Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

'สมบัติ-ปชป.' ขอรัฐบาลตื่นจากฝัน หากยังจัดงบฯ แบบผู้ใหญ่ลอกการบ้านเด็ก

(5 ม.ค. 67) นายสมบัติ ยะสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยระบุว่า...

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ไม่ตรงไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ให้ไว้แห่งนี้ แล้วเป็นงบประมาณที่เหมือนเดิม คือ จัดแบบขาดดุลเหมือนเดิม ตั้งแต่ได้ยินการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย หรือว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นรัฐบาลพูดมาตลอดว่า คิดใหญ่ทำเป็น อยากทราบว่าในงบประมาณชุดนี้ คิดใหญ่อะไรบ้าง อยากทราบในงบประมาณชุดนี้จะทำอะไรบ้าง บอกให้พี่น้องประชาชนทราบว่าคิดใหญ่อะไรบ้างแล้วทำเป็น ทำอะไรบ้าง ทำแบบไหน ช่วยชี้แจงด้วย

งบประมาณของแต่ละกระทรวง ทำงบประมาณแบบเดิม คือ เหมือนทุกปีที่ผ่านมาเพิ่ม 5% 7% หรือ 10% บางกระทรวงลดนิดหน่อย เสนอมาการจัดงบประมาณไม่มียุทธศาสตร์หรือว่าจุดเด่น ๆ ที่จะทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย 

สโลแกน คือ คิดใหญ่ทำเป็น ควรจะเปลี่ยนเป็น ฝันใหญ่ตื่นไม่เป็น คิดว่าการจัดงบประมาณนั้น มันมีหลักเกณฑ์ มีขั้นตอนอยู่ คิดว่าจะทำอะไรมันไม่ได้ โฆษณาเอาไว้อย่างนั้น ควรตื่นมาดูความเป็นจริง   

นโยบายของเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ เป้าหมายสำคัญในการแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทย คือ ลดความรุนแรงน้ำ ต้องไม่ท่วม ไม่แล้ง ประชาชนต้องมีน้ำดื่มน้ำ ใช้ตลอดปี ในงบประมาณน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นทุกปี ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นทุกปี เวลาน้ำท่วมมีผลกระทบต่อบ้านเรือนทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนตลอด บางครั้งต้องเสียชีวิต พอน้ำแล้งก็ไม่มีน้ำใช้น้ำดื่มเกษตรกรที่ทำงานเกษตรก็ไม่ได้ทำ สุดท้ายก็ต้องรัฐบาลเยียวยา โดยใช้งบกลางอยู่ดี ถ้าเกิดว่าเราแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งปัญหาน้ำท่วม มันมีวิธีป้องกันหรือลดความรุนแรงได้ ด้วยการสร้างเขื่อน เพราะการสร้างเขื่อนนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากเลย เวลาฝนตกมาเก็บน้ำไว้ เพื่อไม่ให้น้ำท่วม รองรับน้ำไว้พอถึงฤดูแล้ง เราก็เอาน้ำในเขื่อนไปปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรหรือชาวบ้านได้ใช้

กรมชลประทานตั้งมา 108 ปี ได้แค่ 35 ล้าน ได้ที่เหลืออีก 100 กว่าล้านไร่ เราจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงจะได้ครบพื้นที่ถ้าเราจัดงบประมาณแบบเดิม ๆ ไม่มียุทธศาสตร์แบบนี้ กรมชลประทานปีนี้ ของบมา 237,594 ล้านบาท แต่ได้รับบรรจุในร่างงบประมาณปีนี้ 75,879 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าหน่วยงานเขาขอมาเยอะ แต่ว่าเราไม่มีงบประมาณที่จะพอที่จะมาทำให้เขาได้ 

จากสถิติพบว่าเกษตรกรแต่ที่อยู่ในระบบชลประทานมีรายได้มากกว่าเกษตรกรที่อยู่นอกระบบชลประทาน 3-4 เท่า น้ำมีความสำคัญและยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น อีกกรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำคือกรมทรัพยากรน้ำปีนี้เขาเสนอมาอยู่ 505 โครงการเป็นเงินอยู่ 10,700 ล้านบาทแต่ว่าปีนี้เขาได้รับงบประมาณแค่ 7,200 ล้านบาทจะเห็นได้ว่าหน่วยงานเค้ามีความพร้อมทั้งพื้นที่ทั้งอะไรแต่ว่าเราไม่มีงบประมาณให้เขา ก็ขอให้ทางรัฐบาลช่วยดูให้หน่อยว่าน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรดีขึ้น

เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ ที่ตามที่นโยบายของทางพรรคเพื่อไทย เขาให้ไว้ว่า แต่มีหน่วยหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ประปานครหลวง ซึ่งดูแลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนไปปีนี้ ในร่าง 29.1 ล้านบาท มีประปาส่วนภูมิภาคอีก ได้รับจัดสรรอยู่ 3,352.8 ล้านบาท เห็นว่า 2 หน่วยงานนี้ เขาบริหารจัดการไม่มีปัญหาเพียงแต่ว่าเวลาพี่น้องประชาชน อยากขยายมันไม่มีกำลังเงินที่จะไปขยาย ทั้งที่เขาบริหารจัดการได้ดี 

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่ทั้งประเทศเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับความปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่มีจำนวนที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ 69,014 ที่นั้น ใช้การไม่ได้เลยประมาณ 2,000 แห่ง แล้ว 60,000 กว่าแห่ง ใช้การได้แต่ไม่ได้มาตรฐานอีก 20,000 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีภาระมาก ต้องดูแลน้ำประปาถึง 60,000 กว่าแห่ง แต่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราได้รับงบประมาณจากส่วนกลาง 29.1% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีมากมายไม่ว่าจะเป็น ถนน ไฟฟ้าและอื่นๆ อีก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับโครงการที่ถ่ายโอนจากส่วนราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องผลักดันงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ถึง 35% สักที

