Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

กองสารนิเทศปล่อยคลิปเตือนภัยเพื่อความปลอดภัย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ได้ “เนค นฤพล” หรือ “อ้ายเจิด” จากภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ร่วมเตือนภัยฯ

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ตลอดจนเสริมสร้างวินัยการใช้รถใช้ถนน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ประชาชนเดินทางท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือน้อยที่สุด จากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ ขับรถในขณะที่ร่างกายไม่มีความพร้อมในการขับขี่ ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ชำนาญเส้นทาง ขาดวินัยในการขับขี่ และขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด   

กองสารนิเทศจึงได้จัดทำโครงการผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2567 เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้ ปลุกจิตสำนึกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจร และรณรงค์ส่งเสริมให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงถนนเส้นทางหลักมาใช้เส้นทางเลี่ยง หรือเส้นทางลัด พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่ด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมการขับขี่และการใช้รถใช้ถนนร่วมกันอย่างถูกต้อง เพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่จะเดินทางออกไปต่างจังหวัด ก่อนกำหนดวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยได้ผลิตคลิปสปอตประชาสัมพันธ์รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ชุด “สัปเหร่อ” ความยาว 1 นาที โดยมี “เนค นฤพล” นักแสดงนำผู้รับบท “อ้ายเจิด” จากภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” เป็นผู้ออกมาเตือนสติให้กับประชาชนในการใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยว ผ่านสอปตประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้ โดยผ่านช่องทางสื่อสารมวลชน สื่อโซเชียล สื่อประชาสัมพันธ์ภายในสถานีรถไฟกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีรถไฟฟ้า และภายในขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จออัจฉริยะบริเวณทางแยก และป้อมจราจร  

ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า จากเนื้อหาที่นักแสดงสื่อออกไปตามบทของสปอตนี้ ทางกองสารนิเทศเชื่อว่า จะเป็นช่องทางหรือสื่อหนึ่งที่จะสามารถเตือนสติให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทาง หรือสังสรรค์ฉลองปีใหม่ 2567 นี้ ได้

‘LINE TODAY’ เผยโพลรวมประเด็นฮอตฮิตแห่งปี 2023 กระแส ‘แด๊ดดี้พิธา’ แรง!! ครอง ‘ข่าว-นักการเมืองแห่งปี’

(27 ธ.ค. 66) LINE TODAY เผยผลสำรวจ ‘LINE TODAY POLL OF THE YEAR 2023’ ซึ่งถือเป็นโพลแห่งปีที่รวมแง่มุมและประเด็นฮิต ให้เหล่ามหาชนออนไลน์ร่วมโหวตเมื่อวันที่ 4 - 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยหัวข้อน่าสนใจมากมายดังนี้ 

1. สังคมจับตาข่าวพิธาหลุดนายกฯ มาแรงอันดับ 1 ‘ข่าวแห่งปี 2023’

ยกให้เป็นข่าวเด่นประเด็นร้อนที่สุดของปี โหวตข่าวพิธาถือหุ้น ITV หลุดตำแหน่งนายกฯ และโดนสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ หลังจากชนะเลือกตั้งปี 66 ที่ผ่านมา ด้วยผลโหวต 28.03% รองลงมาเป็นข่าวสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส 10.18% และอันดับสาม ข่าวเยาวชนวัย 14 กราดยิงศูนย์การค้า 10.1%

นอกจากนี้ โพลอื่น ๆ ที่ผ่านมา ยังเผยผลสำรวจจากเหตุการณ์กราดยิงนี้ พบว่า การแจ้งเตือนฉุกเฉินที่ชัดเจน เข้าใจง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนถึง 40.77% ขณะที่มองว่า ‘เกม’ ส่งผลร่วมกับปัจจัยอื่น ก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ที่ 63.3%

2. ปีทองวอลเลย์บอลหญิงไทย โดนใจ ‘ข่าวกีฬา’ แห่งปี

ถือเป็นปีทองของเหล่านักตบลูกยางหญิงไทย ที่สร้างชื่อเสียงและความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติหลายรายการ อาทิ เหรียญทองกีฬาซีเกมส์ 2023, แชมป์เอเชีย 2023 สมัยที่ 3 และเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ จนได้รับการโหวตให้เป็นที่สุดแห่งปีด้านเหตุการณ์ข่าวกีฬาถึง 29.15%

รองลงมาเป็นเหตุการณ์ชวนลุ้นเพราะคะแนนคู่แข่งขึ้นผิดปกติจากระบบผิดพลาด ทำเอานักเทควันโดสาว ‘เทนนิส พานิภัค’ เกือบชวดเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 17.48% และวิว-กุลวุฒิ แบดมินตันชายเดี่ยวที่คว้าแชมป์แบดมินตันโลก 13.76%

