Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

วิกรม กรมดิษฐ์ เศรษฐีสุดใจบุญแห่งปี

นับว่าเป็นที่สุดของการแบ่งปัน ที่ทำเอาสังคมลุกขึ้นมาชื่นชมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และประธานมูลนิธิอมตะ ได้ออกมาประกาศว่า ตนเองได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้กับมูลนิธิอมตะมูลค่ากว่า 95% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ มูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 70 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 66 ที่ผ่านมา

“อายุ 70 ปีแล้ว สะท้อนว่าเราเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง และมองไปเมื่อวัยเด็กเราเคยลำบากแต่ไม่ใช่ยากจนนะ ครอบครัวเราเป็นนักธุรกิจตั้งแต่ปู่ทวด ร่ำรวยสุดในกาญจนบุรีแต่ถูกพ่อใช้งานหนักมาก ได้ทุนไปเรียนที่ไต้หวันกำลังจะต่อปริญญาโทวิศวกรรมอวกาศ ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต ปี 1975 แต่ไม่มีทุนเรียนต้องกลับมาหาเงิน

เราจึงคิดว่า ถ้าเราได้ดิบได้ดี เราจะนำมาแบ่งปัน ผมจึงตั้ง ‘มูลนิธิอมตะ’ ขึ้นมาเมื่อ 27 ปีก่อน โดยใช้เงินส่วนตัว 100% เพราะกำหนดเรื่องที่อยากจะทำได้ และที่สำคัญการทำธุรกิจที่ผ่านมา เงินที่ได้มาจากแผ่นดินนี้ สังคมนี้ จึงต้องคืนกลับไป จึงทำพินัยกรรมมอบให้กับมูลนิธิอมตะ และถ้าเสียชีวิตก็จะโอนทั้ง 100% ให้มูลนิธิทั้งหมด” นายวิกรม กล่าวถึงที่มาของเจตนารมณ์ในการมอบทรัพย์สิน

สำหรับ ‘มูลนิธิอมตะ’ ได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยมีโครงการภายใต้วัตถุประสงค์ เช่น โครงการรางวัล นักเขียนอมตะ, โครงการทุนเรียนดี, โครงการประกวดศิลปกรรม อมตะ อาร์ต อวอร์ด, โครงการด้านนวัตกรรม, โครงการหนังสือดีมีประโยชน์สร้างการเปลี่ยนแปลง และโครงการปรับปรุงอุทยานเขาใหญ่สู่อุทยานมาตรฐานโลกภายในเวลา 10 ปี ฯลฯ

ด้านประวัติส่วนตัวของนายวิกรม ที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์มูลนิธิอมตะ นายวิกรม กรมดิษฐ์ เกิดวันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรชายคนโตของตระกูล มีน้องมารดาเดียวกันและต่างมารดารวม 21 คน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน 

เนื่องจากนายวิกรมมีความสนใจการค้าตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เมื่อเรียนจบ ปี พ.ศ. 2518 เขาจึงได้กลับมาเปิดบริษัท วี แอนด์ เค คอร์ปอเรชัน จำกัด เป็นธุรกิจนำเข้าส่งออก ต่อมาหันมาบุกเบิกธุรกิจด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 2 แห่งในประเทศไทยและอีก 1 แห่งในประเทศเวียดนาม มีโรงงานกว่า 1,300 โรง มียอดการผลิตที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งสองประเทศมูลค่าการผลิตกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีประชากรที่ทำงานในนิคมทั้งหมดกว่า 3 แสนคน

กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 นายวิกรมได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในต่างจังหวัดเรื่อยมา โดยมุ่งมั่นถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดผ่านการเขียนหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขาได้ได้นำประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กมาเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ และได้เผยแพร่ไปแล้วกว่า 11.6 ล้านเล่ม และยังคงจะเขียนต่อไปเพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ได้ในโอกาสต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามความตั้งใจ หลังจากที่ได้เรียนรู้ ฝึกฝนชีวิตกับวิกฤตต่าง ๆ จนขับเคลื่อนให้ธุรกิจกลุ่มอมตะประสบความสำเร็จในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองนวัตกรรมเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ด้วยแนวคิดที่ว่า “เราเกิดมาจากศูนย์และจากไปเป็นศูนย์ ระหว่างศูนย์เราควรสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ และคุณค่าฝากไว้ให้กับสังคมในระยะยาวตลอดไป”

ภารกิจของ ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ที่หลากหลายทั้งผู้บริหารอมตะ การทำงานเพื่อสังคม รวมไปถึงในฐานะนักเขียน ทำให้เขามีฐานแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังส่งผลให้ชื่อ ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ติดอยู่บนทำเนียบ ‘มหาเศรษฐีใจบุญปี 2023’ จาก ‘ฟอร์บส์ เอเซีย’ ซึ่งถือเป็น ‘คนไทยเพียงคนเดียว’ ที่ติดอันดับในครั้งนี้ด้วย

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรแห่งปี

ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ในสมัยก่อนหากมีปัญหาทุกข์ใจ ถูกทำร้าย รังแก เอารัดเอาเปรียบ คนก็จะเรียกหา ‘ตำรวจ’ เป็นอย่างแรก ก่อนจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป แต่สมัยนี้เอะอะอะไรก็โพสต์ลงโซเชียลและแท็กหาบุคคลดังที่มีแสงในวงการสื่อ ซึ่งคนที่ถูกแท็กหาบ่อยมากที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย’ พิธีกรดังจาก ‘รายการโหนกระแส’ ที่ผันตัวจากอาชีพนักแสดงมารับบทพิธีกร คอยเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนผ่านรายการที่ทำ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยาก 

