Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

‘บิ๊กป้อม’ เปิดพรรคให้แกนนำ-สื่อ เข้ารดน้ำดำหัว พร้อมอวยพรขอให้ ปชช. เดินทางปลอดภัย-สมหวังตลอดปี

(11 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหารพรรค รดน้ำอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2566 อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ในฐานะรองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีม กทม. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค นายวราเทพ รัตนากร กรรมการนโยบายและฝ่ายอำนวยการนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการบริหารพรรค รดน้ำขอพร บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ รถ EV รักษ์โลก | TIME TO DRIVE EP.10


EP นี้พูดคุยกันถึงจุดเด่นของ รถยนต์ EV จากค่าย  เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มีความแตกต่างในการทำตลาด ทั้งเป็นรถ EV รักษ์โลก และยังมี Design สวยงามโดนใจคนไทย โดยได้รับเกียรติจาก 'คุณต้น กันต์ เย็นสบาย'

กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย

มาแชร์ข้อมูลของรถยนต์ไฟฟ้าในคลิปนี้ รายละเอียดเป็นอย่างไรติดตามกันได้ใน EP นี้

 

ดำเนินรายการโดย 'กันย์ ฉันทภิญญา'

Content Manager THE STATES TIMES

ขับไปเพลิดเพลินกับคลิปอื่นๆ ต่อได้ที่ : https://youtube.com/playlist?list=PL60bae1syuyJXNFNia9poSZGuZNjAZrQf 

 

‘ขัตติยา’ ส.ส.เพื่อไทย ร้องขอความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง ลั่น!! ต้องรื้อฟื้นคดี ลาก ‘ทหาร’ ขึ้น ‘ศาลพลเรือน’ ให้ได้

(11 เม.ย. 66) เฟซบุ๊กแฟนเพจหลักของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ เนื่องในโอกาสรำลึกครบรอบ 13 ปี การสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553 โดยมีเนื้อหาระบุว่า…

‘ขัตติยา สวัสดิผล’ ประกาศทวงคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงอีก 62 ศพ ต้องรื้อฟื้นคดีและลาก ‘ทหาร’ ขึ้น ‘ศาลพลเรือน’ ให้ได้

ขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานรำลึกครบรอบ 13 ปี การสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553 กล่าวทวงความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงว่า จะรื้อฟื้นคดีเสื้อแดงที่ยังมีอีก 62 คดี ขึ้นมาฟ้องพร้อมกับเอาทหารที่ยิงประชาชนวันนั้น มาขึ้นศาลพลเรือนแทนศาลทหาร 

ขัตติยา สวัสดิผล กล่าวถึงความคืบหน้าในส่วนของคดีความคนเสื้อแดงว่า ในช่วงก่อนปี 2554 คดีคนเสื้อแดงรวมถึงคดีของคุณพ่อ (พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก) ไม่มีความคืบหน้า เพราะตอนนั้นพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ได้รับความเมตตาจากท่านทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นได้แนะนำแนวทางทางกระบวนการยุติธรรมให้ซึ่งต้องยอมรับว่าบรรยากาศตอนนั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้เราค้นหาความจริงได้เลย 

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งปี 2554 คดีความต่าง ๆ ของคนเสื้อแดงเดินหน้าคืบหน้าไปได้เร็ว เพราะเรามีสารตั้งต้นจากชั้นตำรวจ ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ จนกระทั่งนำไปขึ้นสู่ศาลได้ ซึ่งการที่เราสามารถพาคดีไปถึงศาลได้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่ง ถึงแม้ว่าทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จะใช้เทคนิคทางกฎหมายบอกว่าเราไม่สามารถยื่นฟ้องเขาในศาลอาญาได้ เราก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ไปฟ้องเขาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั้นหมายความว่า เราต้องเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ และแม้จะน่าเสียดายที่ ปปช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีผลพวงจากรัฐประหารตีตกบอกว่า ทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ ทำในฐานะผู้สั่งการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งคนที่จะต้องไปเอาผิดคือทหารที่ปฏิบัติการอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์และแยกคอกวัว ถ้าเราจะเอาผิดคนดังกล่าว เท่ากับเราต้องเอาเขาไปขึ้นศาลทหาร

