Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

แม่ทัพภาคที่ 3 มอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรกำลังพล ที่สามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนทหาร ประจำปี 2566 (เป็นกรณีพิเศษ)

วันที่ 12 พ.ค. 66  เวลา 13.30 น. พลโท สุริยะ  เอี่ยมสุโร แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรกำลังพลที่สอบเข้าเป็น นักเรียนเตรียมทหาร, นักเรียนแพทย์ทหาร และ นักเรียนพยาบาลกองทัพบก ประจำปี 2566 จำนวน 25 คน ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้กำลังใจและสนับสนุนครอบครัวกำลังพล ที่สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมบุตรเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนทหาร ซึ่งถือเป็นครอบครัวตัวอย่างในการผลิตกำลังพลให้กับกองทัพ โดยได้มอบเงินให้กับบุตรกำลังพลดังกล่าว รวม 275,000 บาท เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับกำลังพล ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาให้กับครอบครัวของกำลังพล ให้บุตรของกำลังพลได้มีกำลังใจ มีความมุมานะในการที่ศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ ความสามารถ เป็นกำลังสำคัญ และอนาคตที่ดีของประเทศชาติต่อไป
 

'ปลัดจุก' ผู้สมัคร รทสช. พัทลุง ย้ำ!! ไม่เคยยกธงขาว วอนคนไทย “เป็นปลาฉลาด กินเฉพาะเหยื่อไม่กินเบ็ด”

(12 พ.ค. 66) จากกระแสข่าว ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ พัทลุง ยกธงขาว ยุติการหาเสียง เนื่องจากถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงกลางอากาศนั้น ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ นายปรัชญา นวลเปียน หรือ 'ปลัดจุก' ผู้สมัครพรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดพัทลุง เขต 3 ถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร?

โดยนายปรัชญา ได้เผยเรื่องการยุติหาเสียง และถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงกลางอากาศของตน ว่าไม่เป็นความจริงยืนยันตนเองก็ไม่เคยพูดในประเด็นนี้ ซึ่งตอนนี้ก็เดินหน้าหาเสียงในโค้งสุดท้ายอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งกล่าวว่า...

“ไม่ได้ยุติการเสียง ไม่ได้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง ซึ่งพรรคก็ดูแลตามกฎหมายที่กำหนด และไม่ได้มีปัญหาอะไรกับทางพรรครวมไทยสร้างชาติ” 

นายปรัชญา กล่าวถึงจุดยืนต่อว่า “เมื่อก่อนผมอยู่พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากผมมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งนี้ผมจึงติดตามพลเอกประยุทธ์ มาอยู่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าพรรคฯ และพลเอกประยุทธ์ยังได้รับความนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้” 

ส่วนบรรยากาศการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายที่พัทลุงตอนนี้ นายปรัชญากล่าวว่า “การแข่งขันในพื้นที่ค่อนข้างดุเดือด กระสุนมาแรง เราต้องสร้างกระแสสู้กระสุน เราต้องการทำการเมืองสีขาว กระแสของพรรครวมไทยสร้างชาติที่จังหวัดพัทลุงดีมาก แต่ไม่รู้ว่าจะฝ่ากระสุนได้หรือไม่ เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขกันอย่างไร คนที่มีหน้าที่อยู่ก็คือ กกต. บางทีก็ต้องตั้งคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมด้วยหรือไม่ การซื้อสิทธิขายเสียงมันต้องพอใจทั้ง 2 ฝ่าย จึงค่อนข้างยากในการแก้ไขปัญหานี้ จริง ๆ แล้วควรติดกล้องล่อซื้อแต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ” 

"อีก 2 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว ขอฝากข้อคิดไว้ว่า เป็นปลาฉลาด ให้กินเฉพาะเหยื่อไม่กินเบ็ดนะครับ” ปลัดจุก ทิ้งท้าย

กฟผ.- กลุ่มมิตรผลและพันธมิตร เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ‘โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนอุบลรัตน์’ 

กฟผ.- กลุ่มมิตรผลและพันธมิตร (MPD Consortium) ประกอบด้วยบริษัท มิตรผล เอ็นเนอร์ยี เซอร์วิสเซส จำกัด บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท Dongfang Electric International Corporation จำกัด ลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น ย้ำเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท คลองเตย กรุงเทพมหานคร                นายหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล ประธานในพิธีร่วมแสดงความยินดี โอกาสลงนามสัญญางานจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง กฟผ. กับ กลุ่มมิตรผลและพันธมิตร (MPD Consortium) โดยมีนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ร่วมลงนามกับนายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย รองประธานคณะกรรมการบริหาร พร้อมด้วยนายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และ ธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล ในนามบริษัท มิตรผล เอ็นเนอร์ยี เซอร์วิสเซส จำกัด นายหลี่ เจี้ยนฮัว ประธานกรรมการบริษัท Dongfang Electric International Corporation (DEC) และนายพโยมสฤษฏ์ ศรีพัฒนานนท์ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM)

นายหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฯ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน-ไทยมีความร่วมมือฉันท์มิตรด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และบริษัทจีนที่มีความเชี่ยวชาญได้เข้ามาร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย อาทิ พลังงานสะอาด การเกษตรสมัยใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล ในด้านอุตสาหกรรมพลังงาน กฟผ. มีเป้าหมายพัฒนาพลังงานสะอาดสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน DEC ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านพลังงานของจีน และพันธมิตรในประเทศไทย มีความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของโครงการจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาโครงการที่เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดของ กฟผ. ซึ่งมีแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำฯ อีก 15โครงการทั่วประเทศ รองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ตามนโยบายประเทศและ กฟผ. ในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ ‘Triple S’ คือ Sources Transformation เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน Sink Co-creation เพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอน Support Measures Mechanism ส่งเสริมการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกในภาคประชาชน และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับโครงการที่เขื่อนอุบลรัตน์มีขนาดกำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในรูปแบบผสมผสาน พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังน้ำ พร้อมทั้งติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน BESS (Battery Energy Storage System) ที่ช่วยเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของ กฟผ. ในฐานะผู้นำกลุ่มผู้ผลิตพลังงานสะอาด และเป็นอีกก้าวของประเทศในการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050

นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล กล่าวเสริมว่า กลุ่มมิตรผลมีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจพร้อมกับสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 20 ปี ด้วยการต่อยอดจากภาคเกษตร สู่การพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี 2065 ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  

นายหลี่ เจี้ยนฮัว ประธานกรรมการ DEC กล่าวว่า DEC ในฐานะเอกชนขนาดใหญ่ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านพลังงานเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้ให้บริการและร่วมดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนมาแล้วทั่วโลก อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และระบบกักเก็บพลังงาน ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบความร่วมมือของประเทศจีน ที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานร่วมกันกับประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของไทยและของโลก

นายพโยมสฤษฏ์  ศรีพัฒนานนท์ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ PEA ENCOM กล่าวว่า การพัฒนาโครงการฯ กฟผ. ที่เขื่อนอุบลรัตน์ ช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับการจัดตั้งและแผนธุรกิจของ PEA ENCOM ซึ่งได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรชั้นนำด้านวิศวกรรมพลังงาน เราจึงเชื่อมั่นว่าการดำเนินการโครงการร่วมกันในครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จด้วยดี บรรลุเป้าหมายของ กฟผ. อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคนไทยต่อไป

ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ‘จตุพร’ เห็นพ้อง ‘สุริยะใส’ แรงหนุน ‘บิ๊กตู่’ พุ่งแรงโค้งสุดท้าย ‘ทักษิณ-พิธา’ ตัวกระตุ้นชั้นดี อาจลงเอยเหมือนปี 2562

(12 พ.ค. 66) จากรายการ ‘ถลกข่าว ถลกคน’ รายการที่ล้วงลึกทุกฉากการเลือกตั้ง 2566 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับ TV Direct ช่อง 76 (จานดาวเทียม PSI) ใน EP.10ซึ่งอีก 2 วันจะถึงวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ มีนัยสำคัญต่อบ้านเมืองของเราอย่างยิ่ง แขกรับเชิญในครั้งนี้เป็น 2 แกนนำนักต่อสู้ นักวิชาการ

ท่านแรกเป็นอดีตแกนนำ นปช. อดีต ส.ส 2 สมัย พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชาชน ปัจจุบันก็เป็นคนทำสื่อเหมือนกัน คณะหลอมหลวมประชาชนคนไทย คือ 'คุณจตุพร พรหมพันธ์ุ' อีกท่านเป็นนักวิชาการ ผู้ประสานงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านทุกข์มามากมาย วันนี้เป็นคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 'รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา' และดำเนินรายการโดย นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส

>> สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งมีอะไรผิดคาดหมายหรือไม่?

ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “ต้องบอกว่ามันตรงกับที่คาดการณ์ นับวันยิ่งใกล้เลือกตั้ง การเลือกข้างยิ่งชัดขึ้น ระหว่างเอาคุณทักษิณ ไม่เอาคุณประยุทธ์ วันนี้คุณประยุทธ์ต้องขับเคี่ยวกับพลังเงียบ ต้องดึงพลังเงียบที่หายไป ที่ทิ้งไปกลับมา แต่เหมือนคุณประยุทธ์มีบุญเยอะ ตัวผมกับคุณจตุพรก็เห็นตรงกันว่าการที่คุณทักษิณออกมาขออนุญาตกลับบ้าน ก็เหมือนเป็นหัวคะแนนเบอร์ใหญ่ คุณพิธาก็มีกระแสเรื่อง ‘ช้างป่วย’ สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแสของคุณประยุทธ์ถูกกระตุ้นและเป็นแรงกระเพื่อมได้มากขึ้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็มีบ้างเป็นเป็นกระแสรอง แต่ในช่วง 4-5 วันสุดท้ายเป็นอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่

>> หลายพรรคเสนอสูตร ไม่เอาลุง ไม่เอาความขัดแย้ง หรือเลือก…ไม่รู้หวยจะออกยังไง

ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่าในภาพรวมการเมืองยังเป็น 2 ขั้วอยู่ การสร้างขั้วที่ 3 มันสร้างไม่ได้ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ถ้ามันสร้างได้การเมืองจะไม่ขัดแย้งกันมาขนาดนี้ คือคนจะตีกันบางทีเข้าไปห้ามมันเจ็บตัวนะ พูดง่าย ๆ มาผิดจังหวะ จังหวัดที่เขากำลังร่ายรำ ถ้าจังหวะมันผิดมันหมดราคาไปเลย”

>>โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มีอะไรผิดความคาดหมายหรือไม่?

นายจตุพร กล่าวว่า “นายทักษิณทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพลเอกประยุทธ์ ถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่มีนายทักษิณจะเหนื่อยกว่านี้ จะเสียเสียงที่เรียกตนเองว่าอนุรักษ์นิยม อาจไม่ฟื้นตื่นมาอย่างรุงแรงในปรากฏการณ์โค้งสุดท้าย”

“นายกทักษิณออกมาทวีตคำขออนุญาต 4 คำ และก็ปิดท้ายด้วยเจ้านายของเรา ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงต่าง ๆ มันคล้าย ๆ ปี 62 ที่แบ่งเป็น 2 ซีกเลย สุดซ้ายก็ไปอนาคตใหม่ สุดขวาก็มาทางพลังประชารัฐ ขณะนั้นมีพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” นายจตุพรกล่าว

นอกจากนี้นายจตุพรยังระบุอีกว่า “สิ่งที่น่าสนใจในรอบนี้คือ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็สร้างรอยแผลเอาไว้ เช่น กกต. จัดการการเลือกตั้งล่วงหน้าพบปัญหามากมาย ตั้งแต่ชื่อ เบอร์ หน้าคูหาเลือก การขนบัตรเลือกตั้ง หรือว่าจำนวนรายชื่อที่ไม่ตรงกับหน่วยหรือเขตเลือกตั้ง หมายความว่าแปะไว้ เป็นโมฆะได้ถ้าในอนาคตจะเลือกเส้นทางนี้”

“ดาบมีอยู่หลากหลายรูปแบบ รูปแบบเลือกตั้งเป็นโมฆะ วันนี้ถ้าเอาอันจริง ๆ ก็เป็นไปได้ ถ้าต้องการจะนำมาใช้ หรือการยุบพรรคก็เห็นได้ชัดว่าเกิน 1 พรรคการเมืองที่ไปอยู่ในแดนของการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง” นายจตุพรกล่าว

>> แลนด์สไลด์พรรคเดียวเกิน 250 พรรค จะถึงหรือไม่?

นายจตุพร กล่าวว่า “เชื่อว่าตอนนี้คงยาก ผมเชื่อว่าไม่ถึง 250 หรือจะต่ำกว่า 200 เสียด้วยซ้ำ”

ดร.สุริยะใส กล่าวเสริมว่า “ตัวเลขค่อมกันอยู่ ฝั่งนี้ 270 ฝั่งนู้น 230 อย่าง 270 ต้องการ ส.ว. ร้อยกว่าเสียง จะไปหาจากไหนอีกเป็นร้อย มันเป็นไปไม่ได้เลย มีคนมาถามผมนะว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งได้ไหม ผมบอกเลยรัฐประหารเขาก็ทำมาแล้ว เลือกตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย มันจะเป็นไปไม่ได้ได้อย่างไร”

>>ทำไมสูตรเพื่อไทย+พลังประชารัฐเป็นไปไม่ได้เลย

นายจตุพรกล่าวว่า “เรื่องนี้ผมเปิดประเด็นเป็นคนแรก และที่ผ่านมาเพื่อไทยก็อึกอักมาตลอด แต่พอจวนตัวก็ออกมาปฏิเสธ แต่คนก็ไม่เชื่อแล้ว และลองสังเกต คนจากพรรคพลังประชารัฐย้ายไปอยู่เพื่อไทย ปราศรัยดุเดือดผิดสังเกต นั่นจึงทำให้ผมคิดว่า หากไม่มีปรากฏการณ์อะไร 2 พรรคนี้ก็จะไม่มารวมกัน แต่ถึงอย่างไร สูตรนี้ก็ยังไม่ปิดตาย”

>>คิดว่าไทม์ไลน์จะมีอะไรผิดเพี้ยนไปหรือไม่?

ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “อยู่ที่ตัวเลขเหมือนกันนะ ครั้งที่แล้วก็เบียดกันที่ตัวเลข ก็เลยช้าไปด้วยตัวของมันเอง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แต่เขาเอาเหตุการณ์จากเลือกตั้งปี 62 มาเป็นบทเรียน หากสังเกตจะมีการเคลื่อนไหวของ 2-3 พรรค มีนัยของการใช้เกมมวลชน บริกรรมเกมมวลชนต่อเนื่องหลังวันที่ 14 พ.ค. 66 จะเป็นประเภทแบบว่าเสร็จเลือกตั้งไม่กลับบ้าน เขาจะต้องยื้อ ต้องงัดข้อกันเหมือนปี 62”

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า “ฝ่ายที่ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้ว เขาแอคชันชัดเจนมาก มันเป็นสิทธิของเขา แต่ก็ทำให้เห็นว่าเขากังวล กลายเป็นเกมยื้อ จนอาจจะมีอะไรแทรกขึ้นมา เช่น การวินิจฉัยยุบพรรค การเลือกตั้งใหม่แบบยกแผงจนทำให้คะแนนสวิงกลับ อันนี้เรื่องใหญ่ วันที่ 14 พ.ค.นี้ เลือกตั้งเสร็จมันไม่ได้จบเลย แต่จะจบเพราะหีบใส่บัตรกลับบ้าน นำบัตรกลับไปนับ มันจบแค่นั้น แต่ว่าการเมืองมันเพิ่งเริ่ม”

>> หลัง 14 พ.ค. จะมีเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเลยใช่หรือไม่

ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “จะยุ่งไปหมดเลย หากพูดตรงๆ ไม่มีอคติชี้นำนะ ข้อร้องเรียนหลายเรื่องมีน้ำมากกว่าตอนปี 62 นะ ทั้งเรื่องเฉพาะตัวบุคคลและนโยบายหลายพรรค และทั้งหมดมันคาอยู่ในคำวินิจฉัยกกต. และยังไม่อ่าน ยังไม่ได้แจ้งผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุบพรรค ตัดสิทธิผู้สมัคร แต่อยู่ที่จะหยิบมาเล่นเวลาไหม เหมือนมีกระสุนบรรจุรอไว้อยู่แล้ว”

>> เหตุการณ์การเมืองจะไปลามไปถึงขั้นยุบพรรค แจกใบเหลืองใบแดง เลยหรือไม่?

นายจตุพร ได้กล่าวว่า “ผมเชื่อว่า กกต. ชุดนี้ เป็น กกต. ที่คนไม่รู้จักคณะกรรการเลย ที่สำคัญที่สุดคือ กกต. เงียบผิดสังเกต เพราะฉะนั้นผมมองว่า เรื่องประเด็นการยุบพรรคจะนำไปสู่หลาย ๆ เหตุการณ์ ถ้าคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องเลยนะ ส่วนเรื่องการพลิกจากแพ้เป็นชนะ ผมพอจะเป็นร่อยรอย แต่หากสถานการณ์พลิกไปอีกแบบหนึ่ง ผลก็คงเป็นไปอีกแบบหนึ่ง”

นายจุตพรยังกล่าวอีกว่า “วันที่ 14 พ.ค. ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้าย ระยะเวลาตามกฎหมายเลือกตั้ง มันทอดเวลายาวนาน ซึ่งจะทำให้อะไร ๆ เกิดขึ้นได้ เพราะ กกต. ก็ออกแบบเรื่องกระบวนการยุบพรรคอย่างรวดเร็ว แม้ตอนนี้เขายังไม่ลงมือ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ว่าถ้าทันทีที่มีการเลือกตั้งเสร็จแล้วมีการขยับ หนึ่ง เราจะเห็นการตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญหลังจากการรับรอง หรือก่อนรับรอง ส.ส. ถ้าก่อนรับรอง ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งมา นี่คือจบเลยนะ สองก็คือถ้าไปลงดาบหลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับรอง การย้ายพรรคที่กำหนดเอาไว้ แต่ไม่ได้ไปอย่างพร้อมเพรียงกัน นี่คือจุดหักเหของยอดจำนวน ทำให้จากชนะกลายเป็นแพ้ จากแพ้กลายเป็นชนะ”

เท่านั้นยังไม่พอ นายจตุพร กล่าวเสริมอีกว่า “ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มันมีอยู่จริง ชนิดที่ดิ้นกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กกต. ก็ไม่เลือกใช้ในจังหวะนี้ แต่ผมเชื่อว่า กกต. จะเลือกใช้หลังจากเลือกตั้งได้เสร็จสิ้น”

>> พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 พ.ค.66 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้ทวีตข้อความออกมา 2 รอบ เกี่ยวกับการกลับมาที่ประเทศไทย

ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “เราต้องยอมรับกันก่อนว่าคุณทักษิณอยากกลับบ้านแน่นอน และก็หาจังหวะกลับ และจังหวะกลับรอบนี้ก็คงเป็นจังหวะสุดท้าย เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็พอจะเข้าทางอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านั้น ดูแนวโน้มแล้วก็คือน่าจะกลับจริง แต่จะกลับในเงื่อนไขไหน และการออกมาพูดแบบนี้ย้ำๆ ซ้ำๆ นายทักษิณมั่นใจแค่ไหนว่าจะส่งผลบวกกับพรรคเพื่อไทย?”

