี้แจงพนักงานของ กฟผ. ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลจริงในการบริหาร และไม่อาจใช้อ้างอิงได้ เพราะไม่ใช่ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นจริง

(ข) มีปัจจัยที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ อื่น ๆ ที่ทำให้ กฟผ. มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ตามตารางที่นำมาแสดงอีกประมาณเกือบ 15,000 ล้านบาท เช่น กำไรจากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท กำไรจากการรับงานภายนอกองค์กรประมาณ 1,000 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 2,600 ล้านบาท ต้นทุนลดลงจากการบริหารจัดการประมาณ 5,000 ล้านบาท และกำไรจากรายได้อื่นๆ ประมาณ 2,100 ล้านบาท เป็นต้น ทำให้ ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดคงเหลือจริงประมาณ 91,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 63,623.6 ล้านบาท ตามที่ปรากฏในตารางคาดการณ์ที่นำมาแสดง

(ค) อัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บจากประชาชนตามการคาดการณ์ในตารางจะอยู่ที่ 3.99 บาท / หน่วย ตลอดปี 2567 และคาดการณ์ว่าเป็นภาระของ กฟผ. เองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ ‘ข้อมูลจริง’ ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น อยู่ระหว่าง 4.15 ถึง 4.20 บาท / หน่วย ตั้งแต่มกราคมถึงเมษายน 2567 ส่วนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเดือนละ 300 หน่วย ที่รัฐบาลคงไว้ที่ 3.99 บาท / หน่วย นั้น รัฐบาลเป็นผู้แบกรับภาระจากเงินงบกลางเป็นเงินประมาณ 1,995 ล้านบาท จึงไม่เป็นภาระของ กฟผ. ฝ่ายเดียว ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

(ง) การแบกรับภาระอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงทั้งสองครั้งนี้ ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ เป็นการคาดการณ์ว่า กฟผ. จะเป็นผู้แบกรับภาระเองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ตาม ‘ข้อมูลจริง’ รัฐบาลมีการบริหารจัดการและช่วยดำเนินการในหลายรูปแบบ โดยในครั้งนี้รัฐบาลมีการปรับโครงสร้าง Pool Gas และให้ กกพ. เรียกเก็บค่า Shortfall มาลดภาระ รวมทั้งใช้เงินงบกลางเข้ามาช่วยลดภาระ กฟผ. ด้วย
ข้อมูลใน (ค) และ (ง) นี้ก็ไม่ปรากฏในตารางที่เป็น ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูด เพราะในเวลาที่ทำตารางเมื่อเดือนตุลาคม 2566 นั้น ‘ข้อมูลจริง’ นี้ ยังไม่เกิดขึ้น

3) จากสถานะการเงินที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดในมือประมาณ 91,000 ล้านบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ณ เดือนมกราคม 2567 เพียงหนึ่งเดือนให้หลังกระแสเงินสดของ กฟผ. ก่อนหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

4) มาตรฐานทางการเงินของ กฟผ. จะต้องคงสถานะเงินสดไม่ให้ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท หากเมื่อใดมีแนวโน้มว่าจะลดต่ำลงกว่ามาตรฐานนี้ กฟผ. จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ทันที และที่ผ่านมา กฟผ. ก็ดำเนินการตามนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงที่สถานะการเงินจริงของ กฟผ. ในปี 2567 จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นติดลบในเดือนกรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม 2567 ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาแสดง

5) ตาม ‘ข้อมูลจริง’ นั้น กฟผ. ชำระหนี้เดิมที่มีกับ ปตท. หมดสิ้นแล้วตั้งแต่มกราคม 2566 สำหรับปี 2566 ทั้งปีนั้น กฟผ. ไม่ได้ติดหนี้อะไร ปตท. โดยมีการชำระหนี้ให้ ปตท. ตามกำหนดเวลาตลอดมา ณ วันนี้ กฟผ. จึงไม่มีหนี้สินอะไรกับ ปตท. อีก

6) การส่งรายได้ให้รัฐของ กฟผ. กำหนดมาตรฐานไว้ที่ประมาณ 50% ของกำไรในแต่ละปี สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าในปี 2566 ว่า กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐ 17,142 ล้านบาท แต่ตาม ‘ข้อมูลจริง’ กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐสำหรับปี 2566 นี้ประมาณ 24,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 17,142 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูด ข้อมูลที่นำมาพูดจึงผิดไปจากความจริงที่เป็น ‘ข้อมูลจริง’ ถึง 28.575% และนี้ยังแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของ กฟผ. ด้วยว่าขนาดอัตราค่าไฟฟ้าลดลง แต่ กฟผ. ยังสามารถนำส่งรายได้สูงกว่า ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

