Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'โซนี่ พิคเจอร์ส' ทุ่มพันล้าน ผุดธีมปาร์คแรกในโลกที่พัทยา มั่น!! ปี 2566 โกยนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

โซนี่ พิคเจอร์ส จัดเต็ม กางแผน 10ปี อัดเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ลุยโปรเจกต์มูฟวี่ ธีม ปาร์ค ในไทย แห่งแรกและแห่งเดียวของโลก ปักหมุดที่พัทยา บนพื้นที่รวมกว่า 200 ไร่ เผยโฉมเฟสแรก 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' เปิดให้บริการ 12 ต.ค. นี้ ส่วนเฟส 2 พร้อมเดินหน้าต่อทันที ในรูปแบบอินดอร์ เวอร์ชวล มั่นใจดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ หรือภายในปี 2566 มีผู้เข้าในบริการไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

นายเลียแคท แดนจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Columbia Pictures Aquaverse เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนาโครงการ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' มูฟวี่ ธีม พาร์ค ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ EEC ซึ่งถือเป็นเป็นโปรเจกต์สวนสนุกแห่งแรกของโซนี่ พิคเจอร์ส และโครงการนี้ถือเป็นที่แรกของไทยและของโลกอีกด้วย โดยโครงการ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' นี้ เป็นสวนสนุกและสวนน้ำในธีมภาพยนตร์ระดับโลกที่ได้รวมคาแร็คเตอร์สุดโปรดและฉากสุดประทับใจจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดยอดนิยมตลอดกาลที่ครองใจแฟนๆ ทุกยุคทุกวัย อาทิ โกสต์บัสเตอร์ส บริษัทกำจัดผี (Ghostbusters) จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์ (Jumanji) แบดบอยส์ คู่หูขวางนรก (Bad Boys) โฮเทล ทรานซิลเวเนีย โรงแรมผีหนี ไปพักร้อน (Hotel Transylvania) อิโมจิ แอพติสต์ตะลุยโลก (The Emoji Movie) และอีกมากมาย  

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในไทยของทางโซนี่ พิคเจอร์สในครั้งนี้ อยู่ในแผนการลงทุนด้านความบันเทิงระยะยาวที่วางไว้ 10 ปี กับจำนวนที่ดินที่มีกว่า 200 ไร่ ภายใต้งบการลงทุนที่วางไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเฟสแรก คือ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' บนพื้นที่ 35 ไร่ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 12 ต.ค. 2565 นี้ และเฟส 2 จะเป็นเรื่องของความบันเทิงในรูปแบบอินดอร์ กับการนำเทคโนโลยีด้าน VR และ AR มาใช้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้หลังจากที่นายเจฟฟรีย์ ก็อดซิค รองประธานบริหาร สายงานพันธมิตรทางการตลาด การบริหารแบรนด์ และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจบันเทิง โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมน จะเข้ามาดูแผนงานที่ประเทศไทย ในช่วงแกรนด์โอเพ่นนิ่ง 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' ในวันที่ 11 ต.ค. ที่จะถึงนี้

“การที่โซนี่ พิคเจอร์ส เลือกประเทศไทย เป็นที่แรกของการลงทุนด้านสวนสนุกในครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากศักยภาพของประเทศไทย และของพัทยา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่รู้จักกันทั่วโลก อีกทั้งยังมีการพัฒนาอินฟาสตรัคเจอร์ด้านต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวก ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายใต้การดูแลและการแนะนำ รวมถึงทำงานร่วมกันกับทาง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมองว่าพัทยา และประเทศไทย มีศักยภาพเทียบเท่ากับ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่มีสวนสนุกระดับโลกมาเปิดให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ดิสนีย์แลนด์ หรือ สวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ”

ที่สำคัญการเปิดตัว โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส สะท้อนถึงก้าวแรกของความร่วมมือในโปรเจคยักษ์ใหญ่ที่จะพลิกโฉมธุรกิจท่องเที่ยวแบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

