Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

‘เคทีซี’ เปิดตัว ‘บัตรเครดิตดิจิทัล’ ตั้งเป้า 1 แสนใบในปีนี้ พร้อมเผยเพิ่มชำระขั้นต่ำ 5% เป็น 8% ไม่กระทบเป้ารวม

(4 ม.ค.67) นางประณตยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า เคทีซีได้เปิดตัว ‘บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล’ (KTC DIGITAL CREDIT CARD) นวัตกรรมของความปลอดภัยขั้นกว่าครั้งแรกในประเทศไทยด้วย 3 จุดเด่น ดังนี้…

- Digital First สมาชิกสามารถใช้จ่ายได้ทันทีหลังได้รับการอนุมัติกับการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการสแกนจ่ายด้วย QR Pay และผูกบัตรกับระบบชำระเงินบนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กูเกิล เพย์ (Google Pay) หรือ สวอทช์ เพย์ (Swatch Pay) เป็นต้น

- Dynamic CVV ตัวเลขหลังบัตรที่เป็นรหัสความปลอดภัย จะเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีการร้องขอและสามารถใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมงต่อการขอ 1 ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวนการขอ) เพื่อสร้างความมั่นใจให้สมาชิกเมื่อใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผูกบัตรที่ร้านค้าออนไลน์ ด้วยเลขหลังบัตร (CW) เพื่อยืนยันการชำระค่าสินค้าหรือบริการ 

- Numberless Card บัตรพลาสติกใสโปร่งแสง ไม่มีหมายเลขบนหน้าบัตร และไร้แถบแม่เหล็ก เพื่อเสริมความปลอดภัยเมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรที่ร้านค้าทั่วไป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวบนหน้าบัตร

"ปัจจุบันตัวเลขการใช้งานของผู้ถือบัตรเครดิตเคทีซีเปลี่ยนแปลงไป โดยมีสัดส่วนผู้ใช้บัตรในการใช้จ่ายซื้อสินค้า-บริการ 46% และผู้ที่ไม่ยื่นการ์ดในการใช้จ่ายเท่ากับ 55% จากช่วงก่อนโควิดที่มีสัดส่วน 70% และ 30% เนื่องมาจากความนิยมในการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ความกังวลในเรื่องการถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลจากบัตรเครดิตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การออกบัตรเคทีซี ดิจิทัลถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยของบัตรเครดิต โดยจะช่วยลดความกังวลให้ลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต ซึ่งจะรองรับการใช้ทั้งช่องทางดิจิทัล และการใช้บัตรพลาสติกที่เป็น Number Less ซึ่งจะแก้ pain point ของผู้ถือที่กังวลเรื่องตัวเลขสำคัญที่หลังบัตร"

นางประณตยา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเคทีซีมีมาร์เกตแชร์ประมาณ 12% จากมูลค่ารวมการใช้ของอุตสาหกรรมที่ 2.2 ล้านล้านบาท เป้าหมายในปีนี้คาดการณ์ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 15% จากปีก่อนที่เติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายที่ 10% เล็กน้อย มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 1.3% ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ประมาณ 3% และตั้งเป้าหมายยอดบัตรใหม่ในปีนี้ที่ 230,000 บัตร ซึ่งจะรวมถึงบัตร Digital ที่ตั้งเป้าไว้ 100,000 บัตรด้วย โดยในขณะนี้จะเริ่มต้นจากบัตรแพลทินัม และหากผลตอบรับดีไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำต่อเนื่องไปสู่บัตรอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันเคทีซีมีจำนวนบัตร 2.62 ล้านบัตร เป็นบัตรแพลทินัม 2.28 ล้านบัตร โดยแบ่งเป็นบัตรเครดิตวีซ่า แพลทินัม 60% และบัตรเครดิตแพลทินัม มาสเตอร์การ์ด 40%

สำหรับการกำหนดเพิ่มการชำระขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% นั้น ไม่น่าจะกระทบมากนัก โดยผู้ถือบัตรเคทีซีมีสัดส่วนจ่ายเต็มจำนวน 70% ที่เหลือจ่ายชำระไม่เต็มและส่วนใหญ่จ่ายสูงกว่า 5% ขณะที่ฐานลูกค้าของเคทีซีเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือนในสัดส่วน 65% อีก 35% เป็นกลุ่มรายได้ 30,000-50,000 บาท และ 50,000 บาทต่อเดือน ส่วนเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรมนั้น เคทีซียึดหลักการให้ข้อมูล เงื่อนไข ข้อกำหนดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว รวมถึงการไม่กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายหรือก่อหนี้อย่างเกินตัวอยู่แล้ว

