Saturday, 11 July 2026
TheStatesTimes

รมว.สุชาติ ส่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี เปิดติวเข้มทีมสหวิชาชีพ มุ่งขจัดค้ามนุษย์ด้านแรงงานให้หมดสิ้นทุกมิติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมาย ผู้ช่วยรัฐมนตรี 'สุรชัย' เปิดอบรมเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย มุ่งยกระดับการทำงานร่วมกันเป็นทีมสหวิชาชีพ เพิ่มศักยภาพบังคับใช้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิลูกจ้าง มุ่งขจัดปัญหาการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานทุกรูปแบบ 

วันที่ 23 มิถุนายน 2565 เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ รุ่นที่ 2 ภาคบนบก โดยมีนายสุทธิ สุโกศล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย  ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร 

นายสุรชัย กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและขจัดการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและการบังคับใช้แรงงานให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติและกำหนดเป้าหมายหลักให้ประเทศไทยสามารถป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ได้อย่างยั่งยืน โดยได้จัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปี 2560 - 2564 ยอดรวมทั้งสิ้นกว่า 4 พันล้านบาท เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และกลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการคุ้มครองช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ การปรับปรุงและพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องและเพิ่มขีดความสามารถการบังคับใช้กฎหมายอย่างบูรณาการ ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะผลักดันให้นโยบายดังกล่าวบรรลุผลสัมฤทธิ์ โดยการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการยกระดับการบูรณาการการทำงานร่วมกันในรูปแบบทีมสหวิชาชีพ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยในทุกมิติ 

ชาวเน็ตเสียงแตก!! สาวเข้าห้องน้ำบนเครื่องบิน กลับไป ‘ที่นั่งริมหน้าต่าง’ ของเธอด้วยวิธีนี้

กลายเป็นอีกคลิปเหตุการณ์ที่กำลังถูกแชร์จนเป็นไวรัล เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งใช้วิธีปีนและเหยียบไปบน ‘ที่วางแขน’ ของผู้โดยสารคนอื่นเพื่อกลับไปยังที่นั่งริมหน้าต่าง แทนที่จะเอ่ยปากขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยลุกออกมาก่อน

เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @In_Jedi ซึ่งเป็นผู้แชร์คลิปนี้บอกว่า มันเป็น “อาชญากรรมร้ายแรงที่สุดที่ผมเคยเจอบนเครื่องบิน”

จากคลิปจะเห็นได้ว่าผู้หญิงคนดังกล่าวปีนเหยียบไปบนที่วางแขนของผู้โดยสารอีก 3 คนเพื่อกลับเข้าไปยังที่นั่ง ทั้ง ๆ ที่ผู้โดยสารเหล่านั้นไม่ได้หลับ และน่าจะสามารถลุกให้เธอผ่านเข้าไปได้ หากเพียงแต่เธอเอ่ยปากขอ

ในทางตรงกันข้าม เจ้าของคลิปบอกว่าเธอเลือกที่เข้าออกด้วยวิธีนี้ “ตลอดระยะเวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง”

หลังจากที่คลิปถูกแชร์ออกไปก็มีชาวเน็ตแห่เข้าไปคอมเมนต์ โดยบางคนเห็นว่าสิ่งที่เธอทำ ‘ยังดีกว่า’ การรบกวนให้ผู้โดยสารด้านนอกต้องลุกจากที่นั่ง ขณะที่หลายคนวิจารณ์ผู้หญิงคนนี้ว่า ‘ไร้มารยาท’

‘ฟลุค’ แนะ ‘หนู’ เลิกนิสัยตอบโต้มั่ว ควร ‘รับฟัง-แก้ไข’ ในทุกข้อท้วงติง

นายพชร ธรรมมล หรือ ‘ฟลุค เดอะสตาร์’ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่คนจำนวนมากออกมาเตือนปัญหาการใช้กัญชา ทั้ง นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม., แพทย์, อาจารย์, นักวิชาการ, ผู้ประกาศข่าว รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นความกังวลที่เกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงที่มี ประชาชน รวมทั้ง เด็กและเยาวชน ต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ถึงกับมีข่าวว่าบางคนได้เสียชีวิตนั้น เกิดจากนโยบายกัญชาที่คิดขึ้นมาอย่างหละหลวม ไม่ได้คิดและควบคุมให้รอบคอบ 

