Tuesday, 4 August 2026
TheStatesTimes

กกต.ไม่ขัด!! หาก ‘นายกฯ’ ชงงบแก้ 'ค่าไฟแพง' ด้าน 'สมชัย' ขวาง!! กกต.ไฟเขียว มีสิทธิ์ติดคุก

(21 เม.ย.66) จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าว่าจะต้องขออนุมัติจาก กกต. เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ด้านพันตำรวจตรีณัฐวัตน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการฯ ด้านกิจการพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย หากเรื่องใดที่คณะรัฐมนตรีช่วงรักษาการ อนุมัติเกี่ยวกับเรื่องเงิน ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและ กกต.ก็จะพิจารณา ไม่มีอะไรซับซ้อน

ด้านนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวกรณีรัฐบาลเตรียมทำเรื่องถึง กกต. เพื่อขออนุมัติใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาค่าไฟแพง ว่า หากเสนอมาก็ต้องนำเข้ากกต. ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาต่อกกต.แต่อย่างใด เพราะเราต้องพิจารณาไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่าการพิจารณาของกกต.อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ปลดล็อกให้รัฐบาล นายอิทธิพร กล่าวว่า อาจจะถูกมองเช่นนั้นได้ แต่ในพิจารณา ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นการทำที่ถูกต้อง เราก็อนุมัติไป และเราก็ต้องรับผลกระทบไป เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา แต่ถ้าเราเห็นว่าไม่ใช่ เราก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ไม่ได้ แค่นั้นเอง

“เรายืนอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว ผลสุดท้ายถึงเวลาจริง เขาก็ต้องให้เราทำ ซึ่งไม่คิดว่ากกต.ถูกยืมมือเป็นเครื่องมือใคร แต่กกต.คิดว่าเป็นเรื่องบทบาทหน้าที่ของเราที่ต้องทำ และการตัดสินของเรามีทั้งถูก ทั้งผิด มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเราตัดสินแล้วก็ต้องรับผิดชอบและเราไม่ตัดสินก็ไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าถ้ามีเหตุผลดีและสนับสนุนคำขอก็ต้องตัดสินว่าให้อนุญาต และเราก็รับผลไปเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่หากเราเห็นว่าไม่ควรทำเรื่องนี้ ในเวลานี้เราก็บอกรัฐบาลว่าไม่ได้” นายอิทธิพร กล่าว

เมื่อถามต่อว่า มีผู้มองว่าเรื่องนี้ควรเป็นการพิจารณาของรัฐบาลหน้า นายอิทธิพร กล่าวว่า หากเสนอเรื่องมาที่กกต. เราก็ต้องพิจารณาไป จะไปหลบใต้โต๊ะ บอกว่าไม่พิจารณาก็ไม่ได้

‘บอสตัน’ เมืองที่เต็มไปด้วย ‘โรงละคร’ เก่าแก่ หนึ่งเมืองที่สร้างนักแสดง สู่ในละครเวทีบรอดเวย์

เมื่อ College of Communication ของ BU ได้รับเราเข้าเรียนในโปรแกรมปริญญาโทแล้ว เราก็รู้สึกตัวเบาลง เราเลยคิดว่าเราน่าจะหาสันทนาการที่ไม่ใช่เต้นรำในคลับทำดูบ้าง สมัยนั้นยังไม่มีข้อมูลที่หาได้ง่ายเหมือนในโลกออนไลน์ของปัจจุบันนี้ ถ้าเราอยากจะได้รับข่าวสารและข้อมูลต้องพึ่งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งตีพิมพ์ เช่นนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์เป็นต้น 

ส่วนใหญ่คนมักจะชอบซื้อหนังสือพิมพ์วันอาทิตย์อ่าน เพราะเป็นฉบับพิเศษที่แยกส่วนบันเทิงไว้ต่างหาก ถ้าผู้อ่านอยากจะทราบว่าอาทิตย์ต่อมามีอะไรเกิดขึ้นในเมืองหรือรอบๆ บอสตันก็จะใช้หนังสือพิมพ์ไว้อ้างอิง 

ส่วนตัวเรานั้นโชคดีกว่าคนอีกหลายๆ คนเพราะเพื่อนๆ ของเราชอบดูหนัง ละครทีวี และคอนเสิร์ต ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจพวกเขาก็กริ๊งกร๊างมาชวนไปร่วมชม คุยกันซะหลายเรื่องจนลืมเล่าไปว่าเจมและไมเคิลแนะนำให้เราได้รู้จักพี่แม็กซ์ซึ่งเป็นรุ่นพี่คนไทยเพื่อนสนิทของพวกเขา 

พี่แม็กซ์ทำงานเป็นผู้จัดการร้านอาหารไทยแถวทางใต้ของรัฐแมสซาชูเซตส์ พี่เขาจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากบียูแต่ยังไม่อยากกลับเพราะอยากจะหาประสบการณ์ไปก่อน อยู่ไปอยู่มาเลยติดลมจนยี่สิบปีผ่านไปจึงกลับบ้าน ตอนนี้พี่แม็กซ์ทำงานชั้นบริหารขององค์กรอาหารชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ตอนที่รู้จักพี่แม็กซ์นั้นมีเขาก็มีแววเป็นผู้นำ ซึ่งมักจะให้คำปรึกษาที่ดีๆ ต่อเพื่อนๆ และคนรอบข้าง เป็นคนที่มีความรู้รอบตัว ตัดสินใจเด็ดขาด และมีน้ำใจต่อเพื่อนสนิท 