ไม่แปลกเลย…หากประชาชนมีปัญหาเดือดร้อน จะแท็กหา ‘หนุ่ม กรรชัย’ อยู่บ่อย ๆ และเรียกได้ว่าเป็นพิธีกรที่มีกระแสมากที่สุดคนหนึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับเส้นทางการเป็นพิธีกรชื่อดังนั้น ‘หนุ่ม กรรชัย’ เริ่มจัดรายการประเภททอล์กโชว์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม ตั้งแต่ยุคทีวีดิจิทัลราว พ.ศ. 2557 เริ่มที่ช่อง 8 อาร์เอส กับรายการปากโป้ง ซึ่งทำเป็นระยะเวลานาน 4 ปี จนเมื่อได้ย้ายมาอยู่กับช่อง 3 จึงนำรูปแบบรายการนี้มาด้วย โดยรายการโหนกระแสออกอากาศทางช่อง 3 เอสดีครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2560

รายการโหนกระแส เป็นรายการโทรทัศน์ประเภท ‘ทอล์กโชว์’ เชิงข่าว มีพิธีกรดำเนินรายการเพียงคนเดียวคือ ‘หนุ่ม กรรชัย’ ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีพิธีกรคนเดียวนั้น เนื่องจากรูปแบบการจัดรายการต้องซักถามผู้ร่วมรายการ หากมีพิธีกรหลายคนอาจทำให้การสัมภาษณ์สะดุดได้ เพราะอาจจะมีการถามในมุมมองประเด็นที่แตกต่างกันออกไป โดยเนื้อหาหลัก ๆ จะเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม ที่มีการเรียกแขกรับเชิญมา 2 ฝั่ง และกำลังมีประเด็นร้อนกันอยู่ ให้มานั่งพูดคุยต่อหน้าเพื่อหาข้อสรุป และให้ผู้ชมทางบ้านได้ฟังความจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งรายการก็ได้รับกระแสจากประชาชนไปในทิศทางที่ดีมาก ๆ จนมักจะติดเทรนด์อันดับ 1 ของทวิตเตอร์ (X) ในช่วงเวลาที่ออกอากาศอยู่บ่อย ๆ

นอกจากนี้ในปี 2566 ‘หนุ่ม กรรชัย’ สามารถคว้ารางวัล ‘พิธีกรแห่งปี’ จากไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ดมาครองได้สำเร็จ ทำเอาเจ้าตัวเกือบร้องไห้บนเวที เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่จากดารานักแสดงที่เปลี่ยนผันมาเป็นพิธีกรรายการข่าว 

อย่างไรก็ตาม ‘หนุ่ม กรรชัย’ ยังมีผลงานพิธีกรในรายการอื่น เช่น เที่ยงวันทันเหตุการณ์ รายการ 3 แซ่บ และยังรับงานโฆษณาอีกด้วย

กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘หนุ่ม กรรชัย’ ต้องเผชิญกับความกดดันและแบกความหวังของผู้คนไว้มากมาย ซึ่ง ‘หนุ่ม กรรชัย’ ก็เคยออกมาเปิดเผยด้วยว่า… “ต้องการทำรายการโหนกระแสให้เป็นกระบอกเสียงของสังคมที่คนสามารถพึ่งพาได้ และในที่สุดวันนี้มันก็มาถึง”

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า ‘เราภูมิใจในตัวคุณ’ และขอขอบคุณที่เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนมาเสมอ

‘Santa Lucia’ สุดยอดกาแฟคุณภาพจากฟาร์ม ณ ฮอนดูรัส ลบล้างความเชื่อ-ภาพจำเดิมๆ ที่ว่ามีแต่กาแฟ ‘กลิ่นพีช’

เมื่อไม่นานมานี้ เฟซบุ๊ก ‘Atikhun Thongtang’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

‘Santa Lucia’

ถ้าคุณเป็นคอกาแฟ และชอบฮอปร้านกาแฟตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคหลัง ๆ มานี้ คงจะเคยเจอถุงกาแฟ Santa Lucia หรือแม้แต่เคยได้ลองชิมมาแล้ว ซึ่งส่วนมากเกือบทั้งหมดเป็นรสพีชที่ชัดและรุนแรง ถ้าชอบก็ชอบไปเลย ไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย และเนื่องจาก Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับได้เป็นหัวใจหลักของเป้าหมายองค์กรของเรา เราจึงอยากนำข้อมูลที่เราไปสืบทราบความเป็นมาของชื่อกาแฟ Santa Lucia มาให้ทุกคนได้ทราบกัน

ในปี 2019 ในเวที ‘COE (cup of excellence)’ ซึ่งเป็นเวทีประกวดกาแฟระดับสากล ได้จัดการประกวดสุดยอดกาแฟของประเทศฮอนดูรัส และตัวที่ได้อันดับ 1 ในปีนั้นคือกาแฟสายพันธุ์ Gesha จากแปลงปลูก Cosana ของฟาร์ม Santa Lucia นั้นเอง ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นกาแฟที่ได้คะแนนสูงสุดของ COE เลยทีเดียว จากนั้นมาทำให้ฟาร์มมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นและมีแฟนคลับเกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยเราก็เช่นกัน

แต่เนื่องจากว่าชื่อ Santa Lucia นับเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปมาก การใช้ชื่อนี้ในหลาย ๆ ที่ โดยเฉพาะโซนอเมริกากลาง ทำให้ไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ชื่อฟาร์มได้ และทำให้เราอาจจะเห็นกาแฟที่ถูกตั้งชื่อว่า Santa Lucia กันมากมาย โดยเฉพาะตัวที่เจอกันบ่อย ๆ ในไทย หมายความว่าแม้จะใช้ชื่อเดียวกัน แต่กาแฟเหล่านั้นมิได้ถูกผลิตจากฟาร์ม Santa Lucia ในฮอนดูรัสที่ชนะการประกวด และไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย

คุณ Erwin Mierisch เจ้าของฟาร์ม Santa Lucia นี้เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวผู้ผลิตกาแฟ ที่พยายามพัฒนาคุณภาพกาแฟมาโดยตลอดหลายรุ่น รวมถึงทำงานในการสนับสนุนเกษตรกรหลากหลายภาคส่วน ในการพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟและการปลูกกาแฟ โดยให้ความเคารพต่อธรรมชาติและอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน จนปัจจุบันนี้ได้เข้ามาทำงานใน ‘COE’ อย่างเต็มตัวในตำแหน่ง Director และได้ยกเลิกการนำกาแฟของฟาร์มตัวเองเข้าเวทีประกวดของ COE แต่ได้นำกาแฟคุณภาพสูงของตัวเองมาจัดเป็นการประมูลในรูปแบบ Private Auction และการขายแบบ Microlot แทน

ทั้งนี้หมายความว่าถ้าเราต้องการชิมกาแฟ Santa Lucia ฟาร์มเดียวกับที่ชนะการประกวดมาหลายเวที จะต้องซื้อกาแฟของบริษัท Fincas Mierisch เท่านั้น (ซึ่งโลโก้บริษัทนี้มีลิขสิทธิ์นะจ๊ะ)

และด้วยความโชคดีจากการตามติดเรื่องราวของเรา ทำให้เรามีโอกาสได้แบ่งกาแฟคุณภาพสูงที่มีน้อยนิดจากฟาร์มนี้มาทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วย Casona (Geisha washed), Trianglo (Geisha washed), และสุดท้าย Los Favoritos Auction Lot rank 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Pacamara (washed) ของ Santa Lucia ที่ได้ข่าวมาว่ามีความโดดเด่น ชนะสายพันธุ์ Geisha อีกหลายตัวบนโต๊ะชิม ซึ่งคั่วออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องราวเพิ่มเติมของกาแฟแต่ละตัว รอติดตามชม (หรือตามชิม) กันได้อีกไม่นานนี้ครับ…

แล้วมาล้างความเชื่อที่ว่า Santa Lucia มีแต่กลิ่นพีช (เหมือนที่เราเคยเชื่อ) ไปด้วยกัน ที่เพจเฟซบุ๊ก Somdul Agroforestry Home นะครับ 

‘จีน’ ออกแผนส่งเสริมความเจริญร่วมกัน ผ่าน ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ หนุนสร้างความสมดุลในการพัฒนา-อุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

(27 ธ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า สำนักข้อมูลระดับชาติของจีน รายงานว่า จีนได้ออกแผนการดำเนินงานว่าด้วยการสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยิ่งใหญ่และดีขึ้น

แผนการข้างต้นร่วมออกโดยสำนักฯ และคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ มุ่งสนับสนุนการบูรณาการเชิงลึกของเทคโนโลยีดิจิทัลและภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมกับแก้ไขปัญหาการพัฒนาอันไม่สมดุล และไม่เพียงพอผ่านวิธีการทางดิจิทัล

จีนควรมีความก้าวหน้าเชิงบวกในการอุดช่องโหว่ระหว่างภูมิภาค พื้นที่เมืองและชนบท กลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน ตลอดจนการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลภายในปี 2025

ต่อจากนั้น จีนควรมีความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัลภายในปี 2030 โดยมีชุดแนวปฏิบัติทางนวัตกรรมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภูมิภาคตะวันออกและตะวันตก พร้อมใช้ซ้ำและส่งเสริมทั่วประเทศ

แผนการข้างต้นกำหนดการเตรียมการ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ส่งเสริมการพัฒนาระดับภูมิภาคเชิงประสานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล เดินหน้าการพัฒนาทางดิจิทัลในชนบท เพิ่มพูนความรู้ทางดิจิทัลของสาธารณชนเพื่อการจ้างงานที่ดีขึ้น และเกื้อหนุนการบริการทางสังคมอันครอบคลุมผ่านวิธีการทางดิจิทัล

แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งปี

แม้วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ภายใต้บรรยากาศภายในพรรคที่ยังคงคลุมเครือ และมีความห่วงใยในอุดมการณ์ของพรรคที่อาจเลือนหาย 

แต่กับชายคนนี้ ‘นายแทนคุณ จิตต์อิสระ’ หรือ ‘อี้ แทนคุณ’ รักษาการประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ เขายังคงเชื่อในอุดมการณ์แห่งพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และไม่เคยคิดที่จะหนีหายไปไหน แม้ในวันที่พรรคจะเจอหลากปัญหาถาโถมเพียงใดก็ตาม โดยคุณอี้ได้เปิดเผยความในใจว่า...

หากให้พูดถึง ทิศทางในอนาคตของ ‘ประชาธิปัตย์’ คงต้องมองที่ ‘เอกภาพทางความคิด’ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดมากกว่า โดยส่วนตัวของผมเองมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ได้บทเรียนหลายประการจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา หรือแม้แต่การเลือกตั้งก่อนหน้านั้นก็ดี ว่า การที่เราไม่สามารถสร้าง ‘เอกภาพ’ หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน ‘ทางความคิด’ ได้ อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต

แน่นอนว่า เราอาจจะภูมิใจว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่มีเสรีภาพในการคิดหรือพูดได้อย่างมากมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่ในวันที่เราต้องเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน การมีเอกภาพทางความคิดสำคัญมากจริง ๆ เพราะเสรีภาพจากจำนวนคนในพรรค รวมถึงสมาชิกพรรคเรือนแสนคนนั้น มันอาจทำให้เราหลงทิศ 

เราฟังความคิดที่หลากหลายได้ครับ!!

แต่สุดท้าย!! เวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องใด ทุกคนที่เป็นเลือด ปชป.ควรมุ่งมั่นและมีวินัย ในการเดินหน้าตามครรลองของความเป็นพรรคแห่งที่มีความเชื่อมั่นจากประชาชนในด้าน ‘ความซื่อสัตย์’ ใช่หรือไม่? เรื่องนี้สำคัญ!!