ดร.สุริยะใส ระบุอีกว่า “คนก็คงไม่อยากเห็นความวุ่นวายหลังเลือกตั้ง ภาพจำของคุณทักษิณมันมาพร้อมกับความวุ่นวาย นายทักษิณคงมั่นใจในตัวเอง แม้คะแนนคุณอุ๊งอิ๊งลดยังไง ก็สู้ได้”

ทางด้านนายจตุพร แสดงความคิดเห็นว่า “ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ก็ใช้คำว่าขออนุญาต ถึง 2 ครั้ง วันที่ 9 พ.ค. ทวีตแรกก็ใช้คำว่าอนุญาต 2 ครั้ง และทวีตปิดท้ายด้วยคำว่า เจ้านายของเรา เพราะฉะนั้นวันเกิดของนายทักษิณคือ 26 ก.ค. หลังจากนั้น 2 วันคือวันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวง ร.10 ฉะนั้นการใช้คำว่าขออนุญาถึง 4 ครั้ง พร้อมกับคำว่า เจ้านายของเรา ผมมองว่านี่อาจจะเป็นปัญหา”

“คดีของนายทักษิณที่ศาลพิพากษาจำคุกไป 12 ปี มี 1 คดีที่โทษ 2 ปีมันขาดอายุความ แต่อีกคดีที่โทษ 10 ปี คดีไม่มีอายุความ ฉะนั้นในส่วนของคดีที่สิ้นสุดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของนายทักษิณกับราชทัณฑ์ หากนายทักษิณกลับมาประเทศไทยเมื่อใด ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องพาตัวไปส่งที่เรือนจำ จะเป็นอื่นไม่ได้” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า “ผมไม่ทราบว่านายทักษิณคิดด้วยสมมติฐานอะไร บางครั้งคนทั่วไปมองภายนอกก็คิดว่าฉลาดล้ำลึก แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลายครั้งก็ไม่ใช่อย่างนั้น ในทางการเมือง หากคนจะเลือกยังไงเขาก็เลือก แต่ถ้าหากเป็นเหมือนเมื่อปี 2562 ตอนนั้นคะแนนกระจายออกเป็น 2 ทิศทาง คนที่รับไม่ได้กับเรื่องนายทักษิณก็เลือกพลเอกประยุทธ์ ส่วนใครที่ไม่ได้เห็นด้วยที่นายทักษิณจะกลับมาและไม่ได้ชอบพลเอกประยุทธ์ก็เลือกก้าวไกล ทำให้เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ตายสนิท”

นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวเสริมว่า “เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้ที่นายทักษิณออกมาก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยเลย แต่กลับไปสร้างแรงบวกให้กับพลเอกประยุทธ์ นายทักษิณกลายเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้เลย คนฝั่งอนุรักษ์นิยมเขามองว่าคนที่จะมาสู้กับนายทักษิณได้ก็มีแต่พลเอกประยุทธ์เท่านั้น ในขณะที่คนอีกฝั่งก็มองว่าแนวทางที่นายทักษิณพยายามอยู่นั้นมันไม่ใช่ ก็จะไปเทคะแนนให้กับพรรคก้าวไกลหรือไทยสร้างไทย และบอกเลยว่าบริบทนี้จะนำพาสู่ความวุ่นวาย”

“คู่แข่งของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ คือพรรคก้าวไกลนะ ลองถามส.ส.ของเพื่อไทยสิว่าได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์แบบนี้หรือเปล่า นี่จึงเป็นการสร้างความแข็งแรงให้พรรคก้าวไกล” นายจตุพร กล่าว

>> เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วคิดว่านายทักษิณจะกลับมาหรือไม่

นายจตุพร กล่าวว่า “คนมันโกหกจนกระทั่งไม่มีคนเชื่อแล้วเนี่ย พูดแบบนี้มา 20 ครั้งแล้ว ไหนจะที่พูดแบบไม่เป็นทางการอีกเป็นร้อยๆ ครั้งล่ะ และถ้าเกิดไม่กลับรอบนี้อีกล่ะ? จะเอาหน้าไว้บนคอไหวเหรอ?”

ส่วน ดร.สุริยะใส แสดงความคิดเห็นว่า “ผมคิดว่านายทักษิณ ตั้งใจกลับ แต่จะได้กลับหรือไม่ ก็ไม่รู้นะ เพราะมันไม่ง่ายนะที่จะให้การจัดตั้งรัฐบาลสอดรับกับการกลับมายังประเทศไทย ดูๆ แล้วก็มีแต่ความเสี่ยง มองไม่เห็นทางที่จะจบแบบแฮปปี้เลย เว้นแต่ว่าจะเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย ยอมรับความผิดตามกฎหมาย”

>> เมื่อถามว่าคิดว่านายกคนที่ 30 จะเป็นคนเดียวกับนายกฯ คนที่ 29 ก็คือพลเอกประยุทธ์ใช่หรือไม่?

นายจตุพร กล่าวว่า “ตอนนี้ดูเหมือนพลเอกประยุทธ์จะไม่มีอะไร แต่จริงๆ เขามีแต้มต่อนะ เพราะสตาร์ตที่ 250 ในขณะที่คนอื่นสตาร์ตที่ 1”

ส่วน ดร.สุริยะใส กล่าวว่า “คิดว่าโอกาสที่พลเอกประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯ มีสูง”

>> สุดท้ายให้ฝากถึงนายกฯ คนต่อไปที่จะเข้ามาบริหารประเทศไทย

ดร.สุริยะใสกล่าวว่า “ปัญหาในประเทศนี้มีเยอะ ส่วนปัญหาใหม่ที่รออยู่ก็แยะ แต่ที่แย่ก็คือมีคนจำนวนมากกำลังบอกว่าคำตอบสุดท้ายของประเทศคือ 14 พ.ค.นี้ ทั้งที่ 14 พ.ค. เป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่ ๆ ดังนั้นการมองที่ไกลกว่าการเลือกตั้งเป็นวาระที่สำคัญ อย่างน้อยคนไทยทุกคนต้องเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องเข้าใจว่าประเทศมีปัญหา และไม่แค่ตัดสินผลแพ้ชนะในวันเลือกตั้งเท่านั้น”

ไขข้อสงสัย ทำไมหลายประเทศถึงหันมาใช้ ‘เงินหยวน’ ของ ‘จีน’ ในวันที่ ‘เงินดอลลาร์’ ของสหรัฐฯ กำลังเริ่มเสื่อมความนิยม

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 ได้มีผู้ใช้งานติ๊กต็อกท่านหนึ่ง ชื่อ ‘thailaotogether’ ได้ออกมาอธิบาย กรณีที่ สปป.ลาว ได้มีการอนุมัติใช้เงินหยวนของประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้จ่ายทางการค้าระหว่างประเทศ โดยได้ระบุว่า…

เงินหยวน จะมาแทนที่เงินกีบ? จีนจะมากลืนลาว ลาวจะกลายเป็นมณฑลส่วนหนึ่งของจีน? ทำไมประเด็นต่างๆ เหล่านี้ถึงได้กำลังกลายเป็นกระแสดรามาที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในโลกโซเชียล ชุดความคิดนี้มีที่มาอย่างไร? และทำไมประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อาเซียน’ ถึงเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินหยวนกัน

โดยประเด็นนี้เริ่มจากการที่ ผู้ว่าการแบงค์ชาติ นายบุนเหลือ สินไซวอละวง ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว และ นายอี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารประชาชนจีน ได้ลงนามแต่งตั้งสกุลเงินหยวน เพื่อการชำระบัญชีเงินระหว่างกันของทั้ง 2 ประเทศ มีการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างกัน โดยไม่ต้องอ้างอิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

การอ้างอิงหมายความว่าอย่างไร? ตรงนี้สืบเนื่องจากการที่ สปป.ลาว ใช้สกุลเงินกีบในการค้าขายภายในประเทศ แต่ในบางพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดติดกับประเทศไทย ในบางครั้งก็อาจจะมีการใช้สกุลเงินบาทกันได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น สินค้าทั่วไปใน สปป.ลาว มีการซื้อขายกันโดยใช้สกุลเงินกีบ แต่ถ้าหากเป็นรถยนต์ หรือบ้าน จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นตัวอ้างอิง เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสากล

การอ้างอิงของเงินตราระหว่างประเทศที่เป็นสากล คือ ‘เงินดอลลาร์สหรัฐฯ’ ที่มีความครอบคลุมเกือบทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน ในตอนนี้ ประเทศจีนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ต่างชาติมีการชำระเงิน และเกิดการค้าขายกันโดยใช้สกุลเงินหยวนมากขึ้น จนสามารถแซงหน้าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยสัดส่วนที่สูงถึง 48% จนทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 2 ด้วยสัดส่วนที่เหลือเพียง 46%

ซึ่งสิ่งนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เกิดการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลกันว่า ประเทศจีนจะมากลืนกิน สปป.ลาว แต่อย่างใด และในขณะเดียวกัน ประเทศจีนเองก็สนับสนุนให้นานาประเทศใช้สกุลเงินท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ให้ใช้เงินหยวนในลักษณะของการอ้างอิงและชำระเงินในการค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่มากขึ้น และทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ได้มีการหันมาใช้สกุลเงินหยวนนั้น เริ่มมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น ประเทศบราซิล ได้มีการทำข้อตกลงการค้าขายระหว่างกันกับประเทศจีน และได้มีการชำระเงินระหว่างกันโดยใช้สกุลเงินหยวนแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ประเทศต่อมาคือ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่กำลังมีการพิจารณาการซื้อขายน้ำมันกันอยู่ โดยก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 ประเทศนี้ จะใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินกลางในการค้าขายระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศกำลังพิจารณาอนุมัติการใช้สกุลเงินหยวน เพื่อใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากประเทศซาอุดีอาระเบีย ไปทำการค้าขายน้ำมันกับอีกทางภูมิภาคหนึ่ง หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะมีการทำข้อตกลงในการใช้สกุลเงินอื่นระหว่างกัน หรืออาจใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะมีความเป็นสากลมากที่สุด และขณะเดียวกัน หากประเทศซาอุดีอาระเบีย มาทำการค้าขายกับประเทศไทย ก็คงมีการทำข้อตกลงร่วมกันในการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรืออาจะเป็นสกุลเงินอื่นๆ ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับว่าสกุลเงินใดให้ประโยชน์สูงสุดกับทั้ง 2 ประเทศ

ล่าสุด ประเทศอาร์เจนตินา เพิ่งได้มีการทำข้อตกลงกับประเทศจีนในการใช้สกุลเงินหยวนในการค้าขายระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศจีนได้มีการทำสัญญากับประเทศอาร์เจนตินา ว่าหากประเทศอาร์เจนตินาใช้สกุลเงินหยวน และได้ทำการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีน ประเทศจีนจะอนุมัติการขนส่งสินค้าภายใน 90 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลาในการอนุมัตินานถึง 180 วัน ทำให้สิ่งนี้จึงกลายเป็นผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเทศฝรั่งเศสที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับประเทศจีน ในการซื้อขายน้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ โดยใช้สกุลเงินหยวนในการชำระทางการค้า

นี่คือสิ่งที่ประเทศจีนพยายามจะทำให้ต่างประเทศหันมาใช้สกุลเงินหยวน ซึ่งการทำข้อตกลงในการใช้เงินหยวนเพื่อการค้าขายนี้ ทำให้ประเทศจีนประสบผลสำเร็จ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในการทำการค้าขายกับต่างประเทศในที่สุด

และหากลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทยเองก็ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกันกับประเทศจีน ในการใช้สกุลเงินหยวน ซึ่ง ณ ขณะนั้น มี 3 ประเทศที่มีการทำข้อตกลงร่วมกัน คือ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย อีกทั้งประเทศจีนเองก็มีความต้องการให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนหันมาใช้สกุลเงินหยวน ทำให้ในตอนนี้ ประเทศในแถบเอเชีย และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศไทย ลาว เมียนมา และกัมพูชา มีการทำข้อตกลงที่จะใช้เงินหยวนในการค้าขายระหว่างกัน

นอกจากนี้ ประเทศจีนยังได้สร้างระบบในการชำระ เรียกว่า ‘ระบบให้บริการชำระเงินและเคลียริ่งข้ามพรมแดน สำหรับสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศ’ หรือที่เรียกว่า ‘CIPT’ ขึ้นมา เป็นระบบกลางที่ช่วยให้สามารถชำระเงินระหว่างประเทศกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั่วโลกชำระเงินในการค้าขายระหว่างกันด้วยระบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งขึ้นตรงกับมหานครนครนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการหักค่าธรรมเนียมในการให้บริการสูงมาก เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้ประเทศจีนมีความต้องการที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายภายในประเทศเป็นหลัก และใช้สกุลเงินหยวนในการอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ในการค้าขายระหว่างประเทศ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่า การที่ สปป.ลาวใช้สกุลเงินหยวน จะทำให้สกุลเงินกีบนั้นหายไป และ สปป.ลาวจะถูกกลืนกินชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนแต่อย่างใด หากมองให้ลึกลงไป ในบางประเทศที่มีการอนุมัติใช้สกุลเงินหยวนในการอ้างอิงการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนกันนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับแต่ละประเทศ ส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยกันทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำให้สกุลเงินกีบของ สปป.ลาว อ่อนค่าลงนั้น สืบเนื่องมาจากหลายๆ ประเทศได้หันมาใช้สกุลเงินหยวนกัน เนื่อกจากมีความกลัวว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะไม่มีเสถียรภาพ เพราะการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไหลออกนอกประเทศ อาจส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ ที่มีการทำการค้าขายกันนั้นอ่อนค่าลงนั้นเอง

อีกทั้งขณะเดียวกัน ประเทศสหรัฐฯ ยังได้มีการคว่ำบาตรประเทศรัสเซีย รวมถึงประเทศคู่ค้าที่เป็นพันธมิตรกับประเทศรัสเซีย นั่นคือ ประเทศจีน และ สปป.ลาว นอกจากนี้ ประเทศไทยเองก็ยังได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะทุกวันนี้ ค่าเงินบาทของไทยนั้นอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งถือว่ายังน้อยกว่าเมื่อเทียบ สปป.ลาว ที่สกุลเงินกีบนั้นอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด

เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในมาตรการของ สปป.ลาว ที่คิดจะใช้สกุลเงินหยวนเข้ามาแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่มากขึ้น เกิดเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการทำให้มีเงินหลั่งไหลเข้าไปในประเทศมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรื่องนี้นับได้ว่า เป็นทั้งเรื่องที่ไกลตัว และใกล้ตัว เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรามีความแข็งแรง ประเทศของเราก็มีความแข็งแรงมากขึ้นเช่นกัน จึงสามารถมองได้ว่า วิธีการนี้คือ หลักการคิดของประเทศจีน ที่ต้องการให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียน สามารถพึ่งพาตัวเองและพึ่งพากันเองได้ ก่อนที่จะไปพึ่งพาประเทศในภูมิภาคอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศจีนถึงอยากให้แต่ละประเทศในอาเซียนนั้นหันมาใช้เงินหยวน

‘พปชร.’ ปิดจ๊อบหาเสียง ชู ‘เลือกลุงป้อม นำได้ ตามเป็น เย็นพอ ฟังทุกฝ่าย’ ด้าน ‘บิ๊กป้อม’ กร้าว!! ภารกิจสุดท้าย คือ การเป็นนายกฯ ของคนไทย

‘พปชร.’ ปิดเวทียิ่งใหญ่ “เลือกลุงป้อม นำได้ ตามเป็น เย็นพอ ฟังทุกฝ่าย” ประกาศนั่งนายกฯ เป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิต ขอคนไทยรวมพลังจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

(12 พ.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย ก่อนประชาชนจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ปี 2566 ในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามไทย – ญี่ปุ่นดินแดง กรุงเทพฯ มีประชาชนกว่า 4,000 คน มาร่วมรับฟังการปราศรัย พร้อมชูสโลแกน ‘เลือกลุงป้อม นำได้ ตามเป็น เย็นพอ ฟังทุกฝ่าย’ ที่จะนำพาทุกฝ่ายก้าวข้ามความขัดแย้ง

ทั้งนี้การปราศรัยเริ่มตั้งแต่เวลา 14.30 น.โดยมีนายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีพูดเป็นคนแรกว่า ผมในนามของพรรคพลังประชารัฐตลอดระยะเวลาหาเสียงกว่า 2 เดือน เราได้รับเสียงตอบรับที่อบอุ่นจากคนไทยทั้งประเทศ ต้องขอขอบคุณด้วยใจ วันที่ 14 พ.ค.นี้ อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของประชาชนทุกคน จึงอยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่า อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร? อยากเห็นเศรษฐกิจที่ดี คนไทยกินดีอยู่ดี หรืออยากจะเห็นความแตกแยกของคนสองยุค อยากเห็นคอรัปชั่น ยาเสพติดระบาดทั่วเมือง ที่ผ่านมา การเมืองไทยไม่ไปไหนเพราะติดหล่มอยู่กับความขัดแย้ง