3. พิธา-เศรษฐา-วราวุธ ‘นักการเมือง’ แห่งปี

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับการโหวตจากผู้ใช้ LINE TODAY ขึ้นแท่นที่สุดนักการเมืองแห่งปีที่ 36.35% อันดับ 2 เศรษฐา ทวีสิน 16.5% และอันดับ 3 วราวุธ ศิลปอาชา 13.4% สอดคล้องกับผลโหวตคะแนนนิยมทางการเมืองในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาที่นายพิธา ได้อันดับหนึ่ง 31.73%

ขณะที่โพลในอดีตในประเด็นคุณสมบัติของประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็พบว่า ‘มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์การเมือง’ เป็นข้อที่ถูกโหวตมากที่สุดถึง 54.06% ตามมาด้วย ‘มาจากพรรคเสียงข้างมาก’ 17.27%

4. แฟชั่นกางเกงช้าง ที่สุดของ ‘ซอฟต์ พาวเวอร์’ ไทย ครองใจทั้งไทยและเทศ

จากกระแสนโยบายการผลักดันซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ที่เข้มข้น ทำให้กางเกงลายช้างกลายเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ไทยที่มาแรงที่สุดแห่งปี ด้วยผลโหวตกว่า 26.94% ขณะที่ข้าวเหนียวมะม่วงยังคงได้รับอิทธิพลอย่างต่อเนื่องกว่า 17.96% ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไทย โดยเฉพาะพระพรหมและพระแม่ลักษมีก็ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในซอฟต์ พาวเวอร์มาแรงถึง 8.84%

5. ด้อมนางงาม-การเมือง สุดคึกคัก คว้า ‘แฮชแท็กแห่งปี’ แบบขาดลอย

นอกจากคอมมูนิตี้นางงามที่เติบโตไม่มีแผ่วในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ ยังพบว่า #อิงฟ้ามหาชน ของด้อมอิงฟ้า วราหะ ยังเป็นถูกโหวตให้เป็นแฮชแท็กแห่งปีด้วยคะแนนนำโด่งถึง 43.32% จากแรงเชียร์และแรงสนับสนุนที่เหนียวแน่น

ตามมาด้วยอันดับ 2 อย่าง #นายกคนที่30 ที่ 11.02% จากสถานการณ์เลือกตั้งปี 66 ที่คึกคักนานหลายเดือน ตามมาอันดับ 3 ด้วย #เลือกตั้ง66 ที่ 8.80%

6. แอนโทเนียชนะใจคนไทย สวมมงเบอร์หนึ่ง ‘ข่าวบันเทิง’ แห่งปี

สำหรับฝั่งบันเทิง ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ ผู้สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยในช่วงปลายปี สามารถคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 Miss Universe ชนะใจคนไทย ได้รับการโหวตให้เป็นที่หนึ่งข่าวบันเทิงแห่งปีด้วยผลโหวต 40.17% ปาดมงทุกข่าวบันเทิงขาดลอย

ตามด้วยข่าวเปิดใจคุยกันของนนกุล-แอฟ ทักษอร 14.84% และข่าวต้องเต ผู้กำกับหนัง ‘สัปเหร่อ’ ที่พาหนังไทยม้ามืดกวาดรายได้หลายร้อยล้าน ปลุกกระแสให้คนไทยกลับมาดูหนังไทยในปีที่ผ่านมา 19.34%

7. พีพี-บิวกิ้นตีคู่ ‘ศิลปินยอดนิยม’ แห่งปี

พีพี กฤษฏ์ ครองใจแฟนคลับเหนียวแน่น คว้าอันดับหนึ่งศิลปินยอดนิยมแห่งปีด้วยผลโหวต 39.81% ตามมาติดๆ ด้วย บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ที่ 36.13% และวง BUS - BECAUSE OF YOU I SHINE บอยแบนด์สุดปังจากรายการ 789 Survival 5.76% ซึ่งที่ผ่านมา พีพี ก็เคยได้รับการโหวตให้เป็นศิลปินยอดนิยมประจำเดือนกุมภาพันธ์กับผลงานเพลงลังเล ด้วยคะแนนขาดลอยเกินครึ่ง 54.37%

8. เจฟ ซาเตอร์ ‘ศิลปิน POPCORNER’ แห่งปีครองโหวตเกือบครึ่ง

เจฟ ซาเตอร์ นักร้องหนุ่มสุดฮอต ที่เคยมาเล่าเรื่องราวและเช็กอินในรายการ ‘POPCORNER’ บน LINE TODAY ติดอันดับหนึ่งศิลปินสุดเลิฟที่ชาวด้อมเทคะแนนโหวตให้มากที่สุด 42.03% รองลงมาเป็น ไลแคน (LYKN) วงบอยแบนด์ T-POP หน้าใหม่มาแรง 14.02% และตามมาติด ๆ กับอีกหนึ่งวงบอยแบนด์ไทยสุดฮอต พร็อกซี (PROXIE) เจ้าของเพลงฮิต ‘คนไม่คุย’ 13.67%

