Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

ส.ส.สหรัฐฯ อีกคณะยกพวกเยือนไต้หวัน ไม่สนปฏิกิริยาโกรธเกรี้ยวของ ‘พญามังกร’

ส.ส.สหรัฐฯคณะหนึ่ง เดินทางถึงไต้หวันในวันพุธ (7 ก.ย.) โดยไม่ได้แจ้งโปรแกรมล่วงหน้า นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอเมริกากลุ่มล่าสุดที่เยือนเกาะแห่งนี้ นับเป็นการท้าทายรัฐบาล ที่แสดงปฏิกิริยาโกรธเกรี้ยวต่อการเดินทางเยือนเหล่านั้น

สถานทูตโดยพฤตินัยของสหรัฐฯในไต้หวัน เผยว่าส.ส.8 คน ซึ่งนำโดย สเตฟานี เมอร์ฟีย์ สมาชิกพรรคเดโมแครตจากฟลอริดา ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎร จะอยู่ในไต้หวันจนถึงวันศุกร์ (9 ก.ย.) ส่วนหนึ่งในโปรแกรมเยือนภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

"คณะผู้แทนจะพบปะกับบรรดาผู้นำระดับสูงของไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวัน ความมั่นคงในภูมิภาค การค้าและการลงทุน ห่วงโซ่อุปทานโลก และประเด็นสำคัญ ๆ อื่น ๆ แห่งผลประโยชน์ร่วม" ถ้อยแถลงระบุ

ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันเปิดเผยว่าคณะผู้แทนจากสหรัฐฯจะพบปะกับประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ในตอนเช้าวันพฤหัสบดี (8 ก.ย.)

ถ้อยแถลงระบุว่า "นี่เป็นการเดินทางเยือนของคณะผู้แทนสหรัฐฯคณะที่ 6 หลังจากจีนซ้อมรบทางทหารในช่วงต้นเดือนสิงหาคม มันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งถึงการให้ความสำคัญระดับสูงและแรงสนับสนุนที่สหรัฐฯผูกมัดกับไต้หวัน ไล่ตั้งแต่ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นจนถึงรัฐบาลกลาง จากคณะผู้บริหารไปจนถึงคณะสมาชิกสภาคองเกรส"

จีนมองไต้หวัน ซึ่งปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของดินแดน ปฏิเสธเสียงคัดค้านอย่างแข็งกร้าวของรัฐบาลในกรุงไทเป

ไทยติดอันดับ 3 อินเทอร์เน็ตเร็วสุดในโลก เป็นรองแค่ 'ชิลี - สิงคโปร์' เท่านั้น

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 65) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนเข้าถึงได้ ทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศ โดยประเทศไทยให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เร็วที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก และมีพื้นที่ให้บริการ 5G ครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 90 ของประเทศ 

นายอนุชา กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Ookla ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตชื่อดัง รวบรวมข้อมูลตั้งแต่กุมภาพันธ์ปี 2021 จนถึงเดือนก.ค. ปี 2022 พบว่าประเทศ ชิลี สิงคโปร์ และไทย เป็น 3 อันดับแรก ที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สูงสุด (https://www.speedtest.net/global-index

โดยสิงคโปร์และชิลีที่มีความเร็วเกิน 200 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ในขณะที่ไทยมีความเร็วอยู่ที่ 189.64 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่าอีกหลายประเทศอย่างฮ่องกง มาเก๊า และสหรัฐฯ

'เพื่อไทย' จี้ 'ประวิตร' เร่งช่วยเกษตรกรผู้ปลูกขิง ชี้!! ไม่มีผู้รับซื้อสินค้า วอนรัฐฯ อย่าทอดทิ้ง