ที่บ้านที่พี่แม็กซ์เช่า มีสาวข้ามเพศชาวเวียดนามและหนุ่มเกย์ชาวเขมรร่วมอาศัยอยู่ เรามักจะไปขลุกตัวอยู่บ้านพี่แม็กซ์เพราะเราเหงาอยู่คนเดียว พี่เขามักจะเตือนให้เราขยันเรียนจะได้จบปริญญาโทไวๆ พี่แม็กซ์หยุดทำงานแค่วันเดียวในหนึ่งอาทิตย์จึงแทบไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนทั้งๆ ที่พี่เขาชอบดูโชว์ทุกรูปแบบ ถึงเราจะซื้อหนังสือพิมพ์อาทิตย์ประจำ เราก็ไม่ค่อยได้อ่าน เน้นแต่จะตัดคูปองและดูใบปลิวของลดราคาจากร้านต่างๆ เราจะเสียเวลาอ่านทำไมในเมื่อเราสนิทกับพี่แม็กซ์ซึ่งเป็นเหมือนกูเกิลบันเทิงประจำกลุ่ม มีหนังหรือโชว์อะไรดีๆ พี่แกจะมาบอกให้พวกเราฟังอยู่เป็นอาจิน ถ้าพี่แม็กซ์ทำธุระส่วนตัวเสร็จในวันหยุดเราก็จะไปดูหนังหรือชอปปิงด้วยกัน 

วันหนึ่งพี่แม็กซ์รีบวิ่งมาหาพวกเราอย่างตื่นเต้นว่า ‘The Phantom of the Opera’ ของ Andrew Lloyd Webber กำลังจะมาเล่นที่บอสตันอีกหกเดือน แล้วเขาให้จองตั๋ววันศุกร์ที่จะถึง พี่เขาจะขอหยุดงานไปดูและชวนเพื่อนๆ ว่าใครจะไปบ้าง เราไม่เคยชมละครบรอดเวย์ก็เลยพากันตื่นเต้นตามพี่เขาขอจองตั๋วสองใบสำหรับตัวเราและแฟนเราที่จะตามมาอยู่อีกไม่นานนี้ เพื่อนคนอื่นๆ ติดเรียนหรือทำงานจึงไม่ได้ซื้อตั๋ว 

เนื่องจากในยุคนั้นคนอเมริกันส่วนใหญ่จะแต่งตัวสุภาพไปชมละคร และโอเปร่า พวกเราทั้งสามจึงพากันใส่เสื้อสูทและเชิ้ตเพื่อไปชมละครเพลง เมื่อวันโชว์มาถึง ตอนที่เขาพาเราไปนั่งเราก็พากันอึ้งกิมกี่เพราะที่นั่งของเราอยู่ชั้นเกือบบนสุดมองเห็นตัวนักแสดงขนาดเท่ามด บางคนที่เอากล้องส่องมาก็โชคดีไปเพราะได้มองเห็นฉากและนักแสดงได้ชัดขึ้น พวกเราสามคนปลอบใจกันเองว่าอย่างน้อยเราซื้อบรรยากาศมานั่งฟังเพลงบรอดเวย์ที่ร้องสด 

เมื่อไฟในโรงดับและไฟเวทีเจิดจ้า เราก็ไม่รู้สึกผิดหวังอีกต่อไป ทั้งระบบเสียงและการจัดฉากที่อลังการทำให้ผู้ชมในโรงละครไม่ว่าจะอยู่ในจุดไหนดื่มด่ำไปกับเพลงและเนื้อหา โดยเฉพาะตอนไคลแมกซ์ที่โคมไฟแชนเดอเรียหล่นลงพื้นเหมือนจริงจนพวกเราใจหายวี้ดว้ายกันจนเสียงแหบแห้ง  

ใครที่สนใจชมละครเวที บอสตันก็มีโชว์ดีๆ มาให้ชมอย่างไม่ขาดสาย แต่ถ้าท่านผู้อ่านติดกับตัวดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง ก็ต้องไปชมที่นิวยอร์กเพราะพวกเขาจะแสดงกันที่นั่น นักแสดงที่เดินทางไปแสดงตามรัฐต่างๆ เป็นนักแสดงที่มีความสามารถไม่แพ้กับพวกดาราที่นิวยอร์ก แต่พวกเขายังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่าเหล่าดารา Broadway บ่อยครั้งที่ละครจะเริ่มเปิดตัวที่บอสตันก่อนเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของผู้ชมและปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นเมื่อย้ายไปนิวยอร์ก ‘Moulin Rogue’ ก็เปิดรอบปฐมทัศน์และแสดงที่บอสตันอยู่พักหนึ่งก่อนที่ไปดังเป็นพลุแตกที่บรอดเวย์ 

โรงละครในบอสตันส่วนใหญ่จะเป็นโรงละครขนาดกลาง โรงละครที่ใหญ่ที่สุดในเมืองคือ Wang Theater  ซึ่งจุผู้ชมประมาณ 3,600 กว่าคน โรงละครแห่งนี้สร้างในปีค.ศ.1925 โดยใช้ชื่อว่า The Metropolitan Theater  30 ปีต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น The Music Hall และหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น The Metropolitan Center เนื่องจากโรงละครโรงนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นองค์กรที่สร้างกำไร จึงต้องหาเงินบริจาคจากธุรกิจภายนอกเพื่อช่วยในการอนุรักษ์ และจัดการโรงละคร 