แต่แทนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือ ‘หนู เดอะ วัคซีน กัญชา’ จะรับฟังและกลับไปหาทางแก้ไข กลับให้โฆษกออกมาโต้มั่วสวนนายภูมิธรรม แบบไม่แน่ใจว่าเมากัญชาด้วยหรือไม่ เพราะพูดไปถึงจำนำข้าวเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ไม่ต่างอะไรกับพลเอกประยุทธ์ที่ยังมัวเมากับเรื่องจำนำข้าวยิ่งกว่าเมากัญชา

ทั้งนี้ หากจะย้อนหลังกันไม่นาน ประชาชนจำนวนมากจำได้ดี ว่านายอนุทินได้พูดเรื่อง ไวรัสโควิดเป็นไข้หวัดกระจอก วัคซีนเต็มแขน ซื้อแต่ชิโนแวค ราคาซื้อถูกกว่าราคาอนุมัติ แต่ไม่มีหลักฐานคืนส่วนต่าง จนถูกกระแทกในสภาว่า เกิดที่ชิโนไทย แต่ไปโตด้วยชิโนแวค และพอตอนนี้มีปัญหาจากเรื่องนโยบายกัญชาที่กระแสตีกลับเข้าปลายคางอย่างรุนแรง จนไปไม่ถูก ก็ต้องให้โฆษกออกมาโต้มั่ว

‘ปูติน’ เผย BRICS จ่อลดอำนาจเงินตะวันตก เตรียมตั้งทุนสำรองระหว่างประเทศขึ้นใหม่

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยว่ากลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ กำลังดำเนินการจัดตั้งทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่บนพื้นฐานระบบตะกร้าเงินของประเทศสมาชิก เพื่อลดการพึ่งพิงระบบการเงินตะวันตก

รายงานจากอาร์ทีนิวส์ เผยว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย สมาชิกของ BRICS กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากลไกทางเลือกที่มีความน่าเชื่อถือสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยคำพูดของปูติน สอดคล้องกับคำแถลงของกลุ่ม BRICS ก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายการชำระเงินร่วม เพื่อลดการพึ่งพิงระบบการเงินของตะวันตก ขณะเดียวกัน บรรดาประเทศสมาชิก BRICS กำลังเพิ่มการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายระหว่างกันอย่างเข้มข้นขึ้นด้วย

ด้าน Global Times ก็ได้รายงานด้วยว่า บรรดาผู้ค้าทั้งหลายในกลุ่ม BRICS ต่างมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะใช้เงินสกุลท้องถิ่นในกลุ่มประเทศของตนเอง โดยเฉพาะเงินหยวน เป็นอีกหนึ่งสกุลหลักในการเจรจาทำธุรกรรมทางการค้าข้ามพรมแดนระหว่างกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามมองหาทางเลือกอื่นนอกจากสกุลเงินดอลลาร์ ที่จะนำมาใช้เป็นตัวกลางชำระหนี้ระหว่างประเทศภายในกลุ่ม BRICS

บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า แม้อิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคงครอบงำเวทีการค้าโลก แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในกลุ่มประเทศสมาชิก BRICS บวกกับความร่วมมือเพิ่มเติมด้านต่างๆ ในอนาคต ได้เพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่จะชำระหนี้ด้วยเงินสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศมากขึ้น

วิสุทธิ์ ลั่น นายก-รัฐมนตรีพาณิชย์ อย่าเป็นทองไม่รู้ร้อน เฉยเมยความทุกข์ยากประชาชน ข้าวถุงแพง ข้าวเปลือกถูก ประชาชนเจ็บปวด เดือนร้อนทั้งแผ่นดิน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา และประธานคณะทำงานด้านการเกษตรพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข้าวถุงประกาศปรับขึ้นราคาในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ว่าการพาเรดขึ้นราคาสิ้นค้าหลายรายการจนนับไม่ถ้วนคือความไร้ประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการของรัฐบาล และกรณีการปรับขึ้นราคาข้าวถุงคือตัวอย่างที่ชัดเจนของความล้มเหลวนี้ เพราะ ‘ข้าว’ คือสินค้าที่รัฐบาลดูแลควบคุมราคาไว้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง แต่กลับปล่อยให้เกิดปัญหาซ้ำซากทุกข้อต่อของห่วงโซ่การผลิต ทำประชาชนทั้งแผ่นดินเดือดร้อน