ด้าน น.ส.สุชชวี บรรจบดี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดดิจิทัล ‘เคทีซี’ กล่าวว่า สมาชิกต้องการบัตรพลาสติกสามารถแสดงความประสงค์ขอรับบัตรผ่านแอป KTC Mobile ได้ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่โหลดแอป KTC Mobile ทั้งสิ้นประมาณ 2.2 ล้านราย คิดเป็น 88% ของจำนวนสมาชิกทั้งพอร์ต โดยแอป KTC Mobile จัดเป็นช่องทางที่สมาชิกเข้ามาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนพฤติกรรมของสมาชิกที่มีความคุ้นชินกับดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แอป KTC Mobile จึงถูกออกแบบให้เป็นช่องทางในการขอเพิ่ม ‘บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล’ สำหรับสมาชิกปัจจุบันเพียงกดปุ่มสมัครบัตร และเมื่อได้รับการอนุมัติสามารถใช้จ่ายทางออนไลน์ได้ทันที 

กรณีศึกษาอพยพผู้โดยสารสายการบินเจแปนฯ ได้อย่าง 'ปลอดภัย-รวดเร็ว' เพราะพนักงานฝึกฝนมาดี ผู้โดยสารก็ปฏิบัติตัวดี เชื่อฟังทุกคำแนะนำ

(4 ม.ค.67) จากกรณีเครื่องบินโดยสารแบบ แอร์บัส A350 ของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 516 (JAL) พุ่งชนเครื่องบินตรวจการณ์หน่วยยามฝั่งที่เตรียมไปช่วยผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหว จนไฟลุกท่วมคาสนามบินฮาเนดะ แต่ส่วนผู้โดยสารและลูกเรือเครื่องบินพาณิชย์ 379 ชีวิตปลอดภัยนั้น เหตุผลสำคัญมาจากผู้โดยสารต่างเร่งไปที่ประตูทางออกฉุกเฉินของเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้โดยที่ไม่ถือสัมภาระอะไรติดตัว ตามคำแนะนำของพนักงานบนเครื่องบิน

ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การไม่นำสิ่งของมีค่าหรือสัมภาระส่วนตัวไปด้วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การอพยพทั้ง 379 คนบนเครื่องเป็นไปได้อย่างราบรื่น ก่อนที่เครื่องบินจะถูกไฟลุกท่วมบนรันเวย์ที่สนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 516 ได้กลายเป็นลูกบอลติดไฟขนาดยักษ์หลังจากชนเข้ากับเครื่องบินของหน่วยยามชายฝั่งขณะกำลังลงจอด โดยผู้ที่อยู่บนเครื่องบินซึ่งลำเล็กกว่าของหน่วยยามชายฝั่ง 5 จาก 6 คน เสียชีวิต

การอพยพผู้คนอย่างไร้ที่ติของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและผู้ที่เคยเป็นลูกเรือของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์บอกกับบีบีซีว่า การอพยพที่ราบรื่นดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้เพราะพนักงานบนเครื่องได้นำการฝึกฝนที่ได้ทำมาอย่างเข้มงวดมาใช้ ส่วนผู้โดยสารก็ปฏิบัติตัวอย่างดีและเชื่อฟังคำสั่งด้านความปลอดภัย

“ผมไม่เห็นผู้โดยสารสักคนที่ลงเครื่องมาแล้วมีกระเป๋าติดตัวเลยสักคน...ถ้าคนบนเครื่องพยายามที่จะขนสัมภาระของตัวเองลงมาด้วยนั่นจะเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมาก เพราะว่ามันจะทำให้การอพยพเป็นไปได้ช้าลง” ศาสตราจารย์เอ็ด กาแล ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจากมหาวิทยาลัยกรีนิช กล่าว

ศาสตราจารย์กาแล ยังบอกด้วยว่า สถานะของเครื่องบินแอร์บัส A350 ลำดังกล่าว ยังทำให้การอพยพคนบนเครื่องเป็นไปได้ยากด้วย

“อุบัติเหตุนี้ห่างไกลจากสภาวะในอุดมคติที่คุณอยากให้เกิดขึ้นมาก ส่วนหัวของเครื่องบินทิ่มลงด้านล่าง ซึ่งหมายความว่ามันเป็นการยากสำหรับผู้โดยสารในเครื่องที่จะเคลื่อนที่” เขากล่าว

ทั้งนี้ มีสไลเดอร์ตรงทางออกฉุกเฉินเพียง 3 อันเท่านั้นที่ใช้การได้ แต่มันก็ไม่ได้ถูกกางอย่างเหมาะสมเนื่องจากลักษณะการลงจอดของเครื่องบิน สไลเดอร์ฉุกเฉินดังกล่าวยังชันมากด้วย ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ทางเจแปนแอร์ไลน์ยังระบุด้วยว่า ระบบกระจายเสียงในเครื่องบินลำดังกล่าวยังทำงานผิดปกติในระหว่างการอพยพด้วย ดังนั้นลูกเรือบนเครื่องจึงต้องใช้โทรโข่งและการตะโกนเอาแทน