นายวิกรม  เตชะธีราวัฒน์  ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เชียงราย เขตพื้นที่ อ.แม่สรวย-อ.เวียงป่าเป้า ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า เกษตรกรผู้ปลูกขิงเดือดร้อนหนักมากไร้พ่อค้ารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร โดนเฉพาะขิงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จากปีก่อนหน้านี้ราคาที่เคยขายได้ 20-30บาท ต่อกิโลกรัม ล่าสุดขิง 1 บาท ก็ไม่มีคนรับซื้อ ตกต่ำมากจนเกษตรกรนำขิง มาเททิ้งกลางถนนประชด เพราะรัฐบาลไม่เหลียวแล

นายวิกรม กล่าวด้วยว่า น่าประหลาดใจก่อนหน้านี้ ขิงถือว่าเป็นสินค้าส่งออกที่มีความต้องการสูงและมีราคาดี พ่อค้าจากต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง ต่างมีความต้องการขิงของไทยมาก แต่จากการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไร้การวางแผนและต่อยอด ส่งผลให้ตลาดส่งออกขิงหายไป

ช้างสวนนงนุชพัทยา คลอดลูกพร้อมกัน 2 เชือก จัดขบวนนางรำรับขวัญลูกช้าง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2565 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้จัดงานพิธีรับขวัญลูกช้างพร้อมกันจำนวน 2 เชือก โดยนิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ (อาจารย์จ่อย) เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต มาทำพิธีเจิมรับขวัญคล้องช้าง เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมจัดชุดการแสดงอีสานม่วนซื่น และโขลงช้าง 20 กว่าเชือกรอตอนรับขวัญ

วันที่ 3 กันยายน2565มีแม่ช้างตกลูก2เชือกในวันเดียวกัน เชือกแรกเวลาแรก 03.00 น. คือแม่ช้างพังวันวิสา อายุ 14 ปี พ่อช้างพลายพรชัย อายุ 15ปี ตกลูกเพศเมีย พร้อมตั้งชื่อว่าพังวราพิมพ์ และเชือกที่สองเวลา 22.40 น. มีแม่ช้างตกลูกอีก1เชือก แม่ช้างพังรัฐธรรมนูญ อายุ 9 ปี กับ พ่อช้าง พลายไม้เมือง อายุ 21 ปี ตกลูกเพศผู้พร้อมตั้งชื่อว่า พลายมาโนชญ์ เป็นช้าง 2 เชือกล่าสุดของปางช้างสวนนงนุชพัทยา

เบื้องต้นลูกช้างและแม่ช้าง ทั้ง 2 เชือก มีสุขภาพแข็งแรงดี หลังตกลูก และทางสวนนงนุชพัทยาได้จัดทีมสัตว์แพทย์และควาญช้างดูแลอย่างดี ซึ่งปัจจุบันปางช้างสวนนงนุชพัทยามีช้างอยู่ในการดูแล จำนวน 57 เชือกเป็นช้าง 2 เชือกแรกที่ตกลูกในปี 2565

‘สมคิด’ ลั่น ไม่ได้หวังขึ้นแท่นนายกฯ อยู่ที่ฟ้าดินลิขิต แต่พร้อมเป็นผู้นำให้ประเทศ

‘สมคิด’ นั่งปธ.พรรคสร้างอนาคตไทย ลั่น ไม่ได้หวังขึ้นแท่นนายกฯ ชี้อยู่ที่ฟ้าลิขิต ยัน ต้องการเปลี่ยนประเทศ ซัด การเมืองเละเทะเหมือนคอกม้า ซื้อขายโจ่งครึ่ม ย้อนอดีต ทิ้งรัฐบาลตู่ เหตุ พิษบุพเฟต์คาบิเนต พร้อมสั่ง ‘อุตตม’ ตะเพิดลูกพรรคออกนอกลู่ 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 ก.ย. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต พรรคสร้างอนาคตไทย จัดกิจกรรม #คิดสร้างอนาคตไทย เปิดตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในตำแหน่งประธานพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.)โดยมีสมาชิกจากทุกภาค เข้าร่วม พร้อมทำป้ายเชียร์ #ทีมสมคิด #จอมยุทธ์กวง #สุดยอดวิสัยทัศน์ #มือเศรษฐกิจขั้นเทพ โดยนายสมคิด เดินทางมาพร้อมกับนายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ หรือ น้องคลัง บุตรชายคนเล็ก ขณะที่บรรยากาศในงานมีนายปองพล อดิเรกสารนายปรพล อดิเรกสาร นายนวกิจ พลวิเศษ บุตรชายนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา และนพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรียุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมงาน

นายสมคิด กล่าวเปิดใจว่า ตนไม่ได้มาคนเดียว มาพร้อมกับลูกชายคนเล็ก ชื่อนายณฉัตร จาตุศรีพิทักษ์ ชื่อเล่น คลัง เป็นลูกที่สวรรค์ส่งมาให้ตนในขณะที่ตนเป็น รมว.คลัง คลังเป็นลูกคนเล็ก อายุ 20 ปี เรียนวิศวกรรมปี 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และไม่ได้พามาเที่ยว แต่พามาเพื่อให้เป็นประจักษ์พยาน ได้เห็นและรู้ว่าการสร้างพรรคการเมืองที่ดีมีจริง ต้องการให้เรียนรู้ว่าการทำพรรคการเมืองไม่ใช่ของง่าย ต้องการให้เข้าใจในตัวพ่อว่าต้องกลับมาช่วยเหลือน้อง ๆ ทั้งหมดล้วนเป็นภารกิจหน้าที่ ไม่ใช่เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งนายกฯไม่มีความหมาย แต่ที่มีความหมายคือ การเป็นผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย ที่ผ่านมาประเทศ มีนายกฯมาทุกสมัย ดีบ้าง อ่อนบ้าง แต่ยากที่จะหาผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะไม่กล้า แต่พลังไม่ถึง บางคนพลังถึงแต่ไม่คิดที่จะทำ เพราะวาระซ่อนเร้น จึงต้องการให้ลูกได้เห็นสิ่งที่พ่อเขาพยายาม ไม่ว่าจะได้มากได้น้อย มันเป็นเรื่องของชะตาบ้านเมือง

นายสมคิด กล่าวว่า ต้องการให้คนรุ่นใหม่ รู้ว่าการเมืองไม่ได้เลวร้าย การเมืองดี การเมืองที่มุ่งทำงานให้ชาติก็มี คนที่มุ่งทำงานก็มี อย่าคิดว่าการกลับมานั้นหวังแค่นายกฯ ให้คิดใหม่ รู้จักชื่อสมคิดน้อยไป วันนี้มาด้วย 2 วัตถุประสงค์ คือ มาเพื่อให้กำลังใจพรรค ขอบคุณทางพรรคที่มีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นหลักยึดแก้ไข เป็นอนาคตให้กับคนรุ่นหลาน ถ้าไม่คิดถึงอนาคต คิดถึงแต่ปัจจุบัน บ้านเมืองไปไม่ได้ จึงขอบคุณความเด็ดเดี่ยวที่กล้าประกาศว่าเป็นพรรคสายกลาง ไม่คิดสุดโต่ง สุดขั้ว เพราะความคิดแบบนั้น แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสีแบ่งกลุ่มมีแต่ทำลายตัวเอง ทำลายบ้านเมือง สิ่งสำคัญต้องเป็นกลาง เพื่อเป็นตัวยึดโยงให้พลังในชาติสามารถเป็นพลังแห่งชาติ คิดในสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อชาติบ้านเมืองเป็นใหญ่ 

