Tuesday, 14 July 2026
TheStatesTimes

'นิพนธ์' ร่วมกิจกรรม 'พาป๋าหลบบ้าน' ทำบุญตักบาตรฯ - ประกอบพิธีบรรจุอัฐิป๋าเปรมใต้ฐานอนุสาวรีย์ฯ รวมใจชาวสงขลา สืบสานปณิธาน “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

วันที่ 26 สิงหาคม 2565 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางกัลยา บุญญามณี ภริยาร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้งพระสงฆ์ 99 รูปเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก่อนที่จะมีพิธีบรรจุอัฐิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ณสวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยมี ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบัญญัติ จันทร์เสนะ นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการ มูลนิธิเรารักสงขลา มูลนิธิสวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  บุคลากรสวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร

ต่อจากนั้นเวลา 09.30 น. ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิสวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอัฐิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  พร้อมทั้งอัญชิญอัฐิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บรรจุไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ภายในบริเวณสวนประวัติศาสตร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา

'อรรถวิชช์' ชี้ กันยานี้ FT ค่าไฟสูงกว่าต้นปี 67 เท่า คนชั้นกลางผู้เสียภาษีหนักสุด ไร้มาตรการช่วยเหลือ

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวถึง มาตรการลดค่าไฟที่ใช้ไม่เกิน 300 - 500 หน่วยต่อเดือนของรัฐบาลว่า คนชั้นกลางผู้ที่เสียภาษีไม่ได้รับการช่วยเหลืออะไรเลย เพราะแค่ที่บ้านมีแอร์ก็ใช้ไฟเกินแล้ว คนกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่า FT เต็มๆ

“ค่า FT ต้นปีอยู่ที่ 1.39 สตางค์/หน่วย กลางปีอยู่ที่ 24.77 สตางค์/หน่วย โดยกันยา นี้ จะสูงถึง 93.43 สตางค์/หน่วย มากว่าต้นปีถึง 67 เท่า บ้านหลังที่ใช้ไฟเกิน 500 หน่วย จะไม่ได้รับส่วนลดจากรัฐ ต้องแบกค่า FT เต็มๆ เอาง่ายๆ ว่าบ้านไหนต้องใช้แอร์ ก็ใช้ไฟเกินแล้ว คนชั้นกลางไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากมาตรการ รัฐต้องมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ปริศนาเครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ !! ‘กลุ่ม Deeper Dorset’ สืบค้นความจริงจากเศษซากใต้ทะเล ของเครื่องบินลำเลียง ซึ่งถูกขโมยเมื่อ 53 ปีก่อน!!

แม้กองทัพของสหรัฐฯ จะดูเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่รู้หรือไม่ว่า กองทัพสหรัฐฯ เคยถูกขโมยอาวุธยุทโธปกรณ์มาแล้วมากมายหลายรายการ ซึ่งการขโมยที่เป็นข่าวดังก็เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เป็นการขโมยรถถังแบบ M60A3 Patton โดย Shawn Nelson จากคลังของ California Army National Guard ออกมาวิ่งบนถนนในเมือง San Diego มลรัฐ California เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ (ค.ศ. 1995) โดยเขาได้ขับรถถังชนรถที่จอดอยู่ไปเรื่อยๆ สร้างความเสียหายสูงถึง US$149,201 (เทียบเท่ากับ US $265,329 ในปัจจุบัน) และที่สุดก็ถูกตำรวจ San Diego ยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เครื่องลำเลียงแบบ C-130E Hercules แบบเดียวกับที่ถูกขโมยโดย Paul Meyer

แต่หากพูดถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ชิ้นใหญ่ที่สุดที่กองทัพสหรัฐฯ ถูกขโมยไปนั้น ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องลำเลียงแบบ C-130 ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. 1969) หรือเมื่อ ๕๓ ปีก่อน ณ ฐานทัพอากาศ Mildenhall สหราชอาณาจักร โดยพันจ่าอากาศเอก Paul Meyer ช่างเครื่องสังกัดกองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นผู้ลงมือขโมย