นอกจากเครื่องเล่นและโชว์ต่างๆ ที่เตรียมไว้ จะมีการร่วมมือกับที่พักและโรงแรมชั้นนำ พาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยี ธุรกิจรีเทล และ F&B ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวในธีมพาร์คและสวนน้ำแห่งนี้ ที่สำคัญเชื่อว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 20 ล้านคน ที่มาเที่ยวในพัทยาและชลบุรี แบ่งเป็น โลคอล 10 ล้านคน และต่างประเทศอีก 10 ล้านคน หรือทำให้นักท่องเที่ยวยืดเวลาในการมาเที่ยวจากเดิมได้อีก 1-2 วัน โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2566 โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส จะมีผู้เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1-1.2 ล้านคน

แลกกันคนละหมัด 'ประชาธิปัตย์' vs 'ภูมิใจไทย' เลือกตั้งครั้งใหม่ ความเกรงใจคงไม่ต้องมีให้กัน

น่าสนใจยิ่งกับการช่วงชิงฐานทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ถึงขั้น 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลั่นวาจาออกมาแล้วว่า “เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องเกรงใจกัน”

ที่กล่าวมาต้องการสื่อให้เห็นว่า เกมแย่งชิงพื้นที่ภาคใต้ถูกลากเข้ามาเล่นกันในสภาแล้ว 'ประชาธิปัตย์ จับมือกับ 'เพื่อไทย' ให้ถอน พ.ร.บ.กัญชา - กัญชง ออกไปปรับปรุงก่อน เพื่อให้ครอบคลุมการควบคุมดูแลเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงกัญชา กัญชง รวมถึงต้องการให้กัญชา กัญชง เป็นยาเพื่อการแพทย์อย่างแท้จริง โดยมี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ นำทีม 

แน่นอนว่า โดยธรรมชาติของกฎหมายจากฟากรัฐบาลนั้น ยังไงทางฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างพรรคเพื่อไทย เขาก็ต้องออกมาคัดค้านอยู่แล้ว แต่การที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมค้านด้วย ย่อมเป็นประเด็นที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่พอใจ

“คนที่พูดในสภา ผมฟังแล้วไม่รู้จะเถียงอย่างไร ในเมื่อไม่ใช่ความจริง เอาการเมืองนำผลประโยชน์ของประชาชน ก็จะเห็นว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวยังคิดได้เลย ใกล้ช่วงเลือกตั้งเลยเอาเรื่องการเมืองมาโยงเพื่อหาคะแนน” อนุทินกล่าวและว่า

“ดีเสียอีกที่เป็นแบบนี้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สนับสนุนกันเอง ใกล้เลือกตั้งที่จะถึง ก็จะได้ไม่ต้องเกรงใจ” 

ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ย้ำจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่ได้คัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง (ฉบับที่...) พ.ศ. ... โดยเฉพาะการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือใช้เป็นพืชเศรษฐกิจ แต่มีเจตนาที่ต้องการเห็นเนื้อหาในการกำกับควบคุมการใช้กัญชา ให้อยู่ในกรอบที่คำนึงถึงผลกระทบต่อเด็ก และเยาวชน เนื่องจากร่างกฎหมายที่รับหลักการ และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ มีการแก้ไขโดยเพิ่มเนื้อหาจำนวนมาก จากเดิมมี 45 มาตรา แต่คณะ กมธ. ปรับแก้เพิ่มเป็น 95 มาตรา คือ มีการเพิ่มใหม่ 69 มาตรา และมีการตัดบางมาตราทิ้ง โดยเฉพาะมีบางส่วนที่เห็นว่าอาจจะกำกับดูแลควบคุมไม่ดีพอ เช่น การให้ประชาชนทั่วไปขอจดแจ้งปลูกกัญชาครัวเรือนบ้านละ 15 ต้น ใช้เพื่อประโยชน์ในครัวเรือน แต่มีการบัญญัติไว้ว่าเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน เพื่อประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ แต่ไม่มีการกำหนดมาตรการควบคุมที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก และเยาวชน

“หากไม่ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป อาจทำให้ร่างกฎหมายค้างอยู่ในการพิจารณาของสภา ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุงให้เกิดความรอบคอบรอบด้านได้ แต่หากถอนออกไป จะทำให้แก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายได้” สาทิตย์ กล่าว

ไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง แต่ในสภายังลามมาถึงการแก้ไข พ.ร.บ.เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีบางพรรคการเมืองเสนอให้ลดดอกเบี้ยลง เหลือ 2% บ้าง 1% บ้าง 0.50% บ้าง แต่ด้าน พรรคภูมิใจไทย ก็ได้เสนอให้ดอกเบี้ยเป็น 0% คือ ไม่คิดดอกเบี้ย พ่วงท้าย ไม่มีคิดเพิ่มสำหรับคนผิดนัด ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน และให้มีผลย้อนหลังด้วย

จะเรียกว่า พรรคภูมิใจไทย หาเสียงกับ กยศ.เต็มสูบ เพื่อยกมาเป็นผลงานของพรรคเลยก็ไม่ผิด ทั้งๆ ที่แต่ข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ริเริ่มขึ้นมาสมัย 'นายหัวชวน' ครั้นเป็นนายกรัฐมนตรี

และนั่นก็ทำให้ก่อนหน้า ได้มีข้อท้วงติงมากมายกับการแก้กฎใหม่ของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะในประเด็นของการไม่คิดดอกเบี้ย ไม่เอาเรื่องเอาราวกับคนผิดนัด ซึ่งมันจะทำให้นักศึกษาที่กู้ยืมเงินไปบางคนขาดระเบียบ ขาดวินัยทางการเงิน คือมีงานทำแล้วก็ไม่จ่าย ไม่หนีไปไหน เพราะดอกเบี้ยก็ไม่มี ไม่มีคนตามทวงเงินกู้ นายประกันก็ไม่ต้อง อนาคตของเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจะเป็นอย่างไร จะขาดสภาพคล่องไหม? เมื่อเงินเก่าไม่ไหลคืน รัฐบาลต้องตั้งงบใหม่เข้ากองทุนงั้นเหรอ? ยังมีงบบริหารจัดการอีกปีละ 2,000 กว่าล้าน จะเอามาจากไหน? โอ๊ย!! สารพัด!!

แล้วคนที่มีวินัยทางการเงิน จ่ายครบ ไม่บิดไม่เบี้ยว มันจะเป็นธรรมกับคนเหล่านี้ไหม? เข้าใจได้ว่ากฎหมายล้าสมัยก็ต้องมีการปรับปรุง แต่การปรับปรุงแบบ 'สุดซอย' เช่นนี้ มันจะส่งผลกระทบต่ออนาคตเพียงใด? ใครจะรับผิดชอบ? ต้องเจียดเงินจากภาษีประชาชนไปโปะทุกปีจากการออกนโยบายหาเสียงแบบสุดโต่งงั้นเหรอ?

อันที่จริงแล้ว หากย้อนกลับไปถึงปฐมเหตุของเรื่องความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลระหว่าง 'ประชาธิปัตย์' กับ 'ภูมิใจไทย' นั้น มีมานานพอควร แต่ขยายผลมากขึ้นเมื่อพรรคภูมิใจไทยประกาศจะยึดพื้นที่ 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน 15 ที่นั่ง ตั้งแต่ ระนอง, ภูเก็ต, พังงา, กระบี่, ตรัง และสตูล ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เดิมเป็นของประชาธิปัตย์ทั้งหมด และนั่นก็ทำให้ประชาธิปัตย์ กร้าว!! ประกาศเป็นยุทธศาสตร์เลยว่า ต่อจากนี้จะต้องยึดคืนพื้นที่หลังจากครั้งเลือกตั้งปี 2562 ได้สูญเสียที่นั่งหลายพื้นที่ให้กับพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ

'สุรนันทน์-สันติ' ลงพื้นที่บางแค พร้อมรับฟังปัญหา เพื่อนำมาสานต่อนโยบายที่มาจากความต้องการของประชาชนที่แท้จริง

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย และประธานภาคกรุงเทพฯ, นายสันติ  กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค และนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ อดีต ส.ส. กทม. ได้ร่วมกันเปิดศูนย์ประสานงานเขตบางแค โดยมีนางสาวปภัสรินทร์ กีรติอัคราวัชร์ เป็นผู้ประสานงานเขต