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว เป็นคนที่ดูแลพี่น้องชาวไทยเรามาตลอด แต่กลับถูกตัดงบประมาณถึง 9,500 ล้านบาท ฝากให้รัฐบาลตอนแปรญัตติวาระ 2 ลองดูเพิ่มให้กระทรวงเกษตรด้วย เพราะว่าเขาต้องดูแลพี่น้องประชาชนแล้วเขาต้องการที่จะให้ไปพัฒนาให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น

'รมว.ปุ้ย' เตรียมร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุที่ซาอุฯ พร้อมหารือดันอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

(5 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีกำหนดการร่วมคณะกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อหารือความร่วมมือในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีในการประชุมฟอรั่มแร่ธาตุแห่งอนาคต (Future Minerals Forum หรือ FMF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2567 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติคิง อับดุล อาซิซ (King Abdul Aziz International Conference Center) ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย

นางสาวพิมพ์ภัทรา เปิดเผยว่า การประชุม FMF เป็นเวทีหารือเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญด้านแร่ธาตุในระดับพหุภูมิภาค โดยหัวข้อสำคัญของการหารือในปีนี้ จะเน้นไปที่การพัฒนากรอบยุทธศาสตร์และการกำหนดเป้าหมายระดับภูมิภาคในการจัดหาแร่ธาตุที่สำคัญ (Critical minerals) การสร้างห่วงโซ่คุณค่าหรือซัพพลายเชนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก การสร้างขีดความสามารถผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านแร่ (Centers of Excellence) และการกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมีเวทีการประชุมย่อยในระดับเจ้าหน้าที่อีกกว่า 75 เรื่อง 

ด้าน นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ต้องใช้แร่จำนวนมากในการผลิต การขยายตัวของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้ความต้องการแร่เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มของความต้องการใช้แร่เหล่านี้เพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน 

ดังนั้น การหารือความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุนในระดับพหุภูมิภาคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชิงวัตถุดิบแก่ภาคอุตสาหกรรมของไทยได้

“นอกจากการเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมเรื่องแร่ธาตุแห่งอนาคตแล้ว นางสาวพิมพ์ภัทราฯ ยังมีกำหนดร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรณีของซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันความร่วมมือในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมทั้งร่วมหารือกับ Saudi Standards, Metrology and Quality Organization หรือ SASO หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องมาตรฐานต่างๆ ของซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดสินค้าฮาลาลขนาดใหญ่ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลในภูมิภาค (Halal Hub) ที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและแถบตะวันออกกลาง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย” นายอดิทัตฯ กล่าวทิ้งท้าย

'ก.อุตฯ' หนุนดัดแปลงรถน้ำมันเป็น EV นำร่อง 4 แสนคัน หวังประคอง 'ช่าง-อู่' ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ให้ล้มหาย

(5 ม.ค.67) นายวันชัย พนมชัย รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ในฐานะฝ่ายเลขาฯ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion)

ขณะนี้ได้มีการทบทวนคณะกรรมการใหม่ จาก 29 หน่วยงาน เหลือ 16 หน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ ซึ่งจะดูเรื่องของงบประมาณ รวมถึงดึงหน่วยงานมันสมองของประเทศอย่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

โดยได้เสนอชื่อให้กับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแต่งตั้งและนำเสนอบอร์ด EV และคาดว่าเดือน ม.ค. 2567 จะได้เห็นแนวทางการทำ EV Conversion จากคณะอนุกรรมการชัดเจนขึ้น

โดยแนวทางดังกล่าว จะเริ่มที่ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะเริ่ม 1.ศึกษาและทดลองการดัดแปลงรถบรรทุก รถสาธารณะ รถขนส่งน้ำ รถขยะ ให้วิ่งในระยะสั้น จำกัดระยะทาง เพื่อดูความปลอดภัย ดูโครงสร้างตัวรถ ดูสถิติว่ามีการกลับมาชาร์จบ่อยเพียงใด

2.ความสามารถในการใช้ รวมถึงการดีไซน์รถ เช่น รถบรรทุกต้องใช้แบตเตอรี่ใหญ่ขนาดใด ความจุเท่าไร ตำแหน่งของแบตเตอรี่ต้องห่างจากกันชนหน้า กันชนข้างเท่าไร เพราะจะมีผลต่อความปลอดภัยทั้งตัวผู้ขับและคนทั่วไปเมื่อมีการชนเกิดขึ้น

“เราได้มีการเสนอมาตรการไปแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งได้จัดทำเกือบครบแล้ว โดยเฉพาะมาตรฐานของส่วนที่สำคัญ ๆ อย่างแบตเตอรี่และสายไฟ แต่ในบอร์ด Conversion จะดูว่า หลังจากมีการ Convert จากรถ ICE มาเป็น EV แล้ว ทำอย่างไรมันถึงจะปลอดภัยและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ล่าสุดอยู่ระหว่างการทบทวนรายชื่อคณะกรรมการใหม่ จากนั้นจะเริ่มประชุมแนวทางกันต่อไป”

นายปริพัตร บูรณสิน คณะทำงานการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า บอร์ด EV ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) ขึ้นเมื่อต้นปี 2566 เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงในประเทศ หรือกลุ่มรถยนต์สันดาป

โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูงมาก อย่างที่ทราบกันว่าการนํารถเก่าที่ใช้น้ำมันมาเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนใหม่มาเป็นระบบไฟฟ้า 100% จะเปลี่ยนทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ จํานวนชิ้นส่วน จาก 30,000 ชิ้น เหลือเพียง 3,000 ชิ้นเท่านั้น

ดังนั้น หัวใจสําคัญของ EV Conversion อยู่ที่ EV Kit หรือชุดมอเตอร์และระบบไฟฟ้า ซึ่งมีราคา 400,000-800,000 บาท ถือว่าสูงมาก หากรัฐมีการสนับสนุนรถ EV Conversion สามารถลดราคาเหลือ 300,000 บาทต่อคัน

