Tuesday, 4 August 2026
TheStatesTimes

‘หมอเปรม’ เผย ชาวบ้านเมิน ‘แจกเงินดิจิทัล’ เหตุซับซ้อน-ยุ่งยาก ลั่น!! พร้อมเทใจให้ ‘บัตรลุงตู่’ เพราะใช้ง่าย จับต้องได้จริง

(27 เม.ย.66) ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัคร ส.ส ขอนแก่นเขต 11 หมายเลข1 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้กล่าวถึงบรรยากาศในการลงพื้นที่หาเสียงของตนเอง ว่า ตอนนี้ชาวบ้านให้ความสนใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ และมีการนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่เปรียบเทียบที่ชาวบ้านสนใจมากที่สุดคือ นโยบายบัตรสวัสดิการพลัส ของพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ ‘บัตรลงตู่’ ที่จะเพิ่มเงินเป็น 1,000 บาททุกเดือน กับนโยบาย ‘แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท’ ของพรรคเพื่อไทย

โดยยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ พรรคเพื่อไทย มีการเปิดตัว นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้กับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก ด้วยตัวเลขที่สูงถึง 10,000 บาท ทำให้นโยบายดังกล่าว ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข่าวการท้วงติงจากฝ่ายต่าง ๆ ถึงความเป็นไปได้ และผลกระทบของโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากนักวิชาการ หรือสื่อมวลชน แม้แต่อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ในประเด็นเรื่องที่มาของเงินงบประมาณที่จะใช้สูงถึง 560,000 ล้านบาท ว่าจะเอามาจากไหน และที่สำคัญ คือเรื่องของรูปแบบของเงินที่จะจ่ายให้กับประชาชน และวิธีการใช้ ที่มีความซับซ้อนยุ่งเหยิง และการอธิบาย ของแกนนำเพื่อไทยแต่ละครั้งที่ออกมาพูด ก็แตกต่างกันไปจนชาวบ้านรู้สึกสับสน

รวมถึง กรณีล่าสุดที่รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ออกมาบอกว่า ร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ถ้าหากขายของได้แล้วจะเอาเงินดิจิทัลไปขึ้นเงินหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดนั้น จะต้องเข้าไปอยู่ในระบบภาษีด้วย ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ด้านลบต่อโครงการนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ร้านค้ารายย่อยในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านของชำ ร้านขายอาหารตามสั่งต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี เพราะเป็นเพียงร้านค้าที่มีทุนร้อนไม่มาก ค้าขายประทังชีวิตไปวัน ๆ นึง ซึ่งถ้าหากขายสินค้าให้กับผู้เข้าร่วมโครงการนี้แล้ว และเอาไปขึ้นเป็นเงินสดไม่ได้ จากการสอบถามเจ้าของร้านค้าส่วนใหญ่ก็บอกว่า จะไม่เข้าร่วมโครงการนี้แน่นอน เพราะเพราะยุ่งยากเกินไป

และอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ได้มีทุนมากมาย ที่จะใช้หมุนเวียน เมื่อขายของได้ก็อยากจะเอารายได้มาใช้จ่าย ซึ่งถ้าฟังตามเงื่อนไขของโครงการที่การนำพรรคเพื่อไทยมาบอกว่า ขายของแล้วจะขึ้นเงินได้ต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้น แบบนี้มีปัญหาแน่นอน เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ เป็นร้านของชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้มีระบบบัญชีอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว ขายอยู่ขายกินไปวัน ๆ และถ้าเงื่อนไขยุ่งยากแบบนี้คงไม่เอาด้วยแน่ ๆ

‘บิ๊กตู่’ รอรับ 78 คนไทยจากซูดานกลับไทย คาดถึงไทยสี่ทุ่ม ลงจอดที่ บน. 6 กทม.

(27 เม.ย.66) เมื่อ 10.38 น. (เวลาท้องถิ่นซาอุดีฯ) เที่ยวบินพิเศษ ทอ. ออกจากเมืองเจดดาห์ ซาอุดีฯ นำ 78 คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในซูดานกลับไทยชุดแรก โดยจะลงจอดที่ บน. 6 กทม. คืนนี้ 22.00 น. โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี / นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี /รมว.ต่างประเทศ จะร่วมต้อนรับคนไทยกลับบ้าน พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อดีตผู้แทนการค้ายุคทักษิณ-กุนซือเพื่อไทย  มัด!! 'พิธา' กุเรื่อง 'ถูกคลุมหัว-อายัดบัญชี'