Paul Meyer เคยปฏิบัติหน้าที่ในเวียดนาม ในตอนนั้นเขาพึ่งแต่งงานกับ Jane Meyer (ปัจจุบัน Mary Ann Jane Goodson) เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และอยากประจำการที่ฐานทัพอากาศ Langley ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเพื่ออยู่กับครอบครัว เขาคิดถึงภรรยา และทำงานอย่างไม่มีความสุข ซ้ำยังดื่มหนักอีกด้วย ไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุเขาได้ยื่นคำร้องขอย้ายกลับ แต่คำขอถูกปฏิเสธอีก ในคืนวันที่  ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. 1969) เขาไปงานเลี้ยงที่บ้านของเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นทหารอากาศด้วยกัน เขาดื่มหนักจนเมา หลังจากนั้นออกอาการก้าวร้าวอาละวาด จนเพื่อน ๆ ของเขาต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้านอน แต่เขากลับหนีออกมาทางหน้าต่าง หลังจากนั้นไม่นาน ตำรวจเมือง Suffolk พบตัวเขาบนถนน A11 และจับเขาในข้อหาเมาแล้วก่อความวุ่นวาย ก่อนพากลับไปส่งยังฐานทัพอากาศ Mildenhall และผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้เขาเข้านอน

รู้จัก 'Quiet Quitting' การทำงานสไตล์คน 'Gen Z' ขอแค่ทำตามหน้าที่ ไม่วิ่งตามวัฒนธรรมบูชางาน

นับว่าเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมาทั้งใน TikTok และ Twitter เลย เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ โดยพฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า 'Quiet Quitting' หรือ 'QQ' เป็นการใช้ชีวิตเสมือน 'ลาออกแบบเงียบๆ' แต่ 'ไม่ได้ลาออกจริงๆ' โดยใช้วิธีกำหนดขอบเขตการทำงานของตัวเองอย่างชัดเจนเพื่อ 'ลดความเครียด' หรือหาทางหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟในการทำงานไปแบบดื้อๆ

QQ มักมาจากการที่เริ่มรู้สึกว่าความพอใจหรือภูมิใจในงานที่ตัวเองทำอยู่ลดลง ทำให้ไม่ได้รู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานเพื่อการเติบโตอีกต่อไป

ทว่า แม้จะไม่ได้ความสุขกับการทำงานแล้ว แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะลาออก จึงเลือกโฟกัสกับงานในส่วนแค่ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบเท่านั้น เพราะไม่ได้รู้สึกว่าต้องการความเติบโตอย่างโดดเด่น แต่อยากมีความบาลานซ์ในชีวิตมากกว่า

ความน่าสนใจคือพฤติกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ 'Gen Z' ที่มองหา 'งานที่แฟร์' และ 'Work Life Balance' มากกว่าการเติบโตอย่างโดดเด่นในองค์กรที่ต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจเหมือนคนในเจเนอเรชันก่อนๆ

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2565 : พระสุชาติ อภิชาโต

เราต้องปล่อยวาง
เมื่อปล่อยวางแล้ว
เราจะไม่เดือดร้อน
ใครจะทำอะไร จะเป็นอะไร
เราจะไม่เดือดร้อน
จะมีความสุข
มีความสงบตลอดเวลา

พระสุชาติ อภิชาโต

‘ดร.สมเกียรติ’ แนะ พ่อแม่ไม่ควรกดดันลูกเรื่องการสอบ ชี้ คนที่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องจบหมอ - วิศวะเท่านั้น

(26 ส.ค. 2565) ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

#พ่อแม่ควรอ่าน...โรงเรียนประถมที่สิงคโปร์ ส่งจดหมายถึงผู้ปกครองก่อนสอบ...

เรียนท่านผู้ปกครอง

การสอบของลูก ๆ คุณใกล้จะมาถึงแล้ว...เรารู้ว่ามันทำให้ท่านวิตกกังวล ว่าลูกของท่านจะทำสอบได้หรือไม่

แต่โปรดจำไว้ว่า...ในกลุ่มเด็ก ๆ ที่นั่งสอบอยู่นี้

มีศิลปินที่ไม่มีความจำเป็นที่จะรู้เรื่องคณิตศาสตร์

มีนักธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์

หรือการประพันธ์ภาษาอังกฤษ

มีนักคอมพิวเตอร์

ที่ไม่สนใจเรื่องคะแนนสอบวิชาเคมี

มีนักกีฬา

ที่สนใจเรื่องความสามารถทางร่างกายมากกว่าวิชาฟิสิกซ์

ถ้าลูกคุณทำคะแนนได้ท็อป

นั่นสุดยอด แต่ถ้าเค้าทำไม่ได้

ได้โปรดอย่าทำลายความเชื่อมั่น

และความนับถือตัวเองของเค้าไป

บอกเค้าว่ามัน OK

มันแค่การสอบ มันยังมีอะไรอีกมากมายในชีวิต

ส่อง 8 ผลงานสุดปัง ในยุค ‘ลุงตู่’ ที่ใครเห็นเป็นต้องอยากเคลม กับช่วงเวลา 8 ปี ที่ทำเพื่อประเทศไทย