ขัตติยา กล่าวต่อว่าเรื่องนี้เราจะเดินหน้าต่อไม่หยุด พรรคเพื่อไทยถ้ามีโอกาสเป็นรัฐบาล จะทวงคืนสอบถามความยุติธรรมในคดีอีก 62 ศพที่เหลือ เราจะตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า ในแต่ละคดีของทั้ง 62 คดีนั้น จะต้องไปยื่นฟ้องใครที่ศาลใดถึงจะสัมฤทธิ์ผลที่สุด ซึ่งตรงนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ ปปช. ที่บอกไปว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ถ้าคดีที่ ปปช. ชี้ว่าไม่มีมูล ประชาชนสามารถส่งให้อัยการสูงสุดชี้มูลได้ และถ้าอัยการสูงสุดไม่ชี้มูล ก็ต้องให้อำนาจประชาชนในฐานะผู้เสียหาย สามารถฟ้องศาลได้โดยตรง

พิธีปล่อยแถวดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

ตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก จัดพิธีปล่อยแถวดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และอำนวยความสะดวกจราจรช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2566

ที่บริเวณลานหน้ากองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และอำนวยความสะดวกจราจรช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2566 โดยมีพล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ให้การต้อนรับ

โดยมี พ.ต.อ.สุทธิศักดิ์ ปลื้มจิตร์ ผู้กำกับอำนวยการภูธรจังหวัดนครนายก กล่าวราย โดยมีกำลังพลทุกภาคส่วน ข้าราชการตำรวจ,ทหาร,ป้องกันจังหวัดนครนายก จำนวน 120 นายเข้าร่วมในพิธีปล่อยแถวฯ
ด้วยขณะนี้ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ 2566 ซึ่งเทศกาลดังกล่าวถือเป็นวันสำคัญของพี่น้องปวงชนชาวไทย เพราะจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะญาติพี่น้องและสังสรรค์กันในครอบครัว จังหวัดนครนายกเองก็ไม่ต่างกันคงมีพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครนายก ที่ไปทำงานใน็พื้นที่อื่น เดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวรวมถึงพี่น้องประชาชนจากต่างพื้นที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว ตามสถานที่สำคัญต่างๆของจังหวัดนครนายก อาทิเช่นเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกสาริกา วังตระไคร้ วัดมณีวงค์ เป็นต้น อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาด้านการจราจร และปัญหาอาชญากรรมต่างๆตามมาได้

รู้จัก ‘เอ้อเอ่อตัวซือ’ เมืองที่จีดีพีต่อหัวสูงที่สุด แซงหน้า ‘ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้-กว่างโจว-เซินเจิ้น’

(11 เม.ย.66) เพจ ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ ‘เมืองรวยที่สุดของจีน’ ระบุว่า...

เมืองรวยที่สุดของจีนปัจจุบัน ไม่ใช่กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองกว่างโจว หรือเมืองเซินเจิ้น แต่เป็นเมืองเอ้อเอ่อตัวซือ (鄂尔多斯市) เมืองสวยงามกลางทุ่งหญ้ามองโกเลียในของจีน 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางการเมืองเอ้อเอ่อตัวซือประกาศสถิติแสดงให้เห็นว่า ปี 2022 จีดีพีเฉลี่ยต่อคนของที่นี่คือ 38,196 เหรียญสหรัฐคิดเป็น 1.4 เท่าของกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ แถมยังแซงหน้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อีกด้วย 

พิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 40

วันที่ 10 เมษายน 2566 เวลา 10.30 น. พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 40 ณ สโมสรกองทัพบก กรุงเทพฯ

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี มอบให้มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์มูลนิธิรักเมืองไทย และมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดำเนินการนำเยาวชน จากจังหวัดชายแดนภาคใต้มาพำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ ณ กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่ปี   พ.ศ.2548 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการมาแล้ว 18 ปี ติดต่อกันจำนวน 39 รุ่น มีเยาวชนที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” มาแล้วจำนวน 9,305 คน และมีครอบครัวอุปถัมภ์เข้าร่วมโครงการฯ รุ่นละ 160 ครอบครัว

ในปีนี้ โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ดำเนินการจัดกิจกรรม รุ่นที่ 40 ระหว่างวันที่ 4 เมษายน –  2 พฤษภาคม 2566 มีเยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 320 คน กล่าวคือ เยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม จำนวน 267 คน เยาวชนที่นับถือศาสนาพุทธ จำนวน 51 คน และเยาวชนที่นับถือศาสนาคริสต์ จำนวน 2 คน โดยมีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ประสบการณ์ทักษะอาชีพ และการพำนักกับ  ครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เยาวชนเมื่อผ่านโครงการฯ ได้พัฒนาทัศนคติแนวคิดสู่การพัฒนาตนเองและครอบครัว เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมกันพัฒนาสาธารณประโยชน์