คุณอี้ กล่าวต่อว่า 77 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ คือ ใหญ่มาก และสิ่งที่สำคัญต่อพวกเรามาก ๆ ในหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ‘ป่า’ ซึ่งป่าในที่นี้ก็คือ ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘ประชาชน’ ที่สร้างเราให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคแห่งความซื่อสัตย์ ฉะนั้นต่อให้เราจะยืนหยัดมานานแค่ไหน แต่เราจะลืม ‘ประชาธิปไตย-ประชาชน’ ที่ปลุกปั้นให้เรามีตัวตนไม่ได้ 

ผมเชื่อว่า ‘ความสุจริต’ ประชาธิปไตยที่สุจริต จะเป็นจุดแข็งที่สุดของประเทศไทย เพียงแต่วันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันจะหายไปเพียงเพราะความเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงชั่วขณะแค่ไหน

ทั้งนี้ อี้ แทนคุณ ยังกล่าวอีกว่า การได้อยู่กับพรรคที่มีอุดมการณ์ในแง่ของความรักชาติบ้านเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคอื่น ๆ ใช่ว่าจะไม่มีอุดมการณ์ที่กล่าวมานั้น สะท้อนให้เห็นผ่านการทำงานทั้งการเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ไม่เคยมีข้อครหาในเรื่องของคอร์รัปชัน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดแข็งและเป็นอุดมการณ์ที่มั่นคงของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน และหวังให้ประเทศไทยใช้สิ่งนี้เป็นจุดแข็งของประเทศด้วยในอนาคต

อย่างตอนที่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นพอเกิดปัญหาแม้เพียงเล็กน้อย เช่น ปัญหาปลากระป๋องเน่า ท่านอภิสิทธิ์ก็ให้รัฐมนตรีที่ดูแลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที ซึ่งภาพแบบนี้เราคงเคยเห็นที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นกันมาบ้าง ทั้ง ๆ ที่บางทีปัญหานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับคน ๆ นั้นโดยตรง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของเขา ก็ต้องพร้อมจะโค้งคำนับและลาออกทันที ไม่ใช่โค้งคำนับแล้วก็ไม่ลาออกเหมือนนักการเมืองไทย นี่คือประชาธิปัตย์

ดังนั้น ส่วนตัวของผมเอง ก็อยากเห็น ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่หล่อหลอมเรื่องเหล่านี้มายาวนาน จนกลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ ‘ความซื่อสัตย์’ นี้ เลือนหายไปในวันข้างหน้า

ผมขออนุญาตทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวของ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า...

“ถนนทุกสายในเมืองไทย สามารถปูด้วยทองคําได้ ถ้าไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน”

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร นักการเมืองสายครีเอตแห่งปี

เป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่บ่อยนักในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ ‘ผู้หญิง’ จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมือง อาจเพราะความเคยชินและการเหมารวมไปว่า ‘การเมือง’ เป็นเรื่องของ ‘ผู้ชาย’ ซึ่งถูกผูกโยงไปถึงเรื่องเพศ การต่อสู้ ฟาดฟัน และความแข็งแกร่ง

แต่ในปี 2566 ‘ผู้หญิง’ ที่ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาททางการเมืองมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งก้าวเท้าเข้ามาแตะวงการการเมืองครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2564 ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย

ในครั้งนั้นอุ๊งอิ๊งได้ให้สัมภาษณ์อย่างถ่อมตัวว่า “ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ทำงานในฐานะที่ปรึกษาพรรค จะมาทำด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ มาด้วยหัวใจที่อยากจะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสที่มากขึ้นกว่านี้ ส่วนโอกาสที่จะมาทำงานการเมืองต่อหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ขอเป็นที่ปรึกษาพรรค และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด นี่คือก้าวแรกที่ได้เป็นที่ปรึกษาก็ยังตื่นเต้น กลัวทำได้ไม่ดี ขอเอาตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน อย่างอื่นไว้ทีหลัง”

ภายหลังรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ก็ได้เดินหน้าลุยงานทันที โดยไปร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ และไอเดียใหม่ ๆ กับกลุ่ม UNISEC และกลุ่ม SpaceZap ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีความสนใจในด้านอวกาศ นอกจากนี้ยังคิดค้นนโยบาย ‘1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์’ ปลดปล่อยศักยภาพคนไทย สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง อีกด้วย

และเมื่อประเทศไทยใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็จัดเคมเปญ ‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ให้ว่าที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค ได้มีส่วนร่วมในการ ‘หาสมาชิก’ เป็นฐานในการ ‘คัดคน’ ลงสมัครเลือกตั้ง ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ จึงได้สวมหมวก ‘หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย’ อีกหนึ่งใบ โดยเปิดตัวที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง

ต้องยอมรับว่า ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ ทำหน้าที่ ‘หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย’ อย่างเต็มที่และสุดกำลังจริง ๆ เพราะขณะเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ ก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทางไปเหนือ อีสาน เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน เพราะก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อหวังให้เกิดปรากฏการณ์ ‘แลนด์ไลด์ เพื่อไทยทั้งแผ่นดิน’

ในเวลาต่อมา พรรคเพื่อไทยได้เปิดรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีชื่อ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ปรากฏเคียงคู่กับอีก 2 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ คือ เศรษฐา ทวีสิน และ ชัยเกษม นิติสิริ 

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้จังหวะผงาดจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับมี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 หลังจากนั้นนายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ตำแหน่งนี้ว่างลงอีกครั้ง

และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทย ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี ครั้งที่ 1/2566 มีวาระสำคัญคือการเลือกกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยในที่ประชุมมีมติโหวตให้ ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเธอเลยก็ว่าได้