หลังจากมีอดีตส.ส.บางพรรค ขึ้นป้ายหาเสียงระบุข้อความว่า “EEC ภาคตะวันออก เพื่อคนไทยทั้งประเทศ เพื่อไทย เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน” ทั้งที่เป็นหนึ่งในผลงานของรัฐบาลลุงตู่ชัดๆ กลับเอามาเคลมได้

น้ำตานอง!! 'แม่-ลูก' พลัดพราก 18 ปี กลับมาพบกันได้เพราะ Facebook

เป็นเรื่องราวสุดประทับใจ ชีวิตเหมือนดั่งละคร เมื่อป้าพวง ชาวอุดรธานี วัย 50 ปี เจอลูกชายหัวแก้วหัวแหวน พลัดพรากจากกันถึง 18 ปี เหมือนฝันที่เป็นจริง หมอดูเคยทักอายุ 50 ปีเมื่อไร คนอยู่ไกลจะตามหาและอยู่สบาย ลูกชายเผยตั้งใจสมัครเฟซบุ๊กตามหาแม่

26 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวจ.อุดรธานี รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าประทับใจที่แม่ลูกตามหากันนานถึง 18 ปีสุดท้ายวันนี้ที่รอคอยก็เป็นความจริง เป็นชีวิตของป้าพวง อายุ 50 ปี ชาวอ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ที่ต้องพลัดพรากจากลูกชายมานานถึง 18 ปี วันนี้ก็เป็นจริงพบกันแล้ว

โดยนายวีระพล รักเสมอวงศ์ รองประธานสภาเทศบาลเมืองบ้านดุง และแอดมินเพจบ้านดุงอัพเดท ได้เดินทางไปส่งป้าพวง บรรณาวิทย์ อายุ 50 ปี ชาวอ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เพื่อไปหาลูกชายที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หลังจากลูกชายตามหาแม่มานานถึง 18 ปี โดยก่อนเดินทางป้าพวง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเองเคยแต่งงานอยู่กันกับสามีชาวพัทลุง มีลูกชายด้วยกัน 2 คน ชื่อต้นและเต้ย แต่มีปัญหาครอบครัวต้องเลิกรากันไป สามีไปมีภรรยาใหม่

จากนั้นตนเองได้เดินทางกลับมาบ้านที่ อ.บ้านดุง ตนเองก็มีสามีใหม่ แต่ชีวิตไม่ราบรื่น ต้องอดทนอยู่กับสามีใหม่ รับจ้างหาเงินมาให้สามี หากไม่ได้ก็ถูกสามีทำร้าย พูดอะไรไม่ได้มากเพราะมาอยู่บ้านสามี แถมแม่ผัวไม่ชอบ บังคับหาเงินให้ใช้จ่ายเคยหนีไปนอนในป่าเป็นเดือนเพราะสามีทำร้าย ตนเองต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายสิบปี เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งเพราะสามีและแม่ผัวไม่ชอบ แต่ก็หวังว่าจะได้เจอลูกชายบ้างก่อนตาย แต่ก็เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ 

เมื่อหลายปีก่อนได้ไปดูดวงกับหมอดูใบไม้ หมอดูบอกว่า อายุจะย่างเข้า 50 ปีเมื่อไหร่ คนทางไกลจะตามหาและจะมารับไปอยู่ด้วย จากนั้นชีวิตก็จะสุขสบาย ไม่คิดว่าวันนี้จะเป็นจริง ลูกชายคนเล็กคือน้องเต้ย ติดต่อมาจากสุรินทร์บอกว่าตามหาแม่และจะพาแม่ไปอยู่ด้วย ขอบคุณนายวีระพล ที่ช่วยเหลือพาไปส่งเพื่อไปหาลูกชาย ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเจอลูกชายที่จากกันมานาน ป้าพวงพูดไปและน้ำตาไหลออกมาด้วย

28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ หรือ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้ เมื่อ 137 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 คำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก

คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4  ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ

ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top