นายสกลธี กล่าวต่อว่า คนที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ต้องเคารพการตรวจสอบได้ ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด รักใคร ก็ต้องยอมรับกฎหมาย ตนอยากจะเตือนสติว่า ไม่ว่าคุณจะได้รับการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย การเลือกตั้งคือ การที่คุณได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศเท่านั้น ไม่ใช่คุณจะอยู่เหนือกฎหมาย แล้วมาใช้กฎหมู่ทำลายล้างกัน ดังนั้นประเทศเราต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ของพรรคพลังประชารัฐ คือ อยากจะให้ประชาชนรักกัน

“พรรคพลังประชารัฐมี กองทุนประชารัฐพัฒนาประเทศ 3 แสนล้านบาท ที่จะพัฒนากรุงเทพฯ ขอเพียงแค่ประชาชนให้โอกาสผู้สมัครของเราเข้าไปลงมือทำ ซึ่งพรรคเรามี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้จัดการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการทำงาน จนทำให้รัฐบาลอยู่มาได้ถึง 4 ปี ผลงานที่ทุกคนรู้กันดีก็คือ แก้หนี้นอกระบบ แก้เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาน้ำ” นายสกลธี กล่าว

นายวราเทพ กล่าวว่า พรรคนี้อนาคตไกล จึงขอเป็นตัวแทน กก.บห. พรรคนี้ไม่มีนายใหญ่ และไม่มีครูใหญ่ แต่มีใจบันดาลแรง วันนี้มีหลายเวที และที่ผ่านมามีวาทกรรมที่เกิดขึ้นตลอดการหาเสียง 60 วัน สร้างความเกลียดชังและใส่ร้าย แต่พปชร.มีนโยบายโดยไม่ต้องมีวาทกรรม ไม่ต้องแอบอ้างว่าคิดใหญ่ ทำเป็น แต่เราคิดเป็น ทำได้ และทำทันที บางคนบอกให้กาพรรคประเทศไทยไม่เหมือนเดิม แต่ถ้ากา พปชร.ประเทศไทยจะดีกว่าเดิม

นายวราเทพ กล่าวต่อว่า กว่า 20 ปี ท่ามกลางวิกฤตสถานการณ์ เห็นแต่ พล.อ.ประวิตร ที่ทำได้ ถึงไม่ย้ายไปไหน หลายคนอยากกลับมา จึงบอกว่าหลังเลือกตั้งให้กลับมา ถามว่าผู้นำคนไหนเป็นแบบนี้ จะเลือกคนหนุ่มสาว แต่ผู้นำที่เคลือบแคลงจะมาเปลี่ยนแปลงจะทำให้เชื่อได้หรือไม่ เราต้องเลือกแบบมีเหตุผล ไม่ใช่เลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบไร้สติ ขอให้ประชาชนคิดอย่างไรก็ได้เพื่อหยุดความขัดแย้ง และก้าวข้ามไปด้วยกัน

“วันนี้ไม่มีรัฐบาลพรรคไหนที่จะไม่ทำเพื่อประชาชน ทุกคนอยากทำเพื่อประชาชน แต่โอกาสไม่เหมือนกัน ครั้งที่แล้ว เราเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และมีพรรคร่วม 19 พรรค แต่หัวหน้าเราไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ แต่วันนี้หัวหน้าพรรค พปชร.มีโอกาสเป็นนายกฯ แล้ว และคิดว่าสามารถทำได้ในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง โดย 4 ปีที่แล้วมีพรรคเดียวที่ชนะใจคนทุกภูมิภาคคือพรรค พปชร.ที่มีส.ส.ทุกภาค รวมทั้ง กทม.12 คน เพียงพรรคเดียว ได้ ส.ส.116 คน ในครั้งนี้ขอให้ทุกคนพิสูจน์ว่า คน กทม.จะเลือกกลับมาเป็น 2 เท่า และผมเชื่อมั่นว่าทางออกของประเทศจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีผู้นำที่ตั้งใจ และเดินทางไปดูแลประชาชนครบทุกจังหวัด อย่าง พล.อ.ประวิตร” นายวราเทพ กล่าว

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า อีก 2 วัน จะเป็นการชี้ชะตาของประเทศไทย กว่า 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในวังวนความขัดแย้ง ครั้งนี้เราจะปล่อยให้ประเทศเดินเข้าวังวนแบบนั้นอีกหรือไม่? เราต้องหยุดวงจรนี้และเดินหน้าไปพร้อมกับพรรคพลังประชารัฐ เรากำลังจะได้ตัดสินอนาคตของพวกเราทุกคน มันจะมีผลกระทบต่อชีวิตคนไทยทั้งประเทศ

“พรรค พปชร.จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่จะพาพี่น้องคนไทยผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ เพราะหลายคนกำลังกังวลถึงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่จะเข้ามายุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พรรคที่สามารถเชื่อมโยง พูดคุย กับทุกพรรค นั่นก็คือ พรรค พปชร.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมที่วุดในสถานการณ์ตอนนี้ เพราะผู้นำทางการเมืองต้องพร้อมที่จะเป็นกาวใจให้กับทุกฝ่าย ต้องมีบารมีที่ทุกฝ่ายให้ความแกรงใจ รวมถึงพร้อมรับฟัง และพร้อมทุ่มเมฃทแรงกาย แรงใจให้กับประชาชน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

จากนั้น เมื่อเวลา 15.40 น.พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว พล.อ.ประวิตร อย่างยิ่งใหญ่นำขบวนโดยผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 คน พร้อมธงโบกสะบัด โดย พล.อ.ประวิตร เปิดตัวด้วยการเดินอย่างกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้มกับประชาชนที่มาร่วมฟังการปราศรัย รวมถึงติดไมค์ลอยคล้องหูด้วย

ต่อมา พล.อ.ประวิตร กล่าวปราศรัยปิดเวทีว่า ทุกนโยบายที่หาเสียงไว้ ผมขอสัญญาว่า จะทำให้สำเร็จ เพราะผมเป็นคนที่ไม่มีภาระใดๆ ไม่มีธุรกิจ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ผมมีเพียงภารกิจเดียว และเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิตผม คือการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทย ผมขอให้ทุกคนช่วยกัน

“ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาของการเป็นรัฐบาล ผมสามารถพูดคุยกับทุกคน รับฟังความคิดเห็นต่างได้จากทุกฝ่ายได้ โดยไม่มีอคติใดๆ ตลอดชีวิตของผมมีหน้าที่ในการปกป้องประเทศจากศัตรูภยันตราย ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ความมั่นคงป้องกันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของเรา วันนี้ผมได้เห็นแล้วว่า ประเทศของเรายังมีปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาความยากจน และปัญหาเรื่องปากท้องไปจนถึงการก้าวข้ามความขัดแย้ง และการก้าวล่วงสถาบัน การแทรกแซงทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ”

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ผมและพรรคพลังประชารัฐ มุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาของประชาชนในทุกเรื่องให้ได้ เรารับรองว่า เราจะก้าวไปด้วยกัน ทุกนโยบายที่รับปากพี่น้องประชาชน เมื่อทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะทำทันที โดยขอให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่า ผมทำได้ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นพรรคพลังประชารัฐ และผู้บริหารของพรรคจะทำงานเพื่อประชาชนทุกคน ขอให้เชื่อมั่นว่าผมจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เราจะช่วยกันนำพาประเทศนี้ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ขอให้เลือกผมและพรรคพลังประชารัฐ ประเทศชาติจะไม่วุ่นวาย เศรษฐกิจจะเดินหน้า ค้าขายจะเจริญรุ่งเรือง ขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 และ ผู้สมัคร ส.ส. ทุกเขตของพรรคพลังประชารัฐทั่วประเทศ

“ประเทศเราถ้ามีความสงบแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองจะมาสู่ประเทศของเราอย่างแน่นอน พรรคพลังประชารัฐและผู้สมัครของพรรคทุกคนยินดีที่จะนำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ ขอให้พวกเราทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนคนไทย วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เข้าคูหากาเบอร์ 37 ‘เลือกลุงป้อม นำได้ ตามเป็น เย็นพอ ฟังทุกฝ่าย’ เราจะก้าวข้ามความขัดแย้งพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ก่อนปิดเวที พล.อ.ประวิตร ได้ถ่ายภาพร่วมกับ กก.บห. ผู้สมัคร ส.ส.กทม.และถ่ายภาพร่วมกับประชาชนที่มาร่วมในเวทีปิดปราศรัยด้วย นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับชาวจีน ที่เดินทางจากต่างประเทศมาร่วมให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร โดยระบุว่า เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จึงอยากมาถ่ายรูปคู่ด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’ ปราศรัยโค้งสุดท้าย คนล้นฮอลล์อิมแพ็ค อารีน่า ปลุก ปชช.จับปากกา กา ‘เพื่อไทย’ เข้าสภาฯ ปิดเกม 2 ลุง

(12 พ.ค. 66) ที่ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี พรรคเพื่อไทย จัดงาน ปราศรัยใหญ่ เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ประเทศไทยเปลี่ยนทันที ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมฟังปราศรัยของพรรคเพื่อไทย โดยต่างใส่เสื้อสีแดง มาจับจองพื้นที่กันเต็มทั้ง 3 ชั้นของฮอลล์ด้านใน ขณะที่ด้านนอก ได้มีป้าย และ สแตนดี้ ขนาดเท่าตัวจริงของแคนดิเดตให้ประชาชนได้ถ่ายภาพ