ดังนั้นในปี 1983 นาย An Wang นักธุรกิจทางด้านคอมพิวเตอร์ และภรรยา Lorraine ได้เสนอให้บริษัท Wang Laboratories ของพวกเขาเป็นสปอนเซอร์ของโรงละครแห่งนี้โดยเปลี่ยนชื่อเป็น The Wang Center for the Performing Arts จนถึงปี2006 ซึ่ง Citibank มารับเป็นผู้อุปถัมภ์ต่อและเปลี่ยนชื่อเป็น Citi Performing Arts Center ท้ายสุดในปี 2016 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Boch Center เพื่อเป็นเกียรติแก่บริษัท Boch ซึ่งเป็นสปอนเซอร์รายล่าสุด 

นอกจากนี้พวกบริษัทที่สนับสนุนโรงละครแห่งนี้ต้องมีหน้าที่สนับสนุนโรงละคร The Shubert Theater ที่อยู่ตรงข้ามอีกด้วย นอกจากโรงละครสองแห่งนี้ยังมี The Emerson Colonial Theater, The Strand Theater, The Boston Opera House, Paramount Theater และ Modern Theater อีกด้วย 

ถ้าหากใครสนใจอยากจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมการแสดงต่างๆ สามารถคลิกได้จากลิงก์นี้ https://www.boston-theater.com 

ถ้าไม่อยากจ่ายเงินค่าบัตรราคาเต็มท่านอาจจะมีโชคได้ซื้อบัตรในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ต้องทำใจว่าจะต้องรอซื้อในวันที่การแสดงในเว็บไซต์นี้ https://calendar.artsboston.org/categories/bostix-deals/ 

เปิด 6 สิ่งที่ห้ามลืม!! ทิ้งไว้บนรถ เมื่อจอดกลางแดด หากปล่อยไว้ อาจเกิดอันตรายต่อรถ-ผู้ขับขี่

‘จอดรถกลางแดด’ ระวังให้ดี กรมการขนส่งทางบก เปิดข้อควรรู้ สิ่งของ 6 ประเภทดังต่อไปนี้ ห้ามลืม ห้ามทิ้ง ไว้ในรถกลางแดดเป็นเวลานาน ๆ เพื่อความปลอดภัย

(21 เม.ย.66) โดยทางด้านเพจเฟซบุ๊ก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News ได้ระบุข้อมูลว่า ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แดดแรงเกือบตลอดทั้งปี คงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ จนภายในตัวรถร้อนระอุ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย เพราะวัสดุบางชนิดไวต่อความร้อน

ดังนั้น สิ่งของไม่ควรลืมไว้ในรถเมื่อจอดกลางแดด มีดังนี้

1. แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)
ความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่สำรองเสื่อมประสิทธิภาพได้ มีอายุการใช้งานสั้นลง เช่น ชาร์จเข้าโทรศัพท์ได้ช้าลง หรือชาร์จได้จำนวนรอบไม่เท่าเดิม

2. โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรืออุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ทุกชนิด
ความร้อนอาจทำให้วงจรภายในได้รับความเสียหาย เสี่ยงต่อการช็อตและระเบิดได้

3. สเปรย์แอลกอฮอล์ สเปรย์กระป๋อง
ความร้อนทำให้แก๊สในกระป๋องขยายตัว มีแรงดันสูงขึ้นจนเกิดการระเบิดได้

4. ไฟแช็ก
เป็นสารเคมีอันตราย ที่ไม่ควรโดนความร้อน

5. แผ่นยางกันลื่นหน้ารถ
หากโดนแดดเผาจนละลาย จะกลายเป็นคราบเหนียวติดคอนโซลหน้ารถ

6. ยา
แสงแดด ทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ คุณสมบัติในการรักษาลดลงหรือเสียไป และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้

https://www.topnews.co.th/news/671862?izo=&utm_source=izooto&utm_medium=push_notifications&utm_campaign=%22%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94%22%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%206%20%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%20%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2

‘โรม’ ลั่น!! ทุกพื้นที่ในไทย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ชี้!! อำนาจเลือกผู้แทนเข้าสภาฯ อยู่ในมือ ปชช.

(21 เม.ย.66) รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล เดินทางไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคก้าวไกล ได้แก่ ต่อพงษ์ จีนใจน้ำ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 10 (เบอร์ 6) และ ภูวดล ศรีหามาตย์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 6 (เบอร์ 5)

โดยช่วงเช้า จัดกิจกรรมขึ้นแห่ปราศรัยที่ อ.ประโคนชัย มีพี่น้องประชาชนโบกมือทักทายตลอดทาง รวมถึงผู้ที่สัญจรไปมาก็พร้อมใจกันยกมือทักทายขอฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงไว้กับพรรคก้าวไกล 

จากนั้นเดินทางไปวนอุทยานเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พูดคุยกับประชาชนที่มาท่องเที่ยวและเดินดูพื้นที่จากกรณีพิพาทเขากระโดง โดยรังสิมันต์ฝากให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและตรงไปตรงมา

รังสิมันต์ยังกล่าวถึงกรณีศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ระบุบนเวทีดีเบตว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคก้าวไกลจะไม่มี ส.ส.บุรีรัมย์ แม้แต่คนเดียว ว่าที่ผ่านมามีนักการเมืองหลายคนมักเข้าใจผิดว่าพื้นที่ต่างๆ จังหวัดต่างๆ มีเจ้าของแล้ว แต่พวกเราพรรคก้าวไกลยึดมั่นในความเชื่อว่าประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ดังนั้น พรรคก้าวไกลจะมี ส.ส.บุรีรัมย์หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศุภชัย แต่ขึ้นอยู่กับประชาชน ที่จะกำหนดว่าผู้สมัครคนใดจะได้รับความไว้วางใจผ่านการเลือกตั้ง ศุภชัยจึงไม่อยู่ในจุดที่จะมาคิดแทนประชาชนได้

“กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมาถึงบุรีรัมย์แล้ว ผมเชื่อว่าผลงานการสอยรัฐมนตรีคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่าการเมืองแบบที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคก้าวไกลหมายมั่นปั้นมือที่จะเอาชนะให้ได้ ซึ่งจากผลตอบรับของการลงพื้นที่วันนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวบุรีรัมย์พร้อมที่จะเลือกพรรคก้าวไกลทั้งสองใบ ให้ก้าวไกลเข้าสภาฯ ให้พิธาเป็นนายกฯ รัฐบาลก้าวไกลจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” รังสิมันต์กล่าว

ขอสัญชาติ...ไม่ง่าย ส่อง15 ประเทศที่ให้สัญชาติแก่ต่างชาติยากที่สุด!! ด้วย ‘ขั้นตอน-เงื่อนไข-เวลา’ 3 ตัวแปรที่อาจทำให้ท้อใจ

 

            

เรื่องนี้ คนที่สนใจอยากจะอพยพไปอยู่ในบ้านอื่นเมืองอื่นคงสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีมากมายหลายประเทศที่ยอมให้สัญชาติแก่ผู้คนที่อพยพมาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ก็มีรัฐบาลของหลายประเทศเช่นกันที่ชาวต่างชาติจะขอสัญชาติได้ยากยิ่ง หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างถาวรในประเทศนั้น ๆ ได้ ในบทความนี้มี 15 ประเทศที่ขอสัญชาติเพื่อเป็นพลเมืองได้ยากที่สุด
 

                

1. กาตาร์ (Qatar) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ กระบวนการนี้ยาวนานและมีความซับซ้อน และมีช่องทางน้อยมากที่จะสมัครเป็นพลเมืองได้ พลเมืองส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวชาวกาตาร์หรือได้รับสัญชาติผ่านการแต่งงานกับชาวกาตาร์ มิฉะนั้นโดยทั่วไปแล้ว สัญชาติจะให้เฉพาะผู้ที่รัฐบาลจ้างมาติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี หรือเป็นผู้ที่มีการลงทุนเป็นจำนวนมากในประเทศเท่านั้น

                   

2. นครรัฐวาติกัน (Vatican City) นครรัฐวาติกันเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก มีประชากรเพียง 800 กว่าคน และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติอีกด้วย มีเพียงสองวิธีในการเป็นพลเมืองของนครวาติกันคือ (1) เกิดที่นั่น หรือ (2) ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา หากคุณไม่ได้เกิดในนครรัฐวาติกัน 

ความหวังเดียวในการเป็นพลเมืองคือการได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา และนั่นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงแต่งตั้งบุคคลเป็นพลเมืองสำหรับผู้ที่มีบทบาทเฉพาะภายในวาติกันเท่านั้น เช่น เป็นพระคาร์ดินัลที่อาศัยอยู่ในนครรัฐวาติกันหรือกรุงโรม หรือหากอาศัยอยู่ในนครวาติกันเพราะเป็นพนักงานอย่างเป็นทางการของคริสตจักรคาทอลิก นักการทูต หรือสมาชิกของ Swiss Guard ดังนั้นจึงยากมาก ๆ ที่จะได้เป็นพลเมืองของนครรัฐวาติกัน
                    

3. ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein) เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดและร่ำรวยที่สุดในยุโรป โดยอาณาเขตซึ่งตั้งอยู่ระหว่างออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรเพียง 37,000 คน ข้อกำหนดการเป็นพลเมืองของประเทศนี้เป็นข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุดในโลก ผู้สมัครจะต้องอาศัยอยู่ในลิกเตนสไตน์เป็นเวลาอย่างน้อย 30 ปี หรือหากแต่งงานกับพลเมืองลิกเตนสไตน์ และอาศัยอยู่ในประเทศลิกเตนสไตน์อยู่แล้ว ระยะเวลาก็จะสั้นลงเหลือ 5 ปีของการแต่งงาน และต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความมั่นคงทางการเงิน และได้รวมเข้ากิจกรรมต่าง ๆ กับชุมชน แล้วยังต้องผ่านการทดสอบภาษาด้วย ด้วยข้อกำหนดเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่การได้รับสัญชาติลิกเตนสไตน์เป็นเรื่องยากมาก ๆ ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละปีมีเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้นที่ได้รับสัญชาติด้วยการอนุมัติจากรัฐสภาของลิกเตนสไตน์

                  

4. ภูฏาน (Bhutan) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลบนเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรเพียง 700,000 คน และมีอัตราการแปลงสัญชาติที่ต่ำมาก นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา มีชาวต่างชาติเพียงประมาณ 1,000 คนที่ได้รับสัญชาติภูฏาน ขั้นตอนการเป็นพลเมืองภูฏานนั้นใช้เวลานานและซับซ้อน ผู้ยื่นขอสัญชาติจะต้องอาศัยอยู่ในประเทศอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปี ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงไม่มีประวัติการพูดหรือการกระทำการอันเป็นการต่อต้านพระมหากษัตริย์หรือประเทศมาก่อน มีความเชี่ยวชาญในภาษาซองคา และยังต้องผ่านการสอบอันเข้มงวดเพื่อทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาของภูฏาน ถึงกระนั้น ก็ไม่รับประกันการเป็นพลเมือง ด้วยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาลว่า จะให้สัญชาติแก่ผู้สมัครหรือไม่ เหตุที่การเป็นพลเมืองภูฏานเป็นเรื่องยากมาก ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูฏานต้องการรักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ รัฐบาลยังกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เกิดจากผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดีย และจีน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เห็นได้ชัดว่า การขอสัญชาติภูฏานไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