ไม่เพียงแค่ได้เป็น ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ เท่านั้น เธอยังนั่งตำแหน่ง ‘รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์’ ซึ่งจะเดินหน้าผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยให้เลื่องลือไปทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนโครงการ 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และสร้างตำแหน่งงานของแรงงานทักษะสูงกว่า 20 ล้านตำแหน่ง 

นอกจากนี้ยังมุ่งผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยทั้ง 11 สาขา ภายใต้กรอบงบประมาณ 5,164 ล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่ ‘อุตสาหกรรมเฟสติวัล’ ซึ่งจะประเดิมเทศกาลแรกคือ ‘World Water Festival’ มหาสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดที่ถนนราชดำเนิน และคาดว่าเงินจะสะพัดไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท

ก็ต้องยอมรับเลยว่า นี่คือ ‘ภารกิจระดับชาติ’ ที่วางอยู่บนบ่าของ ‘ผู้หญิง’ ที่ชื่อ ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ ก็หวังเหลือเกินว่า เธอจะใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ และวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนจากต่างประเทศ มาผนวกเป็นพลังส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และจะ ‘คิดใหญ่-ทำเป็น’ ในเรื่องสร้างสรรค์ที่จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในระยะยาว จนประสบผลสำเร็จอย่างมหาศาล 

…หากวันนั้นมาถึง ประเทศไทยก็จะก้าวสู่ประเทศที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก จดจำ และยอมรับมากยิ่งขึ้น

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

แอนโทเนีย โพซิ้ว นางงามแห่งปี

แม้จะชวดมงฯ 1 ไป แต่บอกเลยว่า ‘ได้ใจ’ คนไทยไปเต็ม ๆ สำหรับ ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ Miss Universe Thailand 2023 ผู้สร้างประวัติศาสตร์แก่ประเทศไทย ด้วยการเข้ารอบลึกที่สุดในรอบ 35 ปี บนเวที Miss Universe 2023 ด้วยการคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 มาครอง

นอกจากตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 แล้ว ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ ยังได้สร้างความประทับใจให้แก่ทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนด้วย โดยสื่อประเทศเจ้าภาพอย่าง ‘เอลซัลวาดอร์’ ชื่นชมและยกย่อง ‘ชุดเทพธิดาอาณาจักรอยุธยา’ ที่แอนโทเนียสวมใส่ ให้เป็น 1 ใน 10 ชุดที่ดีที่สุดบนเวที Miss Universe 2023 ในรอบชุดประจำชาติ ซึ่งชุดนี้ได้รับแรงบันดาลมาจากรูปปั้น ‘พระแม่ธรณี’ ในช่วงยุคอยุธยาที่สามและสี่ของอาณาจักรสยาม ที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 14 ถึง 18 

ส่วนการแต่งกายและเครื่องประดับถูกสร้างให้เหมือนกับรูปปั้นจากอาณาจักรอยุธยา จิวเวลรีรวมกับการใช้ลวดเส้น และใช้สีหินและพลอยคำที่มีค่าเพื่อสอดคล้องกับข้อมูลธรณีวิทยาที่บันทึกไว้จริงจากสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณแอนโทเนีย ที่โชว์ความเป็นไทยไปเฉิดฉายสู่สายตาชาวโลก

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับเธอให้ลึกกว่านี้กัน แอน หรือ แอนโทเนีย โพซิ้ว เกิดวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เป็นนางงามและนางแบบลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา และคุณพ่อเป็นชาวเดนมาร์ก จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก หลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชาการตลาดและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 

ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีต ต้องยอมรับเลยว่า แอนโทเนีย โพซิ้ว เป็นสาวมากความสามารถ และไม่เคยยอมแพ้ หากไล่ดูจากผลงานการประกวดที่ผ่านมา ซึ่งมีดังนี้

>> เข้าร่วมแข่งขัน ‘เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 1’ ผ่านเข้ารอบ 15 คน และเป็นลูกทีมของเมนเทอร์พลอย และได้ยุติการแข่งขันในสัปดาห์ที่ 7 เนื่องจากเมนเทอร์ลูกเกดได้คัดเธอออกจากการแข่งขัน ซึ่งทำให้เธออยู่ในอันดับที่ 10 ของรายการ

>> เข้าร่วมการประกวด ‘มิสซูปราเนชันแนลไทยแลนด์ 2019’ และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดมิสซูปราเนชันแนล 2019 ณ ประเทศโปแลนด์

>> หลังจากชนะเลิศที่ไทยไป แอนโทเนียได้เป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมประกวด ‘มิสซูปราเนชันแนล 2019’ และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองสำเร็จ โดยการประกวดครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์กับเวทีมิสซูปราเนชันแนลของนางงามชาวไทย เพราะเธอเป็นตัวแทนจากประเทศไทยคนแรกที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครอง และเป็น ‘มิสซูปราเนชันแนลคนที่ 11 ของโลก’

เรียกได้ว่า…ผลของความพยายามทำให้แอนโทเนียสามารถคว้าตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2023 และตำแหน่งรองชนะเลิศอับดับ 1 Miss Universe 2023 มาครอบครองได้ และก้าวขึ้นสู่ ‘นางงาม’ ที่ครองใจมหาชนได้อย่างแท้จริง