(27 เม.ย.66) นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะอดีตผู้แทนการค้าไทยสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปี2549 กล่าวกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์อ้างว่าเดินทางกลับจากนิวยอร์กหลังถูกรัฐประหารปี 49 ซึ่งโดยสารเครื่องบินลำเดียวกับนายปานปรีย์ว่า ก่อนเครื่องขึ้นจากนิวยอร์ก มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนำนายพิธามาฝาก โดยระบุว่าฝากน้องพิธากลับไทยด้วย แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่านายพิธามาจะมาเล่นการเมืองอะไรในอนาคต ขณะนั้นเข้าใจเพียงว่าเป็นน้องคนหนึ่ง ที่อาศัยเครื่องบินกลับมา เมื่อเครื่องมาถึงกรุงเทพฯ ตนก็ไม่คิดว่าจะเจออะไร เพราะได้ส่งนายทักษิณที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษแล้ว

"แต่เมื่อเครื่องถึงสนามบินดอนเมือง เครื่องบินลำดังกล่าวกลับจอดนิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ท่าทางไม่ค่อยดี ซึ่งตนในฐานะหัวหน้าคณะเดินทาง จึงเดินไปบอกคนในเครื่องรวมถึงนายพิธา ว่าเราคงไม่ได้ลงที่ดอนเมือง ตอนนี้เครื่องมาจอดที่ บน.6 แล้วขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เชื่อว่าไม่มีปัญหาเพราะเราไม่ใช่นักการเมือง"

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนั้นนายพิธาขึ้นเครื่องในฐานะที่เป็นทีมงานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในขณะนั้น หรือเป็นแค่คนไทยที่อาศัยเครื่องบินเดินทางกลับประเทศ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ทราบเพียงว่าเป็นหลานของนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขาส่วนตัวนายกฯ ทักษิณ

‘อรรถวิชช์’ แฉ!! ไทยสำรองไฟเกือบ 60% เหตุเกรงนายทุน ชี้!! ยุคปูเกี่ยว แต่ ‘บิ๊กตู่’ ก็เอี่ยวเซ็นเพิ่มทั้งที่รู้ว่าสำรองเกิน

(27 เม.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เดลินิวส์ ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์ และสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งมีการจัดเวทีประชันนโยบายพรรคการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่ หัวข้อ ‘New Voter เกมอนาคตกำหนดได้’ #ReadySetGo เวทีดีเบตเพื่อคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมี 9 พรรคการเมือง ส่งตัวแทนผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้าร่วมเวทีประชันวิสัยทัศน์

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) หนึ่งในผู้ร่วมประชันวิสัยทัศน์บนเวที ได้ตอบคำถามจากนักศึกษา ที่ถามว่า กรณีที่ค่าไฟแพง หากได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างไร อีกทั้งยังมีโรงงานเอกชนจำนวนเยอะมากเกินความจำเป็น จะมีแนวทางอย่างไรบ้างนั้น โดย นายอรรถวิชช์ ตอบคำถามว่า “ค่าไฟแพง หรือค่าไฟสำรองนั้น ปกติการเก็บค่าไฟสำรองจะอยู่ที่ 15% แต่ประเทศไทยสำรองไว้เกือบ 60% และที่สำรองเกินก็เพราะเกรงกลัวนายทุน และถึงแม้จะมีการเซ็นเกินมาเยอะในสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ทราบในเรื่องนี้ว่าเกิน แต่ก็ยังมีการเซ็นเพิ่ม ถ้าน้องนักศึกษาได้รับชมมาร์เวล (Marvels) จะรู้ว่าใครคือธานอสตัวจริง”

“ครูดีในดวงใจ” | TIME TO LISTENING EP.23

วันนี้ TIME TO LISTENING EP.23 ได้พูดคุยกับ ครูอ๋อย สุภิญญา จุฑามาศ ครูผู้มีจิตวิญญาณในความเป็นครู  ผู้ทุ่มเทเสียสละ ช่วยเหลือดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับรางวัลครูดีในดวงใจ รางวัลระดับประเทศในแวดวงการศึกษาไทย ซึ่งครูอ๋อยได้ติดตามช่วยแก้ปัญหาให้กับเด็กในความรับผิดชอบคนหนึ่ง ที่มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยทุ่มเทจนลูกศิษย์สามารถอ่านออกเขียนได้ ติดตามรายละเอียดได้ในคลิปนี้

ดำเนินรายการโดย ไอยรา อัลราวีย์
Content Manager

แขกรับเชิญ สุพินดา จุฑามาศ   
ข้าราชการบำนาญ กระทรวงศึกษาธิการ ครูดีในดวงใจระดับประเทศ ครั้งที่ 4 ปี 2550