                 
5. ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ถือเป็นประเทศที่ขอ Permanent Residence (PR) หรือใบอนุญาตอยู่ถาวรยากที่สุดในโลก มีเหตุผลหลายประการ รวมถึงความจริงที่ว่า ซาอุดีอาระเบียไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ และกำหนดให้พลเมืองทุกคนต้องเป็นมุสลิม นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นพลเมือง ซึ่งรวมถึงอายุขั้นต่ำ 21 ปีและข้อกำหนดในการพำนักในประเทศเป็นเวลาห้าปี

                    
6. คูเวต (Kuwait) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ สาเหตุหลักเป็นเพราะคูเวตมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงมาก ซึ่งพวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้น 

รัฐบาลมีการคัดเลือกอย่างมากกว่าจะอนุญาตให้ใครเข้ามาในประเทศ และพวกเขามีข้อกำหนดที่เข้มงวดซึ่งต้องปฏิบัติตามจึงจะได้รับสัญชาติ ในการได้รับการพิจารณาให้เป็นพลเมืองคูเวต ต้องได้รับใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่ก่อน นี่อาจเป็นกระบวนการที่ยากในตัวเอง เนื่องจากมีจำนวนใบอนุญาตที่จำกัดในแต่ละปี เมื่อได้รับใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่แล้ว ต้องอาศัยอยู่ในคูเวตเป็นเวลา 20 ปีหรือ 15 ปีสำหรับพลเมืองของประเทศอาหรับอื่น ๆ สามารถยื่นขอสัญชาติได้ แต่ต้องเป็นมุสลิมโดยกำเนิดหรือเปลี่ยนใจเลื่อมใส หากเปลี่ยนศาสนา ต้องผ่านการฝึกฝนด้านศาสนามาแล้วห้าปี และต้องพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว และแม้ว่าจะมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้รับสัญชาติ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลคูเวต และพวกเขาสามารถปฏิเสธใบสมัครขอสัญชาติไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
                    

7. สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและหมู่บ้านที่งดงาม รวมถึงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด การเป็นพลเมืองในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเรื่องยากกว่าจะได้มา และกระบวนการอาจใช้เวลายาวนานและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง มีข้อกำหนดหลายประการที่ต้องปฏิบัติตามจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติสวิส ประการแรก ผู้สมัครขอสัญชาติจะต้องอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 ปี โดยมีใบอนุญาตทำงานที่เรียกว่าใบอนุญาต C ซึ่งอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศได้ ประการที่สอง เขาต้องแสดงให้เห็นถึงการรวมเข้ากับสังคมสวิสผ่านความรู้ในภาษาประจำชาติและการมีส่วนร่วมในชุมชน ในที่สุดจะต้องผ่านการสอบพลเมืองซึ่งทดสอบความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสวิส แม้ว่าจะเป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้รับสัญชาติ เพราะที่สุดแล้วการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานของรัฐที่ตรวจสอบแต่ละคำขอเป็นกรณีไป

                    
8. จีน (China) หากกำลังคิดว่าประเทศใดยากที่สุดในการขอสัญชาติ คำตอบคือประเทศจีน ในการเป็นพลเมืองจีน ผู้สมัครขอสัญชาติต้องมีเชื้อสายจีน ซึ่งหมายความว่า ต้องมีญาติพี่น้องที่มีสัญชาติจีนอย่างน้อยหนึ่งคน หากไม่มีเชื้อสายจีนแล้วจะไม่มีสิทธิ์ได้รับสัญชาติเลย แม้จะมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับกฎนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ สัญชาติจีนสามารถได้รับจากการแต่งงานกับพลเมืองจีน อย่างไรก็ตามการสมรสจะต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐบาลจีนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ ทั้งคู่ต้องอาศัยอยู่ในประเทศจีนเป็นเวลาอย่างน้อยสองปีก่อนที่จะสามารถยื่นขอสัญชาติได้ หากมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด สามารถเริ่มขั้นตอนการสมัครได้โดยส่งเอกสารที่จำเป็นไปยังสถานทูตหรือสถานกงสุลจีนที่ใกล้ที่สุด ขั้นตอนการสมัครอาจใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์ (แนะนำให้ใช้บริการทนายความเพื่อช่วยในเรื่องเอกสาร)
                       

9. เกาหลีเหนือ (North Korea) เป็นอีกประเทศที่ยากที่สุดในการขอ Permanent Residence (PR) หรือใบอนุญาตอยู่ถาวร เหตุผลหลายประการรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ และกำหนดให้พลเมืองทุกคนต้องสละสัญชาติเดิมของตน นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้สมัคร ซึ่งรวมถึงอายุขั้นต่ำ 21 ปี ประวัติอาชญากรรมที่สะอาด และการศึกษาในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ขอสัญชาติเกาหลีเหนือยังต้องผ่านขั้นตอนการสมัครที่ใช้เวลานานและยุ่งยาก ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์และการสอบที่ไม่ง่ายเลยอีกด้วย

                      

