Tuesday, 4 August 2026
TheStatesTimes

‘เพื่อไทย’ เตรียมเดินสายปราศรัยภาคอีสาน 2 วัน 4 จังหวัด มุ่งทำคะแนนโค้งสุดท้าย แม้โพลสำรวจจะการันตีความนิยม

(28 เม.ย. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย แถลงถึงการลงพื้นที่ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 29-30 เม.ย.นี้ ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รวมทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย จะลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ, สุรินทร์, มหาสารคาม และบุรีรัมย์

โดยจะเริ่มเวทีปราศรัยที่ อ.กันทรลักษ์ และ อ.เมือง จากนั้นไปที่ อ.อุทุมพรพิสัย เสร็จจาก จ.ศรีสะเกษ 3 เวทีในช่วงบ่าย ในช่วงเย็นจะไปเปิดเวทีปราศรัยที่ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ จากนั้นวันที่ 30 เม.ย.จะเริ่มเปิดเวทีปราศรัยที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม จากนั้นไปต่อที่ อ.ละหานทราย และ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์

หลายพรรคมีหวั่น!! เหตุ ‘ลุงตู่’ เริ่มดึงกระแส แม้นายหัวผู้ไม่เคยแพ้ ก็ยังแอบปาดเหงื่อ

หาเสียงกันมาแล้ว 20 กว่าวัน และก็เหลือเวลาอีกเพียง 20 กว่าวัน จะถึงวันพิพากษาของประชาชนในการลงคะแนนเลือกตั้งว่าจะกาให้ใครเป็นผู้แทนของเขาไปทำหน้าที่ในสภา

กล่าวถึง 4 เขตเลือกตั้งของจังหวัดตรัง ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเมืองหลวงของประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ‘นายหัวชวน’ ชวน หลีกภัย เป็นเสาหลักอยู่ และไม่เคยแพ้การเลือกตั้งมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมานั้น ก็น่าติดตาม เพราะเมื่อช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ประชาธิปัตย์ ก็เคยได้เพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคพลังประชารัฐไป 1 ที่นั่งกับ ‘นิพันธ์ ศิริธร’ ซึ่งได้รับเลือกตั้งในเขต 1 ตรัง อย่างพลิกสายตาคอการเมือง

ยิ่งในสถานการณ์ความไม่ลงตัวของประชาธิปัตย์หนนี้ ตรังก็อาจจะถูกท้าทายยิ่งจากคู่แข่ง ภายหลังประชาธิปัตย์แยกเป็น 3 ก๊วน ได้แก่ ‘ชวน- สาทิตย์-สมชาย’ ขณะที่ฟาก ‘รทสช.’ ของลุงตู่ ก็น่าดูชม เพราะเดินไปทิศทางใดก็มีกระแส ส่วนภูมิใจไทยก็จ้องจะปักธงอยู่เหมือนกัน

ว่าแล้วมาทวนในส่วนของ ‘ชวน’ กันหน่อย โดยความหมายก็ไม่พ้น นายหัวชวน หลีกภัย อดีต ส.ส.12 สมัย ซึ่งไม่เคยสอบตก เป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง แต่คราวนี้เชื่อว่านายหัวชวนคงกระอักกระอ่วนใจกับคนใกล้ชิดที่ต้องพลัดพรากจากกันไปอยู่ พรรครวมไทยสร้างชาติอย่าง ‘สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล’ เขต 4 ตรัง จนถึงขั้นชวนประกาศว่าเขตนี้ ไม่ช่วยคนแต่ช่วยพรรคกันเลยทีเดียว

ด้าน ‘สาทิตย์’ หรือ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส.หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นศิษย์รักของนายหัวชวน อีกทั้งยังเป็นคนตัวเล็กใจกล้า ที่เป็นมือขวาเคียงข้าง ‘ลุงกำนัน’ ในยุค กปปส.ด้วย ลำบากใจแท้!!