โดยเฉพาะรถกระบะ เพราะรถกระบะทั่วประเทศมี 7 ล้านคัน ส่วนที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป มีถึง 4 ล้านคัน หากดึงส่วนนี้มาดัดแปลงแค่ 10% หรือ 4 แสนคัน จะทำให้มีเงินหมุนในประเทศกว่า 120,000 ล้านบาท ไปที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอู่ในประเทศ

“รถเก่าเรามีมากและมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเป็นฐานการผลิตใหญ่ การจะไป EV ก็จะนานหน่อย ดังนั้นอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าดัดแปลงจะช่วยคงอาชีพช่าง อู่ พวกกลุ่มชิ้นส่วนไว้ก่อน เพราะหากรัฐทิ้งรถสันดาปแบบฉับพลันไป อู่กว่า 2 หมื่นแห่งจะหายไปด้วย เราต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ไม่พร้อม ซัพพลายเชนไม่พร้อม แต่ทั้งโลกต้องเดินไปในเรื่องของ EV ดังนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จึงสำคัญมาก”

แหล่งข่าวจากสถาบันยานยนต์กล่าวว่า มาตรการสนับสนุนได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอให้มีมาตรการทางการเงินและมาตรการที่ไม่ใช่การเงิน เพื่อสนับสนุน 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ทำการดัดแปลงน้ำมันให้เป็นไฟฟ้า เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้า ยกเว้นภาษีสรรพสามิต ในระยะ 5 ปี สนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนของแบตเตอรี่ที่ใช้ในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง

2.กลุ่มผู้ใช้ยานพาหนะและผู้เดินรถ เช่น มาตรการช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการประกันภัย อุดหนุนค่าใช้จ่ายทางด่วน 3.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่งและระบบอัดประจุไฟฟ้า เช่น สนับสนุนค่าไฟฟ้าในการอัดประจุ สนับสนุนค่าติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าประจำบ้าน สนับสนุนให้หน่วยงานเอกชนติดตั้งสถานีอัดประจุบนพื้นที่จอดรถและผู้ให้บริการ

ส่วนมาตรการที่ไม่ใช่ทางการเงิน เช่น การเปิดอู่รถดัดแปลงจะได้ลดหย่อนภาษี ภาครัฐสนับสนุนการฝึกอบรม โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 200% อนุญาตให้ข้าราชการที่ใช้รถไฟฟ้าดัดแปลงมาอัดประจุได้ที่หน่วยงานตนเอง

10 อันดับ 'แบรนด์เบียร์' ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกประจำปี 2023

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย ฟอร์จูน บิสซิเนส อินไซต์ (Fortune Business Insight) ระบุว่า ตลาดเบียร์ทั่วโลกในปี 2022 มีมูลค่าประมาณ 793,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 2023 มีมูลค่าประมาณ 821,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1,072,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030

... ว่าแต่ 'เบียร์' ใด ที่ร้อนแรงที่สุดประจำปีที่ผ่านมา ลองเช็กดูจาก 10 อันดับ 'แบรนด์เบียร์' ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในประจำปี 2023 กันดู

ผลสะเทือนจาก 'ก้าวไกล' โชว์ฟอร์มเด่น 'ใน-นอก' สภาฯ น่าจะได้เวลาพรรค 'ดร.ฮาร์วาร์ด-รทสช.' ปรับขบวน

ได้ฟังบ้างไม่ฟังบ้างสำหรับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท แต่พรรคพวกเพื่อนฝูงที่เป็นสื่อมวลชนและนักวิชาการส่วนใหญ่เขายอมรับกันว่า...งานนี้พรรคก้าวไกลโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าพรรคสีแดงเพื่อไทยแบบเห็น ๆ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการบ้าน ความพร้อม รูปแบบการเสนอ...ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือ สามารถปล่อย สส.หน้ามลหน้าใหม่สมัยแรกออกมาร่ายมนต์สะกดผู้ฟังแบบเข้าตากรรมการได้หลายคน...แม้กระทั่ง สส.ปากน้ำอดีตแอร์โฮสเตสอย่าง สส.ผึ้ง-พนิดา มงคลสวัสดิ์ ที่อภิปรายงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติอะไรนั่น...หลายเสียงบอกว่าเข้าท่า...

อย่างไรก็ตามภายใต้การแจ้งเกิดของหน้าใหม่ก้าวไกลหลายคน จะพบว่ามีจำนวนหนึ่งที่มีข้อมูลหลวม อาจจะเป็นเพราะถูกจัดมาให้โดยตัวเองไม่มีเวลาตรวจสอบ ดังกรณี สส.ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ ถูก 'รมว.พลังงาน-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' จับโป๊ะเรื่องตัวเลขการเงินของ กฟผ.ว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์เหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดนานมาแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง...เป็นต้น

หรือกระทั่งตัวเลขการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ที่หลายตัวเลขก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นทางการ แต่นำมาวิเคราะห์ตีความ ชี้นำกันแบบเอาเป็นเอาตาย...

แต่เอาเหอะถึงอย่างไร ‘เล็ก เลียบด่วน’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยกมือให้ว่า ชาวก้าวไกลทำการบ้านเหนือชั้นกว่าทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย

หากคุณหนู 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร หัวหน้าพรรค และ 'คุณบอย' สรวงศ์ เลขาฯ พรรคไม่รีบติวเข้มลูกพรรค...เรตติ้งจะยิ่งถูกทิ้งห่าง...

นักวิชาการที่ปรึกษา 'เล็บ เลียบด่วน' ชี้ว่า หากภาพรวมทางการเมืองยังดำเนินไปแบบนี้...ก็ยากที่จะหยุดเครื่องจักรสีส้มที่รุกใหญ่ในสภา ขณะที่นอกสภาก็ทำงานจัดตั้งเก่งวันเก่งคืน ใจกล้าหน้าทนในการยัดเยียดชุดความคิดผิด ๆ ถูก ๆ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่...

เหลือบมองพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม หากมองข้ามพรรคเพื่อไทย ณ ชินวัตร ไป ก็พอจะมองเห็นพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่คงจะรู้สัญญาณดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสมัยหน้า...วันนี้ก็พอจะเห็นความพยายามที่จะปรับตัวเองให้เป็นผู้นำหรือหัวขบวนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่...เชิดชู 3 สถาบันหลัก

แต่ความพยายามปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยดังกล่าว...ก็ไม่รู้จะไปได้สักแค่ไหน...เพราะส่องกล้องมองลงไปในพรรคก็ยังไม่เห็นความเป็นเอกภาพและความเสียสละมุ่งมั่นกันเท่าที่ควร เห็นแต่ความใจกล้าตรงไปตรงของของหัวหน้าพรรค...ซึ่งถ้ามีแค่นี้...ตอบได้ว่ายังไม่พอ...!!

จะด้วยเพราะความจำกัดของสินค้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือเปล่าก็มิทราบได้... 'เล็ก เลียบด่วน' แว่วข่าวมาตามสายลมว่า ขณะนี้มี ดร.หนุ่ม ศิษย์เก่าฮาวาร์ด รอบรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เก่งกาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านงานระดับ Tech Startup กำลังได้รับแรงหนุนให้เป็นแกนจัดทำพรรคแนวคนรุ่นใหม่ แต่ตอบโจทย์ประเทศ หรือ ออกแนวเสรีนิยมแต่หัวใจสีน้ำเงิน...เทิดทูนสถาบัน...

ดร.หนุ่มคนดังกล่าว กำลังคิดหนัก พร้อม ๆ กับการบ้านความเป็นไปได้...

ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เป็นไปได้ จะได้เป็นทางเลือกมาทำให้ประเทศไทยเสถียร...เสถียรไทย...เติบโตทันสมัยโดยไม่จำเป็นต้องแซะสถาบัน!!

ILINK เฮ!! สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่เชียงใหม่เลือกใช้แบรนด์ LINK ตอกย้ำ 'ผู้นำด้านสายสัญญาณ-อุปกรณ์ส่งสัญญาณ' แห่งอาเซียน

(5 ม.ค.67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยถึงแบรนด์ 'LINK' ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Networking Solution มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา หลังได้บิ๊กโปรเจกต์จากสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย ของสหรัฐอเมริกา สถานกงสุลที่ทุ่มงบกว่า 9,000 ล้านบาท

โดยทางกงสุลฯ ได้เลือกติดตั้งระบบสายสัญญาณทั้งหมด ด้วยแบรนด์ 'LINK AMERICAN' ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าและจัดจำหน่าย โดยบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านสายสัญญาณและอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

งานนี้จึงถือเป็นการตอกย้ำคุณภาพสายสัญญาณ แบรนด์ LINK ภายใต้การบริหารจัดการของ ILINK ที่เลือกสรรสินค้ามาตรฐานโลกมาเสิร์ฟแก่ตลาด จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและกระชากบิ๊กโปรเจกต์หนนี้ไปครองได้เป็นผลสำเร็จ

'อัษฎางค์' ซัด!! จดหมายปรีดีที่ไม่มีอยู่จริง เป็นแค่อาวุธในจินตนาการที่ฝันจะใช้ล้มเจ้า

(5 ม.ค. 67) นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง 'จดหมายปรีดี (ที่ไม่มีอยู่จริง) อาวุธในจินตนาการที่ฝันจะใช้ล้มเจ้า' มีรายละเอียดหาดังนี้...

จดหมายปรีดีมีที่มาจากคนที่ใช้ชื่อว่า ‘ดิน บัวแดง’ โดยในสมัยที่เขาไปเรียนที่ฝรั่งเศส ได้ไปค้นเอกสารและไปเจอเอกสารที่ชื่อว่า Dossier de Pridi ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

แต่เมื่อเขาส่งเรื่องนี้ไปให้ ‘สมศักดิ์ เจียม’ ศาสดาแห่งการสร้างคอนเทนต์บั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกสาร Dossier de Pridi ก็ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นจดหมายลับของปรีดี แล้วถูกต่อยอดสร้างพล็อตให้น่าตื่นเต้นเหมือนในหนังหรือนิยาย ว่าถูกเก็บไว้จนเพื่อรอวันเปิด จนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมที่มีปัญญาน้อยนิดฝันว่า นี่จะเป็นอาวุธสำคัญในการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ 9

ถ้าจะขอพูดกันตรงๆ ว่า พวกล้มเจ้าสร้างพล็อตแต่เรื่องให้ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าฆ่าพี่ชิงบัลลังก์ ทั้งที่เราก็ทราบโดยทั่วกันว่าครอบครัวราชสกุลมหิดล ซึ่งมีกันแค่ 4 พระองค์นั้นรักใคร่กลมเกลียว โดยเฉพาะในหลวงทั้ง 2 พระองค์เป็นพี่น้องที่แนบแน่นกันมาก โดยมีพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไทยเสมอมาว่า

“อดคิดถึงพี่ไม่ได้เลยแม้แต่ขณะเดียว ฉันเคยคิดว่า ฉันจะไม่ห่างจากพี่ตลอดชีวิต แต่มันเป็นเคราะห์กรรม ไม่คิดเลยว่าจะเป็นกษัตริย์ คิดแต่จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น”

พล็อตเรื่องการฆ่าแกงเพื่อชิงราชสมบัติระหว่างพี่น้องมีแต่ในหนังจีนและเหตุการณ์จริงสมัยอยุธยาเท่านั้น ซึ่งเป็นบริบทหรือวิถีชีวิตของคนโบราณเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เรื่องแบบนี้หมดไปพร้อมกับการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา

บริบทเรื่องการชิงราชสมบัติระหว่างพี่น้องหรืออาหลาน เกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายหรือกฎมณเฑียรบาลในเรื่องการสืบราชสมบัติในยุคสมัยโบราณ ที่ปกติเมื่อพี่ได้ครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็มักแต่ตั้งน้องเป็นอุปราช ซึ่งเป็นตำแหน่งรัชทายาท แต่เมื่อพระมหากษัตริย์มีพระราชโอรสแล้วก็มักต้องการให้พระราชโอรสได้สืบราชสมบัติต่อไป หรือเมื่อพระมหากษัตริย์แต่งตั้งพระราชโอรสพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้วลูกๆ ที่เหลือบางพระองค์ไม่พอใจ ก็วางแผนฆ่าพี่น้องเพื่อชิงบัลลังก์

แต่ปัญหานั้นหมดไปในยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ในยุคการครองราชย์ของพี่น้องรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ก็ไม่มีเรื่องฆ่าแกง

สมัยรัชกาลที่ 5 ก็นำระบบสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชแบบชาติตะวันตกมาใช้ ให้พระราชโอรสองค์โตเป็นรัชทายาท

และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงตรากฎหมายเป็นกฎมณเฑียรบาลที่ระบุชั้นการสืบสันตติวงศ์เป็นระบบอย่างชัดเจน

ที่สำคัญ ราชสกุลมหิดล ซึ่งมีกันอยู่เพียง 4 พระองค์นั้น ถูกอบรมสั่งสอนโดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระมารดาเลี้ยงเดี่ยวในวิถีแห่งการดำเนินวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่แสวงหาอำนาจ

หากย้อนกลับไปในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ 2475 คนกลุ่มนี้วางแผนมาอย่างดี โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเปลี่ยนการปกครองไปจนถึงระบอบที่ไม่มีกษัตริย์หรืออย่างน้อยถ้ามีก็แค่เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีบทบาทอะไรใดๆ ต่อการปกครอง

แต่ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดนั้น จะหักดิบเลยก็ไม่ได้ เพราะอาจจะมีการต่อต้านจากประชาชน เลยต้องเอาอำนาจมาในมือให้ได้ก่อน แล้ว *** “ค่อยๆ ลดทอนความสำคัญของราชวงศ์ลง จนคนส่วนใหญ่ของประเทศคล้อยตามกับระบอบที่คณะนี้ต้องการ”

ก่อนปฏิวัติ คณะราษฎรศึกษาเรื่องลำดับการสืบสันตติวงศ์มาเป็นอย่างดีแล้ว ว่าใครคือ กษัตริย์พระองค์ต่อไป เพราะถ้าในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ยอมเปลี่ยนและมีการต่อสู้ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนรัชกาลตั้งแต่ปีนั้น

ซึ่งคณะนี้เชื่อว่าจะเป็นงานง่ายเพราะ อีก 2 พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชนนีก็เป็นสามัญชน น่าจะคุมได้ไม่ยาก และยังมีเวลาริดรอนพระราชอำนาจได้อีกนาน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ มีเวลาเหลือเฟือจัดระบบที่เขาต้องการให้อยู่ในรูปในรอยได้อีกหลายปี เข้าทางอย่างที่สุด

เมษายน 2476 ณ เวลานั้นราชสกุลมหิดลทรงพำนักที่วังสระปทุมกับสมเด็จพระพันวัสสา ในขณะนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 8 ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมาเรียกว่าองค์โป๊ย (ถือเป็นชื่อที่ใช้ล้อเลียน ในหลวงรัชกาลที่ 8 ของลูกหลานคณะราษฏร์) ยิ่งทำให้สมเด็จพระพันวัสสายิ่งเห็นอันตรายที่เข้าใกล้พระนัดดามากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นสมเด็จพระพันวัสสาจึงรับสั่งให้สมเด็จย่า (สังวาลย์) พาพระโอรสและพระธิดาไปเรียนต่อที่โลซานน์ให้ห่างไกลการเมือง

2 มีนาคม 2478 ในหลวงรัชกาลที่ 7 ประกาศสละราชสมบัติ และให้สภาหาผู้สืบสันตติวงศ์ต่อเอง ทุกอย่างเข้าทางตามแผนคณะราษฏร์ และคณะราษฎร์จึงส่งโทรเลขมาเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 รับราชสมบัติ ตามที่คาดหมายไว้

แผนต่อของคณะราษฎร์ คือการให้ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อมาทำพระราชพิธีราชาภิเษกและให้ประชาชนเห็นว่า ระบอบนี้ยังมีกษัตริย์อยู่ และคณะราษฎรไม่ได้ทำลายสถาบันฯ

โดยมีจดหมายที่สมเด็จย่าเขียนจดหมายถึงสมเด็จพระพันวัสสา เล่าถึงการโต้ตอบกับคณะราษฏรไว้ดังนี้

หม่อมฉันก็บอกให้เป็นที่เข้าใจอีกว่า ทั้งลูกและหม่อมฉันไม่มีความต้องการยศและลาภเลย แต่การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต่อไปขอให้พูดกันดีๆ อย่าบังคับและตัดอิสรภาพจนเหลือเกิน

หม่อมฉันวิตกอยู่ก็ถึงเรื่องที่นันทจะไม่ได้มีความสุขอย่างเด็กมาก และกลัวการศึกษาจะได้ไม่เต็มที่ ที่หม่อมฉันไม่ใคร่กลัวอันตรายภายนอกก็เพราะว่าเราไม่ได้อยากจะเป็น แต่ต้องรับเพราะเห็นแก่บ้านเมืองที่อาจไม่สงบได้”

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าการย้ายมาสวิสเซอร์แลนด์มีประโยชน์ เพราะการที่รัฐบาลไม่มีกษัตริย์กลับไปให้ราษฎรเห็น ยิ่งสร้างความน่ากังขาให้กับราษฎรว่า การปกครองที่คณะราษฎรยึดมาจากเจ้านี้จะเป็นระบอบที่มีกษัตริย์อยู่ต่อจริงหรือ หลอก