7) สำหรับปี 2567 ล่าสุด กฟผ. คาดการณ์ว่าจะนำส่งเงินรายได้ประจำปี 2567 ให้รัฐประมาณ 20,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 16.6666% ไม่ใช่จะนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 65% จาก 17,142 ล้านบาท เป็น 28,386 ล้านบาท ตาม ‘ข้อมูลคาดการณ์’ ที่นำมาพูดอีกเช่นกัน แต่ไม่แน่นะครับ เอาเข้าจริง กฟผ. อาจสามารถบริหารจัดการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นเดียวกับปี 2566 ที่ผ่านมานี้ได้อีก ก็เป็นไปได้นะครับ

‘หนุ่ม กรรชัย’ รับ!! เคยทักหา ‘เบียร์’ ยัน ไม่มีเรื่องชู้สาวแน่นอน พร้อมเปิดภาพแชตสุดปั่น เมื่อโดน ‘ป๋อง กพล’ จี้ถามหลังไมค์!!

(5 ม.ค. 67) กรณีเพจดังออกมาเปิดโปงเรื่องราวของนักร้องสาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ หรือ ‘เบียร์-ภัสรนันท์ อัษฎมงคล’ อ้างเป็นข่าวเมาท์ฉ่ำกรณีมีความสัมพันธ์ 3 เส้า กับเชฟหนุ่มที่มีคนรักอยู่แล้ว ถึงขั้นกล่าวหาว่าแอบแซ่บภายในงานปาร์ตี้ของสาวคนดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) เบียร์ เดอะวอยซ์ ออกมาไลฟ์สด ชี้แจงทุกประเด็น โดยยอมรับว่า มีการจุ๊บกันจริง แต่ไม่ได้เกินเลย และขอโทษแล้ว พร้อมกับออกห่างทุกคน

ต่อมาเธอได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ว่า “ดารา คนดัง พิธีกร ที่มีลูกมีเมีย ยัง DM มาหาเบียร์ มากดหัวใจให้ โลกความจริงเป็นแบบนี้” พร้อมกับเปิดข้อความปริศนา

แม้ล่าสุด ‘หนุ่ม กรรชัย’ ออกมายอมรับว่าเคยดีเอ็มหา เบียร์ จริง แต่สาบานว่าไม่มีเรื่องชู้สาวแน่นอน

ล่าสุด ‘หนุ่ม กรรชัย’ เคลื่อนไหวอีกครั้ง โพสต์ภาพแชตพูดคุยกับพิธีกรชื่อดัง และเพื่อนคนสนิทอย่าง ‘ป้อง กพล’ ที่พูดคุยถึงประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นในขณะนี้

พร้อมระบุข้อความว่า ‘เจอตัวแล้ว มึงนี่เอง พิธีกรดังมีลูกเมียกดหัวใจให้สาว #ไม่หลับไม่นอนนะมึง’

'ดร.สมเกียรติ' ย้อนอดีต!! 'ในหลวง ร.๑๐' ทรงปฏิเสธวิจารณ์เรื่องบ้านเมือง ยกเป็นบทบาทของรัฐบาล ส่วนพระองค์ขอทำหน้าที่ให้คนไทยมีความสุข

เมื่อไม่นานมานี้ ติ๊กต็อกช่อง ‘Gaegood’ ได้โพสต์คลิป ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส ได้เล่าเรื่องในอดีตเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่เป็นมกุฎราชกุมาร ในมุมที่ใครหลายคนอาจจะไม่รู้ โดยระบุว่า…

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ครั้งที่เป็นมกุฎราชกุมาร ซึ่งทุกคนคงทราบกันดีว่าชาวบ้านต่างนินทาพูดคุยกันเยอะไปหมด…ซึ่งตอนพ.ศ. 2533 ครั้งที่ผมตามเสด็จไปถึงกรุงลอนดอน เพื่อจะทําข่าวที่คิดว่าครั้งนี้แหละประชาชนคนไทยจะได้เห็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารกับบรรดาปัญญาชนอังกฤษ แล้วก็งานของพระองค์…ซึ่งพระองค์จะอยู่ที่นั่นประมาณ 1 ปี พระองค์นั้นทรงรอบรู้และก็เข้าใจ อีกทั้งยังรู้จักคนเยอะแยะไปหมด…พูดง่าย ๆ คือเนื่องจากพระราชภารกิจของพระองค์แม้จะเป็นมกุฎราชกุมารยังไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินก็จะมีโอกาสเดินทาง ซึ่งพระองค์มีทั้งปฏิสัมพันธ์ มี Connection มี Networking กับใคร ๆ ในโลกนี้… 