นายสมคิด กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุด มีความกล้าหาญเพียงพอที่กล้าตั้งพรรคการเมืองในขณะนี้ทั้งที่สถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเละเทะ มีสถานการณ์ที่เงินตราเริ่มเข้ามามีบทบาทสูงมาก การแข่งขันทางการเมืองเริ่มมีลักษณะเหมือนการแข่งขันในสนามม้า มีม้าแข่งที่ต้องซื้อ มีคอกที่ต้องมีเจ้าของ และคอกก็ต้องหาเงินมาเลี้ยงม้า สิ่งเหล่านี้ที่ผ่านมาแม้มีมาตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่โจ่งครึ่มเกินไป และเป็นตัวอย่างไม่ดีให้คนรุ่นหลังจะหันหลังให้การเมืองไทย คนรุ่นใหม่จะไม่อยากเข้ามา ฉะนั้นความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ที่จะรวบรวมความคิดอ่านเพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชน คือความกล้าหาญที่แท้จริง ไม่ต้องไปคำนึง ไปกลัวว่าจะได้กี่เสียง จำนวนเสียงไม่ได้บอกอะไร แต่ศรัทธาของประชาชน คือหัวใจ อย่าคิดว่าเงินตราซื้อคอกม้าใหญ่ได้แล้วจะมีพลังในการบริหารประเทศ ถ้าเล่นการเมือง สร้างพรรคการเมือง คิดแต่สร้างผลทางอำนาจ แต่ไม่มีโครงสร้างทางปัญญา ไม่สั่งสมคนมีความสามารถ สุดท้ายจะไปไม่รอด จะพาบ้านเมืองไปไม่รอดด้วย

“มีคนเคยบอกว่าสมคิด ไม่มาแน่นอน เพราะต้นทุนทางสังคมเยอะพอสมควร จะมาอยู่กับพรรคเล็กทำไม ผมมาที่นี่ไม่ใช่เพราะตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ แต่ต้องการช่วยพรรคครั้งนี้ เป็นตัวอย่าง เป็นตัวขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงกับประเทศไทยในทางที่ถูกต้อง”นายสมคิด ระบุ

นายสมคิด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยสถานการณ์หนักกว่าที่คิด และอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตนจำได้ว่ารัฐบาลที่แล้วเมื่อปี 2557 ก่อนที่ตนจะส่งทีม 4 กุมารเข้าไป จีดีพีเหลือเพียง 1% เพราะมีการรัฐประหาร ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องช่วยกันทำงานจนลากจีดีพีขึ้นมาถึง 3-4% แต่ต่อมาต้องมาเจอพิษโควิด-19 และพิษการเมืองที่แสวงหาอำนาจ แต่ไม่แสวงปัญญา เป็นรัฐบาลผสม หรือบุฟเฟ่ต์คาบิเนต มีที่ไหนที่นโยบายประเทศแบ่งกันตามกระทรวง ทางใครทางมัน ตนจึงวอล์กเอาท์ นี่คือความเป็นจริงของประเทศไทย ทำให้จีดีพีหดตัว วันนั้นเรายังไม่มีปัญหาเรื่องการส่งออก และพลังงาน มาวันนี้การส่งออกเริ่มชะลอตัว เมื่อมองไปข้างหน้า เราจะพบมรสุมลูกใหญ่ แล้วเราจะถึงฝั่งได้อย่างไร 

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้เรามีนายกฯ แต่คนไหนตัวจริงยังไม่รู้เลย ที่น่ากังวลเพราะว่าเราต้องการนายกฯจริงๆ อย่างไรก็แล้วแต่ต้องมีจริงๆ เพื่อให้โฟกัสที่ไปตัวผู้นำ ไม่อย่างนั้นใครนำเรือลำนี้ หรือจะให้ข้าราชการนำ ข้าราชการนำไม่ได้ สมัยก่อนนำได้ แต่สิบกว่าปีมานี้ให้หลังไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ไหว ทำมากผิดมาก ไม่ทำเลยไม่ผิด คนดีมีความสามารถนิ่งเสียตำลึงทอง ฉะนั้น ทั้งหมดอยู่ที่ผู้นำที่ต้องทุบโต๊ะ ถ้าไม่ช่วยเหลือให้ยุบสภาเลย เก็บไว้ทำไม เมืองไทยจะไปไม่ไหว ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่ว่าทำไม่เป็น ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ดี คนไทยมีความอดทนสูงมาก ตนอายุขนาดนี้ คนไทยไม่เคยบ่น ลำบากก็ไม่บ่น เขามองหาความหวังว่าใครจะมาช่วยเขา ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าเขามองแล้วความหวังไม่มี พรุ่งนี้ไปตายเอาดาบหน้า อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ยิ่งวันยิ่งจน เมื่อจนไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ การจะเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นเกลียดชังจะเกิดขึ้น เพราะจะมีคนปลุกปั่นอยู่ การปลุกปั่นยุยงให้แตกแยกกันไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนปลุกปั่น การเป็นปฏิปักษ์กันเองของคนในชาติเป็นสิ่งที่พรรคนี้อย่าให้เกิดขึ้น ต้องมุ่งมั่น เอาคนดีมาร่วมมือกันทั้งในพรรคและนอกพรรค

