Sunday, 2 August 2026
TheStatesTimes

‘STARK’ เอฟเฟกต์  ความเชื่อมั่น ‘ตลาดทุนไทย’ หดหาย รอลุ้น ‘DSI’ พิสูจน์ฝีมือช่วยกู้วิกฤต

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ก็จะผ่าน 6 เดือนแรกของปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ค่อยดีเลยสำหรับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังติดอันดับ TOP 3 ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดแย่ของโลก

ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีทุจริตสะท้านวงการหุ้นซ้ำเติมอีก จากกรณีที่ บมจ. สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK) เกิดการทุจริตทั้ง การไม่ยอมส่งงบการเงิน ร่วมกันตกแต่งบัญชี สร้างออเดอร์ยอดขายเทียม ลูกหนี้เก๊ ลูกค้าปลอม พร้อมถ่ายโอนเงินออกไปจากบริษัทจริง ส่งผลให้ราคาหุ้นรูดลงมาเหลือเพียง 0.02 บาทต่อหุ้นเท่านั้น ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ มาร์เก็ตแคป เหลือเพียง 268 ล้านบาท จากที่เคยขึ้นไปสูงสุด 73,733 ล้านบาท

มหกรรมการโกง ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ได้สร้างหายนะต่อนักลงทุนผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ ของ STARK เท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยอย่างหนัก พร้อมมีคำถามขึ้นมากมาย ไปถึงผู้บริหารบริษัท คณะกรรมการ กรรมการตรวจสอบ บริษัทผู้สอบบัญชี และหน่วยงานกำกับดูแล ทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหลาย ๆ คำถาม ก็ยังไม่มีคำตอบแต่อย่างใด

แน่นอนว่า เมื่อหวังพึ่งหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้แล้ว ถือหุ้นรายย่อยที่ได้รับความเสียหายกว่า 10,000 คน ได้เริ่มรวมตัวเรียกร้องความยุติธรรม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.thaiinvestors.com ของ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ล่าสุดมีการรวบรวมรายชื่อยื่นฟ้องแล้ว จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน ปรากฏว่ามีผู้แจ้งความจำนงค์ดำเนินคดีรวม 1,759 คน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 4,063 ล้านบาท แม้โอกาสได้รับเงินกลับคืนนั้นแทบจะไม่มีเลย เมื่อเทียบกับเจ้าหนี่ที่มีหลักประกัน เจ้าหนี้การค้า และเจ้าหนี้หุ้นกู้ ที่ยังอาจพอมีหวังได้รับเฉลี่ยหนี้คืนบ้าง

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้ มีสัญญาณผิดปกติมาตั้งแต่การส่งงบการเงินปี 2565 ล่าช้า โดยทาง STARK ได้ให้เหตุผลว่าเนื่องจากมีการเปลี่ยนวิธีการนับสินค้าคงคลัง อีกทั้งยังเป็นปีแรกที่บริษัทเปลี่ยนผู้สอบบัญชีจากบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด มาเป็น บริษัท บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PWC)

ต่อมา ผู้สอบบัญชี (PwC) ตรวจพบปัญหาการตกแต่งบัญชีหลายรายการ เช่น การสร้างยอดรอเรียกเก็บหนี้จากลูกค้าปลอม ยอดขายปลอม และสร้างรายการจ่ายเงินซื้อสินค้าล่วงหน้า ให้กับบริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งผู้บริหารของบริษัทเป็นผู้ถือหุ้น โดยสมอ้างเป็นบริษัทคู่ค้าโดยไม่มีการซื้อขายหรือจ่ายเงินจริง คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 26,816 ล้านบาท