นายสุรนันทน์ กล่าวว่า พื้นที่เขตบางแคเป็นพื้นที่เศรษฐกิจกึ่งอุตสาหกรรม และกึ่งเกษตรกรรม ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่ดี เราจะสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่เชิงเกษตรกรรมที่มีคุณภาพในเมืองได้    รวมไปถึงหากมีการพัฒนาชุมชนดั้งเดิมให้เข้มแข็ง ด้วยการผลักดันเศรษฐกิจชุมชน ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนในอดีต

นายสุรนันทน์ ยังกล่าวถึงเหตุผลในการตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยว่า  ขณะนี้ประเทศไทยมีแต่ความขัดแย้ง เราจึงเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ที่จะมาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ จึงขอเสนอชุดความคิดใหม่ เพื่อเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท จะมีการจัดสรรงบประมาณใหม่ 1 แสนล้านบาท คืนให้รากหญ้า โดยใช้กระบวนการธนาคารของรัฐ ที่ดอกเบี้ยถูก รวมไปถึงโครงการพักหนี้ให้ประชาชนที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอีกด้วย

“รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลเป็ดหัวขาด เพราะขาดผู้นำที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ จึงเห็นว่าควรยุบสภา แล้วคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว” นายสุรนันทน์กล่าว

'ชัยวุฒิ' เดือด!! กลต.ไม่ตรวจสอบ 'Forex 3D' เชิงลึก ปล่อยลวงปชช. ยืดเยื้อรวบหลักฐานส่ง ก.ดิจิทัลฯ สานต่อ

'ชัยวุฒิ' ฟาด กลต.ไม่ตรวจสอบ 'Forex 3D' เชิงลึก บริษัทลงทุนมีใคร ปล่อยหลอกลวงประชาชนเสียหายหมื่นล้านบาท ชี้ กลต.ต้องเร่งรวบรวมหลักฐานส่ง กระทรวงดิจิทัลฯ ปิดเว็บโดยด่วน หากพบส่อลอกลวงประชาชน 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการหลอกหลวงประชาชน ในคดี 'Forex 3D' เสียหายเป็นหมื่นล้านว่า ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ มีความเป็นห่วงในเรื่องของการเชิญชวนคนมาลงทุนทางช่องทางโซเชียลมีเดียผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ช่องทาง Facebook หรือช่องทางในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการเชิญชวนคนมาลงทุนในหลายรูปแบบ และก็ได้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง 

เพียงแต่ว่าโดยอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฯ ไม่สามารถไปปิดเว็บไซด์ หรือ ปิดกั้นโซเชียลมีเดียในช่องทางนั้นได้ทันที เนื่องจากต้องรอให้หน่วยงานที่มีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีความผิดตามกฎหมาย ถึงจะส่งเรื่องมายังกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อปิดเว็บไซต์ดังกล่าว จากนั้นก็จะมีการแจ้งเตือนประชาชน 

'ตำรวจท่องเที่ยว' เตือน 'แท็กซี่' ไม่รับ ผดส. มีความผิด หากพบเจอ 'ถ่ายรูปรถ-ทะเบียนรถ' แจ้ง 1155 ได้ทันที

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 65) ที่ บช.ทท.พล.ต.ท. สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวมอบหมายให้ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว แจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า กรณีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยร้องเรียนผ่านสายด่วนช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 1155 เข้ามาถึงพฤติกรรมแท็กซี่ที่ปฏิเสธการรับและบริการผู้โดยสารในบริเวณแหล่งและสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาฝนตกหนัก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างยิ่งนั้น 

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้พิจารณาพฤติกรรมดังกล่าวของแท็กซี่แล้วเห็นว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคนไทย และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของหลายๆ ประเทศ ซึ่งแน่นอนรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย 

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจึงขอถือโอกาสนี้ ขอแสดงความห่วงใยและฝากเตือนไปยังผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภทว่า ขอความกรุณาอย่าแสดงพฤติกรรมอันไม่มีความเป็นมืออาชีพกับนักท่องเที่ยวเลย เพราะจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก 