อย่าลืมว่าเพิ่งจะผ่านการเปลี่ยนแปลง 2475 มายังไม่ทันครบ 3 ปี คนที่ยังไม่พร้อมกับการไม่มีกษัตริย์นั้นมีอยู่มาก อีกทั้งสมเด็จย่าทรงพระปรีชามากในการต่อรองกับรัฐบาลคณะราษฎร์

ส่วนคณะราษฎร์ใช่ว่าจะราบรื่นมีการแย่งชิงอำนาจกันภายในคณะ มีการยึดอำนาจกันไปมา เริ่มมีอำนาจเป็น 2 ขั้วและขัดกันเองตลอด จนสุดท้ายใช้การสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง รวมไปถึงทำลายความน่าเชื่อถือของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่าด้วย

ซึ่งหากย้อนกลับไปในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์เมื่อ 2475 นั้น คณะราษฎรวางแผนมาอย่างดี เป้าหมายสูงสุดของคนกลุ่มนี้ คือต้องการเปลี่ยนการปกครองไปสู่การไม่มีกษัตริย์ หรืออย่างน้อยถ้ามีก็แค่เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีบทบาทอะไรใดๆ ต่อการปกครอง นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเขา

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงมีการสร้างข่าวบั่นทอนทำร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยอาศัยการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นฝีมือการวางแผนฆาตกรรมของใครหรือฝ่ายใดคงเดาได้ไม่อยาก ว่าใครได้ผลประโยชน์จากการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คนนั้นหรือฝ่ายนั้นย่อมคิดลงมือทำ

กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน กับกลุ่มคนที่ประกาศจะมาสานต่อภารกิจของคณะราษฎร ซึ่งภารกิจสำคัญของคณะราษฎรคือ การล้มเจ้าเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ย่อมจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ภารกิจบั่นทอนและให้ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็เป็นแผนการต่อเนื่องของพวกเขา

การสร้างพล็อตเรื่องจดหมายปรีดี เป็นความหวังว่ามันจะเป็นอาวุธสำคัญในการหาหลักฐานปลอมมาใส่ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งย่อมจะมีผลกระทบมาถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยอาศัยการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นฝีมือการวางแผนฆาตกรรมของใครหรือฝ่ายใดคงเดาได้ไม่ยาก

เป้าหมายใหญ่ที่สุดของคณะราษฎรในการก่อการ ว่ากันว่า คือ ความต้องการเปลี่ยนการปกครองไปสู่การไม่มีกษัตริย์ ซึ่งใครในยุคปัจจุบันประกาศจะมาสานต่อ

6 มกราคม พ.ศ. 2567 ครบรอบ 3 ปีที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ใช้เวลา 187 นาที นั่งดูผู้ชุมนุม ‘ก่อจลาจล-โจมตี’ รัฐสภาสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 2564 หรือ ค.ศ. 2021 ประชาชนนับพันผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 ได้บุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ขัดขวางการนับคะแนนเพื่อยืนยันชัยชนะอย่างเป็นทางการของ ‘โจ ไบเดน’ ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นเหตุจู่โจมสภาคองเกรสที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามในปี ค.ศ. 1812 และถูกโหมโดย ‘ทรัมป์’ ซึ่งกล่าวอ้างอย่างผิด ๆ ว่า ความพ่ายแพ้ของเขาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2020 นั้นเกิดจาก ‘การโกง’

เหตุการณ์จลาจลดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนายเสียชีวิตหลังจากปะทะกับผู้ประท้วง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้อง 4 นาย เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการฆ่าตัวตาย อีก 140 นายได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ฝั่งผู้ประท้วงเสียชีวิต 4 ศพ ประชาชนมากกว่า 700 คน ถูกจับกุมด้วยข้อหามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้

ทรัมป์ได้โพสต์วิดีโอเมื่อ 6 มกราคม ค.ศ. 2021 โดยเขาใช้เวลา 40 วินาทีให้ความเห็นอกเห็นใจผู้ประท้วง “ผมรับรู้ถึงความเจ็บปวด ผมรู้ว่าพวกคุณเจ็บปวด แต่ตอนนี้ผมอยากให้พวกคุณกลับบ้าน เราต้องมีสันติ เราต้องรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย เราต้องเคารพกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชน”

นอกจากนี้ยังโพสต์ข้อความเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับม็อบ ระบุว่า…“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชัยชนะของการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอันศักดิ์สิทธิ์ถูกพรากไปจากผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ยุติธรรมมาเป็นเวลานาน” 

เขาโพสต์ต่อว่า “กลับบ้านด้วยความรักและความสงบสุข จดจำวันนี้ไว้ตลอดไป!”

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ทรัมป์ถูกเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอนจากตำแหน่งเป็นครั้งที่สอง และเข้ารับการสอบสวน โดยคณะกรรมการสภาสอบสวนเหตุการณ์ 6 มกราคม (Select Committee to Investigate the January 6th Attack on the United States Capitol) ที่จัดตั้งขึ้น เมื่อ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2021

โดยเบนนี ธอมป์สัน (Bennie Thompson) ประธานคณะกรรมการ และผู้แทนจากมิสซิสซิปปี กล่าวว่าคณะกรรมการทั้ง 9 คน ต้องการทราบว่าทรัมป์ทำอะไรบ้างระหว่าง ‘187 นาที ของการไม่ทำอะไรเลย’ ขณะที่เขานั่งดูผู้ประท้วงในโทรทัศน์จากห้องรับประทานอาหารในทำเนียบขาว

ทางด้านลิซ เชนีย์ รองประธานคณะกรรมการ และผู้แทนจากไวโอมิง หนึ่งในผู้วิพากษ์ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์รายการ ‘This Week’ ทางสถานี ABC ว่า “ทรัมป์ควรบอก (ผู้ประท้วง) ให้หยุดได้แล้ว แต่เขากลับไม่ได้ทำ”

'ลอรี่' ซัด!! 'สส.ก้าวไกล' ตีฟูข้อมูลเท็จปมตัวเลขการเงิน กฟผ. จ้อ!! เวทีอภิปราย สนแค่ 'ดิสเครดิต-ทำปชช.คล้อยตามผิดๆ'