ทางสายการบินยังระบุด้วยว่า มีผู้โดยสารหนึ่งคนที่มีรอยบอบช้ำ และอีก 13 คนที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์เที่ยวบินดังกล่าว เดินทางออกจากสนามบินในซัปโปโรในเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และลงจอดที่ฮาเนดะก่อนเวลา 18.00 น. เพียงไม่นาน สำหรับเครื่องบินของยามชายฝั่งที่ลำเล็กกว่านั้น มีแผนที่จะนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปให้เหยื่อจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในวันปีใหม่ ทั้งนี้ ยังคงมีการสืบสวนสาเหตุของการชนกันครั้งนี้อยู่

อดีตลูกเรือของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์คนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า ผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าวถือว่า “โชคดีอย่างสุดๆ”

“ฉันรู้สึกโล่งใจที่รู้ว่าผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย แต่เมื่อฉันเริ่มคิดเกี่ยวกับขั้นตอนในการอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันก็รู้สึกประหม่าและกลัวขึ้นมาทันที” เธอกล่าว “ขึ้นอยู่กับว่าเครื่องบินทั้งสองลำชนกันแบบไหน รวมถึงว่าไฟไหม้ลุกลามอย่างไร มันอาจจบลงด้วยเรื่องเศร้ากว่านี้ก็ได้”

ในสถานการณ์จริง มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้โดยสารไม่ตื่นตระหนก อดีตลูกเรือที่ขอไม่เปิดเผยนาม ระบุ

“แต่สิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จมันยากกว่าที่ใครจะจินตนาการออก ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาสามารถพาทุกคนหนีออกมาได้ เป็นผลมาจากการร่วมมือกันอย่างดีระหว่างลูกเรือและผู้โดยสารที่ปฏิบัติตามคำแนะนำ” เธอกล่าว

อดีตลูกเรือสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ผู้นี้ยังระบุด้วยว่า ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการฝึกการช่วยเหลือและอพยพที่เข้มงวดกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติงานบนสายการบินพาณิชย์ และการฝึกฝนดังกล่าวยังต้องฝึกซ้ำอยู่ทุกปี

“เราต้องผ่านการสอบข้อเขียน การอภิปรายกรณีศึกษา และการฝึกฝนสถานการณ์จำลองหลายๆ แบบ อย่างเช่นในสถานการณ์ที่เครื่องบินต้องลงจอดในน้ำ หรือถ้าเกิดมีไฟไหม้ในเครื่อง พนักงานหน่วยอื่นๆ ที่ดูแลรักษาเครื่องบินก็ต้องเข้าร่วมการฝึกนี้เช่นเดียวกัน” อดีตลูกเรือที่ออกจากบริษัทมา 10 ปีแล้ว กล่าว

นักบินอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานในสายการบินหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีโดยไม่ขอเปิดเผยตัวตนเช่นกันว่า การฝึกฝนอย่างเข้มงวดที่ลูกเรือต้องทำ ช่วยให้การอพยพเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“ผมต้องบอกว่ามันน่าทึ่งมาก ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีนี้คือ การฝึกฝนถูกนำมาใช้จริง คุณไม่มีเวลาคิดในสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นคุณแค่ทำไปตามสิ่งที่ได้ฝึกฝนมา” เขากล่าว

ทั้งนี้ สำหรับเครื่องบินโดยสารใดๆ ก็ตาม เพื่อที่จะได้รับใบอนุญาตในระดับนานาชาติให้ทำการบินได้ ผู้ผลิตเครื่องบินจะต้องแสดงให้เห็นว่าทุกคนที่อยู่บนเครื่องสามารถออกจากเครื่องบินได้ภายในเวลา 90 วินาที โดยการทดสอบเวลาในการอพยพบางครั้งมีการใช้ผู้โดยสารจริงมาทดสอบด้วย เขาระบุเพิ่มเติม

นักบินคนนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การควบคุมความปลอดภัยด้านการบินเข้มงวดขึ้นอย่างมากหลังจากเกิดเหตุไม่คาดฝันและความผิดพลาดในอุบัติเหตุครั้งก่อนๆ

ยกตัวอย่างเช่น การชนกันของเครื่องบินโบอิ้ง 747 สองลำที่สนามบินลอส โรดีโอ ในสเปนในปี 1977 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 583 คนและถือเป็นอุบัติเหตุด้านการบินที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นตอนที่นักบินต้องปฏิบัติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการสื่อสารทางวิทยุ ทั้งนี้ การชนกันดังกล่าวพบว่าเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างลูกเรือและเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์เคยพบเจอกับหายนะเช่นกันในเดือน ส.ค. 1985 เมื่อเที่ยวบิน 123 ที่มุ่งไปโอซากา บินชนภูเขาหลังจากออกจากสนามบินฮาเนดะในโตเกียวได้ไม่นาน สำหรับสาเหตุครั้งนั้นพบว่าเกิดจากการซ่อมบำรุงเครื่องบินที่ไม่สมบูรณ์โดยโบอิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินลำดังกล่าว ในอุบัติเหตุครั้งนั้น มีเพียง 4 คนจากคนบนเครื่องทั้งหมด 524 คนที่รอดชีวิต