ขอเรียนว่า จนถึงปัจจุบันนี้ การท่องเที่ยวของไทยเรามาได้ดีแล้ว หลายสถาบันระหว่างประเทศที่ทำสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวก็มักบอกเสมอว่า ประเทศไทยเป็นที่หมายต้นๆ ของโลกด้านการท่องเที่ยว ดังนั้น การกระทำที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพเพียงคิดง่ายๆ ไม่คำนึงถึงภาพรวมของประเทศ จะส่งผลให้ภาพรวมของประเทศเสียหายเป็นอย่างมาก

เงินสำรองฯ ไทย มากเป็นอันดับ 12 ของโลก ตลาดการเงินไทยยังแข็งแกร่ง - มีเสถียรภาพ 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศปรับลดลง เป็นผลมาจากการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ไม่พบสัญญาณการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดปกติ และระดับเงินสำรองฯ เมื่อเทียบต่อ GDP ยังสูงกว่าหลายประเทศ

นายอนุชา กล่าวว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศที่ปรับลดลงจาก 2.78 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ระดับ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากการตีมูลค่าเงินสำรองฯ ที่อยู่ในสินทรัพย์หลายสกุลเงินให้เป็นสกุลดอลลาร์ โดยเงินสกุลดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สินทรัพย์สกุลอื่น ๆ เมื่อตีมูลค่าเป็นรูปดอลลาร์มีมูลค่าลดลง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินผันผวนสูงขึ้นจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเป็นเหตุการณ์ปกติในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง มูลค่าเงินสำรองฯ ก็จะผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย

'อลงกรณ์' รวมพลคนประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 คน จัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 2,776 องค์กรใน 50 จังหวัด

'อลงกรณ์' รวมพลคนประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 คน จัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 2,776 องค์กรใน 50 จังหวัด ตั้งงบสนับสนุนปีละ 200 องค์กร พร้อมเปิดตัวหมู่บ้านประมงท่องเที่ยวอีก 53 แห่ง เร่งพัฒนาอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์ออกมาตรฐานประมงพื้นบ้านยั่งยืนสร้างแบรนด์ขยายตลาด Fisheries Shop เพิ่มรายได้ชาวประมงภายใต้นโยบายส่งเสริมพัฒนาประมงพื้นบ้านของรัฐมนตรีเกษตรฯ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงชชเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเปิดเผยวันนี้ (18 ก.ย.) ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยครั้งที่ 4 ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิกจำนวน 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง จำนวน 200 องค์กรเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาทและจะสนับสนุนงบประมาณทุกปีๆละอย่างน้อย 200  องค์กรๆ ละ 100,000 บาท

“ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นชาวประมงรายย่อยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมงโดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมประมงได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านประมงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆ โดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว”

นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภคบริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่างๆ ได้แก่ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 แห่ง ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง จำนวน 6 แห่ง และการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็ปไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง 

สำหรับการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต (Fisherman’s Village Resort) มีความคืบหน้าโดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์ (Online Market) เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงทางด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

เจ้าพนักงานไม่มีหมายค้น แต่เจ้าบ้านให้ความยินยอมการค้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ | รู้ LAW CASE STUDY EP.5

เจ้าพนักงานไม่มีหมายค้น แต่เจ้าบ้านให้ความยินยอมการค้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

รู้ LAW CASE STUDY
รวมกรณีศึกษาในเรื่องกฎหมายสำหรับคนไทย

.

.

ผอ. PCT เตือนภัยมิจฉาชีพหลอกให้เปิดบัญชี สมัครงานออนไลน์ งานไม่ได้ เงินไม่มี กลายเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี

วันนี้ (18 ก.ย. 65) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) PCT เปิดเผยกรณีมิจฉาชีพจากเพจรับสมัครงานออนไลน์หลอกเด็กนักเรียน ม.6 ให้เปิดบัญชีม้าให้ 

กรณีเด็กผู้หญิงรายดังกล่าว อายุ เพียงแค่ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านหมอ จ.สระบุรี อยากมีรายได้เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน จึงได้หางานจากสื่อออนไลน์ จนพบ เพจเฟซบุ๊ก 'ประกาศรับสมัครงาน' รับสมัครแอดมินเพจ ทำหน้าที่ขายสินค้าทางออนไลน์ โดยจะได้รับค่าตอบแทนวันละ 300 บาท แต่จะต้องเปิดบัญชีธนาคารผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ส่งหลักฐาน ข้อมูลส่วนตัวให้ทางเพจ เช่น รหัสบัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายบัตรประชาชน เลข OTP จากนั้นเพจดังกล่าวก็ไม่สามารถติดต่อได้