‘ก้าวไกล’ ถาม มท.1 ช่วยครูพี่เลี้ยงถึงไหนแล้ว ยืนยัน หากตั้งใจ ‘ช่วยเหลือ-แก้ไข’ ได้หมด

‘ณัฐพงษ์-ก้าวไกล’ ตามเงินค่าอาหารเด็กเล็ก แม้จะดีใจเพิ่มจาก 20 เป็น 32 บาท แต่ความคืบหน้าการจ้างงานครู งบประมาณดูแลต่อหัวของเด็กเล็กไปจนถึงเรื่องอาคารสถานที่ต้องดีขึ้น หวังครูพี่เลี้ยงได้รับสิทธิสวัสดิการดูแลอย่างเหมาะสม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.เขตบางแค พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้สอบถามรัฐมนตรีมหาดไทยกรณีเงินค่าอาหารกลางวันเด็กและความคืบหน้ากรณีอื่นๆ โดยเฉพาะบุคลากรของศูนย์พัฒนาเด็กในกรุงเทพ ณัฐพงษ์ เริ่มต้นอภิปราย โดยทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารกลางวันเด็ก ค่าจ้างครูพี่เลี้ยง และงบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกรุงเทพ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้เดินทางมาตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ตนเองจึงต้องการสอบถามและติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยที่มาที่ไปของเรื่องนี้ คือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกทม. ยังคงมีปัญหาเรื่องของครูพี่เลี้ยง ปัจจุบันสถานะการจ้างงานยังคงเป็นครูอาสาอยู่ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้ตอบคำถามไปแล้ว โดยตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา หลังจากตั้งคำถามไปแล้ว ได้มีการยกสถานะจากครูอาสาไปเป็นลูกจ้างหรือสถานะที่ทำให้ครูอาสาได้รับสวัสดิการ ลาป่วย ได้อย่างไรแล้ว

ประเด็นที่สองที่ณัฐพงษ์ถามต่อ คือเรื่องของเงินอุดหนุน เบี้ยอาหารกลางวันเด็ก ณ ขณะที่ตนตั้งกระทู้ถามในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่าน เป็นช่วงที่ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ค่าอาหารกลางวันขณะนั้นอยู่ที่ 20 บาท ก่อนจะปรับแนวนโยบายโดยผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ที่ปรับค่าอาหารกลางวันเป็น 32 บาท แต่นอกจากเรื่องดังกล่าว ยังมีเงินอุดหนุนรายหัว เช่น สื่อพัฒนาการเรียนการสอน จึงอยากสอบถามความคืบหน้า ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยได้มีการปรึกษาหารือกับทีมผู้ว่าฯ อย่างไร

ส่องทัพ 'ลิซ ทรัสส์' นายกหญิงคนใหม่ของอังกฤษ พบลูกหลานผู้อพยพผิวสี รับตำแหน่งรมต.สำคัญเพียบ