ผู้ว่าชัชชาติจับมือบิ๊กแจ็สร่วมท้องถิ่นป้องกันน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2566 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี และ นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด ลงเรือสำรวจคลองบ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ใน 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนนทบุรี โดยลงเรือจากประตูระบายน้ำคลองบ้านใหม่ ไปจนถึงประตูระบายน้ำระบายบริเวณถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้เป็นการบูรณาการกันระหว่าง 3 จังหวัดคือ นนทบุรี ปทุมธานี และกทม. เนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดเปราะบางสำคัญที่จะช่วยให้ กทม.ไม่ให้น้ำท่วม คือ คลองเปรมประชากรที่นำน้ำจากเหนือลงใต้ หากน้ำมาเยอะกว่าจะผ่าน กทม.เพื่อออกไปทางบางซื่อเป็นระยะทางไกล หากตัดออกทางคลองบ้านใหม่ได้ก็จะดีมาก

ส่วนอีกทางประตูคลองเปรมใต้ที่ดูดน้ำย้อนกลับไปที่คลองรังสิตเพื่อให้น้ำออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยลงความเสี่ยงของ กทม.ได้ เนื่องจากพื้นที่คาบเกี่ยวกันหลายจังหวัด เราไม่อยากให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงที่ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี เราจึงต้องหารือร่วมกันในการประสานความร่วมมือ จากที่ได้สำรวจพบว่ายังขาดเขื่อนป้อนกันน้ำโดยเฉพาะคลองบ้านใหม่ ในส่วนของ จ.นนทบุรี เขื่อนบางส่วนยังมีฟันหลอ ของ กทม.ก็ยังมีปัญหาอยู่ อาจจะต้องของบบูรณาการจากสำนักบริหารน้ำแห่งชาติ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของเทศบาลฯฝ่ายเดียว หรือปทุมธานีฝ่ายเดียว ต้องเป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อคนจำนวนมาก เมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐมา จะทำให้งานรวดเร็วขึ้น

เบื้องต้นจะต้องขุดลอกคลองก่อน เพื่อเพิ่มการไหลของน้ำ เราจึงต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เพราะว่าน้ำไม่รู้จักจังหวัด น้ำก็ไหลไปทั่ว มาปทุมธานี มานนทบุรี มา กทม. ดังนั้นความร่วมมือในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา เพราะว่าท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอย่างละเอียด ต้องขอบคุณ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานีและท่านนายกวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ดที่ได้ลงพื้นที่ร่วมกันวันนี้

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อท่านผู้ว่า กทม.ลงมาดูพื้นที่พบว่าปัญหาน้ำเป็นปัญหาคาบเกี่ยวร่วมกัน ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากเรามาร่วมกันร่วมกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งชลประทาน กรมเจ้าท่า ต้องเตรียมการป้องกันไว้ก่อน ผมมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี กว่าหากปล่อยให้เหตุเกิดแล้วมาแก้ไข แต่ละจังหวัดต่างแก้ไขกันเองมันไม่ได้ ต้องรวมกันป้องกันเหตุ ผมเห็นด้วยและยินดีทุกอย่างแม้แต่น้ำจาก กทม. ย้อนกลับมา เรามีทางออกทั้งประตูน้ำปากคลองรังสิต เราย้อนกลับคลองเปรมเหนือก็ได้ เพื่อให้น้ำออกทางเชียงรากน้อยเชียงรากใหญ่ได้อีก ทางปทุมธานีมีความพร้อม

‘พิธา’ หาเสียงเมืองจันท์ ชวนกาหน้าใหม่เข้าสภาฯ ลั่น!! เมืองหลวงผลไม้จันทบุรี จะมีอนาคตที่สดใส

‘พิธา’ หาเสียงเมืองจันท์ ให้ความเชื่อมั่น ‘ก้าวไกล’ คัดผู้สมัครอย่างดี ขอโอกาสให้คนใหม่เข้าสภาฯ ไปเปลี่ยนประเทศ โหวตผ่านสุราก้าวหน้า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