ติดตามได้ใน THE STATES TIMES PODCAST
และสามารถรับชมคลิปอื่น ๆ ได้ที่ :  https://youtube.com/playlist?list=PL60bae1syuyLBnnkZJ5-QgtyID5DqrnG4

🎥 ช่องทางรับชม
Facebook: THE STATES TIMES PODCAST
YouTube: THE STATES TIMES PODCAST
TikTok: THE STATES TIME PODCAST

‘ซีคอนสแควร์’ ทุ่มงบ 3 ล้าน!! สร้าง ‘ป้ายรถเมล์ติดแอร์’ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน!!

(27 เม.ย. 66) ด้วยสภาวะอากาศร้อนปะทุต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์และ บริษัท คูลคูล จำกัด ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร นำร่องจัดทำ ‘Sabuy Square’ (สบายสแควร์) ป้ายรถเมล์ติดแอร์ พลังงานแสงอาทิตย์ แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ให้กับประชาชนในยุคปัจจุบันและเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ตั้งอยู่บริเวณ Seacon Bus Station ด้านหน้าศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

สำหรับ ‘Sabuy Square’ เป็นป้ายรถเมล์ติดแอร์ ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและสภาวะมลพิษฝุ่นควัน PM2.5

ภายในที่พักคอยรถโดยสารสาธารณะ มีขนาดพื้นที่ 40 ตารางเมตร สามารถรองรับจำนวนคนกว่า 40 คน พร้อมติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์, บริการ Free Wi-Fi, ที่เสียบ USB สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ, ตู้กดน้ำดื่มสาธารณะ, กล้อง CCTV เชื่อมต่อระบบไปยังศูนย์บริหารจัดการ, ระบบสัญญาณเตือนฉุกเฉิน (Panic Button), พร้อมจอแสดงสายรถเมล์ที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ ผู้บริหารศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ได้มีแนวคิดในการจัดสร้าง ‘Sabuy Square’ ป้ายรถเมล์ติดแอร์ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในสภาวะวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะตอบแทนคืนสู่สังคม

28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นวัน ‘พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส’ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วันนี้ เมื่อ 73 ปีก่อน เป็นวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร (พระยศในขณะนั้น)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง กำหนดให้วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ เวลา 09.30 น. หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังวังสระปทุม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขี 2 คน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี, พลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามด้วย เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชปิตุลา

เมื่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออก ณ ชั้น 2 ของพระตำหนักแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ฯ ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนเครื่องราชสักการะ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์แก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ตามโบราณราชประเพณี พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลที่ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานของที่ระลึกเป็นหีบบุหรี่เงินขนาดเล็ก ประดับอักษรพระนามาภิไธยย่อ ภ.อ. และ ส.ก

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาปาฐกถาพิเศษงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีฯสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.กระบี่ 

วันนี้ ( 27 เม.ย.66) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการจัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 - 2565 ของสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ฟื้นประเทศไทยด้วยการท่องเที่ยว ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยว “ โดยมีนายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.กระบี่ ,นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬา จ.กระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชน และผู้ประกอบการอื่นๆ ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการปาฐกถา  ประมาณ 400 ราย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “ทางกระทรวงฯมีนโยบายสำคัญในด้านการฟื้นการท่องเที่ยว โดยการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอันดามัน คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งจังหวัดภูเก็ตนั้น ได้วางให้เป็นเมือง Smart City เราพยายามจะผลักดันภูเก็ตให้สามารถจัดงาน Specialised Expo 2028 ให้ได้  และ รวมถึงการเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของอันดามันและเอเชียใต้ พร้อม wellness and spa ในศูนย์ฝึกกีฬา ส่วนจังหวัดพังงานั้นจะพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon โดยจะนำร่องที่เกาะคอเขา และเกาะยาวน้อยยาวใหญ่ อำเภอกะปง และขยายไปทั้งจังหวัด ส่วนจังหวัดกระบี่มีทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความโดดเด่นในเรื่องน้ำพุร้อนเค็ม ที่เป็นแหล่งที่สองของโลกรองจากประเทศเช็คที่เราควรหยิบเอาเพชรมาเจียรไน เราจะประกาศให้อำเภอคลองท่อมเป็นเมืองสปา และร้อยเรียงกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของกระบี่อยู่แล้ว ทั้ง เกาะพีพี อ่าวนาง หรือไร่เลย์ สิ่งสำคัญคือเรื่องการบริหารจัดการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ เรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต้องเป็นสิ่งสำคัญ เราอยากมี Lifeguard ในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลทุกที่ หรือแม้แต่ทางภูเขาก็ตาม การดูแลทัวร์ให้มีคุณภาพ เน้นให้นักท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากประสบการณ์การท่องเที่ยว และที่สำคัญที่สุด คือ ขอให้เราเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว”