โดย นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และ นางสาวแพทองธาร ได้เดินทางมาถึงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และทักทายกับประชาชนที่มาร่วมงาน ประชาชนหลายคนต่างนำโทรศัพท์มาถ่ายภาพ ซึ่งวันนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็ได้เตรียมขึ้นเวทีปราศรัยครั้งนี้ด้วย ขณะที่ นายชัยเกษม นิติสิริ อีก 1 แคนดิเดตฯ นั้น ยังคงพักรักษาตัวอยู่

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า วันนี้พร้อมมาก อาทิตย์นี้ ทุกคนต้องไม่ลืมมาใช้สิทธิ์ กาให้แม่นๆ พาเพื่อไทยเข้าทำเนียบไปพร้อมๆ กัน

ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า นโยบายหลักๆ เชื่อว่าโดนใจพี่น้องประชาชน ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้ง เรามีจุดประสงค์ปิดเกม 2 ลุง ต้องเลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานยังมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ที่เดินทางมาร่วมงานด้วย อาทิ เชน เดอะ สตาร์, ฟ้า พรหมศร, ซีนิว และ เจ๊แต๋ว ฮาลั่นทุ่ง นักแสดงอิสระ ที่มาร่วมฟังปราศรัยในครั้งนี้ด้วย

โดยฟ้า พรหมศร กล่าวว่า เราต้องการคนทำงานเป็น ทำงานมาก่อน ทำงานได้ เราวินาศสันตะโรมา 8-9 ปี จะเสี่ยงไม่ได้ เราต้องการคนทำงานจริงจัง ฟ้ามั่นใจว่า เพื่อไทย ทำงานเป็น ทำงานได้ ทำงานไว แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดินอย่างแน่นอน

‘จุรินทร์’ ปลุกพลังเงียบ ‘เซฟ ปชป.’ เพื่อเป็นเสาหลักพาชาติรอด วอน คนไทยอย่าเลือกตามกระแส แต่เลือกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

(12 พ.ค. 66) ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์จัดการปราศรัยใหญ่นัดสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ภายใต้ชื่องาน ‘#SAVEประชาธิปัตย์ เพื่อ #SAVEประชาธิปไตยไม่โกง’ โดยมีแกนนำพรรคฯ อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคฯ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแล กทม., น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม.รวมถึงคณะผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 คน และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ต่อมา นายจุรินทร์ กล่าวปราศรัยว่า ขอขอบคุณประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่เคยทอดทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันสุดท้ายการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง เพราะวันที่ 14 พ.ค.นี้ เป็นวันเลือกตั้ง สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแข่งขันที่รุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แข่งขันกันทั้งคน ทั้งนโยบาย แข่งขันทั้งพรรค และทั้งการสร้างกระแสทางการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เสียงของตัวเองเป็นเลิศ สามารถแลนด์สไลด์ได้

ที่สำคัญ ตนเป็นห่วงว่าแม้ฝุ่น PM 2.5 หมดไปแล้วด้วยฝนหลวงที่ลงมาชะล้าง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ PM 500 กับ PM 1,500 ตนจึงอยากกับทุกคนว่า การเลือกตั้งเที่ยวนี้ ประชาชนในกรุงเทพฯ และประชาชนทั้งประเทศอย่าลงคะแนนเลือกตั้งตามกระแส และอย่าเลือกเพราะผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ขอให้เลือกอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกเพื่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทยของเรา สำหรับ กทม. พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทั้งผู้สมัครของเรา 33 คน 33 เขต และยังมีผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การเลือกตั้งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้ ตนขอบอกว่า ตั้งแต่นับหนึ่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ ทุกอย่างดีขึ้นเป็นลำดับ เสียงตอบรับจากคนไทยทั้งประเทศดีขึ้นในทุกภาค ขณะที่ 3 ทัพของพรรคประชาธิปัตย์กำลังเดินหน้าบุกตะลุยไปทั่วประเทศ ตนจึงขอให้พลังเงียบและพลังประชาธิปัตย์ช่วยกันตะลุยหาเสียงต่อไปจนนาทีสุดท้าย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนไทยทั่วประเทศถล่มทลาย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่คู่ฟ้าไทยตลอดไป

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สัญญาณที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลง เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอเน้นย้ำกับชาว กทม.และคนไทยทั้งประเทศ ว่าขอเรียกร้องให้ช่วยกัน ‘Save ประชาธิปัตย์’ เพื่อ ‘Save ประชาธิปไตย’ ต่อไป เพราะนี่คือทางรอดทางเดียวของประเทศ และทำไมต้อง ‘Save ประชาธิปัตย์’ คือ

1.) เพราะถ้ามีไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะไม่มีสถาบันการเมืองที่อยู่คู่กับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประเทศ

2. เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีอายุยืนยาวที่สุดในเอเชียอาคเนย์ คู่กับพรรคอัมโนของมาเลเซีย

3.) เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ไม่ใช่ของจอมพลคนใดจอมพลคนหนึ่ง ไม่ใช่ของนายพลคนใดนายพลคนหนึ่ง ไม่ใช่นายทุนคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่พรรคเพื่อครอบครัวใดเพื่อครอบครัวเดียว ไม่ใช่พรรคของนายพล เพื่อนายพล ไม่ใช่พรรคเพื่อนายทุนเพื่อนายทุน แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  และใน 140 ประเทศ บรรดาพรรคการเมืองทั้งหมดในประเทศไทย มีสมาพันธ์พรรคการเมืองเสรีนิยมประชาธิปไตยโลกให้การยมอรับว่าเป็นประชาธิปไตยตัวจริง คือพรรคประชาธิปัตย์

4.) พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นของคนทุกรุ่นและของคนไทยทั้งประเทศ

5.) นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่หวือหวา แต่ตกผลึก และมีความรับผิดชอบ รวมถึงทำได้จริง ที่สำคัญ ไม่พาประเทศไปสุ่มเสี่ยง แต่สามารถพาประเทศรอดได้จริงในอนาคต ถ้ามีโอกาสตั้งรัฐบาล และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่เป็นระเบิดเวลาของประเทศ เพราะไม่เปลี่ยนทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะถ้าสิ่งนั้นดีอยู่แล้ว แต่ไปเปลี่ยนก็จะพาประเทศไปไม่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กระทบกับหัวใจคนทั้งประเทศ

6.) พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใดที่ทุจริตจนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า จาก 6 เหตุผลดังกล่าว ตนขอส่งสัญญาณไปยังคนกรุงเทพฯ และคนไทยประเทศว่าทำไมพวกเราต้องประกาศวิงวอนขอให้ช่วยพรรคประชาธิปัตย์ และขอให้ช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่คนไทยต่อไป และนอกจากนี้ เราต้องเซฟประชาธิปไตยไม่โกง ให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเท่านั้น เพราะถ้าประชาธิปไตยครึ่งใบก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้ามีประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอ เพราะมีหลายยุคหลายสมัยที่ประเทศไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย แต่โคตรโกง เพราะสุดท้ายคนที่เสียหายคือประชาชนและประเทศชาติ อีกทั้งที่ผ่านมา เมื่อประชาธิปไตยไปต่อไม่ได้ เพราะมีการยึดอำนาจก็ต้องไปดูว่ารัฐบาลก่อนหน้านั้น ทำอะไรไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คดโกง ดังนั้นนอกจากจะเซฟประชาธิปัตย์ ต้องเซฟประชาธิปไตยไม่โกง เพราะเป็นทางรอดทางเดียวของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง

“นี่คือสิ่งที่ผมอยากส่งสัญญาณให้ชัดเจน ว่าถ้าประชาชยไว้ใจพรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนยันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาธิปัตย์จะพาประเทศรอดแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เพราประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าทุกครั้งที่ประเทศเกิดวิกฤติ ประสบปัญหาเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์กู้วิกฤตทุกครั้ง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลได้ การปฏิวัติจะเป็นศูนย์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่โกง ไม่สร้างเงื่อนไข นี่คือสัญญาณทั้งหมดเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสาหลักในการเซฟประชาธิปไตยไม่โกง และเป็นทางรอดของประเทศต่อไป จึงขอส่งสัญญาณไปยังชาว กทม. และคนไทยทั้งประเทศ ทั้งพลังเงียบ พลังประชาธิปัตย์ ช่วยวิงวอนประชาชนทุกคนไปช่วยกันเลือกพรรคประชาธิปัตย์ 14 พ.ค.” นายจุรินทร์ กล่าว

รู้จัก ‘Hope Cooke’ สตรีอเมริกัน ผู้ยอมสละสัญชาติ เพื่อเป็นพระราชินี (องค์สุดท้าย) แห่ง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’

หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่า ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ผมจึงขอเล่าถึง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ทราบเป็นสังเขปก่อนครับ

‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ก็คือ ‘รัฐสิกขิม’ ของสาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบัน โดยรัฐสิกขิมเป็นรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีพื้นที่ติดต่อกับทิเบต ประเทศภูฏาน ประเทศเนปาล และรัฐเบงกอลตะวันตก

รัฐสิกขิมเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดของอินเดีย และมีพื้นที่น้อยที่สุดเป็นอันดับสอง พื้นที่ของรัฐนี้ประมาณ 35% อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคางเชนดองซา อันเป็นแหล่งมรดกโลก อีกทั้ง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ เป็นประเทศที่สูญเสียเอกราชให้กับอินเดียด้วยลัทธิประชาธิปไตย

ราชอาณาจักรสิกขิม ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 17 และปกครองโดยกษัตริย์นักบวชชาวพุทธซึ่งเรียกว่า ‘โชเกล (Chogyal)’ ราชอาณาจักรสิกขิมเป็นราชอาณาจักรที่ปกครองยาวนานมาเป็นเวลา 333 ปี ปกครองโดย ‘โชเกล’ ซึ่งได้รับการสถาปนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2185 (ค.ศ 1642) ราชอาณาจักรสิกขิมกลายเป็นเป็นรัฐในอารักขาของจักรวรรดิบริติชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890) ภายใต้สนธิสัญญา Tumlong สิกขิมกลายเป็นรัฐมหาราชาหนึ่งภายใต้บริติชอินเดียจนถึงปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) และเป็นรัฐในอารักขาของประเทศอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) จนถึงปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) (โดยในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) เกิดการจลาจล ฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เข้ายึดพื้นที่บริเวณหน้าพระราชวังของช็อกยัลเพื่อต่อต้านระบอบกษัตริย์สิขขิม)

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) อินเดียได้ส่งกองกำลังเข้ายึดครองกรุงกังต็อก นครหลวงของราชอาราจักรสิกขิมเพื่อปราบปรามการจลาจล และตามด้วยการจัดทำประชามติในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ของสิกขิมในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ซึ่งปรากฏผลคะแนนให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ และเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 22 ของสาธารณรัฐอินเดีย วันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 สิกขิมได้เข้าเป็นรัฐสมาชิกของสาธารณรัฐอินเดีย โดยรัฐสิกขิมเป็นรัฐมีอัตราการรู้หนังสือสูงที่สุดในบรรดารัฐหิมาลัย

ในส่วนของสตรีที่เราจะพูดถึงในวันนี้ เธอมีชื่อว่า ‘Hope Cooke’ เกิดวันที่  24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ที่นครซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บิดาของเธอ คือ John J. Cooke อเมริกันเชื้อสายไอริช ประกอบอาชีพเป็นครูการบิน ส่วนมารดาของเธอคือ Hope Noyes เป็นนักบินหญิง

Hope Cooke ถูกเลี้ยงดูและนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Episcopal ด้วย Hope Noyes มารดาของเธอเสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะมีอายุได้ 25 ปี จากเหตุเครื่องบินตก Hope Cooke และพี่สาวต่างบิดาถูกส่งไปให้คุณตา คุณยาย เลี้ยงดู ตาของเธอเป็นประธานบริษัท J. H. Winchester & Co ซึ่งเป็นนายหน้าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่พอเมื่อคุณตา คุณยายของเธอเสียชีวิต เธอก็ถูกส่งไปอยู่ในการปกครองของคุณป้าและลุงเขย คือ Selden Chapin อดีตเอกอัครรัฐทูตสหรัฐประจำอิหร่านและเปรู ซึ่งทำให้เธอจบการศึกษาระดับไฮสคูลในอิหร่าน

Hope Cooke จัดว่า เป็นสตรีชั้นสูง (Celebrity) ของสังคมอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) Cooke ได้เข้าศึกษาภาควิชาเอเชียศึกษาของวิทยาลัย Sarah Lawrence และเช่าห้องร่วมกับนักแสดงสาว Jane Alexander ซึ่งเรียนวิทยาลัยเดียวกัน

ในขณะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งด้วยการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เธอได้เดินทางไปอินเดียในช่วงฤดูร้อน และได้พบกับ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgyal แห่งสิกขิมวัย 36 ชันษา ซึ่งเคยเสกสมรสแล้ว (ในขณะนั้นยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งสิกขิม) ที่ภัตคารของโรงแรมวินดาเมียร์ เมืองดาร์จิลิงของอินเดีย (ขณะนั้น Cooke อายุเพียง 19 ปี)

ทั้งสองรักใคร่ชอบพอกันด้วยเห็นว่า มีชีวิตวัยเด็กที่โดดเดี่ยวคล้ายคลึงกัน ในปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) มีการประกาศการหมั้น แต่พิธีอภิเษกสมรสถูกเลื่อนไปกว่าหนึ่งปี เพราะโหราจารย์ทั้งในสิกขิมและอินเดียต่างเตือนว่า ปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) นั้นเป็นปีไม่มงคลสำหรับการสมรส

ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม พศ. 2506 (ค.ศ. 1963) มกุฎราชกุมาร Palden Thondup Namgyal ได้อภิเษกสมรสกับ Hope Cooke ด้วยราชพิธีมงคลสมรสแบบศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยมีพระลามะ 14 รูป และผู้ที่มาร่วมราชพิธีดังกล่าวมีทั้งราชนิกุลของอินเดีย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของทั้งอินเดียและสิกขิม และเอกอัครรัฐทูตสหรัฐอเมริกาประจำอินเดีย

โดย Cooke ยอมสละสัญชาติอเมริกันตามกฎหมายของสิกขิม เพื่อไม่ให้ชาวสิกขิมเห็นว่า เธอยังเป็น ‘คนอเมริกัน’ ในประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย แม้ว่ามกุฎราชกุมารจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ Hope Cooke ก็ไม่ได้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์เป็นพุทธอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในช่วงยังเยาว์ เธอเคยปฏิบัติพิธีแบบพุทธศาสนาก็ตาม สื่อต่างชาติตีพิมพ์เรื่องราวที่ดูราวกับเทพนิยายของทั้งสอง ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์

ในช่วงนั้นทั้งชาวอเมริกันและชาวโลกแทบไม่มีใครที่รู้จักราชอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างสิกขิมเลย เมื่อมีการตีพิมพ์ลงข่าวเรื่องราวของการอภิเษกเสกสมรส พวกเขาก็เชื่อว่า ประเทศนี้เล็ก ๆ น่ารัก เป็นมิตร ผู้คนเคร่งศาสนา และสงบสุข แต่ความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่ออินเดียพยายามขยายลัทธิสาธารณรัฐนิยมไปยังประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในจีนและทิเบตก็ส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรสิกขิมด้วย

สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal ซึ่งทรงเป็นโชเกล (Chogyal) พระองค์ที่ 11 แห่งราชอาณาจักรสิกขิม ซึ่งครองราชย์มายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ได้ลงนามในสนธิสัญญากับอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) โดยให้สาธารณรัฐอินเดียมีอำนาจเหนืออธิปไตยของราชอาราจักรสิกขิม ส่งผลให้อินเดียเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของสิกขิมบ่อยครั้ง เพื่อจะได้หาโอกาสผนวกเอาราชอาณาจักรสิกขิมเข้าเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ด้วยอินเดียหวาดกลัวจีนคอมมิวนิสต์ที่อาจจะใช้สิกขิมและภูฏานเป็นด่านหน้าในการโจมตีอินเดีย

สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal ทรงประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าสิกขิมจะเป็นราชอาณาจักรเล็ก ๆ โดดเดี่ยว ทรัพยากรน้อย แต่ชาวสิกขิมกลับมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเพื่อนบ้านอย่าง เนปาล และภูฏาน อัตราการรู้หนังสือและรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของราชอาณาจักรสิกขิมมีสูงกว่า อินเดีย (ช่วงที่เริ่มต้นการพัฒนา) เนปาล และภูฏาน แต่อำนาจทางการทหารนั้นมีน้อยกว่าอินเดียมากจนไม่อาจเทียบได้

วันที่ 2 ธันวาคม พศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal สวรรคต มกุฎราชกุมารได้ครองราชย์เป็น สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya โชเกลพระองค์ที่ 12 แห่งสิกขิม และ Hope Cooke ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี Hope (Queen Hope) พิธีราชาภิเษกของพระองค์ในปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) ได้รับความสนใจจากสังคมโลกไม่น้อย ด้วยสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya เมื่อคราวยังเป็นเจ้าชายมกุฏราชกุมารเคยทรงเป็นตัวแทนเจรจาความสัมพันธ์สิกขิมและอินเดียในคราวที่อินเดียได้รับเอกราช

แต่เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงราชย์สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ บรรดาฝักฝ่ายทางการเมืองในสิกขิม โดยอินเดียให้การสนับสนุนพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม (Sikkim National Congress) อันเป็นพรรคการเมืองที่นิยมอินเดีย และปรารถนาให้อินเดียผนวกสิกขิมอย่างเบ็ดเสร็จ มีการให้ร้าย-โจมตีสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ว่า ทรงไร้ความสามารถ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เป็นที่เคารพของประชาชน และไม่มีประสิทธิภาพในการทรงงาน