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลกแห่งปี

สาวเอเชียผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ศิลปินมากความสามารถ ที่ไม่ว่าจะขยับทำอะไร ก็มักถูกหยิบยกมาเป็นกระแสไปหมด ไม่ว่าจะเป็นของใช้ เครื่องประดับ อาหารการกิน โดยเฉพาะเมื่อเธอกลับเมืองไทยและถ่ายรูปลงโซเชียลอวดสายตาชาวโลก ก็จะกลายเป็นกระแสทำให้แฟน ๆ แห่ไปตามรอยกันเพียบ ช่วยสร้าง Soft Power ให้แก่ประเทศไทยไปในตัว เช่น นุ่งผ้าซิ่นลายไทย ถือยาดมหงส์ไทย ดื่มนมถุงหนองโพ โรตีสายไหม และล่าสุดได้โผล่ไปร้าน ‘เจ๊ไฝ’ ร้านดังระดับมิชลินในไทย ก็ฟันธงได้เลยว่า…ร้านแน่นยิ่งกว่าเดิมแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ลิซ่า ถือว่าประสบความสำเร็จสุด ๆ ไม่ว่าจะในฐานะสมาชิกวง BLACKPINK หรือศิลปินเดี่ยว โดยการันตีได้จากรางวัลที่ได้รับ แถมล่าสุดยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมก็พุ่งทะลุ 100 ล้านไปแล้วด้วย

คราวนี้มาดูกันว่าในปี 2023 ‘ลิซ่า’ มีผลงานเด่น ๆ อะไรบ้าง

>> เดินหน้าสร้างสถิติไม่หยุด ‘ลิซ่า’ กลายเป็นศิลปินหญิงคนแรกของโลก ที่มียอดวิวแตะแสนล้านวิว บนแอปพลิเคชัน TikTok ด้วยแฮชแท็กชื่อของเธอเอง ‘#LISA’ แม้เธอจะไม่มีบัญชีที่เป็นทางการบน TikTok 

>> สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ถูกจารึกชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ ‘Asian Hall of Fame’ ประจำปี 2023 ในฐานะไอคอนทางวัฒนธรรม

>> ทำเอาแฟน ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อตัดสินใจร่วมแสดงบนเวทีคาบาเรต์ชื่อดังของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสอย่าง ‘Crazy Horse’ ซึ่งโด่งดังในเรื่องการแสดงสุดเซ็กซี่โดยนักเต้นเปลือยกายพร้อมศิลปินในแขนงต่าง ๆ ที่จะผลัดกันมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนยามค่ำคืน แต่เหตุผลที่ ‘ลิซ่า’ ร่วมโชว์นั้น ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นแฟนคลับ Crazy Horse และมาชมการแสดงอยู่บ่อยครั้ง เลยเป็นเหตุผลให้เธอตัดสินใจที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง

>> ‘Influencer Magazine UK’ นิตยสารสัญชาติอังกฤษ ได้ยกตำแหน่ง Beauty Mogul of the Year หรือ ผู้ที่งดงามทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2023 จาก Wins IMA 2023 ให้ลิซ่าเพื่อการันตีความสวยที่เกินต้าน 

>> ‘ลิซ่า’ กลายเป็น ‘ศิลปินเดี่ยว K-Pop คนแรก’ และ ‘ศิลปิน K-Pop หญิงคนแรก’ ที่มียอดสตรีมทะลุ 1 พันล้านครั้งบน Spotify จากเพลง ‘Money’ นอกจากนี้ยังเป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกที่ได้ขึ้นปกเพลย์ลิสต์ยอดนิยมสุดปังอย่าง Today’s Top Hits หลังจากปล่อยเพลง ‘Money’ เมื่อปีก่อนอีกด้วย 

>> นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ เมื่อ 4 สาว BLACKPINK ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE-Member of the Most Excellent Order of the British Empire จากพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในฐานะทูตสิ่งแวดล้อม COP26 

>> Guinness World Records ยกย่องให้ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ขึ้นแท่นศิลปินเดี่ยว K-POP  ที่ยิ่งใหญ่แห่งปี 2023 และเป็นที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเธอเป็นศิลปินเดี่ยว K-POP ที่มีชื่อถูกบันทึกลง Guinness World Records ถึง 8 รายการ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่ศิลปินเดี่ยวชาวเอเชียเคยทำได้

เรียกได้ว่าผลงานของลิซ่าในปีนี้ช่างโดดเด่นมากมายจริง ๆ และหวังว่าในปีต่อ ๆ ไป ‘ลิซ่า’ จะมีผลงานปัง ๆ มาให้แฟน ๆ ทั่วโลกได้ติดตามเชียร์และชื่นชมกันอีกเยอะ ๆ 

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

สลายขั้ว การเมืองไทย ‘เพื่อไทย’ ผนึก 2 ลุง เพื่อชาติ

ว่ากันว่าช่วงเวลา 79 วัน ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 66 ถือเป็นช่วงเวลาที่ ‘เพื่อไทย’ น่าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทางออกประเทศไทย หลังผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางที่ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้อย่างมากที่สุด

การหักอก ‘ก้าวไกล’ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ยาก แต่เมื่อเงื่อนไขของพรรคก้าวไกลที่ยังรั้นกับการดัน 112 แบบสุดซอย ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าทางตันประเทศ ด้วยการตัด ‘ก้าวไกล’ ออกจากสมการทางการเมือง

การประกาศ ‘ถอนตัว’ ของพรรคเพื่อไทยจากเอ็มโอยู และเดินหน้าไปจับขั้วกับพรรคการเมืองที่บรรลุข้อตกลงเดียวกันอย่างชัดเจน คือ ‘ไม่แตะต้อง 112’ จึงเหมือนเป็นการผลักพรรคก้าวไกลให้ต้องไปนั่ง ‘ฝ่ายค้าน’ โดยปริยาย ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่เกินความคาดหมายของคอการเมือง แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการสร้างความสมานฉันท์แก่ประชาชนคนไทยที่แตกแยกทางความคิดกันมานานร่วม 2 ทศวรรษ

ว่าแต่ ระหว่าง 79 วันของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ มีเหตุการณ์สำคัญใดเกิดขึ้นบ้าง ที่ทำให้ ‘ความชื่นมื่น’ แปรเปลี่ยนไปสู่การ ‘พลิกขั้ว’ ไปสู่ความเป็นหนึ่งของประเทศชาติ…วันนี้เราจะลองมาทบทวนเหตุการณ์ช่วงนั้นกันดู...