ซึ่งผมจะกราบบังคมทูลขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับสงครามและสันติภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลก แต่ใจหายหล่นไปที่ตาตุ่ม เพราะว่าอดสัมภาษณ์…ทำให้คนไทยจะไม่ได้เห็นพระปรีชาสามารถนี้…โดยพระองค์บอกว่าคุณสมเกียรติ ไม่เอาดีกว่า ซึ่งอันนี้ผมพูดเป็นภาษาของผมนะ ผมไม่ได้บันทึกอะไรเสียงอะไรไว้ กล้องก็ยังไม่ได้เดินแต่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งใจว่าวันนี้จะคุยเรื่องยูโรเปียน, Common market, อาเซียน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกประเทศในโลกนี้ ว่าพระองค์รู้จักอย่างไร โลกมันมีสงครามจะรักษาและสร้างสันติภาพอย่างไร ซึ่งพระองค์รู้หมดเลย เรียกว่าเป็นอาจารย์สอนนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ ซึ่งก็เหมือนกับสมเด็จพระเทพฯ สอนที่จปร. ซึ่งพระองค์ก็บอกว่ามาคิดดูอีกทีนึง ไม่ดีกว่าและขอยกเลิกไป…

โดยพระองค์บอกว่าเราเป็นมกุฎราชกุมารมันไม่มีหน้าที่และไม่ควรที่จะไปพูดอะไรที่เป็นเรื่องบ้านเมืองหรือการเมือง และยิ่งเป็นเรื่องของโลก สงคราม สันติภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่หน้าที่ของมกุฎราชกุมาร หรือพระเจ้าอยู่หัว…ซึ่งอันนี้ผมอธิบายยาวกว่าที่พระองค์พูด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ และจะได้เข้าใจว่าความผิดหวังของผมมันคือความเข้าใจนั่นเอง…ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในปัจจุบันของเราทําไมจึงเหมือนราชวงศ์อังกฤษเป๊ะเลย…กับการไม่เรียกร้องและไม่อธิบาย แม้ใครจะบ่นใครจะว่าอย่าง พิธา, ปิยบุตร, ช่อ พรรณิการ์, คนที่มีตําแหน่งทางการเมืองกันและเคยมี หรือประชาชนกลุ่มหนึ่งจะว่าอย่างไร ซึ่งพระองค์รู้แต่ก็ไม่วิจารณ์ ไม่ให้ความเห็น ไม่พูด ไม่บ่น ซึ่งเหมือนอังกฤษเลย จะยังไงเราก็จะทํางานทําหน้าที่นี้ต่อไป 

ดังนั้น อยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพระองค์มีหน้าที่ที่จะต้องทําให้ประชาชนมีความสุข ไม่มีหน้าที่ที่จะพูดอะไรที่รัฐบาลเขาทํา แล้วเกิดรัฐบาลเขาไม่เห็นด้วย ก็ต้องกระอักกระอ่วน…

พระองค์เปิดกว้างและผ่านโลกแห่งความทันสมัยแห่งยุคสมัยของพระองค์และของเรา ซึ่งก็ยังอยู่ในโลกของความทันสมัย…ดังนั้น ต้องเข้าใจ ซึ่งตัวผมนั้นเข้าใจตั้งแต่ปี 2535 แล้วว่าพระองค์เก่งในเรื่องที่ชํานาญจริง ๆ ซึ่งผมอยากเอาความเก่งนี้มาให้ประชาชนคนไทยได้รู้ ทั้งนี้ รัชกาลที่ 10 งานที่เป็นหลักที่สุด คือ พระองค์จะใส่ใจในเรื่องโรงพยาบาลสําหรับชาวบ้านต่างจังหวัด ดังนั้น จึงริเริ่มก่อตั้งสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกหนแห่งทุกจังหวัดในประเทศไทยนั่นเอง…

เวียดนามปรับ TikToker ฐานโพสต์ข้อมูลเท็จ 'นครวัด' อยู่เมืองไทย ด้านนักสิทธิฯ บอกไร้สาระ แค่ทำไปเพราะกลัวพนมเปญขุ่นเคือง

(5 ม.ค. 67) รายงานข่าวจากสำนักข่าว Nikkei Asia ระบุว่า ทางการเวียดนามได้สั่งปรับอินฟลูฯ TikTok จำนวน 300 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,350 บาท) จากกรณีโพสต์คลิปใน TikTok ความยาว 90 วินาที ซึ่งมีเนื้อหาเป็นภาพนครวัดที่ทับด้วยธงชาติไทย