ปิดท้ายกับ ‘สมชาย’ หมายถึง สมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ส.หลายสมัย ที่จำต้องผลัดบ่าให้ ‘สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ’ ลูกสาวลงสมัครแทน ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ว่า ‘สมชาย’ กับ ‘สาทิตย์’ อยู่พรรคเดียวกัน ร้องเพลงเดียวกัน แค่ร้องคนละคีย์กันอยู่ นั่นก็เพราะสมชายกับวงศ์หนองเตย ระหองระแหงกันมาตั้งแต่ศึกเลือกตั้งนายกฯ อบจ.แล้ว แถมคราวนี้ สมชาย หันไปสนับสนุน ‘ทวี สุระบาล’ จากพรรคพลังประชารัฐแทน 

ฉะนั้นในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2566 ที่จะถึงนี้ จังหวัดตรัง ซึ่งมี 4 เขต เหมือนเขตเลือกตั้งในปี 2550 จะมีพรรคใหญ่ที่น่าจับตามองในสายตาประชาชนชาวภาคใต้ 4 พรรคใหญ่เท่านั้น ได้แก่...

พรรคภูมิใจไทย โดยนายพิพัฒน์ และ ดร.นาที รัชกิจประการ ซึ่งคาดหวังชนะ 19 เขตเลือกตั้งทั่วภาคใต้ โดยมี จ.ตรัง เป็นอีกหนึ่งหมุดที่พรรคภูมิใจไทย หมายมั่นปั้นมือปักธง และได้ส่งผู้สมัครครบ 4 เขต ได้แก่ เขต 1 นพ.รักษ์  บุญเจริญ / เขต 2 นางโชติกา รักเมือง / เขต 3 เรือเอกพัฒน์พงษ์ คงผลาญ และเขต 4 นายดิษฐ์ธนิน ภาคย์อิชณน์  

พรรคพลังประชารัฐ โดยนายทวี สุระบาล เป็นพี่ใหญ่ ได้ส่ง เขต 1 นายกิตติพงษ์ ผลประยูร / เขต 2 นายทวี สุระบาล / เขต 3 พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ ใจสมุทร / เขต 4.พล.ต.ต.บรรลือ ชูเวทย์ ซึ่งปัจจุบัน จ.ตรัง เขต 1 มีนายนิพันธ์ ศิริธร เป็น ส.ส.พลังประชารัฐ อยู่แล้ว จึงต้องการรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขต 1นี้ไว้ให้ได้ แม้นิพันธ์จะไม่ได้ลง ส.ส.เขตแล้วก็ตาม

พรรคประชาธิปัตย์ ส่งครบ 4เขต ได้แก่เขต 1 นพ.ตุลกานต์ มักคุ้น / เขต 2 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย / เขต 3 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ และเขต 4 นายกาญจน์ ตั้งปอง  

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีตัวเด่นอยู่ที่เขต 3 ‘อำนวย นวลทอง’ อดีตนักศึกษากิจกรรมตัวยง ที่สนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียน และมุ่งมั่นเข้าสู่วิถีการเมือง อดีตสมาชิกสภาเขตพญาไท อดีตประธานสภาเขตพญาไท 2 สมัย คนใกล้ชิด ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. และ เขต 4 สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ถูกคัดออก เพราะถูกคนในพรรคประชาธิปัตย์มองข้าม แต่นายชวนยังเห็นคุณค่า โดยพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เตรียมลงพื้นที่ตรังเรียกแขกในวันเสาร์ที่ 29 เมษายนนี้ด้วย 

กล่าวโดยสรุปสำหรับสนามเมืองตรัง เขต 1 จะเป็นการแข่งกันมันส์หยด เมื่อ พลังประชารัฐ ส่ง กิตติพงษ์ ผลประยูร ลงพื้นที่ก่อนผู้สมัครคนอื่นมีความได้เปรียบในการจัดตั้งคะแนนเสียง ส่วนเจ้าถิ่นประชาธิปัตย์ ส่ง นพ.ตุลกานต์ มักคุ้น ลูกรักประชาธิปัตย์สาย ‘ชวน หลีกภัย’ ลงสมัครใช้ฐานคะแนนเสียงเดิมเพื่อหวังชัยชนะกลับคืนมา
พรรคภูมิใจไทย นพ.รักษ์ บุญเจริญ เปิดตัวหลังคนอื่น แต่กระแสตอบรับดีมาก มีกระแสพรรคฯ ‘พูดแล้วทำ’ มาหนุน ทั้งประวัติส่วนตัวขาวสะอาด เป็นหมอชาวบ้านติดดิน จึงได้คนวงการสาธารณสุขหนุนนำ  