>>เดือนพฤษภาคม 2566

(14 พ.ค. 66) เลือกตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งได้ 151 เสียง

(15 พ.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แถลงชัยชนะ และพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

(18 พ.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอีก 6 พรรคหารือจับขั้วตั้งรัฐบาล ณ ร้านอาหารย่าน ถ.สุโขทัย เห็นชอบให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตามเสียงข้างมากของผลการเลือกตั้งจากประชาชน

(22 พ.ค. 66) นายพิธา พร้อม 7 หัวหน้าพรรคแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ร่วมกับ 8 พรรคการเมือง โดยมีการเซน MOU ร่วมกันตั้ง ‘รัฐบาลก้าวไกล’ จำนวน 23 ข้อ และ อีก 5 ข้อตกลงแนวทางบริหารประเทศ โดยไม่มีการบรรจุ ม.112 ใน MOU ด้วย

(30 พ.ค. 66) หลังการประชุมร่วม 8 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล ‘ชลน่าน-พิธา’ โชว์หวาน ประกบมือเป็นรูปหัวใจ ให้คำมั่นสัญญา ‘เพื่อไทย’ พร้อมล่มหัวจมท้าย ‘ก้าวไกล’ ไม่ว่าจะอยู่สถานะไหน พร้อมลั่น ‘ดีลลับ-ดีลล้วง’ ไม่มี จะมีก็แต่ ‘ดีลรัก’

(24 พ.ค. 66) ‘ก้าวไกล’ เจอดรามาทั้งปมประธานสภาฯ ที่จัดสรรไม่ลงตัวระหว่าง ก้าวไกลและเพื่อไทย

(30 พ.ค.2566) ‘พิธา’ นั่งวงหารือ 8 พรรคร่วม ณ ที่ทำการพรรคประชาชาติ ยังไม่คุยตำแหน่งประธานสภา

>> เดือนมิถุนายน 2566

(2 มิ.ย. 66) นักร้องปมหุ้น ITV อีกหนึ่งนาย อย่าง ‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ นำพยานหลักฐานหุ้น ITV ต่อ กกต. ส่วน ‘พิธา’ ย้ำ!! ไม่หวงปมหุ้น มั่นใจ!! เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้

(9 มิ.ย. 66) กกต. มีมติไม่รับ 3 คำร้อง ปมหุ้นไอทีวี แต่มีมติรับเรื่องไว้พิจารณาตามความปรากฏ ม.151 เหตุรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแต่ยังฝืน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน

(27 มิ.ย. 66) นพ.ชลน่าน ยืนยันว่ารัฐบาลข้ามขั้ว จะไม่เกิดขึ้น และเชื่อว่า การเจรจาระหว่างก้าวไกล กับเพื่อไทยจะเป็นไปได้ด้วยดี

(27 มิ.ย. 66) พรรคก้าวไกล เข้ารายงานตัวต่อสภา พร้อมใจสวมเสื้อสกรีนคำว่า ‘เราคือผู้แทนราษฎร เรามาจากประชาชน’

>> เดือนกรกฎาคม 2566

(1 ก.ค. 66) เปิดข้อตกลงร่วม ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ สู่การเสนอชื่อ อาจารย์ ‘วันนอร์’ เป็นประธานสภาฯ ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นของก้าวไกล และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นของเพื่อไทย

(13 ก.ค.2566) โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ‘พิธา’ รอบแรกไม่ผ่าน

(14 ก.ค. 66) นพ.ชลน่าน ย้ำไร้แผน 2 เลือกนายกฯ และยืนยัน 8 พรรคต้องหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อหาแนวทางสู้โหวตนายกฯ รอบ 2

(19 ก.ค. 66) โหวตนายกฯ พิธา รอบ 2 ไม่ผ่านมติเสนอชื่อซ้ำ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ ‘พิธา’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

(20 ก.ค. 66) นพ.ชลน่าน ยืนยัน 8 พรรคยังจับมือแน่น ไม่คิดข้ามขั้ว คิดแต่เพียงว่า จะวางแผนอย่างไรให้ได้รับเสียงโหวตจากรัฐสภา ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

(22 ก.ค. 66) พรรคเพื่อไทย เปิดบ้านต้อนรับพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนากล้า พรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุเพื่อหาทางออกให้ประเทศในการจัดตั้งรัฐบาล

(23 ก.ค. 66) พรรคเพื่อไทย เปิดบ้านต้อนรับพรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา หารือทางออกให้ประเทศในการจัดตั้งรัฐบาล

(27 ก.ค.2566) เลื่อนพิจารณาโหวตนายกฯ รอบ 3

(28 ก.ค. 66) พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มติเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีโหวตชื่อ ‘พิธา’ รอบ 2

>>เดือนสิงหาคม 2566

(2 ส.ค. 66) นพ.ชลน่าน แถลงปิดฉากความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นการฉีก MOU ทั้ง 2 ฉบับ พร้อมให้ก้าวไกล เป็นฝ่ายค้าน และเสนอชื่อ ‘นายเศรษฐา ทวีสิน’ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ ซึ่งได้เสนอในวันที่ 4 ส.ค.

(3 ส.ค. 66) ศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนพิจารณาคำร้องเสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตนายกฯ รอบ 2 โดยให้เลื่อนเป็นวันที่ 16 ส.ค. เวลา 09.30 น. ตามมาด้วยเวลา 14.00 น. ‘วันนอร์’ สั่งเลื่อนโหวตนายกฯ รอบ 3 ขณะที่พรรคเพื่อไทย เลื่อนแถลงจับขั้วตั้งพรรครัฐบาลใหม่ โดยไม่มีพรรคก้าวไกล

(21 ส.ค. 66) พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัว 11 พรรคร่วมรัฐบาลรวม 314 เสียงอย่างเป็นทางการ ก่อนถึงวันโหวตเลือกนายกฯ รอบที่ 3 ในวันที่ 22 สิงหาคม โดยมีพรรค ‘2 ลุง’ ร่วมด้วยตามคาด

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่ได้เข้าร่วมการแถลงข่าว แต่ส่งนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และนายไผ่ ลิกค์ กรรมการบริหารพรรค มาร่วมแทน

หลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรทางการเมืองยืนยันว่า จะเสนอชื่อ ‘นายเศรษฐา ทวีสิน’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยต่อที่ประชุมรัฐสภา 22 ส.ค. และมั่นใจว่าจะผ่านความเห็นชอบของ สส. และ สว.

