Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

‘รัฐบาลลุงตู่’ ผู้พาประเทศไทยฝ่าสารพัดวิกฤต ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ ‘8 ปี’ ที่ไทยถดถอย

จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถดถอยในทุกด้าน  

ล่าสุด บัญชี tiktok ‘เรารักลุง’ ได้ทำคลิปตอบโต้คำสัมภาษณ์ดังกล่าวให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักธุรกิจใหญ่ที่มองว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย ภายใต้รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือว่า ‘ถดถอย’ 

แต่รู้หรือไม่ว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตอะไรบ้าง?
ย้อนไปแค่ 3 ปีก่อน ที่ประเทศไทยต้องต่อสู้กับวิกฤตโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ การค้า และระบบสาธารณสุขของประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นยังซ้ำด้วยวิกฤตด้านพลังงาน จากผลพวงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ทำให้ราคาพลังงานถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเผชิญกับสารพัดวิกฤต แต่ประเทศไทย ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ สามารถนำพาประเทศฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่มาได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับขององค์กรระดับโลกอย่าง ธนาคารโลก ที่ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยภายหลังวิกฤตโควิด สามารถฟื้นตัวได้เร็วเกินคาด โดยจะกลับมาสู่ระดับก่อนที่เกิดโควิด – 19 ภายในปี 2566 และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการ องค์การอนามัยโลก (WHO)  ได้ออกมาชื่นชม พลเอกประยุทธ์ และระบบสาธารณสุขของไทย รับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในแง่ การควบคุมโรค และการรักษาผู้ป่วย

ขณะที่ในมิติด้านเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย ยกตัวอย่าง เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศและสร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในอนาคต อีกทั้งยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างมหาศาล

ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เป็นอีกหนึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งระบบราง เรือ และถนน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ในกรุงเทพ โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการรถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการเดินทาง การขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

15 มีนาคม พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิดหนังสือราชกิจจานุเบกษา

วันนี้ เมื่อ 165 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้จัดพิมพ์หนังสือแจ้งข่าวราชการที่เรียกว่า 'ราชกิจจานุเบกษา' นับเป็นสิ่งพิมพ์ของไทยเล่มแรกที่จัดทำโดยคนไทย

ราชกิจจานุเบกษา (Royal Thai Government Gazette ปกติเรียกสั้น ๆ ว่า Government Gazette) เป็นหนังสือรวบรวมคำประกาศของทางราชการ โดยเริ่มจัดพิมพ์ขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย นพศก จุลศักราช 1219 ตรงกับวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2401 นับเป็นเอกสารหลักในการแจ้งประกาศ กฎหมาย และคำสั่งทางราชการให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการจวบจนปัจจุบันนี้

โดยมีสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบจัดพิมพ์และเผยแพร่

ประเภทของราชกิจจานุเบกษา

 ผบ.ตร.บินด่วนรดน้ำศพ ตำรวจกล้า สารวัตรสืบสวนเมืองยโสธร เสนอปูนบำเหน็จกรณีพิเศษ 3 ขั้นยศเป็น พล.ต.ต. มอบเงินช่วยเหลือ

วันที่ 14 มี.ค. 66 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. บินด่วน เดินทางมาเป็นประธานพิธีรดน้ำศพ พ.ต.ต.เอกพงษ์ ทิปะณี สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองยโสธร ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่หลังโดดช่วยลูกน้องจับผู้ต้องหายาเสพติด ก่อนจะจมหายเสียชีวิตในเวลาต่อมา  ณ วัดวิมลนิวาส อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมี คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ  พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.ธเนศ เทพสุด ผบก.ภ.จว.ยโสธร  พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด นายวิรัตน์ ทิปะณี ผู้เป็นพ่อ บุตร และครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมด้วย เพื่อนข้าราชการตำรวจ ประชาชน เข้าร่วมพิธี

บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก เนื่องจากช่วงรับราชการ พ.ต.ต.เอกพงษ์ ทิปะณี ถือเป็นตำรวจน้ำดี เป็นที่รักของตำรวจและชาวบ้านที่เคยร่วมงานด้วย 
     พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ และคุณสุมนาได้พูดคุย ให้กำลังใจกับญาติผู้วายชนม์ มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์ ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 
    สำหรับ พ.ต.ต.เอกพงษ์ ทิปะณี สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองยโสธร เป็นข้าราชการตำรวจเมื่อปี 2553 ตำแหน่ง ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.อยุธยา ก่อนจะสอบเป็นนายตำรวจได้ในปี 2556 ดำรงตำแหน่ง รอง สว.สส.สภ.กุดชม รอง สว.จร.สภ.เมืองยโสธร ก่อนที่จะได้รับแต่งเป็น สว.สส.สภ.เมืองยโสธร เมื่อวาระการแต่งตั้งช่วง กพ.66 ที่ผ่านมา

โดยวันเกิดเหตุ ได้นำตำรวจชุดสืบสวนออกติดตามผู้ต้องหาคดียาเสพติด มาถึงบริเวณลำห้วยเชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำ ที่มีความลึกประมาณ 4 เมตร ในพื้นที่ หมู่10 ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร  พบผู้ต้องสงสัยขี่จักรยานยนต์ผ่านมา จึงเรียกเพื่อขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยได้ทิ้งรถจักรยานยนต์พร้อมกับกระโดดลงน้ำเพื่อหลบหนี จากนั้น ด.ต.ณัชชา ทองมณี ผบ.หมู่ สส.สภ.เมืองยโสธร ได้ตามผู้ต้องสงสัยลงน้ำและสามารถควบคุมตัวได้อยู่จุดกลางน้ำ ห่างจากฝั่งประมาณ 50 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่มีขอนไม้

พ.ต.ต.เอกพงษ์ ได้ว่ายน้ำลงไปช่วยเหลือลูกน้อง และคนร้าย แต่ขณะนั้นคาดว่าสารวัตรเอกพงษ์ฯ อาจจะเป็นตะคริว จึงทำให้จมหาย ต่อหน้าลูกน้อง ก่อนที่จะพบร่างเสียชีวิตในเวลาต่อมา 
    สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาดูแลสิทธิประโยชน์ พ.ต.ต.เอกพงษ์ ทิปะณี สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองยโสธร ที่เสียชีวิต ผบ.ตร.ได้สั่งการให้เสนอปูนบำเหน็จความดีความชอบตอบแทนเป็นกรณีพิเศษ โดยขอเลื่อนเงินเดือนให้ 3 ขั้น ขอพระราชทานยศเป็น พล.ต.ต.

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เห็นว่าครอบครัวมีความยากลำบาก มีบุตรอีก 2 คน จึงมอบเงินเป็นกองทุนการศึกษา 100,000 บาท , ผบช.ภ.3 มอบอีก 100,000 บาท โดยจะเปิดบัญชีธนาคารไว้ เบื้องต้นจะมีเงิน 200,000 บาท จาก ผบ ตร และ ผบช.ภ.3 และจะเปิดให้มีการรับบริจาคโดยเชิญชวนข้าราชการตำรวจ และผู้ที่สนใจอยากให้ความช่วยเหลือ ร่วมกันบริจาคเป็นกองทุนการศึกษา หากได้หมายเลขบัญชีธนาคารแล้ว จะแจ้งให้ทราบโดยเร็วต่อไป 

ส่วนเงินช่วยเหลืออื่นๆ จะมีเงินกองทุนสวัสดิการ ตร. 250,000  เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ตร. 670,000 บาท เงินกองทุนต่างๆ ของตำรวจ ภ.3 เช่น  เงินกองทุนบุญรักษา 10,000 บาท กองทุนเวสสะโกศล 5,000 บาท กองทุนตำรวจอีสานหลวงพ่อคูณ 5,000 บาท นอกจากนี้ คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจได้มอบเงินจากเงินสมาคมแม่บ้านตำรวจช่วยเหลืออีก 20,000 บาท