อีกทั้ง ยังพบพฤติกรรมการโยกย้ายถ่ายเทเม็ดเงินเกิดขึ้นภายใน 3 บริษัทย่อยของ STARK ได้แก่ บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (PDITL) ,บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (TCI) และ บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด (ADS) เริ่มจาก ‘เฟ้ลปส์ ดอด์จ’ ผู้สอบบัญชีพบว่ามีการตกแต่งบัญชีสูงเกินจริงสูงถึง 24,452 ล้านบาท ตามมาด้วย ‘อดิสรสงขลา’ มีการตกแต่งบัญชีสูงเกินจริง 1,045 ล้านบาท และ ‘ไทย เคเบิ้ลฯ’ อีกมูลค่า 689 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ในช่วง 2 ปีก่อน (2564-2565) มีการตกแต่งบัญชีและโอนเงินให้บริษัทระหว่างกันทั้ง STARK และบริษัทบ่อยรวมถึงบริษัทที่อ้างเป็นคู่ค้าธุรกิจ จนทำให้ STARK มีผลขาดทุนจริงมากกว่า 12,640 ล้านบาท โดยในปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 5,989 ล้านบาท และในปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 6,651 ล้านบาท

ภายหลังความจริงเริ่มปรากฏชัดออกมาเรื่อย ๆ สังคมตลาดทุนต่างมีคำถามมากมาย มีใครบ้างที่มีเอี่ยวกับการทุจริตดังกล่าว ทั้งผู้บริหารบริษัท พนักงานและบริษัทตรวจสอบบัญชีมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ รวมไปถึงหน่วยงานกำกับดูแล ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร รวมถึงแอคชันการทำงานที่ดูเหมือนจะล่าช้า จนเกิดความเสียหายหนักเกินจะเยียวยาแล้ว

ปฏิบัติการกู้คืนความเชื่อมั่น

ล่าสุดมีรายงานว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งดำเนินการตรวจสอบความผิดอย่างรวดเร็ว และหากพบความผิด ให้ดำเนินการเอาผิดในทุกกรณีตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่า การดูแลนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับแรก

ขณะที่ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้รับกรณีการตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของSTARK เป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติ การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยการสืบสวนเบื้องต้นมีมูลเชื่อว่า มีการกระทำผิดของกรรมการ หรือ ผู้บริหาร หรือบุคคลอื่นใด เกิดขึ้น ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งพฤติการณ์มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน และระบบเศรษฐกิจการคลังของประเทศ ส่วนกรมสรรพากร ระบุจะตรวจสอบการจ่ายภาษีของ บริษัท STARK อย่างละเอียด หลังพบการปลอมแปลงรายได้ของบริษัท

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน จับมือแถลงข่าวหวังเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อภาพรวมตลาดทุน เมื่อช่วงเช้า วันที่ 26 มิ.ย. 66 แต่ในหลาย ๆ ประเด็นยังไม่มีความกระจ่าง โดยเฉพาะการดำเนินการตรวจสอบผู้สอบบัญชี และบริษัทผู้สอบบัญชี โดยนายธวัชชัย ทิพย์โสภณ รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ไม่สามารถตรวจสอบและเอาผิดกับบริษัทผู้สอบบัญชีได้ เพราะมีอำนาจตามกฎหมายในการให้ความเห็นผู้สอบบัญชีเท่านั้น ซึ่งยอมรับว่ามีช่องโหว่ และกำลังอยู่ระหว่างแก้กฎหมาย

ส่วนการตรวจสอบผู้สอบบัญชี สำนักงานก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมหากพบพบว่ามีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิดก็จะมีโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดทุจริตรายอื่นที่มีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องรายใด

นายธวัชชัย ย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งการสั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ขยายขอบเขตการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เพิ่มเติม และการแจ้งเตือนผู้ลงทุน รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมาก แม้ทาง ก.ล.ต. จะไม่มีอำนาจในการฟ้องคดี แต่พร้อมให้การสนับสนุนทุกฝ่าย และหากช่วยได้ก็จะดำเนินการให้ โดยขอยืนยันว่าทาง ก.ล.ต. ทำเต็มที่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมาย

ด้านนางสาวสิริพร สงบธรรม เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากที่สมาคมฯ ได้เปิดให้ผู้ลงทุนหุ้น STARK ลงทะเบียนเพื่อดำเนินคดีแบบกลุ่ม ตั้งแต่ 19-25 มิ.ย.66 มีจำนวนผู้ลงทะเบียน 1,759 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 4,063 ล้านบาท โดยหลังจากนี้สมาคมฯจะนำข้อมูลของผู้เสียหายมาตรวจสอบเบื้องต้น และให้ความรู้ในการฟ้องคดีแบบกลุ่ม โดยจะเป็นคนกลางเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

จากข้อมูลที่แถลงออกมานั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ยังไม่มีการชี้แจงการเยียวยาผู้ลงทุนที่เสียหายทั้งจากการลงทุนหุ้นและหุ้นกู้ STARK ที่เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท จากหุ้นกู้ 5 รุ่น รวม 9.1 พันล้านบาท และความเสียหายจากการทุจริตงบการเงินราว 2.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราคาหุ้น STARK ดำดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

ส่วนการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหากาพย์ความหายนะในครั้งนี้ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการตกแต่งบัญชี คงต้องรอการทำคดีของดีเอสไอ ว่าจะสืบสาวไปจนถึงต้นตอได้หรือไม่ และเชื่อว่าคนที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดคงเริ่มหนาว ๆ ร้อน ๆ อยู่ไม่เป็นสุขแน่นอน เพราะมีโทษสูงสุดติดคุกถึง 20 ปีเลยทีเดียว 

อ้างอิง
https://www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/STARK/financial-statement/company-highlights
https://www.thaipost.net/economy-news/403508/
https://www.bbc.com/thai/articles/c3gzkwl1lnro
https://www.infoquest.co.th/2023/312719
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9660000057779

 

‘จีน’ คิกออฟ ‘โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ 10,000 ไร่  ลดปล่อยคาร์บอนฯ มากกว่า 1.6 ล้านตันต่อปี

(26 มิ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถานีไฟฟ้าพลังน้ำ-พลังแสงอาทิตย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ในอำเภอหย่าเจียง แคว้นปกครองตนเองกานจือ กลุ่มชาติพันธุ์ทิเบต มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เริ่มเปิดดำเนินการแล้วเมื่อวันอาทิตย์ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา

สำหรับสถานีไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เคอลา ซึ่งเป็นโครงการระยะแรกของโครงการพลังน้ำ-พลังแสงอาทิตย์แบบผสมผสานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำเหลี่ยงเหอโข่ว (Lianghekou) เป็นสถานีไฟฟ้าพลังน้ำ-พลังแสงอาทิตย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่บนที่สูงสุดในโลก

รายงานระบุว่าสถานีแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,667 เฮกตาร์ (ราว 10,000 ไร่) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 1 ล้านกิโลวัตต์ และสามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 2 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1.6 ล้านตันต่อปี

อนึ่ง โรงไฟฟ้าพลังน้ำเหลี่ยงเหอโข่ว มีกำลังการผลิตติดตั้งตามการออกแบบรวม 3 ล้านกิโลวัตต์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำหย่าหลงในแคว้นปกครองตนเองกานจือ โดยแอ่งแม่น้ำหย่าหลงเป็นหนึ่งในฐานพลังงานสะอาดของจีน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ถือเป็นวันกำเนิด ‘รัฐสภาไทย’ 

วันนี้ เมื่อ 91 ปีก่อน เป็นวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม ถือเป็นวันกำเนิด ‘รัฐสภาไทย’

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปีพุทธศักราช 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ประเทศไทย (สยาม) ได้เปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมา ประเทศไทยก็ขับเคลื่อนไปด้วยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เรียกว่า ‘ผู้แทนราษฎร’ ทำหน้าที่ใช้สิทธิออกเสียงในการบริหารปกครองบ้านเมืองแทนประชาชน