(22 ส.ค. 66) บทสรุปของผลการลงคะแนน...
- เห็นชอบ 482 เสียง
- ไม่เห็นชอบ 165 เสียง
- งดออกเสียง 81 เสียง
- ไม่เข้าประชุม 19 เสียง

และนี่คือห้วงเวลาสำคัญของประเทศไทยในช่วงปีที่ 2566 ภายใต้มิติการเมืองไทย ‘สลายขั้ว’ ที่เชื่อว่าหลายคน ‘สมหวัง’ และหลายคนก็คง ‘ผิดหวัง’ กันไปตามระเบียบ

เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ สุดยอดนักกีฬาไทยแห่งปี

‘เทนนิส พาณิภัค’ จากเด็กสาวชาวสุราษฎร์ฯ ผู้เลือกเล่นกีฬาเทควันโดตามพี่ชาย สู่นักกีฬาเทควันโดไทย ดีกรีมือ 1 ของโลก

‘พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ’ หรือ ‘น้องเทนนิส’ เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเธอเป็นน้องเล็กสุดของบ้าน ซึ่งเติบโตมาโดยมีทั้งพี่ชายและพี่สาว อีกทั้งครอบครัวของเธอนั้นยังเป็น ‘ครอบครัวนักกีฬา’ อีกด้วย เพราะเธอมีคุณพ่อเป็นครูสอนว่ายน้ำ ส่วนแม่ก็เป็นนักว่ายน้ำและผู้นำเต้นแอโรบิก ทำให้น้องเทนนิสชื่นชอบการเล่นกีฬาทุกชนิดมาตั้งแต่ยังเด็ก จนเมื่ออายุ 7 ขวบ ก็ได้รู้จักกับกีฬา ‘เทควันโด’ เนื่องจากพี่ชายเล่น โดยตอนแรกเธอตั้งใจจะเล่นเพียงแค่เอาความสนุกเพียงเท่านั้น

จนกระทั่ง เมื่อน้องเทนนิสเริ่มเล่นเทควันโดอย่างจริงจัง ด้วยการซ้อมทุกวัน ลงแข่งแทบทุกรายการ โดยมีพ่อเป็นผู้คอยผลักดันและสนับสนุนเธอ ทั้งพาไปซ้อมและพาไปแข่ง แม้ผลที่ได้จะเป็นความพ่ายแพ้ แต่น้องเทนนิสก็ยังไม่ย่อท้อ และมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่องต่อไป

เมื่ออายุ 12 ปี น้องเทนนิสเริ่มได้เหรียญทองจากรายการเล็กๆ และเมื่ออายุ 13 ปี เธอคว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้สำเร็จ จากการแข่งขันรุ่นไม่เกิน 42 กิโลกรัม ซึ่งรายการดังกล่าวนั้น นับเป็นใบเบิกทาง ใบสำคัญ ที่นำพาน้องเทนนิสไปสู่การเป็นนักกีฬาเทควันโดตัวแทนทีมชาติไทย

ด้วยรูปร่างที่สูงเพรียว หน่วยก้านดีของน้องเทนนิส จึงเข้าตา ‘โค้ช ชเว ยองซอก’ หรือ ‘โค้ชเช’ ผู้ฝึกสอนเทควันโดชาวเกาหลีใต้ จนได้เรียกตัวน้องเทนนิสเข้ามาฝึกซ้อม และคัดเลือกเป็นนักกีฬาเทควันโดตัวแทนทีมชาติไทย

น้องเทนนิสได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมไว้มากมาย และยังคงเดินหน้าสร้างตำนานอย่างไม่มีสิ้นสุด โดยเธอได้กวาดตำแหน่งแชมป์มาครองแล้ว 18 แชมป์ จาก 21 รายการที่ลงแข่ง ก้าวสู่ตำแหน่งมือ 1 ของโลก 2 สมัย

หลังจากแมตช์ดรามาก่อนจะแซงชนะในยกสุดท้าย จนสามารถคว้าเหรียญทองเทควันโด ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกให้กับทัพนักกีฬาไทย ในเอเชียนเกมส์ 2022 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน 

ล่าสุด น้องเทนนิสได้สร้างสถิติสุดโหดอีกครั้ง โดยเธอสามารถเอาชนะคู่ปรับเก่าจากสเปน จนคว้าแชมป์เทควันโด เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ไฟนอล 2023 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้สำเร็จ โดยการคว้าแชมป์นี้ นับเป็นสมัยที่ 12 ซึ่งมากที่สุดของนักกีฬาหญิงในรายการนี้ และยังถือเป็นการคว้าแชมป์รายการระดับนานาชาติ เป็นรายการที่ 51 อีกด้วย

ตลอดเส้นทางการแข่งขันกีฬาเทควันโดมากว่า 15 ปี ความผิดหวัง และความพ่ายแพ้ที่น้องเทนนิสได้รับ ไม่ใช่อุปสรรคหรือลดทอนกำลังใจของเธอลงไปได้ แต่กลับกลายเป็นพลังที่ทำให้เธอแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม น้องเทนนิส จอมเตะวัย 26 ปี ได้เคยประกาศอย่างไม่เป็นทางการในการเลิกเล่นทีมชาติ หลังจบศึก โอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top