10. ญี่ปุ่น (Japan) ประเทศหมู่เกาะซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ขอสัญชาติได้ยากที่สุดประเทศหนึ่ง กระบวนการนี้ใช้เวลานานและลำบาก และต้องใช้ทั้งเวลาและเงินจำนวนมาก ในการเริ่มต้น ผู้สมัครที่คาดหวังจะต้องอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลาอย่างน้อยห้าปี ในช่วงเวลาดังกล่าว ต้องมีวีซ่าทำงานที่ถูกต้องและไม่มีประวัติอาชญากรรม และยังต้องผ่านการทดสอบภาษาญี่ปุ่นที่เข้มงวดด้วย เมื่อคุณสมบัติครบตามข้อกำหนดเหล่านี้แล้ว จะต้องส่งใบสมัครโดยละเอียดไปยังกระทรวงยุติธรรม ใบสมัครประกอบด้วยลายนิ้วมือ รูปถ่าย และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะได้รับการตอบกลับจากกระทรวงว่า ใบสมัครได้รับการอนุมัติหรือปฏิเสธ และแม้ว่าผู้สมัครจะโชคดีพอที่จะได้รับสัญชาติญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่มาพร้อมกับการขอสัญชาติ ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นไม่ได้รับอนุญาตให้ถือสองสัญชาติ โดยต้องสละสัญชาติเดิม และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น

‘สื่อสิงคโปร์’ ตีข่าว!! ไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุ หวั่นรายได้หาย เหตุส่งของไม่ทัน ตำรวจรับไม้ต่อส่งอาหารถึงมือลูกค้า

(21 เม.ย.66) เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอข่าว Thai policeman delivers Grab order on behalf of rider who faints and crashes his bike ระบุว่า ที่ประเทศไทย ชายวัย 45 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน หรือไรเดอร์ ประสบอุบัติเหตุบนถนนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ลูกสาวที่ซ้อน จยย. มาด้วยกันไม่ได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยนำอาหารนั้นไปส่งให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา 


รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นในไทย ไม่ได้ระบุชื่อ-นามสกุล ของ 2 พ่อลูกดังกล่าว แต่คาดว่า สาเหตุของอุบัติเหตุน่าจะเกิดจากผู้เป็นพ่อเป็นลมเนื่องจากอดนอนและอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาช่วยส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้า ทราบชื่อคือ Kritsanachai Sicharoen โดยบอกลูกสาวของผู้บาดเจ็บให้พาพ่อไปโรงพยาบาล ส่วนตนเองจะนำอาหารไปส่งให้ เพื่อไม่ให้ทั้งคู่ต้องกังวลเรื่องรายได้ และเมื่อส่งเรียบร้อยแล้ว ยังนำกระเป๋าใส่อาหารของไรเดอร์ไปฝากคืนให้ผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลด้วย

เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tanya Tanyasiri ขณะที่ในเวลาต่อมา วันที่ 20 เม.ย. 2566 เพจเฟซบุ๊กของ สน.ชนะสงคราม ยังระบุว่า ส.ต.อ.กฤษณชัย ศรีเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไปช่วยไรเดอร์ที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งอาหารจนถึงมือลูกค้า ได้รับมอบรางวัลในโครงการ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" อีกด้วย โดยมีประชาชนแสดงความคิดเห็นชื่นชมความมีน้ำใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผุ้นี้ และอยากให้ประเทศไทยมีตำรวจแบบนี้มากๆ


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/725886

‘นิติพล’ โชว์วิสัยทัศน์พัฒนาชีวิตคนฝั่งธนฯ อย่างสมดุล ชูนโยบาย!! ขยายขนส่งสาธารณะ-เพิ่มพื้นที่สีเขียว

‘นิติพล’ ก้าวไกล ชูนโยบายฝั่งธนฯ ขยายขนส่งสาธารณะเส้นเลือดฝอย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลด PM2.5 เพื่อให้คนวาดอนาคตร่วมกันได้

(21 เม.ย.66) นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนสิ่งแวดล้อม และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า

ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องชาวฝั่งธนบุรี ในการปราศรัยที่ใต้สะพานพระราม 8 จึงอยากนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปีนี้สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 หนักมาก ตนจึงอยากพูดถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในเมืองกับแนวทางการแก้ปัญหา เพราะหลายปีมานี้ฝั่งธนฯ เปลี่ยนไปมาก สวนฝั่งธนและพื้นที่เกษตรเริ่มกลายเป็นเมือง รวมถึงมีถนนขยายเข้าไปมากมายทั้งเส้นหลักเส้นรอง บางพื้นที่มีการขยายตัวของย่านอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นละอองที่เป็นต้นเหตุของ pm2.5 ซึ่งแตกต่างจากปัญหาของภาคเหนือ

“สิ่งที่ผมสังเกตคือขนส่งสาธารณะที่จะเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยของเมืองกลับมีน้อย ขาดความเชื่อมต่อกับย่านเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ผลที่ตามมาคือทุกคนจะต้องมีรถส่วนตัว ซึ่งในอนาคตเมื่อรถบนถนนมากขึ้น ตามเมืองที่ขยายตัว ปัญหาของฝั่งธนฯก็จะซ้ำรอยปัญหากรุงเทพฯ” นายนิติพล กล่าว