ในปี 2006 เจแปนแอร์ไลน์ได้เปิดสถานที่ที่คล้ายกับพิพิธภัณฑ์ใกล้กับสนามบินฮาเนดะ และจัดแสดงซากความเสียหายจากอุบัติเหตุครั้งดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความตระหนักด้านความปลอดภัยให้กับพนักงานของสายการบิน

“ต่อหน้าความเจ็บปวดและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้สูญเสีย และความไม่เชื่อใจของสาธารณชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของสายการบิน (หลังเกิดอุบัติเหตุในปี 1985) เราให้คำมั่นว่าเราจะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก” สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ระบุ

“พนักงานทุกคนตระหนักดีกว่า ผู้โดยสารฝากชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่าไว้กับงานของเรา”

‘นายกฯ’ ยัน ‘แลนด์บริดจ์’ อยู่ในใจนานาชาติ ภายใต้จุดยืน ‘เป็นกลาง’ เพื่อเชื่อมโลกทั้งโลก

(4 ม.ค.67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่ 2

น.ส.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายตอนหนึ่งถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่า มีการประเมินว่าจะทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 ของทุกปี ซึ่งในงบฯ ปี 67 นี้ได้จัดทำเพื่อศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์รูปแบบการลงทุน และยังมีการตั้งงบฯ พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ให้มีความสมบูรณ์ และเมื่อโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นในอนาคต ตนหวังว่ารัฐบาลจะจัดงบฯ ในปี 2568 เพื่อรองรับการสร้างโอกาสให้โครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหัวใจของโครงการนี้จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น แล้วยังทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ เกิดความเจริญรอบๆโครงการ ซึ่งรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ชูธงโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการระดับโลก เพื่อให้เป็นเส้นทางเดินเรือของโลกโดยผ่านประเทศไทย

“โครงการนี้มาในเวลาที่ใช่ เพราะปัจจุบันช่องแคบมะละกาเริ่มแออัด โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นเส้นทางสำรองเชื่อมทั้งทางทะเล และทางบก ช่วยสร้างห่วงโซ่การขนส่งภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก พาประเทศไทยไปสู่การลงทุนสร้างความเจริญให้ประเทศ” น.ส.ศรีญาดา กล่าว

ต่อมาในเวลา 12.20 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เดินทางมาถึง พร้อมเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า โครงการดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ในหมุดหมายการผลิตของต่างประเทศทั่วโลก โดยหลายประเทศต้องการเข้ามาตั้งโรงงานในไทย แต่โรงงานผลิตหลายสินค้าไม่สามารถตั้งได้เพราะต้องการสร้างให้ใหญ่กว่านั้นเนื่องจากต้องส่งสินค้าไปทั่วโลก แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาตอนนี้ คือ ช่องแคบมะละกาที่แออัดและเกิดอุบัติบ่อยครั้ง ทำให้การขนส่งสินค้าต้องเข้าคิว และใช้เวลาจำนวนมาก อย่างไรก็ดีในช่วง 10-15 ปี เชื่อว่าจะมีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าสินค้าใช้เส้นทางเดินเรือเพิ่ม โดยช่องแคบดังกล่าวบริหารไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

“การทำแลนด์บริดจ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ปริมาณน้ำมันขนส่งทั่วโลก 60% ผ่านช่องแคบมะละกา หากมีปัญหาเรื่องขนถ่ายสินค้า รัฐบาลจึงตระหนักทำเรื่องแลนด์บริดจ์ และจุดยืนของเราคือ เป็นกลาง ความขัดแย้งระหว่างจีน และ สหรัฐอเมริกาที่มีความรุนแรง แต่เขาต้องค้าขาย เมื่อประเทศไทยเป็นกลางเสนอตัวทำแลนด์บริดจ์ เชื่อมโลกทั้งโลก และจีน-สหรัฐอเมริกาสามารถใช้เป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้าได้ดี” นายเศรษฐา ชี้แจง

นายกฯ ชี้แจงด้วยว่า การทำแลนด์บริดจ์ถือเป็นเรื่องจำเป็น แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยต่อเสียงประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลดำเนินการสำรวจความคิดเห็นรับฟังความเห็น พรรคร่วมฝ่ายค้าน ภาคประชาคม และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักธุรกิจทุกคน ให้แน่ใจว่าโครงการดังกล่าวว่า เป็นเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญของโลก นอกจากนี้โครงการแลนด์บริดจ์ยังทำให้หลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ที่มีความมั่นคงด้านพลังงานอยากเข้ามาลงทุน สร้างโรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน และมีความพร้อมยืนในโลกที่ขัดแย้ง พึ่งตนเองได้ ให้ชีวิตประชาชนยกระดับ

‘โยอิจิ ทากาฮาชิ’ ผู้วาดมังงะในตำนาน ‘กัปตันซึบาสะ’  ประกาศรีไทร์จากวงการการ์ตูนอย่างเป็นทางการ