ยิ่งไปกว่านั้นเขต 1 จะเป็นสนามเลือกตั้งที่มีการแข่งขันดุเด็ดเผ็ดมันส์แน่ เพราะผู้สมัครทั้ง 3 คนไม่เคยเป็น ส.ส.มาก่อน มี นพ.รักษ์ คนเดียวที่เล่นการเมืองท้องถิ่น อดีตรองนายกเทศบาลนครตรัง ส่วนนายกิตติพงษ์ อดีตข้าราชการกรมที่ดิน ส่วนหมอตุลกานต์ มักคุ้น หมอโรงพยาบาลตรัง เขตนี่อย่ากระพริบเชียว

เขต 2 คู่นี้คือมวยคู่เอกของรายการในนัดนี้ เมื่อนายทวี สุระบาล ผู้ช่วยรัฐมนตรีและอดีต ส.ส.หลายสมัยหวนคืนสังเวียนขอทวงแชมป์จาก ส.ส.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์ ทวี ทำการบ้านลงพื้นที่มาหลายปี ไปทุกงาน เสียงตอบรับกระแสนิยม มาฝั่งทวีได้ยินทุกหมู่บ้านคราวนี้ อีกทั้งนักการเมืองท้องถิ่นก็หนุนช่วยทวี ที่สำคัญสมชายก็เป็นอีกหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยทวีออกหน้าออกตาตั้งแต่ก่อนสมัครแล้ว

ส่วนดาวสภา คนตัวเล็กฝีปากกล้า ‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ กลับมาลงพื้นที่เดินพบปะชาวบ้าน ‘เคาะประตู’ สไตล์ประชาธิปัตย์ เขตนี้เริ่มต้นทวี เป็นรองสาทิตย์ แต่ไม่มากนัก เวลาผ่านไปหายใจรดต้นคอสาทิตย์แล้ว

‘พท.’ ชูนโยบายเชิงรุก เร่งเจรจาการค้า ตอบโจทย์เศรษฐกิจ หวังขยายฐานตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก สร้างเม็ดเงินให้ชาติ

(28 เม.ย. 66) พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญด้านต่างประเทศที่จะเชื่อมไทยเชื่อมโลก เปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ ๆ เร่งเจรจาการค้า กอบกู้เกียรติภูมิประเทศในเวทีโลก เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า จะเป็นนโยบายเชิงรุกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ให้เป็นการต่างประเทศที่กินได้ เกิดประโยชน์ตกถึงมือประชาชน

ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะมีแนวนโยบายดังนี้
1.) ฟื้นฟูบทบาทของไทยในเวทีโลก บนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

2.) กำหนดท่าทีของประเทศอย่างสมดุลในพลวัติภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยไทยจะเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพ และความรุ่งเรืองอย่างแข็งขันในประชาคมโลก เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

3.) ปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย และธุรกิจไทยในต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง

4.) หนังสือเดินทางไทยแข็งแรง เดินทางง่ายได้ทั่วโลก เร่งเจรจายกเว้นวีซ่าให้พาสปอร์ตไทย

5.) นโยบายต่างประเทศที่กินได้ เชื่อมโลกเชื่อมไทย เปิดตลาด เพิ่มรายได้จากการค้าชายแดน เร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้า FTA กับอียูและอังกฤษ ผลักดัน soft power ทางการทูตไทย และพลัง soft power ด้านอื่น ๆ ของไทย

กกต. ตีกลับ หนังสือขออนุมัติ 1.1 หมื่นล้าน แก้ค่าไฟแพง หลังตรวจพบ เอกสารไม่ได้ผ่านมติของคณะรัฐมนตรี