เวลา 14 นาฬิกา ของวันที่ 28 มิถุนายน 2475 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมเป็นครั้งแรก ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยจัดห้องประชุมเป็นลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง การประชุมเริ่มขึ้นเมื่อหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง จำนวน 70 คน และเป็นผู้กล่าวนำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม เสร็จแล้วจึงได้ดำเนินการประชุมต่อไป จึงถือว่าวันนั้นเป็นวันก่อกำเนิดของรัฐสภาไทยมาจนถึงทุกวันนี้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนั้น ที่ประชุมมีมติเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และเห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก รวมทั้งมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) คนแรก จึงถือว่าคณะรัฐมนตรีได้ถือกำเนิดขึ้นในวันเดียวกันด้วย

แม้จะล่วงเลยผ่านตามการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา รัฐสภาชุดต่าง ๆ ยังคงทำหน้าที่ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติแทนประชาชน โดยออกกฎหมายมาใช้บังคับในสังคม ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ ๆ ของประเทศ รวมทั้งแสดงบทบาทในฐานะผู้แทนประชาชนในกิจการต่าง ๆ และเป็นสิทธิเป็นเสียงแทนประชาชนทั้งประเทศต่อเนื่องตลอดมา

จากวันนั้น...ถึงวันนี้...เป็นระยะเวลา 91 ปี ที่รัฐสภาได้เกิดขึ้นเคียงคู่กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีสมาชิกรัฐสภาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ รวม 25 ชุด มีประธานรัฐสภาทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและดูแลการบริหารราชการของข้าราชการฝ่ายรัฐสภาอย่างมีประสิทธิภาพ รวม 31 คน มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการควบคุมตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร รวม 8 คน รวมทั้งได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจกับคณะรัฐมนตรี รวม 52 คณะ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี รวม 29 คน

ตัวเลขเหล่านี้ ย่อมบ่งบอกถึงการผ่านร้อนผ่านหนาว สั่งสมประสบการณ์และสร้างสรรค์ประโยชน์แก่บ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาพอสมควร เผชิญเหตุการณ์มากมายทั้งที่เป็นปัญหาอุปสรรค และส่งเสริมสนับสนุนต่อวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เข้มแข็ง พัฒนาและก้าวหน้าขึ้น

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างท้องถิ่นปลอดบุหรี่พื้นที่แม่จันพื้นที่แม่สายและส่วนราชการในพื้นที่

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมานาย วรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่จันมอบหมายให้นาย สุทธิรัตน์ แสงเพ็ญจันทร์ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอแม่จันเป็นประธานเปิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ปลอดบุหรี่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่จัน3ตำบลและพื้นที่อำเภอแม่สาย1ตำบล2องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการในพื้นที่ประกอบด้วยเทศบาลตำบลแม่ไร่ เทศบาลตำบลแม่จัน เทศบาลตำบลสายน้ำคำ2 เทศบาลตำบลห้วยไคร้ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไคร้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่ไร่ จังหวัดเชียงรายสืบเนื่องจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการควบคุมผลิตภัณฆ์ยาสูบตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฆ์ยาสูบ พ.ศ.2560เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประจำปี2565ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีพันธกิจหนึ่งในการบริหารสาธารณะมีศักยภาพและทรัพยากรในการป้องกันปัญหาอันเกิดจากการสูบบุหรี่ของประชากรในพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยจากข้อมูลพบว่า9ใน10ของคนไทยที่สูบบุหรี่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆการ

สูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่สำคัญที่สุดที่ครึ่งหนึ่งของคนที่ไม่เลิกสูบจะป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาเป็นภาระต่อครอบครัวและระบบบริการสุขภาพของจังหวัดวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือความเข้าใจและสร้างกระแสความตื่นตัวในการขับเคลื่อนงานควบคุมการบริโภคยาสูบในกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

‘ก้อย นัตตี้ ดรีม’ ร่ำไห้ ประกาศเลิกทำรายการ ‘ถ้าหนูรับพี่จะรักป่ะ’ โดยเตรียมจัดงานแฟนมีตครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อส่งท้าย 13 ส.ค. นี้