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ข้าวเปลือกจากมือเกษตรกรต้นน้ำ ปรากฎราคาตกต่ำทีสุดในรอบ 10 ปี ขายได้ราคาเพียง 1 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับยุครัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลพลังประชาชน และรัฐบาลเพื่อไทยทำไว้ ในขณะที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุราคาอาหารต้นน้ำทั่วโลก โดยเฉพาะข้าวสาลีมีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 40% แต่ชาวนาไทยปัจจุบัน ขายข้าวเปลือก 1 กิโลกกรัม ยังไม่พอซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อเท่านั้น มาจนถึงปลายน้ำ คือการควบคุมราคาขายข้าวสารในตลาด รัฐบาลก็ยังไม่สามารถทำให้ราคาลดลงหรืออย่างน้อยที่สุดอยู่ในระดับเดิม 

Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ (21 มิ.ย. 65) บริษัท Fitch Ratings (Fitch) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความเข้มแข็งเป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบ โดยมีกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง โดย Fitch คาดว่า ปี 2565 ประเทศไทยจะขาดดุลงบประมาณลดลง เนื่องจากมีการจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่ผ่อนคลายขึ้น สำหรับสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อ GDP ของประเทศไทยปี 2565 คาดว่า จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 55.4 ต่อ GDP ซึ่งอยู่ในระดับค่ากลางเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers) โดยจะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 56.6 ต่อ GDP ในปี 2569 อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีแนวทางการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและมีหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท ประกอบกับมีตลาดทุนในประเทศที่มั่นคง

นอกจากนี้ Fitch คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 เนื่องจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 22 ล้านคนในปี 2566

รองฯ รอย ดอดเงียบทดสอบระบบ ศูนย์ป้องกันเหตุ ศปป.ตร.ใช้เทคโนโลยี 5G - เชื่อมโยงข้อมูล Real Time - บริหารเหตุวิกฤต

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 (เวลา 11.30 น.) ที่อาคาร 1 ชั้น 7 ศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปป.ตร.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.(ปป.),ผอ.ศปป.ตร.,พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผบช.รร.นรต.,ผู้ช่วย ผอ.ศปป.ตร.,พ.ต.อ ผดุงศักดิ์ รักษาสุข รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี เป็นผู้ควบคุม ศปป.ตร. ได้ร่วมประชุมติดตามการทดลองการใช้ระบบต่างๆของ ศูนย์ฯ

พล.ต.อ.รอย กล่าวว่า“ศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.)” จัดตั้งขึ้นตามนโยบาย ของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เพื่อให้เป็นศูนย์ "ควบคุมและบริหารงาน" ป้องกันปราบปรามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ "ทันกับสถานการณ์" มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติ เพื่อนำไปวิเคราะห์และพัฒนางานป้องกันปราบปราม 

ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการ "เฝ้าติดตาม" การปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันปราบปราม สามารถ "เชื่อมต่อสัญญาณภาพสด" ในขณะปฏิบัติหน้าที่ จาก "กล้องประจำตัวเจ้าหน้าที่สายตรวจ" ,"กล้องติดรถยนต์สายตรวจ" จากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ รวมถึง "กล้อง CCTV" ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ติดตั้งไว้ใน "หัวเมืองสำคัญ" พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงจุดล่อแหลมต่าง ๆ ทั่วประเทศ มายัง ศปป.ตร. สามารถเฝ้าระวังเหตุ และ "บริหาร จุดตรวจ จุดสกัด ไม่ให้ซ้ำซ้อน" และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากเกิด "เหตุวิกฤต" ด้านอาชญากรรม ศปป.ตร. สามารถ "ยกระดับ" การปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารสถานการณ์ให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถ "บริหารจัดการแก้ไขเหตุวิกฤต" นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาสังเกตการณ์ พร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการปฏิบัติและ "นำเทคโนโลยีส่วนขยาย" มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและยังได้รับชมการสาธิตการปฏิบัติระหว่าง ศปป.ตร. กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติการจริง โดยใช้ยุทธวิธีตำรวจสายป้องกันปราบปรามที่ได้รับการฝึกมาแล้ว