พรรคอนุรักษ์นิยม ภายใต้การนำของ ลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ได้สร้างปรากฏการณ์ แต่งตั้งผู้หญิงทำงานและลูกหลานจากครอบครัวผู้อพยพผิวสีขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงเสาหลักของอังกฤษเป็นจำนวนมาก 

เริ่มต้นจาก ควาซี กวาร์เต็ง รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังผิวดำคนแรกของอังกฤษ มาจากครอบครัวผู้อพยพชาวกานา ที่มาศึกษาต่อในอังกฤษ ควาซี กวาร์เต็ง เคยเป็นนักเรียนทุน King's Scholar ได้เข้าเรียนใน อีตัน คอลเลจ และ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์   

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ได้รัฐมนตรีผิวดำคนแรกเช่นกัน โดย เจมส์ เคลฟเวอร์ลี ลูกครึ่งอังกฤษ-เซียรา ลีโอน ผู้ที่เคยถูกบูลลี่เรื่องความเป็นลูกครึ่งผิวสีมาตั้งแต่เด็ก แต่วันนี้ได้ก้าวขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรี หนึ่งในกระทรวงเสาหลักของอังกฤษ

ซูเอลลา เบรฟเวอแมน รัฐมนตรีมหาดไทยหญิงคนใหม่ของอังกฤษ เป็นผู้หญิงเก่งที่มีเชื้อสายจากหลากหลายเชื้อชาติ คุณพ่อเป็นชาวกัว-อินเดีย คุณแม่เป็นชาวอินเดีย เชื้อสายทมิฬ-มอริเชียส เธอได้เรียนปริญญาตรีด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ และไปต่อปริญญาโทด้านกฏหมายยุโรป และฝรั่งเศสที่ Panthéon-Sorbonne University ในกรุงปารีส 

ซูเอลลา เบรฟเอแมน นับเป็นรัฐมนตรีที่มีเชื้อสายชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยคนที่ 2 ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ ต่อจาก พริติ พาเทล ที่มีเชื้อสายอินเดียเช่นกัน

ส่วน เธเรสซา คอฟฟีย์ ควบถึง 2 ตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เธอเป็น สส.หญิงแกร่งจากเมืองซัฟฟอล์ค เคยรับหน้าที่สำคัญในรัฐบาลพรรคอนุรักษ์มาแล้วหลายงาน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทของ ลิซ ทรัสส์ ที่เป็นกำลังสำคัญในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งภายในพรรคอนุรักษ์ที่ผ่านมา 

และนอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกหลายกระทรวงที่ไม่ได้รัฐมนตรีที่เป็นคนขาว อาทิ...

- นาดิมห์ ซาฮาวี อดีตผู้ลี้ภัยชาวเคิร์ดในอิรัก รับหน้าที่รัฐมนตรีประจำสำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์แห่งแลงคาสเตอร์

- เคมิ แบเดนอช รัฐมนตรีหญิงแห่งกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ก็มีเชื้อสายไนจีเรีย 

- อโลค ชาร์มา ประธานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 เป็นชาวอินเดียแท้ๆ ที่มาจากรัฐอุตตรประเทศ ก่อนย้ายตามพ่อมาตั้งรกรากที่เมืองเรดิง ในอังกฤษ ตั้งแต่ 5 ขวบ

หากนับย้อนหลังไปหลายสิบปี คณะรัฐมนตรีของอังกฤษมักถูกครอบครองตำแหน่งโดยผู้ชายผิวขาว โดยเฉพาะตำแหน่งกระทรวงสำคัญของอังกฤษ

'อนุทิน' เมินตอบนั่งนายกฯ สมัยหน้า ย้ำ!! ภูมิใจไทยเตรียมพร้อมสำหรับเลือกตั้ง

'อนุทิน' เผยให้รอคำวินิจฉัยศาลรธน. ปมนายกฯ 8 ปีก่อน ย้ำยึดหลักทำงานในรัฐบาลนี้เต็มที่ ไม่ตอบนั่งนายกฯ สมัยหน้า ขอแค่โอกาสทำงานให้ปชช. ย้ำภูมิใจไทยคิดอย่างเดียวเตรียมพร้อมเลือกตั้ง