(4 ม.ค.67) กลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการมังงะญี่ปุ่นในทันที เมื่อ อ.โยอิจิ ทากาฮาชิ (Yoichi Takahashi) นักวาดมังงะรุ่นเก๋า เจ้าของผลงานมังงะฟุตบอลชื่อดังระดับโลกอย่าง กัปตันซึบาสะ (Captain Tsubasa) ประกาศรีไทร์จากวงการการ์ตูนอย่างเป็นทางการ ปิดฉากตำนาน 43 ปี ด้วยปัญหาสุขภาพ

โดยทางเว็บไซต์ คอมมิคบุ๊ค (comicbook) ได้ออกมารายงานว่า เหตุผลที่ อ.โยอิจิ ทากาฮาชิ ตัดสินใจเลิกเขียนมังงะมาจากอายุที่มากขึ้นของเขา (64 ปี) ทำให้อาจาร์ย์ทำงานออกมาได้ช้าลงอย่างมาก รวมไปถึงสายตาที่ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดและวาดลงเล่นได้เท่าเดิมอีกด้วย

อ.โยอิจิ ได้เผยว่า “ผมคิดว่าผมยังมีสุขภาพที่ดี แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผมจะวาดภาพได้ช้าลง และสายตาก็ไม่ดีเหมือนก่อน” พร้อมกล่าวอีกว่า การจากไปอย่างกะทันหันของ อ.มิตสึชิม่า ชินจิ เจ้าของผลงานชื่อดังอย่าง ‘อิคคิวซัง’ ที่เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี 2022 ที่ผ่านมา คือ อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อาจารย์ตัดสินใจแขวนปากกาในครั้งนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อ.โยอิจิ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เขาได้เตรียมร่างต้นฉบับในภาค ‘ศึกฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย’ ไว้คร่าวๆ แล้ว เผื่อในอนาคตจะมีนักวาดมังงะ หรือ เทคโนโลยี AI มาสานต่อความฝันให้สำเร็จในที่สุด

“แม้จะเป็นแบบฉบับร่าง แต่ถ้าผมทิ้งเรื่องราวไว้ บางทีในอนาคตด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า AI อาจจะสามารถสร้างมังงะ กัปตันซึบาซะ ตามสถานการณ์ได้ หรือถ้าผมได้จากโลกนี้ไปแล้วนักวาดคนอื่นๆ จะสามารถทำต่อไปได้”

อ.โยอิจิ กล่าวอีกว่า “ในฐานะนักเขียนการมีซีรีส์กัปตันซึบาสะ ทั้งมังงะและอนิเมะ เป็นหนึ่งในความปรารถนาของผมและหากเรื่องราวทั้งหมดจนถึง ซึบาสะยกถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมะจริงๆ นั่นคงจะเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับผมมากครับ”

อย่างไรก็ตาม แม้จะรีไทร์งานเขียน แต่เชื่อว่า ทาง อ.โยอิจิ คงยังไม่ทิ้งจิตวิญญาณอีกส่วนของ กัปตันซึบาสะ โดยอาจหันไปมุ่งมั่นกับการพาทีมฟุตบอลในชีวิตจริงอย่าง ‘นันคัตสึ เอสซี’ ทีมฟุตบอลบ้านเกิดที่เขามีส่วนร่วมตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของในปี 2019 และได้ตั้งชื่อตามทีมโรงเรียนในสึบาสะในการ์ตูน ให้เลื่อนชั้นขึ้นชั้น เจลีก ดิวิชัน 1 ให้ได้อีกด้วย

สำหรับ Captain Tsubasa: Rising Sun และ Captain Tsubasa: Memories จะจบลงในนิตยสาร Captain Tsubasa Magazine ฉบับที่ 20 ในเดือนเมษายน 2024 นี้

‘สตาร์บัคส์’ โอด!! ต้นทุนเพิ่ม ขอขึ้นบางเมนู 5-10 บาท หลังขึ้นครั้งล่าสุดปี 2563 เคาะ!! 4 ม.ค.67 เริ่มวันแรก

(4 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านกาแฟ สตาร์บัคส์ เตรียมปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มและอาหาร บางรายการในระดับประมาณ 5-10 บาท เริ่มต้นวันที่ 4 มกราคม 2567 นี้ เป็นวันแรก

โดยจากการสอบถามพนักงานร้าน ระบุว่า สินค้าที่ขึ้นราคาประกอบด้วย เครื่องดื่มปั่นทุกเมนู ส่วนเครื่องดื่มอื่น ๆ บางเมนูขนาด Tall จะยังคงเป็นราคาเดิม ส่วนกลุ่มอาหารจะขึ้นราคา เช่น แซนด์วิชจะขึ้นเป็นบางรายการ

การปรับราคาครั้งนี้จะมีผลในทุกช่องทางทั้งหน้าร้านและการสั่งออนไลน์ผ่านแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LINEMAN, Grab ฯลฯ