ต่อมาตนได้รับข้อความว่า 'ทำไมไม่ส่งสินค้าไปให้ทั้งที่โอนเงินไปแล้ว' นอกจากนั้นยังได้รับหมายเรียกจาก สภ.เมืองเชียงใหม่  2 หมาย และสภ.บ้านบึง จว.ชลบุรี อีก 1 หมาย ในข้อหา 'ฉ้อโกง' จึงได้มั่นใจว่าถูกมิจฉาชีพหลอก 

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่ากรณีนี้ เป็นกลอุบายที่คนร้ายหลอกขโมยบัญชีจากการรับสมัครงานออนไลน์ เพื่อใช้เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงคนอื่น ซึ่งเจ้าของบัญชีธนาคาร(บัญชีม้า) อาจถูกดำเนินคดีฐานเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในความผิดฐาน ฉ้อโกงได้

วิธีป้องกันตนเองต่อภัยโจรออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ ในกรณีนี้ สามารถป้องกันได้โดย

1. อย่าเชื่อคนง่ายและอย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประจำตัวประชาชน  เลขบัญชีธนาคาร อย่าเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบโดยเฉพาะบุคคลที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์  อาจถูกคนร้ายนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้อื่นในโลกออนไลน์ต่อได้

2. ห้ามนำบัญชีธนาคารของตนให้ผู้อื่นใช้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามประกาศชักชวนทำงานใดๆ หากสงสัยว่าบัญชีของตนถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการอายัดบัญชีของตนทันที

3. หากมีข้อความรหัสตัวเลข หรือ รหัส OTP ส่งเข้ามาในเครื่องโทรศัพท์ของตนโดยไม่ทราบที่มาที่ไป ห้ามเผยแพร่หรือส่งต่อให้ผู้อื่นทราบ เพราะท่านอาจกำลังถูกขโมยบัญชีธนาคาร หรือกำลังถูกใช้โปรแกรมควบคุมอุปกรณ์สื่อสารระยะไกลขโมยเงินจากบัญชีธนาคาร

4. การสมัครงานออนไลน์ควรที่จะตรวจสอบบริษัท จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า https://www.dbd.go.th เพื่อให้ทราบว่าบริษัทได้จดทะเบียนจริง มีตัวตน ยังประกอบธุรกิจอยู่หรือไม่ จากนั้นให้ตรวจสอบไปยังบริษัทโดยตรงว่ามีประกาศรับสมัครงานหรือไม่

ผอ.PCT  กล่าวอีกว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องบัญชีม้า ซึ่งหากไม่ศึกษาให้ดีก็อาจตกเป็นเหยื่อได้ ปัจจุบันศูนย์ PCT มีการเตือนภัยรูปแบบกลโกงรวม 18 วิธี 

หากสงสัยเกรงจะตกเป็นเหยื่อสามารถปรึกษาได้ที่ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ ศูนย์ PCT 081-8663000 แจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com และติดตามรูปแบบกลโกงได้ที่ pctpr.police.go.th

นักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 12 กลุ่มภาคใต้จัดงานเสวนาสร้างโอกาสสู่สันติชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 รศ.ดร.นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร และประธานกลุ่มรายงานวิชาการการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวรายงาน มีนายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิด งานเสวนา "ขับเคลื่อนกลไกการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการหนุนเสริมการเจรจาสันติภาพเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน” จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 12 เพื่อสร้างสันติสุขในสังคมในมิติของการป้องกันความขัดแย้งรุนแรงที่อาจขยายเป็นวิกฤตสังคมในอนาคต และแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงการเปลี่ยนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ และการเยียวยาสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนสู่สังคม ภายหลังความขัดแย้งสิ้นสุดลง 

อีกทั้งยังมีการนำเสนอผลการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 12 โดยนำองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิควิธีการจัดการความขัดแย้ง และการสร้างสันติภาพ นำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาของกลุ่มฯ พบปัจจัยที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การศึกษา เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top