(28 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเสนอ กกต. ขออนุมัติวงเงิน 11,112 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน มีรายงานเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือนำส่งหนังสือของกระทรวงพลังงาน ที่ขอให้ กกต. พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบในการที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติใช้งบกลาง 11,112 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน มายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)   

‘เพื่อไทย’ ชูนโยบาย ‘คมนาคมไทย’

‘เพื่อไทย’ ชูนโยบาย ‘คมนาคมไทย’ ปรับราคาค่าโดยสารให้ถูกลง ยกระดับการเดินทางให้รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย เพื่ออำนวยสะดวกสบายแก่ประชาชนทุกคน พร้อมผลักดันทันที หากได้เป็นรัฐบาล โดยมีนโยบาย ดังนี้

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
ยกระดับคมนาคมในต่างจังหวัด
ยกระดับรถไฟโดยสารทั่วประเทศ
ยกระดับการขนส่งโลจิสติกส์สินค้า
ยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

เปิด 5 นโยบายพลิกอีสาน จาก ‘พรรคพลังประชารัฐ’

เปิด 5 นโยบายพลิกอีสาน จาก ‘พรรคพลังประชารัฐ’ เป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 25 ล้านประชากรถิ่น
ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ตั้งแต่ ‘รถไฟ-ถนน-นิคม-อาชีวะ-ท่าเรือบก’

1. สร้างรถไฟทางคู่ ‘บึงกาฬ-อู่ตะเภา’ ระยะทาง 480 กิโลเมตร : เป็นโครงการทางรถไฟคู่ที่เริ่มต้นโดยผ่าน ‘บึงกาฬ-อุดรธานี-สกลนคร-กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์-สุรินทร์-นครราชสีมา-สระแก้ว-ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง และระหว่างทางยังเชื่อมต่อกับจังหวัดคู่สัมพันธ์อย่าง หนองคาย, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี อีกด้วย

2. พัฒนาทางหลวงพิเศษ 8 ช่องจราจร ขนานตลอดแนวทางรถไฟ : โดยเปลี่ยนแผ่นดินที่แห้งแล้งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางรางทันสมัย

3. เนรมิตนิคมอุตสาหกรรม ขนาด 2 หมื่นไร่ กระจายทั่วอีสาน อย่างน้อย 6 แห่ง : เพื่อสอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต อาทิ…

- อุตสาหกรรมอาหาร / แปรรูปสินค้าเกษตรพร้อมรับประทาน / Lab ฆ่าเชื้อสินค้าเกษตร
- อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
- อุตสาหกรรมนวัตกรรม
- อุตสาหกรรมพลังงาน
- อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
- อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
- อุตสาหกรรมแขนพลหุ่นยนต์ AI

หากเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ราว 4.5 ล้านล้านบาท พร้อมช่วยสร้างการจ้างงานได้กว่า 3 ล้านตำแหน่ง

4. ก่อสร้างวิทยาลัยอาชีวะ 12 แห่ง : เป้าหมายเพื่อป้อนให้นิคมอุตสาหกรรมใกล้บ้านตามแผนนิคมฯ 2 หมื่นไร่ (ตามข้อ 3) โดยในวิทยาลัยแห่งนี้จะทำการจัดสรรหลักสูตรการศึกษาพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการต่อสังคมนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น สาขาคอมพิวเตอร์ / สาขาโปรแกรมเมอร์ AI / สาขาวิศวกรรมหุนยนต์ และสาขาเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า

‘หางโจว’ รายงานความคืบหน้า งาน ‘เอเชียนเกมส์ 2023’ เผย พร้อมทุ่มเทการเตรียมงานเต็มที่เพื่อผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า ‘เฉิน เว่ยเฉียง’ เลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาหางโจว เอเชียนเกมส์ ประจำปี 2023 แถลงว่า การจัดเตรียมการแข่งขันฯ ในปีนี้ กำลังเดินหน้าไปอย่างราบรื่น โดยมีผู้เข้าชมสถานที่จัดการแข่งขันและฝึกซ้อมเกือบ 10 ล้านครั้งแล้ว ตั้งแต่เปิดให้เข้าชม