ขณะที่สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังไม่ให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ แต่แหล่งข่าวรายหนึ่ง อธิบายว่า การปรับขึ้นราคาเป็นผลจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้ต้องปรับราคาขายให้สัมพันธ์กับต้นทุน

อย่างไรก็ตาม พร้อมการปรับขึ้นราคานี้ สตาร์บัคส์ได้เปิดตัวเมนูใหม่ 4 เมนู คือ ไอซ์ เวียนนา ครีมมี ลาเต้, เวียนนา ครีมมี แฟรบปูชิโน่, ไอซ์ ฮันนี่ พลัม เพียว มัทฉะ ลาเต้ และ ไอซ์ พีช พลัม เพิร์ลส อู่หลง

รวมถึงขนมสำหรับเทศกาลวาเลนไทน์อีกหลายเมนู อาทิ ช็อกโกแลตลาวาเค้ก, มาการองราสเบอร์รี่, โดนัทสอดไส้ราสเบอร์รี่, บราวนี่คัพรสช็อกโกแลต และอื่น ๆ

ทั้งนี้ที่ผ่านมาสตาร์บัคส์ ประเทศไทย เคยปรับขึ้นราคาในระดับประมาณ 5 บาท มาแล้ว อาทิ เมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 2.5 ปี โดยขึ้นราคาทุกรายการยกเว้นเมนูปั่น ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนสินค้า

‘Bolt’ เปิดตัวมาตรการรักษา ‘ความปลอดภัย’ ในไทย เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบใบหน้าคนขับ - ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉิน

(4 ม.ค. 67) โบลท์ (Bolt) ผู้นำด้านแอปพลิเคชันการเดินทางจากยุโรปประกาศเปิดตัวมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในประเทศไทยในวันนี้ โดยมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยนี้จะประกอบไปด้วย การตรวจสอบภาพถ่ายหน้าของคนขับ และมาตรการความปลอดภัยในระหว่างการเดินทางสำหรับการเดินทางผ่านยานพาหนะในแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ขับขี่เเละผู้โดยสารจากฝ่ายด้านความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกอบรมภายในบริษัท

โดยการตรวจสอบภาพถ่ายหน้าของคนขับ เป็นมาตรการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่ และลดการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวมในการใช้บริการของทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ผ่านแอปพลิเคชันโบลท์

และภายในมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมในการเดินทาง โบลท์จะมีระบบในการเชื่อมต่อกับผู้โดยสารและคนขับผ่านแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติ เมื่อยานพาหนะหยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลาที่ผิดสังเกต เพื่อเป็นการยืนยันว่าทั้งผู้โดยสารเเละผู้ขับขี่ไม่ตกอยู่ภายในอันตรายใดๆ ซึ่งระบบจะให้ทางผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับตัวเลือกในการโทรติดต่อกับศูนย์บริการฉุกเฉินโดยตรง ให้ข้อมูลของการเดินทาง และขอความช่วยเหลือจากโบลท์ได้ด้วยการแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน

ในอนาคตโบลท์มีการวางแผนที่จะนำระบบตรวจสอบความปลอดภัยในการเดินทางอื่นๆ เพิ่มเติมในการใช้งานแอปพลิเคชัน เช่น การแจ้งเตือนเมื่อมีการออกนอกเส้นทางและการสิ้นสุดการเดินทางที่ล่าช้า

โดยมาตรการในอนาคตเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนต่อเนื่องของโบลท์ในการพัฒนาทางด้านความปลอดภัยในแพลตฟอร์มของตน เพื่อให้โบลท์สามารถให้การสนับสนุนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือในการระบุและป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้

นอกจากนี้ ระบบที่ช่วยให้การเดินทางของโบลท์ปลอดภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารมีเพิ่มเติมดังนี้

ระบบความปลอดภัย (Safety Toolkit) ภายในแอปพลิเคชัน เช่น การแชร์ทริปเพื่อแบ่งปันตำแหน่งที่ตั้งแบบเรียลไทม์กับเพื่อนและครอบครัว
ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉิน (Emergency Assist) เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารสามารถแจ้งให้หน่วยงานตำรวจท้องถิ่นทราบโดยรวดเร็วและเป็นส่วนตัวในกรณีที่ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายในระหว่างการเดินทาง และรายงานไปยังทีมสนับสนุนลูกค้าของโบลท์

นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย ได้กล่าวว่า “สำหรับโบลท์ ความปลอดภัยคือความสำคัญอันดับต้นๆ และเรามีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในผลิตภัณฑ์และการเพิ่มมาตรการสำหรับระบบความปลอดภัยในแอปพลิเคชันของโบลท์ เพื่อนำเสนอให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีประสบการณ์การเรียกรถที่มีคุณภาพที่ดี การเพิ่มมาตรการใหม่เกี่ยวกับการตรวจสอบความปลอดภัยในการเดินทางคือการพัฒนาล่าสุดในความพยายามต่อเนื่องของเราที่จะทำให้การขอความช่วยเหลือสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นไปได้โดยง่ายที่สุดเมื่อมีความต้องการในระหว่างการเดินทางของโบลท์ และระบุสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยป้องกันการเกิดอันตรายของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร”