ด้าน พล.ต.ท.ธัชชัยในฐานะ ผู้ช่วย ผอ.ศปป.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สนับสนุนกล้อวงจรปิดไปติดด่านทุกที่ทั่วประเทศนำร่องในเมืองใหญ่เพื่อสร้างโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจ และเชื่อมกล้องวงจรปิดมาที่ศูนย์ ศปป.ตร.โดยวันนี้ พล.ต.อ.รอย อิงคโพโรจน์ รองผบ.ตร.ได้มาตรวจความพร้อมและทดสอบท้องที่ สน.สำราญราษฎร์กับ สน.บางรัก เพื่อให้ทราบว่าผลการปฎิบัติจริงๆเป็นอย่างไร โดยใช้กล้องในการผสมผสานกัน ซึ่งแต่ละด่านจะมีกล้อง 4 ตัว เพราะแบ่งพื้นที่ 5 ส่วน ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ วิทยุดิจิตอล ใช้ติดหน้าอกสายตรวจ เพื่อถ่ายทอดเข้ามาที่ ศปป.ตร.ทำให้เห็นเวลาที่สายตรวจเคลื่อนไปที่ต่างๆเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน และตำรวจสามารถนำข้อมูลมาบริหการจัดการได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฎิบัติ และเวลาประชาชนเข้ามาที่ด่านก็จะเกิดความอุ่นใจ ว่ามีการตรวจสอบติดตามตลอดเวลา และเป็นการเซฟเจ้าหน้าที่ปฎิบัติด้วย เวลามีเหตุอะไรสามารถประเมินสถานการณ์ได้ส่งกำลังเข้าไปช่วยได้ 

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใบเหลืองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ใบเหลือง 'ชานุวัฒน์ วรามิตร' ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ใหม่ หลังถูกร้องทีมบริหารและผู้ช่วยหาเสียงโพสต์เฟชบุ๊กประกาศเชิญชวนมาเอาป้ายหาเสียงก่อนวันเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต อบจ 1/2565 และคดีเหมายเลขแดงที่ 1528/2565 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง ขอให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ใหม่ หลังจากนายชุมพล หลักคำ ผู้สมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอยางตลาด เขตเลือกตั้งที่ 4 นายสุมินทร์ ภูดวงดอก ผู้สมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอยางตลาดเขตเลือกตั้งที่ 3 และนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครรับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ที่นายชานุวัฒน์ วรามิตร ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม 

กรณีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 นายชานุวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ก่อ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้ นายอนุชา สิงหะดี ซึ่งเป็นทีมงานบริหารและเป็นผู้ช่วยหาเสียงโพสต์ข้อความในบัญชีผู้ใช้เฟชบุ๊ก ชื่อ “อนุชา สิงหะดี Anucha singhadee” ด้วยข้อความว่า “ประกาศ พี่น้องในทุกพื้นที่ท่านใดอยากได้ป้ายผู้สมัครนายก อบจ.#เบอร์ 1 ชานุวัฒน์ วรามิตร ที่ติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่างๆทั่วทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านสามารถรื้อนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ หากท่านมีความประสงค์ เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งทีมงานผู้สมัครทุกเบอร์ ก็กำลังดำเนินการเก็บป้ายครับ ซึ่งผู้ใช้เฟชบุ๊กอื่นๆตอบรับด้วยการโพสต์ข้อความแสดงความประสงค์ของแผ่นป้ายหาเสียงดังกล่าว