เป็นรายการทางช่องยูทูบ  ที่มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ทุกแขกรับเชิญมักสร้างกระแสฮือฮา กลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ เสมอ แต่ล่าสุด สามสาว ก้อย อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้ นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม อภิชญา พานิชตระกูล ก็ทำเอาแฟนๆ ใจหาย หลังประกาศจะทำรายการ “ถ้าหนูรับพี่จะรักป่ะ” ทาง ช่อง GoyNattyDream Channel เป็นปีสุดท้าย โดยทั้งสามสาวได้อัดคลิปชี้แจงทั้งน้ำตาว่า

“ทุกคนคะ พวกเรามีเรื่องจะมาบอก ภายในปีนี้เราทั้งสามคน จะยุติการทำรายการ ถ้าหนูรับพี่จะรักป่ะ (ร้องไห้) ถามว่าทำไมถึงเลิกทำ ต้องบอกก่อนว่ารายการนี้สร้างพวกเรามาจริงๆ เป็นรายการแรกที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ ดำเนินมาครบรอบ 3 ปีแล้ว เรารู้สึกว่ารายการนี้เติบโตไปตามเรา ถึงเวลาที่เราออกจากเซฟโซนแล้ว บวกกับตี้เองจะแต่งงาน เราจะส่งตี้ไปแต่งงานเป็นปีสุดท้าย

ถึงจุดนึงของชีวิต จะมาทำตัวน่ารักกับผู้ชายไปตลอดไม่ได้ วันนึงต้องจากรายการนี้ไป และก้าวออกจากเซฟโซน เพื่อไปใช้ชีวิต เราก็โตขึ้นด้วย ไทม์มิ่งนี้น่าจะเป็นไทม์มิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและซัพพอร์ตมาเสมอ เรามีวันนี้ได้เพราะรายการนี้จริงๆ ขอบคุณแขกรับเชิญ และคนดูทุกคนด้วย ก็ปลายปีนี้แหละ จะส่งนัตตี้แต่งงานเป็นการอำลารายการด้วย

ที่รีบมาบอก เพราะเราจะจัดก้อย-นัตตี้-ดรีม แฟนมีตคอนเสิร์ตเป็นการฉลอง ที่เราจะก้าวไปอีกสเต็ปข้างหน้า เราตั้งใจทำเพื่อบอกลาและเฉลิมฉลองเส้นทางหลังจากนี้อีกยาวๆ ไปด้วยกัน จะไม่เหมือนที่เราทำมา จะเป็นการเฉลิมฉลองและอำลา เป็นรูปแบบคอนเสิร์ต แสงสีเสียงทุกอย่าง ซ้อมกันสุดใจจริงๆ เพื่อตอบแทนทุกคน อยากรวมทุกคนมาอยู่ในโมเมนต์เดียวกัน อำลาสิ่งที่เราเติบโตมาด้วยกันและจะเริ่มบางสิ่งบางอย่างมาด้วยกัน โดยแฟนมีตจะมีในวันที่ 13 ส.ค. และกดบัตร 12 ก.ค. นี้นะคะ” โดยทั้งสามสาวยังได้แจ้งข่าวในอินสตาแกรมของแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งมีแฟนๆ เข้ามาเมนต์เสียดายกันเป็นจำนวนมาก

ผบ.ทรภ.1 รับการเยี่ยมคำนับ จาก ผู้ช่วยทูตทหารเรือสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และผู้บังคับการเรือ USS Rafael Peralta (DDG-115)

วันที่ 26 มิถุนายน 2566 พลเรือโท พิชัย ล้อชูสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 (ผบ.ทรภ.1) มอบหมายให้ พลเรือตรี อนุพงษ์ ทะประสพ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 รับการเยี่ยมคำนับจาก น.อ. Hugh Winkel ผู้ช่วยทูตทหารเรือสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ น.ท.Charles T. Cooper ผู้บังคับการเรือ USS Rafael Peralta (DDG-115) พร้อมคณะ เพื่อหารือ เกี่ยวกับการฝึก PASSEX (ทร.ไทย-ทร.สหรัฐ) ณ ห้องรับรองเกาะหลัก กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อีกทั้ง เป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดี ของทั้งสองประเทศ อีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 