ขบวนการต่อต้านพระมหากษัตริย์ดำเนินการโดยนักการเมืองมืออาชีพจากพรรคคองเกรสที่อินเดียสนับสนุน จากนั้นก็ขยายกลุ่มไปสู่ข้าราชการชาวเนปาลที่เข้ามาทำงานในประเทศ ได้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ซึ่งเป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กว่า 300 ปีของราชอาณาจักรสิกขิม โดยมองว่า การปกครองขององค์โชเกลไม่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องการให้ ‘อินเดียเข้ามาชี้นำประชาธิปไตยในประเทศ’

ความล้มเหลวของสถาบันพระมหากษัตริย์สิกขิมเกิดจากอำนาจและมนต์ขลังความเป็นพระมหากษัตริย์ในพระพุทธศาสนาเสื่อมลงตามกาลเวลา การขาดปฏิสัมพันธ์กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลังจากที่อำนาจการปกครองอยู่ในมือขององค์โชเกลเป็นเวลานาน แต่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนหรือแม้กระทั่ง สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ที่ทรงมีแนวคิดสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ทรงปฏิรูปการเมืองให้เป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยเลย แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ฝ่ายการเมืองนั้นก็ขึ้นอยู่กับองค์โชเกล พอมาถึงปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ระบอบเดิมจึงสั่นคลอน

จากความตึงเครียดทางการเมืองส่งผลถึงความตึงเครียดในครอบครัวด้วย สมเด็จพระราชินี Hope ซึ่งทรงมีความรักอันหวานชื่นกับ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya กลับต้องเกิดความระหองระแหง ด้วยสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงหลบลี้พระมเหสีไปคบหากับสตรีชาวเบลเยียมที่มีสามีแล้ว

ส่วนสมเด็จพระราชินี Hpoe ก็ทรงแก้แค้นด้วยการไปคบหากับเพื่อนชายชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวายนี้ สมเด็จพระราชินี Hope ทรงละทิ้งพระสวามี และเสด็จไปนครนิวยอร์กพร้อม พระโอรส พระธิดา ทรงปล่อยให้ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ต้องทรงรับมือกับสภาวะความวุ่นวายในสิกขิม

Hope ได้เล่าให้สัมภาษณ์ในเวลาหลายปีต่อมาว่า "ฉันทูลพระองค์แล้วว่า ฉันเกลียดหล่อน ฉันทนไม่ได้"

การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ฝ่ายพรรคการเมืองนิยมอินเดียได้รับเสียงข้างมาก และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงเดินหมากทางการเมืองผิดพลาด พระองค์ทรงกีดกั้นรังเกียจรัฐบาลนี้ และทรงปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคนี้ร่าง

สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงต่อต้านแต่ก็ไร้ซึ่งพลัง พระองค์ไม่สามารถเอาชนะในช่วงที่การเมืองถูกครอบงำโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม พระองค์จึงทรงต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ราชอาราจักรสิกขิมกลายเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย และรัฐบาลจึงเสนอให้มีการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ามีปัญหาในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) แต่ก็ไม่ได้มีการจัดการลงประชามติดังกล่าวขึ้น เพราะสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ไม่ทรงยอม โดยพระองค์ทรงเรียกร้องให้เป็นการลงประชามติที่อิสระและยุติธรรม ไม่ใช่ภายใต้การครอบงำของพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม

ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) กลุ่มฝูงชนที่รัฐบาลพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิมซึ่งรัฐบาลอินเดียสนับสนุนได้บุกเข้าพระราชวังเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรี Indira Gandhi แห่งอินเดียส่งกองทัพเข้ายึดครองราชอาณาจักรสิกขิม อินเดียจึงจัดประชามติเพื่อยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์ในปีเดียวกันและผลคือให้ยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรสิกขิม จากนั้นก็ผนวกสิกขิมเข้ากับอินเดียในเวลาเดียวกัน ด้วยคะแนนกว่า 97% เห็นชอบให้เป็นรัฐของอินเดีย (มีรายงานว่า ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนในครั้งนั้นกลับเป็นชาวอินเดียที่เข้ามาอาศัยในสิกขิม แต่ชาวสิกขิมพื้นถิ่นไม่ได้รับสิทธิในการลงคะแนนเลย)

สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงประณามการลงคะแนนประชามติครั้งนี้ว่า “ผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ” อดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงถูกเนรเทศ และสุดท้ายทรงหย่ากับอดีตพระราชินี Hope ในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และในปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) อดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ก็สวรรคตในนครนิวยอร์ก ด้วยโรคมะเร็ง สิริพระชนมายุ 58 พรรษา

อดีตสมเด็จพระราชินี Hope กลับมาเป็น Hope Cooke เช่นเดิม เธอเลี้ยงดูโอรสธิดาที่เมืองแมนฮัตตัน แต่ก็ไม่ได้รับสัญชาติอเมริกันคืน ด้วยเพราะทำการละสัญชาติไปแล้ว เธอจึงเป็นชาวสิกขิม Hope Cooke ได้รับเงินค่าเลี้ยงดูโอรสธิดาจากอดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya และได้รับมรดกจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของเธอเอง จึงสามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ที่ย่าน Yorkville ในนครนิวยอร์ก และเริ่มสร้างตัวด้วยตนเอง ในฐานะที่เคยศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เธอเริ่มศึกษาเอกสารเก่าของชาวดัตช์ จากคำเทศนาในโบสถ์เก่า ๆ และบทความหนังสือพิมพ์เก่า ๆ เกี่ยวกับเมืองนิวยอร์ก และได้เป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของนครนิวยอร์ก รวมทั้งได้เขียนคอลัมน์ประจำสัปดาห์ในเรื่อง ‘Undiscovered Manhattan’ ลงในหนังสือพิมพ์ New York Daily News จากนั้นเธอได้เขียนหนังสือที่ได้รับรางวัล คืออัตชีวประวัติของเธอในช่วงที่อยู่สิกขิมในชื่อ Sikkim, Time Change: An Autobiography (1981)

Hope Cooke แต่งงานใหม่ในปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) กับ Mike Wallace นักประวัติศาสตร์และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ดีเด่นจากวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา John Jay (John JayCollege of Criminal Justice)

แต่ต่อมาก็หย่ากัน บุตรชายของ Hope คือ เจ้าชาย Palden เป็นนายธนาคารและที่ปรึกษาการเงินในนครนิวยอร์ก ปัจจุบัน Hope Cooke อาศัยอยู่ในเมือง Brooklyn ทำงานเป็นนักเขียน นักประวัติศาสตร์ และอาจารย์สอนในวิทยาลัย และมีงานเขียนมากมายเกี่ยวกับทิเบตวิทยา ปัจจุบันอายุ 80 ปี

เธอเคยถูกสัมภาษณ์จากนักข่าวในช่วงที่เอกราชของสิกขิมสิ้นสุดลงว่า "คุณยังคิดถึงราชอาณาจักรแห่งเทพนิยายนั้นอยู่หรือไม่" เธอตอบว่า "ถ้าฉันมีความเป็นตัวของตัวเองในช่วงชีวิตตอนแต่งงาน ฉันก็คงไม่สูญเสียราชอาณาจักรเอเชียแห่งนี้ไป"

Hope ได้สาบานว่า จะไม่กลับไปเหยียบสิกขิมอีก “ไม่ ไม่” เธอกล่าวด้วยเสียงเบาลง “มันเจ็บปวดเกินไป (ที่จะกลับไปสิกขิมอีก)”

มีผู้คนในสังคมไทยมากมายที่สนใจและห่วงใยในเรื่องราวแบบนี้ ซึ่งเกิดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย ความล่มสลายของราชอาณาจักรต่าง ๆ นั้น เกิดจากความห่างเหิน ความไม่เข้าใจ การขาดปฏิสัมพันธ์ ความมุ่งมั่น ความอดทน ความเสียสละ ตลอดจนความรักระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน ฯลฯ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดและจะไม่มีวันเกิดในบ้านเมืองของเรา อย่าได้สนแรงยุ เรื่องราวที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นเพื่อค่อยป่วน การรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสติที่หนักแน่นมั่นคง ไตร่ตรองเหตุและผลในความจริงที่เป็นและเห็นอยู่ ไม่ใช่ด้วยลมปาก หรือคำพูด ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันตายและปรากฏอยู่ตลอดไป ขอยืนยันว่า ชาติบ้านเมืองจะอยู่รอดด้วยความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย เจริญก้าวหน้าอย่างสงบสุข ก็ด้วยเราท่านคนไทยทุกคน ดั่งเช่นที่เป็นมาร่วมพันปี และจะเป็นไปเช่นนี้ตลอดไป

"เชียงราย"ฉก.ทัพเจ้าตาก ตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดี "ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย"

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา 2566 พันเอก ณฑี  ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลแม่ฟ้าหลวง

โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา และ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงทราบปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการขาดแคลนสารอาหารของเด็กนักเรียน และมีพระราชประสงค์ในการแก้ไขปัญหา โดยใช้โครงการทหารพันธุ์ดีฯ เข้าไปส่งเสริมในด้านการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อพัฒนาในเรื่องอาหาร รวมถึงความเป็นอยู่

ของนักเรียนให้ดีขึ้น จากการตรวจเยี่ยมได้รับทราบว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการตามโครงการฯ เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีปัญหาบางประการ ซึ่งหน่วยได้หารือร่วมกับโรงเรียนวางแผนในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top