‘จุรินทร์’ นำทัพปราศรัยใหญ่ ปลุกพลังเงียบ ที่สนาม 700 ปี เชียงใหม่  ปชช.แห่ต้อนรับ พร้อมบอกยังไงก็เลือก ‘ปชป.’ มั่นใจ!! ปักธงได้แน่

(27 เม.ย. 66) ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชนใน 4 เขต เพื่อหาเสียงรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26 และช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ประกอบด้วย

เขต 1 นายจักรวาลธวัฒน์ วรรณาวงค์ เบอร์ 7
เขต 2 นายกัมปนาท ธิสา เบอร์ 7
เขต 3 นายวิชิต กลิ่นทอง เบอร์ 7
เขต 4 นางสาวจิตพลอย จิตจักรวาลทอง เบอร์ 7
เขต 5 ว่าที่ร้อยโทวิศธร เถาตระกูล เบอร์ 9
เขต 6 นายวิศิษฎ์ วัชรินทร์ เบอร์ 6
เขต 7 นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ เบอร์ 5
เขต 8 นางพชรพร สุใจคำ เบอร์ 6
เขต 9 นายคูณธนา เบี้ยวบรรจง เบอร์ 7
เขต 10 ว่าที่ร้อยตรีธีรพงศ์ สุขสันต์นิรันดร์ เบอร์ 2

โดยนายจุรินทร์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ใน 4 ตลาด ตั้งแต่กาดแม่ คือ อ.ดอยสะเก็ด ตลาดสามแยก กาดสันป่าข่อย ที่ อ.สันทราย และกาดหลวง ตลาดต้นลำไย อ.เมือง พร้อมกับได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลกวนอู และศาลเจ้าปุงเถ่ากง ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบรรรยากาศเดินพบปะทักทายพี่น้องประชาชนทั้ง 4 ตลาด เป็นไปอย่างอบอุ่น มีชาวเชียงใหม่มารอต้อนรับ พร้อมโบกมือทักทาย ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและมอบดอกไม้อย่างใกล้ชิด

จากนั้น นายจุรินทร์ และคณะได้เดินทางถึงสนามกีฬา 700 ปี ที่ อ.แม่ริม โดยมีพี่น้องประชาชนและแฟนคลับของพรรค เดินทางมารอฟังการปราศรัยจำนวนมาก พร้อมกับส่งเสียงเชียร์ “ประชาธิปัตย์สู้ ประชาธิปัตย์ ซาวหก (26)”

โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวแนะนำผู้สมัครทั้ง 10 เขต และปราศรัยช่วงว่า จากการที่ตนได้ตระเวนหาเสียงมาทั่วประเทศจนถึงวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงตอบรับจากทั่วประเทศดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ที่คราวที่แล้วไม่ได้ ส.ส.เลย แต่คราวนี้เชื่อว่าประชาธิปัตย์ปักธงในกรุงเทพฯ ได้อย่างแน่นอน ภาคเหนือคราวที่แล้วเราได้ 1 คน จาก 16 จังหวัด แต่เที่ยวนี้ไม่ใช่คนเดียว จะต้องได้มากกว่านี้เยอะ อย่างน้อยที่ จ.เชียงใหม่ ตนจึงต้องมาขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องช่วยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ได้มีโอกาสปักธงในเชียงใหม่ และภาคเหนือ ด้วยการเลือกส.ส. ของพรรคทั้ง 10 คน และเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ ‘ซาวหก’ หรือ ‘เบอร์ 26’ ส่วนภาคอีสาน ภาคกลาง คราวนี้ก็เชื่อว่าจะได้อีกเยอะ ปักษ์ใต้คราวที่แล้วมี ส.ส. 50 คน เราได้ 22 คน เที่ยวนี้เราต้องได้ไม่ต่ำกว่า 40 คนบวก

นายจุรินทร์ ได้ย้ำจุดยืน ‘4 ทำ’ ‘3 ไม่’ พร้อมกล่าวว่า ที่พูดทั้งหมดนี้ ไม่ได้พูดจากความฝัน ไม่ได้พูดหลอกเอาคะแนนจากประชาชน แต่พูดจากความจริงที่เราทำ ถ้าเราเป็นแกนตั้งรัฐบาลอีก ทำไมเราจะทำไม่ได้