‘มจธ.’ ให้การสนับสนุน ทุนการศึกษา ‘น้องช่อฟ้า’ ย้ำเจตนา ต้องไม่มีนักศึกษาผู้ใดออกไป เพราะไม่มีค่าเล่าเรียน

ประกาศมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวสื่อมวลชนกรณีน้องช่อฟ้า สอบติด 5 มหาวิทยาลัยชื่อดัง ตัดสินใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า แต่คุณพ่อไม่มีเงินส่งลูกเรียนนั้น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยกลุ่มงานช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษา ได้ทราบเรื่องและประสานไปยังน้องช่อฟ้าในทันทีเพื่อสอบถามรายละเอียด และได้ตรวจสอบในระบบฐานข้อมูนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว ทราบว่าน้องช่อฟ้าได้ยืนยันสิทธิ์เป็นนักศึกษาเข้าศึกษาต่อที่ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ 
มจธ. พร้อมให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง มีกลไก ในการสนับสนุนทุนการศึกษาที่เหมาะสมกับนักศึกษาทุกคนและติดตามการศึกษาของนักศึกษาจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา ตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยที่จะไม่มีนักศึกษาผู้ใดต้องออกไปเพราะไม่มีค่าเล่าเรียน และขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ร่วมกันช่วยเหลือครอบครัวของนักศึกษา

ทั้งนี้ หากนักศึกษาเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หรือพบเห็นเพื่อนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถประสานเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษา โทร. 0-24708097-8, 0-24708107 อีเมล [email protected]

GMMTV ประกาศข่าวดีของ ‘ฟ้า ยงวรี อนิลบล’ นักแสดงสาวในสังกัด ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับกรณีที่เฟซบุ๊ก GMMTV ได้ประกาศข่าวดีของ “ฟ้า ยงวรี อนิลบล” นักแสดงสาวชื่อดัง วัย 24 ปี ที่ก่อนหน้านี้โด่งดังจากซีรีส์ ด้วยรักและหักหลัง และเป็นนางเอกละครเรื่องทะเลแปร โดยเผยว่าตอนนี้เจ้าตัวตั้งครรภ์ลูกคนแรกเรียบร้อยแล้ว

“บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ขอประกาศข่าวดีของนักแสดงสาว 'ฟ้า ยงวรี อนิลบล' ว่ากำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก ซึ่งขณะนี้ฟ้าพำนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา "

สั่งปรับ ‘เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าหญิง’ ในรัฐกลันตัน มาเลเซีย เหตุสวมเสื้อยืด-กางเกงขาสั้น ชี้!! เป็นการแต่งกาย ‘ไม่สุภาพ’

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 66 ที่เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย การสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ถือว่าเป็นการแต่งกายที่ ‘ไม่สุภาพ’ เมื่อไม่นานนี้ เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าสตรีแซ่หลี่ ได้รับใบสั่งกล่าวว่า เธอเปิดร้านขายเสื้อผ้าสตรีมานานกว่า 2 ปี และพบปัญหาดังกล่าวครั้งแรก เธอมักจะสวมเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น เนื่องจากธุรกิจของเธอเป็นร้านขายเสื้อผ้าและชุดลำลอง อีกทั้งในอดีตเธอยังเคยสวมกางเกงขาสั้นเวลาทำงานในร้านตัดผม และไม่เคยได้รับใบสั่งปรับ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวชาวจีน

ในรัฐกลันตัน แม้ว่าทุกคนจะมีอิสระในการแต่งกาย แต่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน เคารพในวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันของรัฐฯ

โดยในหลายพื้นที่มีการอนุโลมให้ใส่กางเกงที่มีความยาวเลยเข่าได้ (ห้ามสั้นกว่าเข่า) แต่ในบางพื้นที่ก็อาจมีกฏข้อบังคับที่เคร่งครัดแตกต่างกันไป

ทั้งนี้ หากต้องการไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ก่อนออกเดินทาง เพื่อเคารพต่อความแตกต่างทางความเชื่อและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
 