เฉิน กล่าวว่า หางโจวอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะมีขึ้น ชาวเมืองต่างสนุกสนานกับการออกกำลังกาย ในสถานที่ระดับโลกด้วยเช่นกัน

มีการจัดงานสัมมนาหัวหน้าคณะนักกีฬาระยะเวลา 3 วันที่หางโจว เมื่อวันอังคาร (25 เม.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีหัวหน้าคณะผู้แทน 45 คนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติในเอเชียเข้าร่วม เพื่อติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเตรียมงานเอเชียนเกมส์ 2023

คำต้องห้ามทางการบินทั่วโลก โทษหนัก!! แต่เบาหวิวในไทย

ไม่กี่วันก่อนมีข่าว ‘เล็ก’ ที่เป็นเรื่อง ‘ใหญ่’ พอสมควร แม้จะไม่ทันเกิดเรื่องใหญ่เช่นที่ว่ามาก็ตาม กรณีนั้นเกิดจากกลุ่มคนมีชื่อเสียงบนโลกคลิปวิดีโอออนไลน์แพลตฟอร์มยูทูบ (youtube.com) หรือรู้จักกันว่า ‘ยูทูบเบอร์’ (YouTuber) นั่นเอง

กลุ่มคนเหล่านั้นทั้งหมดสร้างบทสนทนาอันตรายในท่าอากาศยานแห่งหนึ่ง โดยข่าวอธิบายคำพูดบางส่วนออกมาประมาณนี้...

สมมติ 1 : มันมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ‘ระเบิด’ 
สมมติ 2 : พี่ลองไปพูดตรงที่ตรวจคนเข้านะ จะได้โดนไล่ออกไปเลย ไปค่ะ เชิญ
สมมติ 1 : กูอยากกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ‘ระเบิด’
สมมติ 2 : พี่กำลังล้อเล่นกับระบบ ทำเป็นแบบว่าล้อเล่น พลิกลิ้น พลิกแพลง ลองไปพูดตรงโน้นเลยค่ะ 
สมมติ 1 : มึงแต่งตัวเปรี้ยว ‘ระเบิด’ อันนี้ได้ไหม 
สมมติ 2 : พี่…หนูไม่รู้ด้วยนะ

เป็นที่รู้กันว่าคำเรียก ‘ระเบิด’ (Bomb) หรือคำอันมีความหมายเกี่ยวข้อง ล้วนคือ คำต้องห้ามทุกกรณีในสนามบินทุกแห่งทั่วโลก รวมถึงบนอากาศยาน และอาณาเขตปริมณฑลโดยรอบ ซึ่งไทยเราบัญญัติกฏหมายไว้อย่างรุนแรง โดยถือว่า “...แจ้งข้อความซึ่งเป็นเท็จ จนเป็นเหตุ หรือน่าจะเป็นเหตุ ให้ผู้ที่อยู่ในท่าอากาศยาน หรือในอากาศยานระหว่างการบิน ตื่นตกใจ ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

หลายปีก่อนมีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขึ้นโดยสารเครื่องบินเที่ยวบินภายในประเทศ และคะนองปาก (ด้วยปราศจากบุพการีอันจะคอยเคยสั่งสอนอบรมหรือไม่ก็หาทราบ) หนึ่งในนั้นตะโกนหยอกเพื่อนว่า “กูพกระเบิดมาด้วยนะเว้ย!”

เพียงไม่กี่พยางค์เท่านั้น ลูกเรือจึงแจ้งต่อกัปตันผู้ควบคุมเครื่องฯ จนที่สุดคำสั่ง ‘ฉุกเฉิน - งดบิน’ ก็เกิดพร้อมกับการเข้าตรวจทุกซอกมุม กระเป๋าทุกใบ และไม่พ้นกับผู้โดยสาร (และลูกเรือ) ทุกๆ คน ส่วนเด็กปากเปราะต้นเหตุก็ถูกนำไปสอบสวนปากคำ - กักตัวชั่วคราว รอผู้ปกครอง (ที่ไม่ค่อยว่างสอนลูกหลาน) มารับตัวกลับบ้าน หลังจ่ายค่าปรับเต็มจำนวนที่กฏหมายระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top