นอกจากนี้ ยังมีโพลในหัวข้อประเด็นต่างๆ ในสังคมที่มหาชนออนไลน์อยากส่งเสียงบอก โดยในหัวข้อปัญหาสังคมที่ควรแก้ไขด่วนที่สุด เรื่องปากท้อง-ค่าครองชีพนำมาเป็นอันดับ 1 (25.85%) ในหัวข้อสิ่งที่อยากให้หมดไปจากการเมืองไทย มหาชนทุ่มโหวตให้เรื่องคอรัปชัน (43.95%) และ ในหัวข้อค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด เป็นเรื่องค่าน้ำมัน (44.93%)

‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ ขึ้นป้ายสวัสดีปีใหม่ 67 ทั่วสงขลา แต่ไร้โลโก้ ปชป. คอการเมืองลือสนั่น!! หรือเลือกตั้ง อบจ.ปี 68 บ้านใหญ่จะหวนคืนสังเวียน?

(27 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวบรรยากาศการเมืองในจังหวัดสงขลา ก่อนการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 มีการพูดถึงพรรคการเมืองที่อยู่คู่ภาคใต้และจังหวัดสงขลามาอย่างยาวนานอย่าง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ (ค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม) ที่ภายหลังการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจบริหารในพรรค โดยทีมบริหารชุดเก่าแพ้ให้กับทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้การนำของ ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน มี ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ สส.สงขลา ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค พร้อมกับวลี ‘ตระบัดสัตย์’ เพราะเฉลิมชัยเคยลั่นวาจาไว้ว่า “ถ้าผลการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยกว่าเดิม (52 ที่นั่ง) จะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต”

แต่เฉลิมชัยกลับเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งหมายถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต แปลความได้ว่า ไม่ได้เลิกเล่นการเมืองจริง สมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งจึงทยอยลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

แฟนคลับประชาธิปัตย์ต่างมีความเห็นแตกต่างกันไปหลายฝ่าย โดยในจังหวัดสงขลามีการจับตาไปที่ ‘บ้านบุญญามณี’ ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่การเมืองในจังหวัดสงขลา ที่ขณะนี้ มีการขึ้นป้ายสวัสดีปีใหม่ 2567 ไปทั่วเมือง ในขณะที่เจ้าตัวเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว จ.แม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า รูปภาพสวัสดีปีใหม่ของนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ปรากฎรูปโลโก้พรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด รวมทั้งเมื่อสำรวจไปพื้นที่เขตอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ สส.ของ นายสรรเพชญ บุญญามณี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นลูกชายของนายนิพนธ์ก็ไม่มีโลโก้พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมเช่นเดียวกัน ทำให้เป็นที่พูดคุยกันในกลุ่มคอการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงเครือข่ายการเมืองต่างพูดคุยกันว่า มีความไม่ปกติใดเกิดขึ้นหรือไม่ หรืออนาคตจะไม่มี ‘บุญญามณี’ อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์?

นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาพป้ายสวัสดีปีใหม่ 2567 ของนายนิพนธ์ บุญญามณี นั้น ยังปรากฏทั่วจังหวัดสงขลา จึงมีการจับโยงวิจารณ์ถึงวาระนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่จะหมดวาระลงในเดือนธันวาคม ปี 67 และจะมีการเลือกตั้งในต้นปี 68 วงร้านกาแฟวิจารณ์กันสนั่นว่า เป็นไปได้หรือไม่? ที่นายนิพนธ์จะย้อนกลับมาลงชิงนายกฯ อบจ.สงขลาอีกครั้ง โดยละทิ้งจากพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับนายกฯ อบจ.สงขลา ปัจจุบัน ‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ นั่งบริหารอยู่ และถือได้ว่าเป็นทีมเดียวกับนายนิพนธ์ โจทย์ของคอการเมืองจึงยากขึ้น ในขณะที่มีการวางตัวคนที่จะมาสืบทอดต่อจากนายไพเจนแล้วด้วย รอเพียงให้เกษียณอายุราชการเท่านั้น

แต่อย่าลืมว่า ‘การเมือง’ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป มีเหตุผลอธิบายได้

‘สุวัจน์’ มองฉายารัฐบาล ‘แกงส้มผลักรวม’ น่ารัก-ไม่ซีเรียส ชี้!! ได้ฉายาต้องดีใจ เพราะคือ ‘Someone’ ไม่ใช่ ‘No One’