โดยในวันนี้ ผบ.ตร.นำเงินสดมามอบให้จำนวน 770,000 บาท แต่ยอดเงินที่จะได้รับในการช่วยเหลือ เยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์อื่นๆ ทั้งของผู้เสียชีวิตและครอบครัว จากส่วนต่างๆทั้งสิ้น เป็นจำนวน 1,742,400 บาท 

สวนสาธารณะ ‘เจียติ้ง’ จัดแข่งรถจักรยานแบบขาไถ แก๊ง ‘นักซิ่งตัวน้อย’ สวมชุดป้องกัน ร่วมแข่งคึกคัก

(14 มี.ค. 66)  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แก๊งนักซิ่งตัวน้อยสวมชุดและเครื่องป้องกันเข้าร่วมสมรภูมิแข่งรถจักรยานแบบขาไถกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งจัดขึ้นที่สวนสาธารณะท้องถิ่นเขตเจียติ้ง เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน

เปิดไทม์ไลน์สารวัตรคลั่ง ยาวนานกว่า 21 ชม. จนท. ใช้ 'แก๊สน้ำตา-เจรจา' ก็ยังไม่เป็นผล

เหตุการณ์ระทึก ‘ตำรวจคลั่ง’ พ.ต.ท.กิตติกานต์ ตำรวจสันติบาล เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ใช้อาวุธปืน กราดยิง บริเวณที่พัก ย่านสายไหม สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง กินเวลายาวนานข้ามวันข้ามคืน

คมชัดลึก สรุปไทม์ไลน์ นาทีต่อนาที นับตั้งแต่เกิดเหตุ "ตำรวจคลั่ง" กราดยิง ที่แม้กระทั่งแก๊สน้ำตา หรือ การเจรจาใดๆ ก็ไม่เป็นผล

เวลา 11.00 น. ตำรวจรับแจ้งเกิดเหตุ ชายคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุ "กราดยิง" จุดเกิดเหตุบริเวณ บ้านมั่นคง แยกซอยสายไหม 46 แขวงและเขตสายไหม กทม. ตำรวจ สน.สายไหม เร่งเข้าระงับเหตุ

เวลา 12.00 น. จากการเข้าตรวจสอบ พบว่า ชายคลุ้มคลั่ง คือ "สารวัตรกานต์" พ.ต.ท.กิตติกานต์ แสงบุญ อายุ 51 ปี สังกัดศูนย์พัฒนาด้านการข่าว สันติบาล ยิงปืนอยู่ภายในบ้านพัก เพื่อนผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า สารวัตรกานต์ มีอาการป่วยทางจิต แล้วโทรศัพท์ให้มารับ แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เขาก็มีอาการคลุ้มคลั่ง และยิงปืนออกมาจากภายในบ้านเป็นระยะ

เวลา 12.30 น. ตำรวจอรินทราช 30 นาย พร้อมตำรวจ สน.สายไหม ระดมกำลังปิดล้อม เพื่อระงับเหตุ หลัง สารวัตรกานต์ "ตำรวจคลั่ง" มีการถือปืนเดินออกมาจากภายในบ้าน พร้อมตะโกนด่าทอเป็นระยะ

เวลา 13.19 น. เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อม "สารวัตรกานต์" แต่ปรากฎว่า ยิ่งสร้างความกดดันอย่างหนัก มีการยิงปืนสวนออกมาเป็นระยะกว่า 20 นัด สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในละแวกติดกัน

เวลา 14.00 น. ชาวบ้านละแวกใกล้เคียง เล่าว่า สารวัตรกานต์ มีภาวะทางจิต ขาดราชการหลายวัน โดยมักจะเห็นเขาถือโทรศัพท์ ใส่หูฟังพูดคนเดียว และตะโกนด่าทอไปเรื่อย บางวัน จะใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า สร้างความหวาดผวาให้เพื่อนบ้านไปทั่ว

เวลา 16.10 น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการ สืบสวนสอบสวน บช.น.ในฐานะอดีตเคยเป็นผู้บังคับบัญชาในสังกัด เข้าเจรจากับ สารวัตรกานต์ โดยขยายแนวกั้นพื้นที่ เพื่อกันสื่อมวลชนให้ออกห่างจากรัศมีจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร

เวลา 16.30 น. ตำรวจเร่งพาตัวผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่บ้านติดกัน ออกจากจุดเกิดเหตุ

เวลา 16.40 น. เจ้าหน้าที่พาลูกชายของ สารวัตรกานต์ เข้าเจรจา เกลี้ยกล่อม เพื่อให้วางอาวุธปืน และมอบตัว แต่การเจรจาไม่เป็นผล

เวลา 17.20 น. "บิ๊กต่อ" พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งห้ามใช้ความรุนแรง เพราะ สารวัตรกานต์ ป่วยทางจิต ต้องบำบัด

เริ่มวันนี้!! รับสิทธิ์ส่วนลด ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ’  ผ่านบัตรสวัสดิฯ ย้ำ!! ต้องขอรับสิทธิใหม่ทุกคน

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นไป ผู้ผ่านเกณฑ์ที่ยืนยันตัวตนสำเร็จภายใต้โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565  หรือบัตรคนจนรอบใหม่ ที่ประสงค์จะรับสิทธิมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา  จะต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิใหม่ทุกคน และกำหนดการให้สวัสดิการแบบ  1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิต่อ 1 รหัสประจำบ้าน ซึ่งสามารถลงทะเบียนรับสิทธิค่าไฟฟ้าได้เพียงผู้ให้บริการ 1 หน่วยงาน

เช่นเดียวกันกับค่าน้ำประปาที่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิค่าบริการได้เพียงผู้ให้บริการ 1 หน่วยงาน ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปากับหน่วยงานผู้ให้บริการที่ผู้ผ่านเกณฑ์ที่ยืนยันตัวสำเร็จรับบริการอยู่

รายละเอียดดังนี้
1. การลงทะเบียนรับสิทธิค่าไฟฟ้า สามารถลงทะเบียนได้ที่
(1) สำนักงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://meagate1.mea.or.th/welfareregis เบอร์ติดต่อ 1130

(2) สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://welfareregis.pea.co.th เบอร์ติดต่อ 1129

(3) กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กทร.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://walfareregis.sea.co.th เบอร์ติดต่อ 086 848 1284

2. การลงทะเบียนรับสิทธิค่าน้ำประปา สามารถลงทะเบียนได้ที่
(1) สำนักงานการประปานครหลวง (กปน.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://eservicesapp.mwa.co.th/ES/MWAWelfareServlet เบอร์ติดต่อ 1125

(2) สำนักงานการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://register.pwa.co.th/welfare-register.html เบอร์ติดต่อ 1662

หนุ่มใหญ่ แต่งกายชุด ตร. เต็มยศ สร้างความน่าเชื่อถือ  หลอกขายวัวให้ชาวบ้าน เพื่อนำเงินไปเล่นพนัน

(14 มี.ค. 66) พ.ต.ท.วินัย โรจน์ณรงค์ สว.สส.สภ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งจาก นายไพรัช อุณหะ อายุ 40 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.ช่างเหล็ก อ.บางไทร ว่ามีนายตำรวจ ยศร้อยตำรวจโท มาขายวัวให้ โดยแต่งกายชุดตำรวจมาเต็มยศ ท่าทางมีพิรุธ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ พร้อมกับรายงาน พ.ต.อ.ธีรวุฒิ แสงมณี รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ทราบ และไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบชายแต่งกายชุดตำรวจ ติดป้ายชื่อและเครื่องหมาย ยศ ร.ต.ท.วุฒิศักดิ์ พิทักษ์จันทร์อิ่ม กำลังนั่งพูดคุยกับเจ้าของบ้าน จึงขอตรวจสอบบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ แต่กลับพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้ สอบถามไปมาทราบว่า เป็นตำรวจปลอม จึงทำการจับกุม ก่อนนำไปตรวจค้นรถกระบะ พบอุปกรณ์ตำรวจ เสื้อ หมวก และป้ายชื่ออีกหลายคน และทะเบียนรถปลอมอีกหลายแผ่น จึงคุมตัวไปสอบสวน ทราบชื่อจริงคือ นายวุฒิศักดิ์ พิทักษ์จันทร์อิ่ม อายุ 58 ปี