เวียดนามลงโทษ 'ฮวา ก๊วก อันห์' (Hua Quoc Anh) อินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนาม โทษฐานที่เขาโพสต์คลิปข้อมูลเท็จ นำเสนอว่า นครวัดของประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ในประเทศไทย 

โดยปัจจุบันคลิปวิดีโอถูกลบไปแล้ว ซึ่งข่าวรายงานว่า มีรูปภาพพระราชวงศ์ของไทยและคำทักทาย "สวัสดี ประเทศไทย" คู่ภาพถ่ายปราสาทอันเป็นเอกลักษณ์ของนครวัด

อย่างไรก็ตาม 'ฟิล โรเบิร์ตสัน' (Phil Robertson) รองผู้อำนวยการ ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ประจำภูมิภาคเอเชีย ให้สัมภาษณ์ว่า “นี่เป็นเรื่องไร้สาระจริง ๆ ฮานอยควรปกป้องเสรีภาพในการพูด แทนที่จะกังวลว่าพนมเปญจะขุ่นเคือง เพราะคงไม่มีใครเชื่อจริง ๆ ว่าเสียมราฐเป็นของประเทศไทยหรอก”

“ดังนั้นขั้นตอนที่เหมาะสม น่าจะเป็นการหัวเราะเยาะกับความไม่รู้ของอินฟลูฯ รายนี้ แทนที่จะหันไปใช้บทลงโทษทางอาญามากกว่า” โรเบิร์ตสันแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ปัจจุบัน TikTok ถือเป็นโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวียดนาม แต่ทางรัฐบาลในยุคปัจจุบันก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มงวดกับการใช้งานอย่างมาก โดยเฉพาะกับการเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย อย่างกรณีนครวัด ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเรียกเก็บค่าปรับ หากแต่มักมีการเรียกปรับและเซ็นเซอร์เรื่องราวที่ละเอียดอ่อน เช่น การเมือง หรือสิทธิมนุษยชน อยู่บ่อยครั้ง

‘Lazada’ สั่งปลดพนักงานนับร้อยทั่วอาเซียน หวยออก ‘สิงคโปร์’ ถูกปลดออกมากที่สุด

(5 ม.ค. 67) สำนักข่าวซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่า ‘ลาซาด้า’ (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือบิ๊กเทคสัญชาติจีน ‘อาลีบาบา’ (Alibaba) ได้เลิกจ้างพนักงานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายร้อยชีวิตเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า การเลิกจ้างครั้งนี้ส่งผลกระทบกับพนักงานในสิงคโปร์มากที่สุด แต่ส่งผลกระทบถึงพนักงานในประเทศอื่น ๆ ที่ Lazada ได้ให้บริการเช่นกัน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

โดยพนักงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือพนักงานที่อยู่ในฝ่ายการขาย ค้าปลีก และการตลาด

ตัวแทนของ Lazada สิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเพื่อเร่งการทำงานแบบเชิงรุก และพัฒนาบริการให้คล่องตัวมากขึ้น พร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนรายดังกล่าวยังไม่ยืนยันเกี่ยวกับรายละเอียดการปรับลดพนักงานในครั้งนี้

ทั้งนี้ การปลดพนักงานของ Lazada เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นช้อปปี้ (Shopee) และ TikTok Shop ที่บุกตลาดเข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมทั้งมีทิศทางการเติบโตของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

‘สาวมะกัน’ ร่ำไห้!! ท้อแท้กับชีวิต เงินไม่พอใช้ แม้ดิ้นรนทำงาน 3 อย่าง และมีรายได้ ‘6 หลัก’

(5 ม.ค. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Thailand Vision’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

เอ๊ะมันช่างคุ้น ๆ สาวมะกัน เครียดจัด ร้องไห้ลง Tiktok เผยทำงาน 3 อย่าง แต่เงินยังไม่พอใช้

ชาวติ๊กต็อกเก้อมะกัน ต้องเศร้าไปตาม ๆ กัน เมื่อหญิงสาวชาวอเมริกันรายหนึ่ง เผยความจริงสุดช้ำใจ เกี่ยวกับสถานะการเงินของเธอ

"มันไม่ไหวจริงๆ" เสียงสะอื้นของหญิงสาวชาวอเมริกันคนหนึ่งสะท้อนความยากลำบากในการดำเนินชีวิต เธอเผยแพร่คลิปวิดีโอใน TikTok เล่าถึงความเครียดด้านการเงิน แม้จะมีงานประจำถึง 3 อย่าง แต่รายได้ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย

"ฉันมีงาน 3 อย่าง แต่ก็ยังต้องดิ้นรน" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เงินต้นเดือนไม่พอใช้ จนต้องพึ่งบัตรเครดิต มันแย่สุดๆ"

จอร์แดน สคีราห์ หญิงสาววัย 29 ปี จากรัฐแอริโซนา เริ่มทำงานตั้งแต่ 15 ปี ปัจจุบันมีรายได้ ‘ระดับหกหลัก’ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

"ฉันเคยคิดจะลาออกจากงานประจำที่ดี เพื่อกลับไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ เผื่อจะได้ใช้เสน่ห์หาเงินมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ" เธอกล่าว "ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ ไม่รู้จะทำยังไง"

สคีราห์เล่าต่อว่า คะแนนเครดิตของเธอก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน "เครดิตฉันเคยดีมาก จ่ายบัตรเต็มตลอด แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว"

"งานประจำไม่พอ งานเสริมก็ไม่พอ งานพิเศษก็ไม่แน่นอนว่าจะได้เงินตรงเวลา ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ ไม่รู้จะทำยังไง"

แม้เผชิญกับแรงกดดันด้านการเงิน สคีราห์ยืนยันว่า "สิ่งเดียวที่ฉันจะไม่ยอมแพ้คือการทำเล็บ มันเป็นสิ่งที่ฉันทำมาตลอดชีวิต มันทำให้ฉันมีความสุข"

เธอเสริมว่า เธอยังฉีดโบท็อกซ์ "ประมาณ 3 ครั้งต่อปี" และเติมฟิลเลอร์ปาก "ปีละครั้ง"

"ใครเคยเจออะไรแบบนี้บ้าง?" เธอทิ้งคำถามไว้ท้ายคลิป

โดยคลิปดังกล่าวมีผู้ชมกว่า 3 ล้านคน หลายคนแสดงความเห็นใจ อาทิ

- ฉันเป็นพยาบาลทำฟัน รายได้ดี แต่ก็ยังอยู่แบบเดือนชนเดือน
- เข้าใจเลย ฉันอายุ 32 ทำงานด้านการเงิน รายได้ดี ไม่มีลูก ไม่ได้อยู่คอนโดหรู ก็ยังอยู่แบบเดือนชนเดือน สู้ๆ นะ
- ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน ฉันอายุ 32 ปี โสด และกำลังดิ้นรน ไม่รู้พ่อแม่เลี้ยงลูกยังไง
- ใครโดนปี 2023 กระแทกเต็มๆ บ้าง?

ผบ.ตร.ส่งผู้แทน ลงใต้มอบเงินช่วยเหลือ ผบ.หมู่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษยะลา ที่เหยียบกับระเบิดจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มอบสิ่งของบำรุงขวัญตำรวจ สภ.แม่ลาน ปัตตานี สร้างความปลื้มใจให้ตำรวจชายแดนใต้ ที่ผู้นำหน่วย ไม่ทอดทิ้ง ดูแลห่วงใย

วานนี้ (4 ม.ค.2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. เดินทางไปตรวจเยี่ยม มอบกระเช้า และมอบเงินกองทุนสวัสดิการ ตร. ช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ จำนวนเงิน 275,000 บาท ให้แก่ จ.ส.ต.สรกาล ทรัพย์บัว ผบ.หมู่ กก.ปพ.ภ.จว.ยะลา ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.66 จ.ส.ต.สรกาลฯ ได้เหยียบกับระเบิด ณ บริเวณสวนยางพารา หน้าวัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ) อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าขวาขาด โดยขณะนี้ได้พักรักษาตัวที่บ้านพักตามภูมิลำเนา  ม.9 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จว.สงขลา ด้าน จ.ส.ต.สรกาลฯ ปลื้มใจที่ ผบ.ตร.ไม่ทอดทิ้ง ส่งผู้แทนมาเยี่ยม ทำให้มีกำลังใจในการรักษาตัวและกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ต่อมา พล.ต.ต.พิทักษ์ ได้เดินไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังใจ แก่ข้าราชการตำรวจ สภ.แม่ลาน จ.ปัตตานี โดยนำความห่วงใยของ ผบ.ตร.ที่มีต่อข้าราชการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ มาให้กำลังใจในการทำงาน พร้อมกำชับการปฏิบัติตามหลักยุทธวิธี ตามข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา สร้างความปลื้มใจแก่ตำรวจ สภ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ที่ ผบ.ตร.ไม่เคยลืมมดงาน ส่งผู้แทนมาตรวจเยี่ยม มอบสิ่งของบำรุงขวัญ พร้อมอวยพรกำลังพลเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ด้วย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top