(27 ธ.ค. 66) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงฉายารัฐบาล ‘แกงส้มผลักรวม’ ที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ประจำปี 2566 ว่า ถ้าคุณได้รับฉายาควรต้องดีใจ เพราะถ้าไม่ได้รับจะเป็น No One แต่ถ้าได้รับฉายาคือเป็น Someone คือมีตัวตน ซึ่งเป็นบรรยากาศของการหยิกแกมหยอก สะท้อนมุมมองทางการเมืองไม่ใช่เรื่องซีเรียส อย่างฉายา ที่รัฐบาลได้รับปีนี้มองว่า อยู่ในบรรยากาศฮันนีมูนพีเรียด เบา ๆ น่ารัก ๆ แต่ว่าสะท้อน มุมทางการเมือง ไม่มีอะไรที่ซีเรียส 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ในอดีตตอนที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการพรรคชาติพัฒนา ได้รับฉายาว่า ‘สุวัจน์หอกข้างแคร่’ ซึ่งตอนนั้นมี 50 กว่าเสียงเป็นตัวแปลในรัฐบาล ขยับอะไรก็จะสร้างความหวั่นไหว และอีกครั้งได้รับฉายา ‘สุวัจน์ 25 ชั่วโมง’ ขณะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำงานทั้งวันประชุมแล้วแถลงข่าวเลย จึงอาจแถลงข่าวมากไป นักข่าวบอกว่า "เดี๋ยวก็แถลงเดี๋ยวก็แถลง" 

‘อ.เดชา’ แนะ!! ควรเพิ่ม ‘คุณภาพ’ เด็​กเกิดใหม่-ผู้สูงอายุ มุ่งปั้นให้เป็นกำลังของชาติ เพื่อชดเชยยอดเกิดที่ลดลง 

(27 ธ.ค.66) นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) โพสต์เนื้อหาและรูปบนเฟซบุ๊กว่า คงรู้จัก​ ‘คิม จองอึน’ ผู้นำเกาหลีเหนือกันดีนะครับ เพราะเป็นข่าวอยู่​บ่อยๆ​ เรื่องขยันยิงขีปนาวุธ​ (จรวด)​ ทดสอบ​ โดยไม่เกรงกลัวใคร แต่มีภาพด้านล่างที่เขาร้องไห้​ คงเป็นเรื่องสำคัญ​ ที่ทำให้เขาสะเทือนใจมาก

ปรากฏ​ว่า​ เป็นการขอความเห็นใจ​ จากแม่บ้านชาวเกาหลีเหนือ​ ให้ช่วยเพิ่มประชากร แสดงว่า​ ประชากรประเทศ​เกาหลีเหนือ​กำลังลดลง​ เหมือนอีกหลายประเทศ และ​ ‘คิม​ จองอึน’ เป็นห่วงเรื่อ​งนี้มากเป็นพิเศษ​ จนถึงกับหลั่งน้ำตาในที่สาธารณะ

แม้จะเป็นการแสดงความอ่อนไหว​ ไม่สมกับภาพลักษณ์​อันแข็งกร้าว​ ที่มีมาโดยตลอด แสดงว่า​ การลดลงของประชากรเกาหลีเหนือ​ เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย​ สำห​รับ​เขาจริงๆ

หันมาดูสถานการณ์​ ประชากรในประเทศ​ไทย​ ในช่วงปีที่ผ่านมาบ้าง ประชากรไทย​ เริ่มลดลงมาหลายปีแล้ว​ และลดลงมากขึ้นอย่างน่าวิตก เช่นในปี​ 2566​ นี้​ ควรจะมีเด็กไทยเกิดใหม่​ 7​ แสนคน​ แต่เกิดจริง​ เพียง​ 5​ แสนคนเท่านั้น

นายกรัฐมนตรี​ไทย ก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้​ แต่ดูจะไม่เห็นเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าไหร่​นัก สู้เรื่องแจกเงินดิจิทัล​ คนละ​ 1​ หมื่นบาท​ หรือเรื่องการทำประชามติ​ร่างรัฐธรรมนูญ​ไม่ได้

ผมเชื่อว่า​แนวโน้มการลดลงของประชากรไทยนั้น​ มีแต่เพิ่มขึ้น​ แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และจำนวนผู้สูงอายุ​ที่เพิ่มขึ้น​ก็หยุด​ไม่ได้​เช่นเดียวกัน

สิ่งที่น่าทำเป็นนโยบายก็คือ​ เพิ่มคุณภาพ​ของเด็กเกิดใหม่​ เพื่อชดเชยกับปริมาณ​ที่ลดลงและเพิ่มคุณภาพชีวิต​ของผู้สูงอายุ​ ให้ลดการเป็นภาระ​ มาเป็นกำลังของชาติให้มากขึ้นน่าจะเป็นไปได้มากกว่า​การพยายามเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่​ และลดจำนวนผู้สูงอายุ