นายจุรินทร์ กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ ว่า ประชาธิปัตย์มีเจตจำนงที่ต้องการสนับสนุนให้ชาติพันธุ์ที่เกิดเมืองไทยและมาอย่างถูกกฎหมาย ให้มีโอกาสได้สัญชาติไทย สำหรับพี่น้องชาวเชียงใหม่ ประชาธิปัตย์จะขับเคลื่อนให้ไปสู่ความร่ำรวยด้วยนโยบายเหนือเชื่อมโลก และเชียงใหม่เชื่อมโลก ด้วยการคมนาคม ด้วยการท่องเที่ยว ด้วยการค้าชายแดน และด้วยซอฟต์พาวเวอร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรมชาวเหนือที่จะทำรายได้ให้ประเทศ และภาคเหนือ

‘กรณ์’ ยกพล ‘ชพก.’ เยือนร้อยเอ็ด ช่วย ‘เอม อภัสรา’ หาเสียง เล็งหนุนหมอลำโกอินเตอร์ ดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

(27 เม.ย. 66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยนายปรีชญา ฉำมณี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 2 ผู้สมัคร ส.ส.จากจังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ นางสาวนุจรีภรณ์ อินทะสร้อย ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เบอร์ 5 และ นางสาวกมลวรรณ มณีศรี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 เบอร์ 10 ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อช่วย น.ส.ดนิตา มาบุญธรรม หรือ ‘เอม อภัสรา’ หมอลำซอฟต์พาวเวอร์อีสานชื่อดัง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เบอร์ 5 พรรคชาติพัฒนากล้า จังหวัดร้อยเอ็ด หาเสียงในบริเวณ ตลาดหนองแคน อำเภอเมือง เพื่อพบปะ พ่อค้าแม่ค้า พี่น้องประชาชน ที่ให้การต้อนรับและให้กำลังใจกันอย่างคึกคักและต่างแสดงความชื่นชมนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง นอกจากนี้ชาวบ้านยังถามถึงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล ซึ่งนายกรณ์ได้ยืนยันว่าพรรคชาติพัฒนากล้าจะไม่ร่วมกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคที่มีเสียงข้างมากต้องมีสิทธิ์ได้ตั้งรัฐบาลก่อน

จากนั้น คณะของนายกรณ์ และ เอม อภัสรา ได้เข้าร่วมเสวนากับคณะหมอลำชื่อดัง ได้แก่ หมอลำรัญจวน ดวงเด่น หมอลำสาธิต ทองจันทร์ หมอลำพิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ในหัวข้อ ‘หมอลำสู่เวทีโลก’ ณ หอประชุมวิทยาลัยนาฏศิลป์จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเอม อาภัสรา กล่าวว่า หมอลำถือเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาวอีสาน ที่สามารถผลักดันให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยได้ เนื่องจากปัจจุบัน วัยรุ่นหันมานิยมดูหมอลำกันมากขึ้น ส่วนหนี่งมาจากการปรับตัวของหมอลำเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากนี้หมอลำ ยังช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนในรูปแบบของ ช่างทำผม ช่างแต่งหน้า ช่างเย็บชุด คนทำพิธีประกอบฉาก คนแต่งเพลง หมอลำชื่อดังหนึ่งคนในอีสาน สามารถกระจายเม็ดเงินเศรษฐกิจให้คนในชุมชน

ต่อมาในช่วงเย็น นายกรณ์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ณ สนามลานสาเกตุ สวนศรี (หอโหวด) โดยนายกรณ์ กล่าวว่า พิษภัยที่มีต่อบ้านเมืองของเราในยุคนี้สมัยนี้คือทุนผูกขาด  และว่าในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้วพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ฝ่ายไหน ตามความคิดทางการเมือง อารมณ์ ความรู้สึกตอนนั้นคือเลือกที่จะต่อสู้กับกลุ่มที่ประชาชนมองว่าเป็นเผด็จการ แต่วันนี้สิ่งที่ท้าทายและเป็นอุปสรรคต่อชีวิตความประชาชนมากที่สุดมันยังเป็นประเด็นการเมืองแบบนั้นหรือไม่ โดยส่วนตัวตนมองว่าเป็นเรื่องเก่าแล้ว วันนี้สาเหตุที่ของแพง ขายของลำบาก ลูกหลานไม่มีโอกาสมีงานดีทำ เป็นเพราะทุนผูกขาดเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top