นายนิติพล กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและต้องรีบวางแผนคือ ผังเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบเมือง ก่อนที่ตึกคอนกรีตและถนนจะกลืนเมืองไปเสียหมด จำเป็นต้องจัดวางพื้นที่สีเขียวและพื้นที่จำเป็นต่างๆ ให้ชัดเพื่อให้ฝั่งธนฯพัฒนาไปอย่างสมดุล มีพื้นที่สีเขียวไว้พักผ่อนหย่อนใจเป็นพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกันเพื่อดูดซับมลพิษต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งผังเมืองคือหัวใจของเมืองหรือย่านต่างๆ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกออกแบบจากหน่วยงานและปรับเปลี่ยนสีของย่านนั้นๆ ตามอำเภอใจ ทำให้เมืองขยายไปอย่างสะเปะสะปะ และขาดกการมีส่วนร่วมจากประชาชน

“ผลคือเมืองขาดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้จึงต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะฝั่งธนฯเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่เกษตรกรรม กับการขยายตัวของความเป็นเมือง จึงต้องการผังเมืองที่สามารถเป็นเข็มทิศที่ทุกคนวาดอนาคตร่วมกันได้” นิติพล กล่าว


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/politics/news_7623836

3 ทางเลือกทำลาย 'ลำไยอบแห้ง' อีกบทพิสูจน์ความโปร่งใสรัฐ

รู้หรือไม่? ในอดีตรัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขปัญหากรณีลำไยอบแห้งค้างสต็อก ด้วยการจัดสรรงบประมาณทำลายทิ้ง เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวลำไยไหลไร้คุณภาพไหลไปสู่ตลาด ถึงมือผู้บริโภค และคู่ค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นอีกการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ บนมาตรการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

อันที่จริงแล้ว ในอดีตเกษตรกรภาคเหนือเคยร่ำรวยจากการขายลำไย จนบางรายถึงขั้นกล้าเปลี่ยนแปลงพื้นที่นา และพื้นที่ทำการเกษตรอื่นๆ ให้กลายเป็นสวนลำไยอย่างกว้างขวาง 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาราคาลำไยตก ก็เริ่มมีให้เห็น เมื่อเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเร่งการผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้ราคาลำไยค่อยๆ ลดต่ำลงเป็นลำดับ 

คำถาม คือ เวลาเจอสถานการณ์เช่นนี้ ควรต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร? เกษตรกรฝ่ายเดียวหรือไม่? 

คำตอบก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่!! 

แน่นอนว่า ในห้วงที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรดี ไม่มีเกษตรกรคนใดไม่อยากรวย ไม่อยากปลดหนี้ ฉะนั้นผู้ที่ควรรับผิดชอบที่สำคัญในจังหวะเวลาดังกล่าว จึงต้องเป็นหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริมการผลิต ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยกู้อย่างมีเงื่อนไข หากเกษตรกรระบุวัตถุประสงค์การกู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนปลูกลำไย ก็จะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว และจนถึงวันที่ผลของการผลิตอย่างไม่มีการวางแผนการตลาดล่วงหน้าก็ย้อนกลับมาทำลายระบบตลาดลำไย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาลำไยเป็นปัญหาที่ต้องแก้ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาที่สะท้อนการพัฒนาของประเทศ ทุกๆ ปัญหาที่ถาโถมเข้ามา รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาจัดการแบบแก้ไปทำไป เพื่อต่อลมหายใจให้เกษตรกรไม่พังกันเป็นแถบ

มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ โดยย้อนไปในช่วงปี 2552 กับการแก้ปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกปี 2546/2547 กว่า 4.6 หมื่นตันที่ค้างคามานาน 

ตอนนั้นคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ได้มีมติให้ทำลายลำไยด้วยวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท แต่ยังเป็นที่ถกเถียงว่าจะทำลายด้วยวิธีใดที่จะคุ้มค่าที่สุดและไม่เปลืองงบประมาณ ที่สุด

ผลจากการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการและทำลายลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ครั้งที่ 1/2552 ในวันที่ 24 มิถุนายน โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นประธานคณะกรรมการ ได้สรุป 3 แนวทางในการจัดการปัญหาลำไยค้างสต็อกเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552

>> แนวทางแรก : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการฝังกลบ 
>> แนวทางที่สอง : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการเผา 

ทั้ง 2 วิธีนี้ จะใช้งบประมาณในการทำลายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.67 บาท รวมกับค่าดำเนินการอีกกิโลกรัมละ 0.25 บาท เบ็ดเสร็จเชื่อว่างบประมาณที่ใช้ในการทำลายขึ้นกับปริมาณลำไยอบแห้งค้างสต็อกคาดว่าจะไม่เกิน 78 ล้านบาท

>> ส่วนแนวทางที่สาม : เป็นการนำไปทำพลังงานชีวมวลโดยการนำลำไยดังกล่าวบดให้ละเอียดแล้วอัดเป็นแท่งตะเกียบ โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยพลังงานชีวมวล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องต้นแบบแล้วจำนวน 3 เครื่อง วิธีนี้ใช้วิธีการทำลายจำนวน 60 ล้านบาท

นายจรัลธารา ยืนยันว่าทั้ง 3 แนวทางจะโปร่งใสไม่มีลำไยค้างสต็อกออกมาเล็ดลอดปลอมปนกับลำไยที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดในฤดูกาลใหม่ในขณะนั้นอย่างแน่นอน เพราะจะมีการทำลายด้วยการบดละเอียดทีละโกดังที่กระจายอยู่ทั้งหมด 59 โกดังใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน และลำปาง อีกทั้งยังเป็นการเช็กสต็อกลำไยอบแห้งไปด้วยในตัว หากปริมาณที่บดทำลายน้อยกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่ตรงกันโดยหักค่าเสื่อมน้ำหนักไม่เกิน 10% เจ้าของโกดังต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยถือเป็นจำเลยที่ 1