(5 ม.ค. 67) ตามที่มีประเด็น ท้าพิสูจน์ข้อมูลอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ระหว่าง สส.พรรคก้าวไกล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการอภิปรายงบประมาณประจำปี 67 นั้น

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก "ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ" ระบุว่า ล่าสุด รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เปิดเผยแล้ว ข้อมูลของ กฟผ. ของ สส. พรรคก้าวไกล ที่อภิปรายที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. เพื่อมาโจมตีนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 แบบ worst case scenario ที่วิเคราะห์ความเสี่ยง ซึ่งตัวเลขไม่ตรงกับความจริง 

เช่น สิ้นเดือนธ.ค. 2566 มีเงินเหลือจริง 9.1 หมื่นล้าน แต่ข้อมูลเท็จนี้ แสดงเพียง 6 หมื่นล้านบาท แถมยังลากลงไปถึงติดลบเป็นหมื่นล้าน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ กฟผ.ต้องรักษาระดับ cashflow ไว้ที่ 6 หมื่นล้าน ตามวินัยการเงิน

”การเอาข้อมูลมโนเก่าๆ ตั้งแต่ตุลาคม 2566 ปีที่แล้ว มาพูดเป็นข้อเท็จจริง เทียบกันเหมือนกับ เก็งบอลเมื่อคืน ลิเวอร์พูล 2-1 แมนยู แต่ผลเตะเสร็จ ปรากฎแมนยูถล่ม 3-0 ..ดันมารายงานสุดท้ายว่า ลิเวอร์พูลชนะ 2-1 ตามโพยเก่า“

ก้าวไกลเอาเลขคาดเดา 3 เดือนก่อนผิดๆ มามโนว่าเป็นเรื่องจริงวันนี้ ด่าใครไปทั่ว ถือเป็นความตั้งใจแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่? และทำมากี่ครั้งแล้ว?

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่จริง เพียงเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง นอกจากไม่สร้างสรรค์ ยังพาลทำให้ประชาชนทางบ้าน และสื่อที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะตื่นกลัว

จึงนำเรียนให้ผู้อภิปราย และพรรคก้าวไกล ให้ได้รับทราบ โปรดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในอนาคต ก่อนจะส่งผลเสียกับภาพรวมประเทศไปกว่านี้

‘อิน-เอม’ สองพี่น้องนักอนุรักษ์ ‘เต่าทะเล’ รุ่นเยาว์ ผู้มุ่งมั่นพลิกฟื้นระบบนิเวศทะเลไทยให้อุดมสมบูรณ์

เมื่อไม่นานนี้ เรื่องราวของ 2 พี่น้อง ‘อิน-นายอริณชย์ ทองแตง’ วัย 16 ปี และ ‘เอม-ด.ญ. อริสา ทองแตง’ วัย 14 ปี ผู้ริเริ่มโครงการ ‘Below the Tides : Zero Starving Sea Turtles’ (อิ่มท้องน้องเต่า) ที่มุ่งมั่นตั้งใจสานต่อความรัก สู่การเป็นผู้ให้ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของ ‘เต่าทะเล’ ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศใต้ท้องทะเลไทยให้สมบูรณ์และยั่งยืน

“เต่าเป็นสัตว์ที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ผมเป็นคนที่ชอบสัตว์เลื้อยคลาน ชอบธรรมชาติ ผมกับเพื่อนเริ่มชอบเต่ามาตั้งแต่ช่วง 3 ขวบ ก็เลยไปซื้อมาเลี้ยงกัน พอเลี้ยงมาเรื่อยๆ ก็เลยมีมากขึ้น และทำให้ผมชอบเต่ามากขึ้น ก็เลยอยากนำความชอบตรงนี้ มาต่อยอดเพื่อให้มีประโยชน์ต่อสังคมครับ” พี่ชายเปิดอกเล่า

“ที่บ้านจะสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากค่ะ เรามีบ้านอยู่ริมคลอง เด็กๆ ก็จะมีโอกาสได้ช่วยคุณย่าเก็บขยะริมคลอง และคุณย่าก็จะสอนเราเรื่องนี้มาตลอด ว่าจริงๆ มนุษย์เราเป็นคนทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย และต่างๆ คุณย่าจะสอนว่าเราต้องทำยังไง เพื่อช่วยตรงนี้ได้บ้าง แล้วจำได้ว่า วันเกิดของพี่อิน คุณยายก็ซื้อเต่ามาให้เลี้ยงด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็ได้ช่วยกันดูแลเต่ามาตลอดค่ะ” น้องสาวกล่าวเสริม

และจากการเฝ้าดู นำไปสู่ความรับผิดชอบ เมื่อพบว่า แต่ละปีประเทศไทยต้องสูญเสียเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความคิดที่จะดูแลเต่าในสโคปที่กว้างออกไปปรากฏขึ้นในใจของทั้งคู่

“เราได้ไปเรียนดำน้ำ scuba diving ที่เกาะมันในกันค่ะ เป็น diving สำหรับลงไปปลูกปะการัง แล้วหนูได้เจอเต่า หนูมีความสุขมาก แฮปปี้ที่ได้เห็นเต่าอยู่ตามธรรมชาติ เขาดูมีความสุขที่ได้อยู่บ้านของเขา เราก็เลยรู้สึกว่าเรามีความรับผิดชอบ ที่จะต้องดูแลพวกเขา” น้องเอมกล่าว

“เราไปดูที่ศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่ง ที่เกาะมันใน ไปดูเต่าทะเลที่นั่น ว่าปัญหาของเขามีอะไรบ้าง และเต่าที่นั่นต้องการอะไร เพราะการที่เต่าตาย และมีจำนวนลดลง จริงๆ ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเยอะมากครับ เต่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศใต้น้ำ อย่างเช่น ช่วยควบคุมไม่ให้มีแมงกะพรุนมากเกินไป ช่วยกำจัดสาหร่ายที่มีเยอะเกิน และยังช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง และอีกหลายๆ อย่าง ถ้าไม่มีเต่า ระบบนิเวศใต้น้ำของเราก็จะล้มเหลวครับ” พี่อินกล่าว