(11 เม.ย. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ช่วยหาเสียงผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต1 และ 2 ของพรรคก้าวไกล สำหรับจุดแรก นายพิธาเดินทางถึงตลาดเจริญสุข พร้อมกับ นายวรายุทธ ทองสุข ผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต 1 (เบอร์ 4) เดินหาเสียงแนะนำตัวและขอคะแนนจากพี่น้องประชาชน โดยนายพิธากล่าวอย่างชัดเจนว่า มาครั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชน ว่าพรรคก้าวไกลได้คัดสรรผู้สมัครเป็นอย่างดี ขอโอกาสให้นายวรายุทธได้เป็นคนใหม่เข้าไปในสภาฯ เป็นปากเสียงของคนจันทบุรี เป็นอีกหนึ่งเสียงในสภาฯ ที่จะโหวตให้กฎหมายที่ก้าวหน้าของพรรคก้าวไกล

จากนั้น นายพิธา เดินทางต่อไปที่ตลาดห้วยสะท้อน เพื่อช่วยหาเสียงให้นายปรัชญาวรรณ ไชยสืบ ผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต 2 (เบอร์ 3) พร้อมกล่าวว่า ตลอด 4 ปี พรรคก้าวไกลได้พิสูจน์ให้ชาวจันทบุรีเห็นแล้วว่า ส.ส. ทุกคนทำงานอย่างคุ้มค่า คุ้มภาษีของประชาชน แม้หลายคนชอบบทบาทของพรรคก้าวไกลในฐานะฝ่ายค้าน แต่ตนต้องบอกว่ายิ่งก้าวไกลทำงานดี ยิ่งต้องให้โอกาสส.ส. ของพรรคเข้าสภาฯ ไปเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เปลี่ยนประเทศไทยให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต

‘นักวิชาการ’ มองการเมืองปากน้ำ หลัง ‘บ้านใหญ่’ สิ้นหัวเรือ เปลี่ยนขั้วย้ายค่าย หลังผล ‘เลือกตั้ง 66’ ชัด!! อาจบังเกิด

ดูเหมือน 1 ในจังหวัด ที่น่าสนใจและถูกหยิบมาวิเคราะห์ในฐานะพื้นที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลัง กกต. ปิดรับสมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีไปแล้วเรียบร้อย ดูจะไม่พ้น 'เมืองปากน้ำ' จังหวัดสมุทรปราการ ที่มี ส.ส. 8 คน จาก 8 เขต ซึ่งการเลือกตั้งปี 2562 ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐ สามารถกวาด ส.ส.ยกแผง 6 จาก 7 ที่นั่ง

โดยในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมนี้ ‘ตระกูลอัศวเหม’ ส่งตัวแทนลงสมัคร ส.ส.ด้วยกันถึง 5 คน จาก 2 พรรค ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต นำโดย...

อัครวัฒน์ อัศวเหม ลงชิงเขต 1 พรรคพลังปราชารัฐ, วรพร อัศวเหม เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ, ต่อศักดิ์ อัศวเหม ชิงเก้าอี้เขต 7 สมุทรปราการ ขณะที่ พิม อัศวเหม มีชื่อในปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 8 ของพรรคพลังประชารัฐ และ ชนม์ทิดา อัศวเหม ที่ติดอันดับ 5 ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทย

ทว่า การจากไปอย่างกะทันหันของ ‘เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม’ หัวเรือบ้านใหญ่ปากน้ำ ก็ดูจะสั่นสะเทือนการเมืองสมุทรปราการไม่น้อย ด้วยขาดผู้นำทัพที่พาให้สมุทรปราการก้าวหน้า กวาดที่นั่งทั้งผู้แทนระดับประเทศ และ ระดับท้องถิ่นไปได้ทั้งหมด

ทำให้การเมืองปากน้ำ น่าจับตาถึงก้าวต่อไป ไม่เฉพาะเพียงแต่จะสามารถกวาด ส.ส.ยกจังหวัดได้อีกครั้งเหมือนปี 2562 หรือไม่ แต่ยังต้องมองต่อไปถึงหลังเลือกตั้งกันทีเดียว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาลินี สนพลาย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจการเมืองท้องถิ่น และ ตระกูลการเมือง ได้มองภาพการเมืองปากน้ำ ที่มากไปกว่าการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อสิ้นหัวขบวนบ้านใหญ่ปากน้ำ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยก่อนจะวิเคราะห์ถึงเส้นทางไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ อาจารย์ชาลินี เปิดประเด็นชวนมองถึง ‘บ้านใหญ่ สมุทรปราการ’ ที่แตกต่างกับจังหวัดที่มีบ้านใหญ่อื่น ๆ ไว้ว่า สมุทรปราการนั้น แต่เดิมไม่ได้เป็นพื้นที่อันหนึ่งอันเดียวอยู่แล้ว ตระกูลอัศวเหมไม่ได้สามารถควบคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ เหมือนในบางพื้นที่