(8 ก.ย. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีมีเอกสารหลุดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ชี้แจงเรื่องปม 8 ปีนายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเอกสารหลุดคำชี้แจงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม มองสถานการณ์นี้อย่างไรว่า ตนให้ความเห็นไม่ได้ และไม่ทราบว่าเอกสารนั้นหลุดหรือไม่ทุกอย่างอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะเหลืออายุกี่ปีพรรคภูมิใจไทยพร้อมจะเดินเคียงข้างไปด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเคียงคู่พี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยเพราะพรรคภูมิใจไทยรู้เพียงว่าเดี๋ยวเดือนมี.ค. 2566 แล้วบวก 45 หรือ 60 วันหรือจะยุบสภาเมื่อไหร่ก็ต้องเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยคิดเพียงเท่านี้

เมื่อถามว่าแสดงว่าไม่ได้หวังเป็นนายกฯ ในช่วงนี้ แต่รอลุ้นหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนหวังที่จะมีโอกาสทำงานมากกว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำตอนนี้คือเตรียมพร้อมนโยบายแล้วจะค่อยๆ นำเสนอให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ เราทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ไปมีปัญหาหรือมีเรื่องกับใคร ทำงานโดยยึดหลักการระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ต่อไปก็จะยึดหลักการ การทำงานในหน้าที่ในรัฐบาลนี้ให้ดีที่สุดช่วยนายกฯ ทำการประชุมเอเปคและซัมมิทในเดือนพ.ย.นี้ให้ประเทศไทยมีความสง่างามสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศจากนั้นก็ไปเลือกตั้งกัน

'เพื่อไทย' ติดตามการบริหารจัดการน้ำ กทม. ชงจัดงบติดเซ็นเซอร์ที่ประตูระบายน้ำ-คลองทุกสาย

วานนี้ 7 กันยายน ที่สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานที่ปรึกษาประธานสภากรุงเทพมหานครด้านการเมือง และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายวราวุธ ยันต์เจริญ ที่ปรึกษาประธานสภากรุงเทพมหานคร นายดนุพร ปุณณกันต์ คณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทยทั้ง 20 คน และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ร่วมวิเคราะห์และหารือสถานการณ์น้ำกับสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมตัว และหาทางรับมือจากสถานการณ์น้ำหากมีฝนตกต่อเนื่อง ร่วมกับนายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และน.ส.วิลาวัลย์ ธรรมชาติ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีนายอาสา สุขขัง ผู้อำนวยการกองสารสนเทศระบายน้ำ เป็นผู้ให้ข้อมูล 

นายอาสา ได้เผยกราฟฟิกภาพปริมาณน้ำฝนและระบบตรวจวัดระดับน้ำในแต่ละพื้นที่เพื่อเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำฝน และได้แจ้งถึงจุดที่ กทม. ได้ลิงก์สัญญาณจากกล้องวงจรปิดของสำนักการจราจร และขนส่งกรุงเทพมหานครในจุดที่เสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อมอนิเตอร์สถานการณ์น้ำท่วมตลอดเวลา 

นอกจากนี้ ทางสำนักฯ ยังระบุช่องทางการแจ้งขอความช่วยเหลือของประชาชนมายัง กทม. ไม่ว่าจะเป็นทางโอเพ่นแชทไลน์ 'ฝนตก-น้ำท่วม บอกด้วย' ลิงก์ : 
https://line.me/ti/g2/kk0gLj9CMIhrNYYbCK11EZ_b2QyXZ2429q7BLg และโทรสายด่วน 02-248-5115 หรือการแจ้งผ่านแอปพลิเคชันทราฟฟี่ฟองดูว์ โดยทางสำนักฯ มีเจ้าหน้าที่สแตนบายเพื่อรับข้อมูลที่ประชาชนแจ้งเข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง

9 กันยายน พ.ศ. 2528 เกิดกบฏ 9 กันยา พยายามยึดอำนาจ ‘พล.อ.เปรม’ ฝีมือ ‘กลุ่มทหารนอกราชการ’ อ้างศก.แย่

วันนี้ในอดีต 9 ก.ย. 2528 เกิด ‘กบฏ 9 กันยา’ ขึ้นในช่วงที่ พล.อ.เปรม นายกฯ(ในขณะนั้น) และ พล.อ. อาทิตย์ ผบ.ทบ (ในขณะนั้น) เดินทางไปราชการต่างประเทศ

เช้ามืดของวันที่ 9 กันยายน 2528 ราว 03.00 น. กลุ่ม “ทหารนอกราชการ” ได้นำกำลังทหารราว 500 นายก่อการยึดอำนาจ โดยการรัฐประหารเริ่มที่กำลังทหารจากกรมอากาศโยธินได้เข้าจับกุมตัวพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศที่บ้านพักเพื่อใช้เป็นตัวประกัน และกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งพร้อมรถถังของกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ได้เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร

พร้อมกับได้เข้ายึด ทำเนียบรัฐบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยมี พันเอกมนูญ รูปขจร (ปัจจุบัน พลตรีมนูญกฤต รูปขจร) นายทหารที่เคยถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากก่อกบฏเมษาฮาวายเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเป็นผู้นำ พร้อมด้วยนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร น้องชาย โดยกำลังทหารที่ใช้รัฐประหารมาจากหน่วยทหารม้าที่พันเอกมนูญเคยเป็นผู้บังคับบัญชา และทหารอากาศของน้องชาย (ขาดหน่วยทหารราบซึ่งเคยเป็นกำลังสำคัญของการรัฐประหารแทบทุกครั้ง?)

นอกจากพันเอกมนูญแล้วยังมีนายทหารนอกราชการชั้นผู้ใหญ่อย่าง พลเอกเสริม ณ นคร, พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์, พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รวมถึงพลเรือนที่เป็นผู้นำแรงงาน เช่น นายสวัสดิ์ ลูกโดด, นายประทิน ธำรงจ้อย และนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของแชร์ชาร์เตอร์ ผู้เสียประโยชน์จากการปราบปรามเงินนอกระบบและทรัสต์เถื่อนของรัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้ร่วมก่อการ

คณะผู้ก่อการฉวยโอกาสยึดอำนาจในช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) อยู่ระหว่างเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซีย และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ที่สวีเดน

ส่วนสาเหตุที่ผู้ก่อการใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจคือ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งยังล้มเหลวในการรักษาความเป็นเอกภาพและบูรณภาพของประเทศ (รายงานของ The New York Times)

การปะทะกันระหว่างฝ่ายกบฏและฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยฝ่ายกบฏได้ระดมยิงเสาอากาศวิทยุและอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และบริเวณวังปารุสกวัน ที่ตั้งของกรมประมวลข่าวกลาง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติในปัจจุบัน) ทำให้ นีล เดวิส (Neil Davis) และวิลเลียม แลตช์ (William Latch) สองนักข่าวชาวต่างชาติเสียชีวิต

ถึงเวลาราว 15 นาฬิกา กองกำลังฝ่ายกบฏก็ยอมจำนน ความสูญเสียถึงชีวิตที่เกิดขึ้นนอกจากสองนักข่าวต่างประเทศแล้วยังมีทหารอีก 2 ราย และประชาชนอีก 1 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 60 ราย

ในช่วงต้นของเหตุการณ์ ฝ่ายกบฏได้ประกาศชื่อของ พลเอกเสริม ณ นคร ว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารแต่เมื่อการยึดอำนาจล้มเหลว พลเอกเสริม กลับอ้างว่าตนรวมถึง พลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกยศ ล้วนถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top