ทั้งนี้ศาลไต่สวนได้ความว่า นายอนุชาเป็นผู้ช่วยหาเสียงของผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านได้มอบหมายให้นายอนุชา ทําหน้าที่ติดตามผู้คัดค้านไปพบปะประชาชนในพื้นที่ และเป็นพิธีกรในเวทีปราศรัยหาเสียงโฆษณา และให้นายอนุชาหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ อีกช่องทางหนึ่งด้วย บัญชีเฟซบุ๊กที่นายอนุชาโพสต์ข้อความดังกล่าวก็มีการตั้งค่าเป็นสาธารณะ ในการโฆษณาทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้างต้นย่อมฟังได้ว่า การกระทําของนายอนุชาที่โพสต์ข้อความตามคําร้องในบัญชีเฟซบุ๊กของตน มีความคาดหวังและหวังผลต่อจิตใจผู้ที่เข้ามาใช้ ได้เห็นหรือติดตามข้อมูลจากบัญชีเฟซบุ๊ก ของตนที่เป็นบุคคลในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้าน ที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

ส่วนที่นายอนุชาอ้างว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อเสร็จการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะทิ้งป้ายหาเสียงทําให้เป็นภาระต่อหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบจึงโพสต์ข้อความดังกล่าว แต่ในการไต่สวนพยานผู้คัดค้านก็ปรากฏว่านายอนุชาทราบดีอยู่แล้วว่าผู้รับจ้างของผู้คัดค้านกําลังดําเนินการเก็บป้ายหาเสียง ของผู้คัดค้านอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่นายอนุชาต้องโพสต์ข้อความดังกล่าวเพื่อลดภาระของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเก็บป้ายหาเสียงเลือกตั้ง และหากนายอนุซาต้องการให้บุคคล ที่ต้องการแผ่นป้ายหาเสียงไปใช้ประโยชน์ นายอนุชาก็สามารถรอให้ผู้รับจ้างเก็บป้ายหาเสียง เสร็จสิ้นก่อน และเมื่อการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ผ่านพ้นไปแล้วก็ค่อยเสนอให้ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง ของผู้คัดค้านแก่บุคคลทั่วไปมารับไปใช้ประโยชน์ก็ย่อมทําได้ ข้ออ้างของนายอนุชาจึงไม่มี / น้ำหนักรับฟัง พยานหลักฐานที่ได้ความจากการไต่สวน 

จึงมีหลักฐานอันสมควรเชื่อว่าการกระทํา ของนายอนุชาที่โพสต์ข้อความตามคําร้องในบัญชีเฟซบุ๊กของตนเป็นการแสดงเจตนาให้ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งของผู้คัดค้านแก่ผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งพบเห็นข้อความดังกล่าว อันเข้าลักษณะ เป็นการจัดทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ อื่นใดอันอาจคํานวนเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 (2) 

โดยผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้งจากการกระทําของนายอนุชาอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ผู้คัดค้านเกิดจากการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 108 วรรคสอง กรณีมีเหตุที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามคําร้องของผู้ร้อง จึงพิพากษาให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 108 วรรคสอง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นำทีม ภ.๙ จับกุมคนร้ายคดีฆ่าโหดทุบหัวฝังดิน

จากกรณีเมื่อวันที่ ๑ มิ.ย.๖๕ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งลุง ภ.จว.สงขลา รับแจ้งเหตุพบศพนายหมัดดล บินสัน อายุ ๔๐ ปี ถูกฆ่าฝังดินอยู่ที่บริเวณป่าด้านหลังสนามกอล์ฟ หมู่ ๑๑ บ้านคลองปอม ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สภาพศพถูกมัดมือไพล่หลัง มัดเท้าด้วยเถาวัลย์ มัดปิดปากด้วยผ้าสีแดง รัดคอด้วยกระเป๋าสะพาย และศีรษะถูกทุบด้วยของแข็ง รวมทั้งพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตจมอยู่ในสระน้ำบริเวณใกล้เคียงตามที่ทราบแล้ว นั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ควบคุมการสืบสวนสอบสวนให้รัดกุม และเร่งรัดการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร่งด่วน ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้นคาดว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งถูกผู้ตายพบระหว่างการหลบหนีเข้าเมือง จึงได้ฆ่าผู้ตายและนำศพฝังดินเพื่ออำพรางคดีดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.๙ และ สภ.ทุ่งลุง ภ.จว.สงขลา ได้รวบรวมพยานหลักฐานและติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีดังกล่าว โดยเริ่มจากเมื่อวันที่ ๒ มิ.ย.๖๕ ที่ผ่านมา สามารถจับกุมกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาซึ่งหลบหนีเข้าเมืองได้จำนวน ๑๐๙ คน ก่อนจะดำเนินการสอบปากคำทั้งหมดเพื่อรวบรวมข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องจนสืบทราบว่า คนร้ายที่เป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมชายดังกล่าว และนำศพไปฝังเพื่ออำพรางคดีมีจำนวนทั้งสิ้น ๘ ราย ซึ่งขณะนี้มีพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลจังหวัดสงขลาขอหมายจับผู้ต้องหาจำนวน ๕ ราย และสามารถติดตามจับกุมได้แล้ว ๓ ราย ประกอบด้วย