เด็กที่เกิดน้อยลงนั้น​ ทำให้เพิ่มคุณภาพของเด็กได้​ โดยใช้งบประมาณ​เท่าเดิม ส่วนการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ​ ให้ทำงานเป็นกำลังของชาติได้มากขึ้น​ ก็ทำได้จริง เพราะผมเอง​ ปัจจุบัน​อายุ​ ใกล้​ 76 ปีแล้ว​ ยังทำงานเป็นปกติ​ และมีคุณภาพดีกว่าแต่ก่อนหากผมทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครช่วย​ ถ้ารัฐบาล​จะช่วยผู้สูงอายุ​ ก็คงไม่ยากอะไร

ผมยินดีให้คำปรึกษา​ จากประสบการณ์​ตรง​ โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ​ เพราะผมทำอยู่​แล้ว อย่าเลียนแบบ​ ‘คิม​ จองอึน’ ให้เสียน้ำตา​ โดยไม่ได้ประโยชน์​เลย แทนที่จะฝืนความจริง​ โดยพยายามเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่​ (ซึ่งไม่มีทางสำเร็จ) หันมาเพิ่มคุณภาพของเด็​กเกิดใหม่​ และผู้สูงอายุ​ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน​ จะเป็นประโยชน์​มากกว่า

‘Origin Music’ ปล่อย MV ‘ปล่อยให้ฉันรักเธอก่อน’ ต้อนรับสิ้นปี!!  จากศิลปิน GOOD MOOD ประกบนางเอกสาวสวย ‘เจนิส เจณิสตา’

ศิลปินเจนใหม่ไฟแรง อย่าง ‘Good Mood’ แห่งค่าย ‘Origin Music’ ปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘ปล่อยให้ฉันรักเธอก่อน’ ครั้งแรกของการร่วมงานกับนางเอก MV สุดสวยเสน่ห์แรง อย่าง ‘เจนิส เจณิสตา’ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักในแบบลึกซึ้ง

ก่อนการเปิดซิงเกิล ‘ปล่อยให้ฉันรักเธอก่อน’ พีพี นักร้องนำวง Good Mood ได้ลงรูปอัปเดตใน IG ส่วนตัว (IG : Phi11ph1) ถึงบรรยากาศการทำงานกับนางเอกสาวเจนิส งานนี้บอกได้เลยว่า… เคมีเข้ากันสุดๆ!!

“ผมรู้สึกปลื้มมากครับ ได้มีโอกาสร่วมงานกับนางเอกที่ปลื้มมานาน!! เป็นงานที่รู้สึกท้าทายมากๆ สำหรับเรื่องการแสดง ร่วมงานครั้งแรกรู้สึกว่าเกร็งมากครับ แต่ด้วยความที่พี่เจนิสเป็นกันเองมากๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น และตอนเข้าฉากด้วยกัน พี่เจนิสก็น่ารักมาก รู้สึกทั้งเขิน และบรรยากาศในกองถ่ายถึงจะเช้าและดึกมาก แต่ก็สนุกมากๆ ได้รับประสบการณ์ดีๆ อีกเยอะเลยครับ ยังไงฝากติดตามเพลง ปล่อยให้ฉันรักเธอก่อน ด้วยนะครับ เพราะทั้งผม วง Good Mood พี่เจนิส และทีมงานทุกคนทุ่มเทมากครับ” พีพี นักร้องนำวง Good Mood เขียนแคปชันบรรยายไว้ใน IG ส่วนตัว

งานนี้ ผู้กำกับเอ็มวี Black Rabbit หรือ ‘อดิพงษ์ โพธิ์ศรี’ Creative Director and MV Director ได้ออกมากล่าวว่า…

“ในทางภาพของงานชิ้นนี้ เราฟังเพลงแล้วรู้สึกว่ามันไปได้ทั้ง 2 ทาง จะจบด้วยรักสดใส หรือขมดำจนเสียใจ เราเลยเลือกเอาสีดำและชมพูมาเป็นธีมหลักของงาน Art ตั้งแต่เสื้อผ้า จนโทนของ Art Work ต่างๆ ส่วน MV เพลงนี้เป็นงานชิ้นที่ 3 ที่ได้กำกับให้ Good Mood เรารู้สึกว่าความจริงวงนี้เขาไม่ประสบความสำเร็จกับเรื่องความรักนะ (ฮ่าๆ) เราเลือกเลยที่จะพาตัว พีพี ให้เป็นพระรอง ได้ใช้เวลากับนางเอกมากที่สุด และเป็นพระรองที่ลำบากสุดๆ จะมีสักกี่คนที่ทำได้แบบตัวละครนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขารักนางเอกจริงๆ ส่วนจุดจบของเส้นทางความรัก จะสมหวังหรือผิดหวัง ต้องไปดูต่อใน MV ครับ”