การเปิดตัวมาตรการใหม่ทางด้านความปลอดภัยของโบลท์ขณะโดยสารเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระยะยาวของการพัฒนา เพื่อสนับสนุนทีมความปลอดภัยของ Bolt ในการตรวจสอบทุกสิ่งที่ผิดปกติเมื่อการโดยเริ่มต้นผ่านแอปพลิเคชัน

นอกจากนี้ บริษัทได้นำมาตรการต่อไปนี้เข้าสู่แอปพลิเคชัน เพื่อให้ลูกค้าของโบลท์ได้รับประสบการณ์การโดยสารที่ปลอดภัย และโบลท์กำลังนำเสนอมาตรการและระบบความปลอดภัยเพิ่มเติมในแอปพลิเคชันที่หลากหลายซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยมีมาตรการความปลอดภัยดังนี้ :

ปุ่ม SOS: ช่วยให้ผู้โดยสารและคนขับสามารถติดต่อกับตำรวจได้โดยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว
แชร์ทริปของฉัน: คุณลักษณะนี้ช่วยให้ผู้โดยสารและคนขับสามารถแชร์ลิงก์ของข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ของพวกเขา
ระบบ unmatch คนขับและผู้โดยสาร: หากผู้โดยสารหรือคนขับให้คะแนนทริปของพวกเขาด้วยดาวเพียงดวงเดียว ผู้ถูกร้องเรียนจะไม่สามารถให้บริการหรือรับบริการจากผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่รายเดิมโดยอัตโนมัติ

‘อิหร่าน’ เดือด!! ประกาศแก้แค้นกลุ่มผู้ก่อการอย่างถึงที่สุด หลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดกลางงานรำลึก ‘กาเซม โซเลมานี’

สื่ออิหร่านรายงานข่าวด่วน เหตุลอบวางระเบิดถึง 2 ครั้งในงานรำลึกการเสียชีวิตของนายพล กาเซม โซเลมานี ผู้นำของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRCG) ที่เมืองเคอร์มาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 95 คน รัฐบาลอิหร่านประกาศ จะแก้แค้นกลุ่มผู้ก่อการอย่างถึงที่สุด

ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดเหตุระเบิดถึง 2 ครั้ง ใกล้กับอนุสรณ์สถานของนายพล กาเซม โซเลมานี ที่มีการจัดงานรำลึกประจำปีให้กับอดีตผู้นำสูงของกองกำลัง IRCG ที่ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยโดรนพิฆาตของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020 ขณะกำลังเดินทางเยือนอิรัก โดยงานรำลึกในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4

สื่ออิหร่านรายงานว่า เหตุระเบิดลูกแรก เกิดขึ้นช่วง 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในบริเวณด้านหน้าสุสานผู้พลีชีพ ใกล้ ๆ กับมัสยิด Saheb al-Zaman ส่วนระเบิดลูกที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้น 15 นาที และห่างจากระเบิดจุดแรกเพียง 700 เมตรเท่านั้น โดยมีเจตนาสังหารผู้คนที่กำลังวิ่งหนีอย่างโกลาหลหลังจากเกิดเหตุระเบิดลูกแรก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 95 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในอิหร่าน ในรอบ 42 ปี 

ด้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี สาบานว่าจะล้างแค้น กลุ่มอาชญากรที่ก่อเหตุระเบิดนองเลือดครั้งนี้อย่างถึงที่สุด หลายประเทศ รวมถึงรัสเซียและตุรกี ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว ในขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้สอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ให้ได้

แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มก่อการร้ายใด ออกมาแสดงตนอ้างตัวเป็นผู้ความรับผิดชอบ แต่คาดเดาว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาหรับ หรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายจิฮัด และ ISIS เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการก่อเหตุ และ การก่อความไม่สงบหลายครั้งในอิหร่านที่ผ่านมา 

แต่ก็มีไม่น้อยที่ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของหน่วยลับจากอิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา เนื่องจาก อิหร่าน ประกาศตนเป็นปฏิปักษ์กับอิสราเอล และ สหรัฐฯ อีกทั้งยังเป็นประเทศหลักที่ผลักดันให้เกิด กลุ่ม Axis of Resistance - พันธมิตรแห่งการต่อต้าน เพื่อสนับสนุนกลุ่มฮามาส ในการต่อต้านการรุกรานของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์

ด้าน แมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแถลงผ่านห้องประชุมผู้สื่อข่าวว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโจมตีในเมืองเคอร์มาน และไม่มีเหตุผลที่ต้องทำด้วย จึงขอให้เลิกสงสัยสหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เสีย 