หมอคนดัง โพสต์ติง แอร์การบินไทย ยืนค้ำหัวให้บริการ ดาราดังโผล่เมนต์ตอบ หมดเวลาให้คนมานั่ง-หมอบคลานแล้ว

เป็นเรื่องราวที่สังคมออนไลน์กำลังให้ความสนใจ และถกเถียงกันเป็นจำนวนมาก เมื่อ รศ.ดร.นพ.วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri ถึงเรื่องการให้บริการบนสายการบิน เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ความว่า

สวัสดีครับ ผมเพิ่งบินมาถึงโจฮันเนสเบิร์กเมื่อเช้านี้ โดยจะอยู่ที่นี่ 2 คืน และวันเสาร์ผมก็จะบินไปยังเกาะเซนต์เฮเลน่า ตามที่วางแผนไว้

ผมเคยเขียนถึงสายการบินไทยและการบริการ 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นในเครื่องตอนที่ผมบินกลับจากปารีสมากรุงเทพฯ กับการบินไทยครั้งล่าสุด ในโพสต์ก่อนหน้า

ในโพสต์นี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า สายการบินลุฟท์ฮันซ่า (LH) ปฏิบัติกับผมอย่างเท่าเทียมกับผู้โดยสารท่านอื่น โดยมาตราฐานการบริการเดียวกันทั้งลำ
ต้องบอกว่า ตั๋วสายการบินไทยนั้นแพงมาก และการบริการก็ไม่ได้เด่น ออกจะไปทางด้อยเสียด้วยซ้ำ

ผมเคยชอบสายการบินไทย ตั้งแต่ก่อน TG จะควบรวมกิจการกับเดินอากาศไทย (TA) แต่หลังจากนั้น การบินไทยก็ดิ่งลงใน performance มีอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นคือราคา
สำหรับ สายการบินลุฟท์ฮันซ่า คือ ในเที่ยวบินมาโจฮันเนสเบิร์กเที่ยวนี้ ผู้โดยสารเต็มทุกคลาส (F/C/Y) แต่การบริการกลับทำได้ตามมาตรฐานดีมาก

ถึงผมจะเป็นผู้โดยสารเอเชีย แต่คุณแอร์เข้ามานั่งรับออเดอร์ ไม่ยืนค้ำหัวผมต่างกับแอร์การบินไทยที่ยืนค้ำหัวผมและคนไทยท่านอื่น แต่กับฝรั่งหัวทองสามารถนั่งลงบริการอย่างดี ผมเชื่อว่า ถ้าการบินไทยให้บริการอย่างเท่าเทียมกับผู้โดยสารทุกคน ไม่แปลกแยก จะได้ใจผู้โดยสารคนไทยไปเต็ม ๆ เลย

ปล. ผมเพิ่มรูปในโพสต์ 2 รูปสุดท้าย เพื่อเปรียบเทียบระหว่างการให้การบริการของพนักงานต้อนรับสายการบินไทย ในการให้บริการผู้โดยสารชาวไทยกับผู้โดยสารชาวต่างชาติ บนเครื่องการบินไทยไฟล์ทล่าสุดของผม ให้ FC ได้พิจารณา เมื่อเทียบกับการให้บริการผู้โดยสารของพนักงานต้อนรับสายการบินลุฟท์ฮันซ่าในโพสต์นี้

ติเพื่อก่อนะครับ อยากให้การบินไทยรักผู้โดยสารไทยเพิ่มขึ้นมาบ้าง หรือแค่ให้เท่าเทียมกับผู้โดยสารชาวต่างชาติ ไม่ให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ ก็ยังดี

ด้าน กระติ๊บ ชวัลกร นักแสดงชื่อดัง เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วย โดยว่า “หมดเวลาให้คนมานั่ง หมอบ คลาน บริการแล้วค่ะ หน้าที่ของแอร์คือ ดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัยไม่ได้มาเป็นทาสคลานเข่าค่ะ ถ้าอยากให้คนหมอบ ประเคน แนะนำให้ไปบวชเป็นพระค่ะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top