ด้าน ‘กานต์ - กานต์ ใหญ่สว่าง’ Executive Producer ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ ซึ่งได้นำมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของ GOOD MOOD  และได้นำมาขยายให้โดนใจมากขึ้น เป็นตัวแทนของเด็กวัยรุ่นที่แอบชอบ และเป็นที่ปรึกษาให้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอะไรกันตอนนี้ คือปล่อยให้ตัวฉันรักเธอไปก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องรักกันตอนนี้ และโจทย์ที่ยากสุดคือ ในเรื่องของคาแรกเตอร์ของเพลง จะทำอย่างไรให้คนฟังแล้วจำได้ ว่ามาจากวง Good Mood จริงๆ จึงออกมาเป็นเพลง ‘ปล่อยให้ฉันรักเธอก่อน’ ที่ทุกคนได้รับฟังกันตอนนี้

เอาล่ะทุกคน ทุ่มเทกันทั้งค่ายขนาดนี้ สามารถติดตาม Music Video ได้แล้ววันนี้ ที่ Youtube Origin Music Thailand หรือลิงก์ : https://youtu.be/T_sl0eDutjY?si=gsE1UQYfEPavOFf7

Available All Streaming Platforms
♪ Spotify : https://shorturl.asia/g0C36
♪ JOOX : https://shorturl.asia/DSuNw
♪ Line Melody : https://shorturl.asia/6ynh2
♪ Apple Music : https://shorturl.at/sFHXY

'นายกฯ' เซ็นคำสั่งแบ่งงาน 'รองนายกฯ' ใหม่ ดึง 'ยุติธรรม' ให้ 'พีระพันธุ์' คุมแทนสมศักดิ์

(27 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 381/2566 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญ คือ

1.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

2.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

3.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแบ่งงานครั้งล่าสุดนี้ อาจเกี่ยวข้องกับกรณีการรักษาตัวนอกเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่เกิน 120 วันไปแล้วหรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมา นายเศรษฐา รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ต่างปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายโอกาสถึงเรื่องนายทักษิณ พร้อมกับระบุสอดคล้องกันว่าเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ

ขณะที่นายสมศักดิ์ มักชี้แจงประเด็นดังกล่าวที่สังคมสงสัยมาตลอด ซึ่งเกี่ยวข้องกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ที่กำหนดเงื่อนไขการคุมขังนอกเรือนจำ และยังเคยออกมาเตือน กมธ.ตำรวจ อาจถูกฟ้องดำเนินคดี หากเข้าตรวจค้นชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยพลการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ตำหนิกรมราชทัณฑ์ ทำงานเช้าชามเย็นชามในกรณีนายทักษิณ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา และยังระบุว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์มีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมาย หากข้าราชการทำตามทุกอย่างก็เดินไปตามปกติ แต่ถ้าทำ ๆ หยุด ๆ ไม่จริงจัง ทำไปโดยที่ไม่เข้าใจก็จะเป็นปัญหา

‘พิธา’ คว้าฉายา ‘ดาวดับ’ สภาปี 66 หลังชวดเก้าอี้นายกฯ ด้านสภาผู้แทนราษฎรได้ฉายา ‘สภาลวงละคร’ ไปครอง

(27 ธ.ค. 66) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภาตลอดปี 2566 ทั้งนี้ การตั้งฉายาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว.เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาทุกปี ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว.อย่างใกล้ชิด เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนขอเป็นกำลังใจให้ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ให้มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ สส. และ สว. ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ ขอให้ทบทวน ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต่อไปซึ่งมีความเห็นร่วมกัน ดังนี้

1.) สภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายา ‘สภาลวงละคร’
สภาที่มีการชิงไหวชิงพริบ เพื่อเป็นเจ้าของอำนาจ มีการเจรจาจับมือกันหลายฝ่าย โดยในครั้งแรกพรรคเพื่อไทยเล่นตามบทเป็นมวยรอง แต่สุดท้ายใช้สารพัดวิธีพลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีแต่การหักเหลี่ยมเฉือนคม ตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งการหักหลังฝ่ายเดียวกันเองระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลที่เคยเป็นฝ่ายเดียวจับมือต่อสู้กันมาก่อน จนถึงขั้นฉีกเอ็มโอยู (MOU) ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทของพรรคอันดับรอง จับมือกอดคอกันอย่างหวานเจี๊ยบ เปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีแต่ฉากการหลอกลวง

2.) วุฒิสภา ได้รับฉายา ‘แตก ป. รอ Retire’
ล้อมาจากฉายาของวุฒิสภาในปี 65 คือ ‘ตรา ป.’ ที่ สว.ทำหน้าที่รักษามรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประโยชน์ของ 2 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ‘ป.ประยุทธ์’ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หรือ ‘ป.ประวิตร’ แบบไม่มีแตกแถว แต่ในปีนี้ทั้ง ‘2 ป.’ ได้แยกทางกัน ซึ่งในการลงมติเลือกนายรัฐมนตรีที่ผ่านมา สว.ฝ่าย ป.ประยุทธ์ ได้ลงมติยอมสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน สวนทางกับ ป.ประวิตร ที่งดออกเสียง และ สว.กำลังจะหมดอำนาจหน้าที่ในเดือน พ.ค. 67 จึงเป็นเสมือนการรอเวลาเกษียณ หมดเวลาการทำหน้าที่ สว.