เชื่อได้ว่า การก่อเหตุระเบิดรุนแรงในงานรำลึกนายพล กาเซม โซเลมานี มีเป้าหมายเพื่อทำลายขวัญของชาวอิหร่าน ที่จะมาเยือนสุสานของเขา แต่รัฐบาลอิหร่านยังยืนยันที่จะจัดงานรำลึกเป็นประจำทุกปี แม้อาจเสี่ยงเป็นเป้าหมายของการก่อเหตุรุนแรง ส่วนหนึ่งก็เพื่อยกย่องผู้นำของกองกำลัง IRCG แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการตอกย้ำพฤติกรรมก่อการร้ายข้ามชาติของสหรัฐอเมริกาให้ยังอยู่ในความทรงจำของชาวอิหร่านนั่นเอง 

การทำรัฐประหารของ พระเพทราชา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ | THE STATES TIMES Story EP.131

'พระเพทราชา' ทำรัฐประหาร 'สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แรกเริ่มเกิดจากจุดมุ่งหมายของพระเพทราชาจะกระทำการรัฐประหารเพื่อกำจัดอิทธิพลของฝรั่งเศสโดยการนำของ 'ออกญาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน' ซึ่งกำลังชักนำอยุธยาไปเป็นเมืองขึ้น แล้วจะยกให้พระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่การณ์ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะการประชุมเพื่อยึดอำนาจในตึกพระเจ้าเหานั้นถูกออกหลวงสรศักดิ์ผู้เป็นบุตรชายควบคุม เพื่อยกราชบัลลังก์ให้แก่พระเพทราชา เป็นการจบราชวงศ์ปราสาททองเข้าสู่ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

"บิ๊กโจ๊ก"ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น กวดขันพนง.ขับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลปีใหม่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดในพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลปีใหม่ เน้นย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด และปรับปรุงจุดเสี่ยงในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ไม่ให้เป็นจุดเสี่ยง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 66 ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารขอนแก่น แห่งที่ 3 ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ภายใต้การอำนวยการของ นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น มอบหมายให้ นายยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น ให้การต้อนรับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ในโอกาสมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดในพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567  โดยมี พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น, นายพงศ์ธร จันทราธิบดี ขนส่งจังหวัดขอนแก่น , นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย รองนายก อบจ.ขอนแก่น ,หน.สนง.ปภ.ขอนแก่น ,จนท.สนง.ขนส่งจังหวัด, หน.สถานีรถโดยสาร ร่วมรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง.ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจในการคุมเข้มในการดูแลกำกับการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ตัวเลขสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปีนี้นั้นลดลงกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการเห็นประชาชนคนไทยมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และเน้นหนักในเรื่องความปลอดภัยเป็นที่สุด ทั้งในสถานการณ์ปกติและในช่วงเทศกาลต่างๆ ประชาชนต้องปลอดภัยให้มากที่สุด เกิดอุบัติเหตุต่ำสุด น้อยที่สุดแต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลยังต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อที่จะทำให้ตัวเลขสถิติการการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตลดน้อยลงที่สุดให้ได้

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  กล่าวด้วยว่า ในส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องปรุบปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด และปรับปรุงจุดเสี่ยงในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ไม่ให้เป็นจุดเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รถสกายแล็ป ที่มักจะเกิดเหตุบ่อยที่สุด เกิดจากขับรถเร็วและไม่ใส่หมวกกันน็อก ขับรถย้อนศร ใช้รถยนต์ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ในส่วนของประชาชนที่ยังตกค้างใน บขส.นั้น ในวันที่ 4 ม.ค. 2567 จะต้องได้กลับเข้ากรุงเทพฯ กันทุกคน และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างเด็ดขาด เพราะวันนี้ตนและทุกหน่วยงานได้มาส่งทุกท่านเดินทางให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัยทุกคน

พระเพทราชา 'พระเอก' หรือ 'ผู้ร้าย' ? | THE STATES TIMES Story EP.132

พระเพทราชา ผู้ได้รับการขนาน ว่า 'พระมหาบุรุษ' กลายเป็นนักบุญผู้ทรงศีลสุขุมล้ำลึก ต้องการปกปักพระศาสนา ช่วยกอบบ้านกู้เมืองให้พ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส พระเพทราชา จึงกลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ในสายตาของนักการศึกษาด้านพุทธศาสน์และนักประวัติศาสตร์สายอนุรักษนิยม

แต่ทว่าอีกมุมหนึ่ง นักประวัติศาสตร์เชิงรัฐประศาสนศาสตร์ กลับมองว่าการสังหารโหดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศส และการขับไล่ฝรั่งดั้งขอให้พ้นหูพ้นตานั้น นำไปสู่ 'การแช่แข็งสยามประเทศ' อยู่ช่วงระยะหนึ่ง และต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว กว่าจะก้าวเดินให้ทันเพื่อนบ้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า และการศึกษา นั้น เกิดจากวิสัยทัศน์ 'ล้าหลังคลั่งชาติ' แท้เชียว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top