๑. นายเมียน วิน (Myint Win) อายุ ๓๒ ปี สัญชาติเมียนมาร์ ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น , ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดตาย หรือเหตุแห่งการตาย” (หลบหนี)
๒. นายโก มอง (Ko Maung) อายุ ๒๕ ปี สัญชาติเมียนมาร์ ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น , ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดตาย หรือเหตุแห่งการตาย” (หลบหนี)
๓. นายซาน เอ (San Aye) อายุ ๓๒ ปี สัญชาติเมียนมาร์ ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น , ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดตาย หรือเหตุแห่งการตาย” (จับกุม)
๔. นายเอา กู วิน อายุ ๒๗ ปี สัญชาติเมียนมาร์ ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น , ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดตาย หรือเหตุแห่งการตาย” (จับกุม)
๕. นายชิด โก โก้ (Chit Ko Ko) อายุ ๓๔ ปี สัญชาติเมียนมาร์ ข้อหา “ร่วมกันซ่อน ช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” (จับกุม)

ส่วนผู้ต้องหาอีก ๓ ราย อยู่ในระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมและพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

จากการสอบปากคำผู้ต้องหาผู้ก่อเหตุให้การว่า เมื่อวันที่ ๓๑ พ.ค.๖๕ กลุ่มผู้ก่อเหตุพร้อมบุคคลต่างด้าวรวม ๑๐๙ คน ได้หลบหนีเข้าเมืองมา ก่อนที่จะมาพักที่บริเวณป่าละเมาะที่เกิดเหตุดังกล่าว ต่อมาช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้ตายได้มาที่บริเวณที่บุคคลต่างด้าวอยู่ พร้อมกับได้นำอาวุธปืนและอาวุธมีด มาข่มขู่กลุ่มบุคคลต่างด้าวดังกล่าวเพื่อเรียกเอาเงิน กลุ่มดังกล่าวก็ได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งมอบให้กับผู้ตาย แต่เมื่อได้เงินแล้ว ผู้ตายกลับพยายามนำตัวหญิงต่างด้าวคนหนึ่งไปด้วย กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงพยายามไปช่วย และเข้าไปจับผู้ตายไว้ พร้อมกับได้รุมทำร้ายด้วยการใช้ไม้ทุบตีผู้ตายและมัดด้วยเถาวัลย์ พร้อมกับได้นำเอาโทรศัพท์ของผู้ตายไปโทรหานายหน้าของพวกตน ซึ่งต่อมานายจ้างได้จัดรถยนต์กระบะ ซึ่งขับโดยนายชิด โก โก้ เพื่อนำพาเอาบุคคลต่างด้าวทั้งหมดไปหลบซ่อนยังบ้านเช่าอีกที่หนึ่ง (ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ ๒ มิ.ย.๖๕) ต่อมาเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ของวันดังกล่าว กลุ่มผู้ก่อเหตุได้กลับไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อไปขุดหลุมและนำศพของผู้ตายไปฝังเพื่ออำพรางคดี รวมทั้งนำเอารถจักรยานยนต์ของผู้ตายเข็นไปทิ้งที่สระน้ำ จากนั้นจึงกลับไปยังบ้านเช่าดังกล่าว

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีอุกฉกรรจ์ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชน จึงได้มีการเร่งรัดการสืบสวนติดตามจับกุมคดีดังกล่าวโดยเร่งด่วน ขณะนี้ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วนแล้ว ในส่วนที่ยังหลบหนีอยู่จะมีการเร่งรัดการออกหมายจับและติดตามจับกุมเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ในส่วนของขบวนการลักลอบนำพาบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการกวดขับจับกุมขบวนการดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องจะมีการขยายผลไปสู่การจับกุมขบวนการรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวเพื่อนำมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