โครงการ Below the Tides : Zero Starving Sea Turtles (อิ่มท้องน้องเต่า) เริ่มต้นขึ้น ผ่านทาง ‘เทใจดอทคอม’ โดยผ่านเพื่อนคุณแม่ แล้วสองพี่น้องก็เริ่มลงมือทำ

“เราเปิดรับบริจาคผ่านทางเทใจครับ และบางครั้งเราก็มีไปออกบูธทำเสื้อขายด้วย เพื่อระดมเงินเข้าผ่านทางเทใจ และเมื่อครบจำนวนที่เราตั้งไว้ คือ 660,000 บาท เราก็จะนำไปให้ทางศูนย์วิจัยฯ (ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) เพื่อจะได้ใช้เงินตรงนี้ดูแลลูกเต่าที่เขาอนุบาลไว้ เลี้ยงจนเต่าโตแข็งแรง และนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติครับ โอกาสรอดของเต่าทะเลจะมีมากขึ้น ก็ต่อเมื่อถูกปล่อยในช่วงวัยที่เหมาะสม นั่นคือ ‘โตเต็มวัย’ ซึ่งต้องใช้เวลาในการอนุบาลกว่า 200 วัน แต่เราได้ไปศึกษาข้อมูลที่ศูนย์วิจัยฯ ที่นั่นจะมีบ่อหลายขนาด มีตั้งแต่บ่อเลี้ยงเต่าตัวเล็กๆ จนถึงตัวใหญ่มาก กระดองยาวประมาณเมตรกว่าๆ คือเราจะเห็นได้เลยว่าในบ่อของตัวเล็กๆ จะมีเยอะกว่ามาก แต่พอโตมาจริงๆ จะเหลือแค่ 2-3 ตัวที่อยู่ในบ่อ เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง และเรื่องของอาหารที่ไม่เพียงพอ เพราะเต่ากินเยอะครับ พี่ๆ ที่ศูนย์ก็เลยจำต้องปล่อยเต่าไปก่อนกำหนด เพราะเลี้ยงไว้ก็อาจจะเสียชีวิตได้ ปล่อยไปอาจจะมีโอกาสรอดได้มากกว่า เราจึงทำโครงการนี้ เพื่อนำเงินไปให้กับทางศูนย์วิจัยฯ เพื่อที่จะสามารถเลี้ยงเต่า ได้จนโตเต็มวัย ในจำนวนที่มากขึ้นได้ครับ” พี่อินกล่าว

“ค่าอาหารเต่าแต่ละตัว จะตกวันละ 30 บาทค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลี้ยงดูเต่าจนโตพอที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย เพิ่มจำนวนเต่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้มีมากขึ้น เราต้องใช้เวลาอนุบาลเขาประมาณ 200 วัน เพื่อให้เต่ามีน้ำหนักได้ประมาณ 2 กิโลฯ ความยาวประมาณ 30 ซม. นั่นเท่ากับว่าเราต้องใช้เงินดูแลเต่า ตกตัวละ 6,000 บาท ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ” น้องเอมกล่าวเสริม

แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ทั้งคู่ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน

“อุปสรรคงจะเป็นเรื่องของการกระจายข่าว การประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะว่าเราไม่รู้จะทำยังไงให้ทุกคนรู้จักโครงการนี้ แต่แล้วเราก็ดีใจมากๆ เลยค่ะ ที่มีโอกาสได้ทำงานกับพี่ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ (มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2023) เพราะพี่เขามีคนติดตามเยอะมาก ก็ดีใจที่ได้พี่เขามาช่วยชักชวนทุกคนให้ช่วยเหลือเต่ากันค่ะ” น้องเอมกล่าว

“อินและเราก็ยังได้รับการสนับสนุนจาก ‘กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ ด้วยครับ หลังจากที่ได้ไปเข้าพบ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เพื่อนำเสนอโครงการนี้ และทางกระทรวงก็อยากช่วยสนับสนุน เพราะไม่ค่อยมีเด็กๆ ที่ตั้งใจอยากช่วยสิ่งแวดล้อมจริงจังแบบนี้ และเห็นว่าตรงนี้จะกลายเป็น ‘Role Model’ (ต้นแบบ) ให้กับเด็กคนอื่นๆ ได้อีกด้วยครับ”

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป ทั้งอินและเอมจึงอยากเชิญชวนทุกคนให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ที่ถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตอนนี้โลกเราร้อนขึ้นทุกๆ ปี น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ส่วนของทะเลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นดินค่อยๆ หายไป ผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่าทุกอย่างที่เราทำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ก็อยากจะให้ทุกคนคิดก่อนทำครับ” พี่อินกล่าว

“อยากให้ทุกคนมองว่า ถึงจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราแค่เริ่ม และพยายามช่วย ก็ถือว่าเราได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้วค่ะ หรือจะเริ่มต้นด้วยการบริจาคให้กับโครงการอิ่มท้องน้องเต่าก็ได้นะคะ โดยสามารถบริจาคผ่านทางเว็บไซต์เทใจดอทคอม ซึ่งทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าจะเยอะหรือน้อย ก็ล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตของเต่าทุกตัวค่ะ” น้องเอมกล่าวทิ้งท้าย

ความตั้งใจอันแรงกล้าของเด็กๆ ทำให้เราต้องย้อนกลับมามองตัวเอง… วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อโลก เพื่อสิ่งแวดล้อมบ้างหรือยัง?

ติดตามความคืบหน้าและเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกทะเลได้ที่
เทใจ : https://taejai.com/th/d/below-the-tides-zero-starving-sea-turtles_an/
Facebook : https://www.facebook.com/BelowtheTides?mibextid=LQQJ4d
Website : www.belowthetides.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top