ด้าน ผู้ใหญ่ไพรัช กล่าวว่า เมื่อวานช่วงเช้าขณะตนเลี้ยงวัวอยู่ที่บ้าน ชายคนนี้แต่งชุดตำรวจเอารูปวัวควาย เข้ามาเสนอขายในราคา 2.5 แสนบาท มีอยู่ 20 ตัว ถ้าตนเอาหมดจะลดให้ตัวละ 1,000 บาท แต่เอะใจว่ารูปภาพดูคุ้นๆ เหมือนภาพที่มีการส่งต่อกันในสายพ่อค้าวัว เมื่อสังเกตการแต่งกายคิดว่าไม่น่าจะใช่ตำรวจ จึงโทรแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ

ครม.ตื่น!! พ.ร.บ.อาวุธปืน เปิดโอกาสให้ขึ้นทะเบียนถูก กม.  หรือส่งมอบคืนภายใน 180 วัน โดยไม่ต้องรับโทษ

เปิดทาง!! 'รองโฆษกรัฐบาล' เผย ครม.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ให้ผู้ครอบครอง ขึ้นทะเบียนปืนถูกกฎหมาย-ส่งคืนรัฐภายใน 180 วัน ไม่ต้องรับโทษ

(15 มี.ค.66) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตอย้างถูกกฎหมาย มาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขณะที่มาตรการปราบปรามอาวุธปืนเถื่อนในปัจจุบัน ยังไม่บรรลุผล เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจค้นได้ เฉพาะกรณีที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือว่าบุคคลนั้นใช้อาวุธปืน ในการกระทำความผิด มีพฤติการณ์ครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย หรือมีความเป็นไปได้ที่จะนำอาวุธปืนไปก่อเหตุร้าย หรือเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด ทำให้ยากต่อการควบคุม ดังนั้น ครม.จึงเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปีน พ.ศ. 2490 กำหนดให้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่อยู่ภายในราชอาณาจักรมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้าอาวุธปืนจากประเทศเพื่อนบ้านมาขึ้นทะเบียน หรือให้มีการส่งมอบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ คืนแก่นายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด และกำหนดเพิ่มเติมให้นายทะเบียนท้องที่ จัดทำรายละเอียดและจัดเก็บอัตลักษณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนด้วย  

เปิดเบื้องลึก 'ส.ส.เป้า สิงห์โตทอง' จับมือ 'รทสช.' สู้กลุ่ม 'สนธยา' เพราะคำพูดแมนๆ จากผู้ชายแมนๆ ที่ชื่อ 'สุชาติ ชมกลิ่น'

ดุเดือดแน่นอนกับสนามเลือกตั้งเมืองชลหนนี้ เมื่อ 'ส.ส.เป้า' นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีตส.ส.ชลบุรี ได้แต่งองค์ทรงเครื่องมาเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เขตพื้นที่ อ.บ้านบึง อ.บ่อทอง อ.หนองใหญ่ ตามคำชวนของนายสุชาติ ชมกลิ่น

การร่วมกับ รทสช. ของ ส.ส.เป้า นั้นมีความน่าสนใจ โดยเจ้าตัวได้เปิดใจถึงเบื้องลึกในการย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย, พรรคก้าวไกล ไปทำงานการเมืองร่วมกับ 'กลุ่มบ้านใหม่' ของ 'รมต.เฮ้ง' นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ลงสู้ศึกเลือกตั้งสนามส.ส.ชลบุรี ว่า...