'สพฐ.ตร.' เตือน ซื้อทองราคาถูกเกินจริง ระวังของปลอม พบมีการส่งตรวจพิสูจน์โลหะทองคำต่อเนื่อง

'ทองคำ' เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หลายคนเก็บออมเงินด้วยการซื้อทองคำแท่ง หวังเก็บไว้ให้ลูกหลาน ลงทุนเพื่อเก็งกำไรในอนาคต หรือซื้อเป็นทองรูปพรรณไว้สวมใส่ ปัจจุบันราคาทองคำซื้อขายบาทละกว่า 30,000 บาท ทำให้พบการฉ้อโกงในลักษณะ 'ทองคำยัดไส้' หรือ 'ทองคำปลอม' โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีการ "นำทองคำมาสอดไส้โลหะชนิดอื่นๆ เช่น ทองแดง หรือตะกั่ว แล้วหลอกขายในราคาถูก" มีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร โฆษกสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผบช.สพฐ.ตร.มีความห่วงใยประชาชน หลังพบคดีที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์ ที่มักโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นทองคำแท้ แต่ราคาถูกกว่าท้องตลาดนับพันบาท เป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้คนหลงเชื่อ ยอมจ่ายเงินไปหวังจะได้ของแท้ราคาถูก แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นทองคำปลอมที่ไม่สามารถดูออกด้วยตาเปล่า

พล.ต.ต.วาทีฯ ย้ำว่า การเลือกซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ ควรซื้อกับร้านขายทอง ที่น่าเชื่อถือ ระมัดระวังการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะง่ายต่อการถูกหลอกลวง และไม่ควรใส่ทองคำมูลค่าสูงแล้วเดินในสถานที่เปลี่ยว เพราะเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้มิจฉาชีพก่อเหตุ ได้ง่าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.มีความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชน ขอให้ร่วมกันป้องกันเหตุร้าย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน
  
ด้าน พ.ต.อ.หญิง วิภาวดี  เกษมวรภูมิ นวท. (สบ 4) กคม.พฐก.กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการร้องขอจากพนักงานสอบสวนให้ตรวจพิสูจน์โลหะทองคำของกลาง ที่ร้านค้านำมาแจ้งความดำเนินคดี โดยกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง จะนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะการกระทำความผิดเกี่ยวกับทองคำ ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยจะมีลักษณะเป็น ทองหุ้ม ทองผสม ทองชุบ พ่นสีทอง และแบบผสมผสาน 

ซึ่งมาตรฐานทองคำเมืองไทยจะอยู่ที่ 96.5% หมายความว่า มีทองคำบริสุทธิ์อยู่จริงๆ 96.5% ส่วนที่เหลืออีก 3.5% คือ ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น แร่เงินกับแร่ทองแดงหรือโลหะต่าง ๆ ทั้งนี้ การการตรวจพิสูจน์โลหะทองคำ จะมี 4 วิธีคือ 

1) วิธีทางกายภาพ 
2) วิธีทางเคมี 
3) วิธีการเผา 
และ 4) วิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์

กรณีที่วัตถุพยานเป็นโลหะทองคำ เมื่อนำไปวิเคราะห์ด้วยวิธีทางกายภาพ โดยการเปิดพื้นผิวด้วยกระดาษทราย เนื้อโลหะชั้นในจะมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อนำไปทดสอบทางเคมีด้วยกรด เช่น กรดไนตริก รวมถึงการทำปฏิกิริยาทางเคมี เพื่อให้ทราบเป็นโลหะชนิดใด                   

หากนำไปทดสอบด้วยการเผาไฟทองคำแท้ จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะแตกต่างจากโลหะผสม ที่เมื่อนำไปเผาไฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที หากนำวัตถุพยานมาวิเคราะห์หาชนิดของธาตุโดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่อง x-ray fluorescence spectrometer (XRF) หลังจากนำวัตถุพยานเข้าเครื่อง XRF เพื่อวิเคราะห์หาชนิดของธาตุ พบว่าโลหะทองคำแท้เปอร์เซ็นต์ทองของทั้งบริเวณก่อนและหลังเปิดพื้นผิวจะต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top