3.) นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายา ‘(วัน) นอ-มินี’
เนื่องจาก ตำแหน่งนี้เป็นที่แย่งชิงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมาก่อน ก่อนที่จะเห็นร่วมกันว่า ใช้โควตาคนนอก พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติในขณะนั้น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ยอมรับ ดังนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ จึงเป็นเสมือนนอมินีของการแย่งชิงครั้งนี้ ทั้งที่จำนวนเสียง สส.ที่มีก็ไม่ได้เพียงพอต่อการชิงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ก็ถือเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งยังเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาก่อนด้วย

4.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา ‘แจ๋วหลบ จบแล้ว’
คำว่า ‘แจ๋ว’ เปรียบเสมือน บทบาทของ ‘ผู้รับใช้’ ซึ่งเกือบ 10 ปีที่ผ่าน นายพรเพชร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า เป็นผู้รับใช้ คสช. แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน บทบาทของนายพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา พยายามหลบแรงปะทะ ไม่แสดงความเห็นที่เสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งมากนัก รวมถึงไม่ออกสื่อ เพื่อรอเวลาวุฒิสภาหมดวาระในการทำหน้าที่ สว. 6 ปี ในเดือน พ.ค. 67

5.) นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นควรว่า ควรงดตั้งฉายา เนื่องจากเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และยังไม่ได้เริ่มทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

6.) ดาวเด่น
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นว่า ‘ไม่มีผู้ใดเหมาะสม’ และโดดเด่นเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว

7.) ดาวดับ
ได้แก่ ‘นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีความโดดเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งรู้ผลเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้จำนวน สส.มากที่สุด เดินสายขอบคุณประชาชน พบหน่วยงานต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พลอยให้บรรดาด้อมส้มเรียก ‘นายกฯ พิธา’ ทำให้เกิดกระแส ‘พิธาฟีเวอร์’ แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงดวงดาว สภาไม่ได้เหยียบ ทำเนียบไม่ได้เข้า เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งแขวน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จากคดี ‘หุ้นไอทีวี’ ที่ยังลูกผีลูกคน จึงเป็นดาวที่เคยจรัสแสง แต่ตอนนี้ได้ดับลงแล้ว

8.) วาทะแห่งปี66
ได้แก่ วาทะของ ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ลุกขึ้นชี้แจงคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 66 ที่ผ่านมาว่า “เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับ 2 มีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับ 2 สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้ เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิด เพราะว่ายิ่งเราจับมือกัน ยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

9.) เหตุการณ์แห่งปี คือ ‘เลือกนายกรัฐมนตรี’
ถือเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมากถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 13 ก.ค. 66 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ คือ นายพิธา แต่ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบไม่ถึง 376 เสียง ทำให้มีการโหวตเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. 66 แต่ปรากฎว่า ในที่ประชุมรัฐสภากลับมีการถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุมว่าจะสามารถเสนอรายชื่อนายพิธาซ้ำได้หรือไม่ เนื่องจากมีความเห็นว่า ญัตติที่เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ไม่สามารถนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ แม้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเปิดลงมติตามข้อตามข้อบังคับที่ 151 ปรากฎว่า เสียงกึ่งหนึ่งเห็นว่า ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้

จากนั้น ช่วงเช้าของวันที่ 21 ส.ค. 66 นายชัยธวัช ตุลาธน ได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น นพ.ชลน่าน ในนามของพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาลเพื่อไทย 314 เสียงกับ 11 พรรคการเมืองที่เคยเป็นพรรครัฐบาลเดิม ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเหตุให้วันที่ 22 ส.ค. 66 นายวันมูหะมัดนอร์ ได้นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 โดยมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยเสียง 482 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง ทำให้นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

10.) คู่กัดแห่งปี
ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ลงมติเห็นว่า ควรงดตั้งฉายาคู่กัดแห่งปี เนื่องจากเพิ่งเปิดสมัยประชุมได้เพียงสมัยเดียว และเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงตรงกับช่วงปิดสมัยประชุม จึงยังไม่มีใครเป็นคู่กัดที่ชัดเจน มีเพียงการปะทะคารมในบางเหตุการณ์เท่านั้น

11.) คนดีศรีสภา 66
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มี สส. หรือ สว.คนใด เหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 เปิด Open House หน่วยฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2566 ผลัดที่ 2 คืนความสุขให้น้อง คนเล็ก และครอบครัว