เจ๊แดง บอกว่าถ้าจะลงเล่นการเมืองในนามพรรคเพื่อไทย จ.ชลบุรี เป้า ต้องไปขอกับท่านสนธยา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เพราะเรา (กลุ่มก้าวหน้า) เพิ่งแข่งกับเขาในสนาม อบจ.ชลบุรี และสนามเมืองพัทยา และคนอย่างผมต้องไปขอสนธยา เพื่อจะมาลง ส.ส.ชลบุรี เขต 3 ผมคิดว่าแล้วว่ามันเสียศักดิ์ศรี ก็กลับมานั่งคุยกันอยู่ที่สมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเกษตรชลบุรี บอกกับคนในสมาคมฟังว่าตระกูล 'สิงห์โตทอง' คงจะไม่มีการได้ลงเลือกตั้งแล้ว เราอยู่สายประชาธิปไตยมานาน สายก้าวไกล ก็ปฏิเสธ สายเพื่อไทยก็ปฏิเสธ

ก็เลยมาคุยกันว่าการเลือกตั้งชลบุรีคงไม่มีตระกูล 'สิงห์โตทอง' ลงแข่งขัน แต่พอดีคนในกลุ่มที่คุยกัน เขาเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับ รมต.เฮ้ง นายสุชาติ ชมกลิ่น สมัยเรียนชลชาย เขาก็เลยโทรศัพท์ไปหา รมต.เฮ้ง บอกว่างวดนี้พี่เป้าเขาไม่ลงเลือกตั้ง พรรคก้าวไกล ก็ไม่เอา พรรคเพื่อไทยก็ไม่เอา แต่ที่ไม่เอา เพราะเขาต้องให้ผมไปขอ ผมก็ไม่ขอ เพราะผมถือว่าต้องลดตระกูล ลดตัวเองไปขอ ผมก็ไม่เอา หลังจากนั้น รมต.เฮ้ง เขาก็ส่งญาติผม ซึ่งเป็นอดีตนายพลตำรวจในชลบุรี ก็ได้คุยกันหลังจากนั้นเขาก็ให้ผมคุยกับ รมต.เฮ้ง ก็คุยกัน รมต.เฮ้งบอกว่า “พี่เป้า ลุงซุ้ย (ดร.ดรงค์ สิงห์โตทอง พ่อผม) เป็น ส.ส.ชลบุรี มา 4 สมัย ทำการเมืองให้กับชลบุรี ในเรื่องสายเกษตร ทุกครั้งที่มีการอภิปรายในสภาฯ คำพูดเรื่องแรกก็จะพูดเรื่องอ้อยเรื่องมันอย่างเดียว ลุงซุ้ย ก็ทำเรื่องนี้มาตลอด ไม่อยากจะให้เสียเรื่องตรงนี้ไปเพราะมันกระทบต่ออาชีพเกษตรกรที่ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกปาล์ม

'ผู้เชี่ยวชาญ' แนะ!! จังหวะตลาดหุ้นไทย 'ร่วงแรง'  ช่วงเวลาน่าสนใจ ซื้อ RMF/SSF เก็บเข้าพอร์ต

(15 มี.ค.66) จากเฟซบุ๊ก 'Invest Like A Pro' ได้โพสต์ข้อความหลังเมื่อวานตลาดหุ้นไทยร่วงแรงแบบผิดคาด ว่า...

ปัญหาเกิดที่แบงก์ในสหรัฐฯ แต่ที่ตกใจกลัวที่สุด คือ ตลาดหุ้นไทย 
ต้องยอมรับว่า ที่ SET ร่วงแรงแบบนี้ ผิดคาดมาก เคยคิดว่า 1580 เอาอยู่ นี่เลยมาจนเกือบจะถึงแนวรับถัดไปที่ 1520 แล้ว

พยายามคิดทบทวนอยู่หลายรอบว่า ปัญหา SVB และแบงก์อื่นๆ ในสหรัฐฯ กระทบธนาคารไทยไหม ก็คิดว่า น่าจะไม่กระทบ … SET ที่ลงมาแรงช่วงนี้ จึงน่าจะเกิดจาก Sentiment ‘ความกลัว’ เป็นหลัก มีหลายท่านถามว่า ควรซื้อไหม ขอแนะนำเบื้องต้นว่า ถ้าใครกำลังรอจังหวะซื้อ RMF/SSF ผมว่าจุดนี้ น่าสนใจครับ ส่วนคนที่อยากซื้อเพื่อลุ้นเด้งกลับ ก็ลองดูแนวรับที่ 1520 ครับ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top