“การทำงานของบ้านใหญ่โดยทั่วไปแล้ววางอยู่บนการทำงานลักษณะเครือข่าย มีกลุ่มก้อนหลายระดับมารวมกัน ซึ่งบ้านใหญ่ คือคนที่ประสานกลุ่มก้อนการเมืองมาไว้ในเครือข่ายและร่วมมือกันได้ และความที่ธรรมชาติของเครือข่ายมันมีความเปราะบาง การรักษาเครือข่ายก็ต้องใช้ความสามารถระดมทรัพยากรมาดูแล รวมไปถึงความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรให้กับกลุ่มย่อย ๆ ในเครือข่ายใหญ่ เพื่อให้ไปดูแลพื้นที่ ไปดูแลฐานเสียงได้”

“อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องการมาก ๆ ก็คือ Charismatic Leadership ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการนำ โดยปกติแล้วทรัพยากรทางเศรษฐกิจและทรัพยากรทางการเมืองหลายอย่างอาจส่งต่อให้ลูกหลานได้ อาจมีระบบวางไว้พอสมควร แต่ คาริสมาติก และภาวะการนำ มันไม่ได้ส่งต่อให้ลูกหลานกันได้ง่าย ๆ”

การเปลี่ยนผ่าน จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ท้าทายคนที่จะมาดูแลต่อ ว่าจะมีความสามารถขนาดไหน ซึ่ง อ.ชาลินี ระบุว่า ความท้าทายในระยะเปลี่ยนผ่านนี้เคยเกิดขึ้นกับในชลบุรี และ สุพรรณบุรี เช่นกัน บ้านใหญ่ชลบุรีเอง ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมา และยังเจอความท้าทายอยู่ ขณะที่ในสุพรรณบุรี ก็มีความท้าทายอยู่เช่นกัน

ขณะที่ ‘สมุทรปราการ’ ก็นับเป็นพื้นที่ ที่ยากเป็นพิเศษ ในทัศนะของอ.ชาลินี ด้วยเพราะเป็นเมืองที่มีพลวัตสูง มากกว่า ชลบุรีและสุพรรณบุรี มีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมสูง ด้วยความที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้อยู่ในสถานะที่ยากในการรักษาความมั่นคงของเครือข่ายทางการเมือง กล่าวคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง ยิ่งส่งผลต่อความสามารถในการสะสมและผูกขาดทรัพยากรของชนชั้นนำ มีโอกาสที่เกิดชนชั้นนำใหม่ๆ มาแย่งชิง และก็ส่งผลต่อความสามารถในการดูแลเครือข่าย

ในด้านสังคม อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มองว่า องค์ประกอบของประชากรที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะเศรษฐกิจเติบโตเร็ว มีคนเข้า-ออกมาก ขณะที่คนในพื้นที่เดิมก็เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ยากที่จะ Hold ประชาชนไว้ คนย้ายเข้ามาใหม่นั้น ยากมากที่จะเกิดความผูกพันทางสังคมกับพื้นที่ หรือจะผนวกตัวเองเข้ากับเครือข่ายเดิม ยิ่งการเป็นชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ยิ่งคาดเดาได้ยาก

เพราะกลุ่มนี้เป็นคนที่เปลี่ยนใจทางการเมืองได้ตลอดเวลา และมีแนวโน้มที่จะผูกโยงตนเองเข้ากับชนชั้นกลางนอกพื้นที่ มากกว่าผูกตัวเองในพื้นที่ คือ เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนสมุทรปราการ แต่มีวิถีชีวิต ผูกกับคนชนชั้นกลางพื้นที่อื่นมากกว่า ซึ่งเกิดขึ้นกับ นนทบุรี เช่นกัน คือ มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับนโยบายมหภาค มากกว่าการเมืองเชิงพื้นที่ คือไม่ต้องเอาตัวไปผนวกกับเครือข่ายไหน ก็เข้าถึงนโยบายรัฐได้