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 เวลา 09.00 น. พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมตรวจเยี่ยมกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่” ของทหารใหม่ รุ่นปี 2566 ผลัดที่ 2 เพื่อเชิญชวนให้ครอบครัวทหารใหม่ เข้าเยี่ยมหน่วยในวันเสร็จสิ้นการฝึก และมีการปล่อยพักบ้าน ของหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 และหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 4 ในพื้นที่ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตำบลบ้านคลอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่” ของทหารใหม่รุ่นปี 2566 ผลัดที่ 2 ให้ครอบครัวน้องๆทหารใหม่เข้าเยี่ยมชมหน่วยในวันเสร็จสิ้นการฝึก และร่วมแสดงความยินดีกับน้องๆทหารใหม่ในโอกาสสำเร็จการฝึกหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ โดยมีผู้ปกครองร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความภาคภูมิใจในครั้งนี้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองน้องๆทหารใหม่ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมหน่วยทหารเพื่อเสริมสร้างสายใยความสัมพันธ์อันดี ระหว่างหน่วยทหารกับครอบครัวน้องๆทหารใหม่ ร่วมแสดงความยินดีกับน้องๆทหารใหม่ที่ผ่านการฝึกหลักสูตรตลอด 6 สัปดาห์ พร้อมกับให้ทหารใหม่ ได้แสดงมุทิตาจิตต่อผู้ปกครอง และจัดการแสดงทางทหารของทหารใหม่ ก่อนจะปล่อยลาพักกลับบ้านหลังจากฝึกจบหลักสูตร และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การสมัครเป็นทหารกองประจำการในผลัดต่อๆ ไปด้วย นอกจากนี้ กิจกรรม“Open House” ภายในงานมีการแสดงขีดความสามารถของน้อง ๆ ทหารใหม่ด้วย

ในการนี้ พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ให้การต้อนรับและพบปะพูดคุยกับครอบครัวของน้องๆทหารใหม่ สร้างสายใยความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหารกับครอบครัวของทหารใหม่ พร้อมแนะแนวทางการรับราชการเป็นทหารอาชีพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ และรอยน้ำตาแห่งความสุข

สัมภาษณ์
1. คุณ จำเนียร คลองตะเคียน มารดา พลฯ ธงขัย ชำนาญ ร.4พัน.3
2. คุณ เปรมมิกา วิโรจน์ไพศาล มารดา พลฯ นครินทร์ วิโรจน์ไพศาล ร.4 พัน.3

สปข.6 จัดงาน '63 ปี สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6' ภายใต้แนวคิด “PRD 6 Generate D ทันโลกดิจิทัล” บนพื้นฐานความถูกต้อง รวดเร็ว เชื่อถือได้ ยืนหยัดสู่มิติใหม่ของการสื่อสารอย่างมุ่งมั่น

เมื่อวันที่ (25 ธ.ค. 66) ที่อาคารห้องส่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายเศวต เพชรนุ้ย ปลัดจังหวัดสงขลา เป็นประธาน “งาน 63 ปี สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6“ โดยมี ดร.ธีรพงศ์ เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “PRD 6 Generate D ทันโลกดิจิทัล” ด้วย 3 D ที่หมายถึง D ตัวแรก (Digital) = การปฏิรูปจากสื่อเดิมสู่สื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ทิ้งสื่อหลัก โดยสื่อดิจิทัล จะซับพอร์ทงานหลักอย่างเต็มประสิทธิภาพ D ตัวที่ 2 D Idol =  การสร้างตัวตนให้บุคลากรสำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 เป็นนักสร้างสรรค์สื่อ ที่พร้อมจะเป็นต้นแบบในช่องทางสื่อออนไลน์ทุกเเพลตฟอร์ม และ D ตัวสุดท้าย คือ D-Prompt = ที่จะแสดงถึงประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว ฉับไว เริ่มต้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อย่างทันทีทันใด บนพื้นฐานความถูกต้อง รวดเร็ว เชื่อถือได้ ยืนหยัดสู่มิติใหม่ของการสื่อสารอย่างมุ่งมั่น 

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์ มีภารกิจในเรื่องของการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และภาครัฐกับประชาชน โดยมีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในสังกัดพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จำนวน 9 สถานี สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จำนวน 2 สถานี และยังมีสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอีก 7 จังหวัด ซึ่งปัจจุบันเราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านการผสมผสานที่เราจะต้องมีการพัฒนาทั้งสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ ควบคู่กับการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok YouTube Facebook ฯลฯ ให้เอื้อซึ่งกันและกันในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว เชื่อถือได้ ภายใต้คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของสื่อ มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง สามารถสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีทางศาสนา ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม การมอบรางวัลประชาสัมพันธ์จังหวัดดีเด่น และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยดีเด่นของสำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 ประจำปี 2565 การจัดการแข่งขันกีฬาที่เน้นความสนุกสนานความรักความสามัคคี และงานสังสรรค์ในช่วงค่ำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top