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ 3 ถือเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้กว่า 70-80% ซึ่งหลายฝ่ายก็เห็นด้วยและ ครม.ก็ไม่ติดขัดให้ดำเนินการทำลายแล้วนำมาอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ 

โฆษก ทร. แจง กรณีรีสอร์ทหรู บนเขาช่องแสมสาร ไม่ยอมรื้อถอน ภายหลังครบกำหนด 30 วัน

พลเรือเอก ปกครอง  มนธาตุผลิน  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชน ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารกรณี รีสอร์ทหรู  Star Oversea บนยอดเขาในพื้นที่ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ.จ.ขลบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการยื่นเรื่องขอใช้ที่ดินในบริเวณดังกล่าว เพื่อก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยและใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร แต่ ได้ทำผิดสัญญาโดยนำมาทำเป็นรีสอร์ทหรู ซึ่งกองทัพเรือโดยฐานทัพเรือสัตหีบ ได้ดำเนินการแจ้งความและลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบพร้อมทั้งประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของกิจการ ให้หยุดการประกอบธุรกิจซึ่งปัจจุบัน ทางรีสอร์ทได้ หยุดการดำเนินกิจการ พร้อมทั้งปิดการให้บริการอย่างถาวร พร้อมทั้งสั่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน แต่จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันซึ่งเลยกำหนดระยะเวลา 30 วันแล้ว ทางรีสอร์ท ยังไม่ได้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแต่อย่างใด  
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ที่ผ่านมากองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือสัตหีบได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งความดำเนินคดีกับทางรีสอร์ทพร้อมทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเร่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน  ซึ่งมีกำหนดครบ 30 วันไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้จากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 พบว่าทางรีสอร์ท ยังคงเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามและยังคงเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ

ดังนั้น ฐานทัพเรือสัตหีบ จึงได้มีหนังสือไปยังสำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือเพื่อให้ดำเนินการฟ้องขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบจะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องกับทางเจ้าของกิจการต่อไป


นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0908535645 
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

‘ธนาธร’ กร้าว!! ทุกพรรคเคยเป็น รบ. แต่พาไทยมาได้เท่านี้ ขอให้โอกาสให้ ‘ก้าวไกล’ เชื่อ!! 4 ปี ทำได้ดีกว่าแน่นอน

(21 เม.ย.66) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล เดินสายช่วยผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล หาเสียงที่ จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา พบปะประชาชนพร้อมกับผู้สมัคร ส.ส. ประกอบด้วย วรรณิดา นพสิทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 2 (เบอร์ 3), เอกราช เนตรดี ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 (เบอร์ 1), นพรัตน์ มุริกะ ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 (เบอร์ 2) และ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 (เบอร์ 2)

การปราศรัยวันนี้ ธนาธรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม โดยระบุว่าแม้จะมีหลายคนที่เห็นว่าเลือกตั้งกี่ครั้งก็เหมือนเดิม บ้านเมืองไม่เปลี่ยน ชีวิตไม่เปลี่ยน แต่ตนย้ำว่านั่นเป็นเพราะปัญหาของประเทศไทยฝังลึกเป็นเรื่องโครงสร้าง โดยที่ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างก็พากันแก้ปัญหาแบบขอไปที ปะผุ ทำให้การแก้ปัญหาของประเทศจบไม่ได้เสียที

ปัญหาของประเทศจำนวนมากคือปัญหาที่เกิดจากต้นตอโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างได้มากมาย เช่น เรื่องของน้ำประปาที่คนเกินกว่าครึ่งของประเทศนี้ยังเข้าไม่ถึงน้ำประปาที่ไหลสะอาด เพียงพอใช้ 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี ในประเทศไทยปี 2566 เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำและเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดของบริการสาธารณะที่ทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหนควรจะเข้าถึง หรือเรื่องของถนนทั่วประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาไม่เท่ากันทั่วประเทศ บางแห่งผุพังทรุดโทรมมาหลายสิบปีก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง คืองบประมาณที่กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง จะซ่อมถนนครั้งหนึ่งต้องเดินเอกสารไปถึงหน่วยงานที่กรุงเทพ กว่าหน่วยงานจะตั้งงบประมาณมาเริ่มดำเนินการได้ก็ต้องรอเป็นเดือนเป็นปี งบประมาณที่ท้องถิ่นมีอยู่ไม่พอให้แก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ได้ และนั่นคือเหตุผลที่พรรคก้าวไกล ย้ำว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องปฏิรูประบบราชการ กระจายอำนาจ เอางบประมาณและอำนาจมาให้ประชาชนแก้ปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์วิ่งเต้นเส้นสายเพื่อให้ได้งบประมาณมาพัฒนาบ้านตัวเอง

นี่คือรูปธรรมของคำว่ากาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม นโยบายพรรคก้าวไกลมาจากฐานคิดแบบนี้ เพราะพรรคก้าวไกลไม่เคยสัญญาว่าจะมาสร้างถนนให้ หรือทำน้ำประปาให้ที่ไหนเป็นแห่งๆ ไปแบบปะผุ แต่ต้องทำในระดับโครงสร้าง ที่ผ่านมาพรรคอื่นต่างก็เคยเป็นรัฐบาลบริหารประเทศมาหมดแล้ว ครั้งนี้ตนอยากขอโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ขอเพียงครั้งเดียวเท่านั้นประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีก ด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นตอที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top