“ไม่รวมถึงว่า จะสูญเสียนายชนม์สวัสดิ์ไหม แต่มันลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตั้งแต่ก่อน วัฒนาจะไม่อยู่ และยังมีอีกระลอก จึงเป็นความยากในยากในยาก”

ชาลินี กล่าวต่อว่า ตอนที่นายวัฒนาไม่อยู่ นายชนม์สวัสดิ์ ได้ถูกเตรียมพร้อมมากพอสมควร แต่วันนี้ที่ชนม์สวัสดิ์ไม่อยู่ อัศวเหมรุ่นที่ 3 ยังไม่ถูกเตรียมความพร้อม ในระดับเดียวกับที่ชนม์สวัสดิ์ถูกเตรียม ยิ่งกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงสูงขนาดนี้ ‘ยิ่งท้าทายมาก’

“เป็นโอกาสอันดี ที่คนที่เคยอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ที่เกาะกันแบบหลวมๆ นั้น จะมีคนที่อยากช่วงชิงการนำในพื้นที่ ไม่ว่าจะเครือข่ายเดิม หรือ พวกนอกเครือข่าย ที่มาแย่งชิงกลุ่มก้อนการเมืองที่อยู่กับอัศวเหม ไปผนึกขั้วกับเขาได้ หรือเป็นไปได้แม้กระทั่งว่า อาจเป็นโอกาสที่พรรคการเมืองอย่างก้าวไกล ที่ชูความเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ และทำการเมืองแบบใหม่ อาจจะเข้าไปเกาะเกี่ยวผู้คนที่หลุดออกจากเครือข่ายการเมืองเดิมได้” ชาลินี กล่าว

ในระยะสั้น แน่นอนว่าคำถามมักไปตกอยู่กับกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ขั้วพลังประชารัฐ ที่หลายคนมองว่า จะสามารถกวาดเสียงสมุทปราการได้แบบครั้งที่แล้วหรือไม่? ซึ่งเรื่องนี้ ชาลินี มองว่า การเมืองมีความสะส่ำระส่ายสูง ฐานเสียงของผู้สมัครแต่ละคนถูกช่วงชิงไป วิธีการการเมืองเป็นแบบนี้ การมีหรือไม่มีชนม์สวัสดิ์ ส่งผลต่อความสามารถในการดึงดูดกลุ่มการเมืองท้องถิ่น พอไม่มีอยู่ ก็เป็นไปได้ที่จะถูกแย่งชิง อีกทั้งบางส่วนยังเป็นพื้นที่เสื้อแดง จึงเรียกว่าายากขึ้น ที่จะกวาด ส.ส.ยกจังหวัดเหมือนเดิม

แต่ นักรัฐศาสตร์ ชวนมองมากไปกว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะได้เห็น ในช่วงการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมนี้ นั่นเพราะ รอยรั่ว อันเกิดจากการสูญเสียหัวเรือใหญ่ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้คนมีศักยภาพ เข้าไปแทนที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับ เพื่อไทย / ก้าวไกล และ ภูมิใจไทย

“ทายาทสายตรงทางการเมืองของ คุณชนม์สวัสดิ์ ก็คือ ‘น้องเพลง’ ซึ่งยังใหม่มาก จำเป็นต้องมีทีมซัพพอร์ตเยอะมาก ถ้าจะสืบทอดการเมืองต่อ แต่เราไม่รู้ว่าในตระกูลอัศวเหมมีความเป็นเอกภาพขนาดไหน ไม่เหมือนอย่าง ตระกูลคุณปลื้ม ที่ชัดเจนว่ามีความเป็นเอกภาพมาก แม้ว่าของอัศวเหมเรายังเห็นคนเป็นหลาน ที่ลงมาเล่นการเมืองอยู่ แต่มีบารมีมากพอไหม และเคยได้มีโอกาสช่วยดูแลเครือข่ายทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่มีใครคิดว่าจะสูญเสียผู้นำหลักเร็วเช่นนี้”

นพค.54 ส่งมอบแผนงาน โครงการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ 

วันที่ 11 เมษายน 2566  กองบัญชาการกองทัพไทย  (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา)  โดย พันเอก กิรชิต  คุณาวงศ์  ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54  สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมกำลังพล ลงพื้นที่ไป บ้านตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อส่งมอบแผนงานโครงการ งานก่อสร้างเส้นทางผิวจราจรลาดยาง Cape seal กว้าง 5 ม. ระยะทาง 1.045 กม. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และเดินทางต่อไปยัง บ้านทัพดัด ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top