Tuesday, 30 June 2026
TheStatesTimes

ขอนแก่น - กำนัน - ผู้ใหญ่ เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่า ให้ดำเนินการกลุ่มบุคคล 'เหยียดชาวอีสาน' ให้ถึงที่สุด!!

ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้รับหนังสือจากนายฉัตรชัย โลหะมาตย์ กำนันตำบลหนองกุง ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัด พร้อมด้วยตัวแทนชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกอำเภอของจังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับกลุ่มบุคลที่เหยียดชาวอีสานในโชเชียลกลุ่มคลับเฮ้าส์ TOXIC ตนเองในนามตัวแทนชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดขอนแก่น ได้มีการพูดคุยหารือกันเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด เราจะได้ยื่นหนังสือเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถึงจุดประสงค์ และมีความต้องว่าอยากให้กลุ่มบุคคลที่พูดพาดพิงให้คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่าไม่สมควร ซึ่งเราจะอยู่กันแบบพี่แบบน้อง เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกันไม่อยากให้สร้างความแตกแยก ให้มีความรักสามัคคีกัน และอยากทราบข้อเท็จจริงของกลุ่มนี้ต้องการสิ่งใด

โดยหลังจากที่ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ท่านได้กำชับให้ทำความเข้าใจและชี้แจงให้ทราบว่าเป็นเพียงกลุ่มบุคคล ที่คอยสร้างความแตกแยก ซึ่งอย่าให้พี่น้องประชาชนอย่าได้สั่นคลอนกับเรื่องดังกล่าว แต่อย่างใดก็ตามทางชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดขอนแก่น หลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า

ในการออกมาครั้งนี้เป็นเพียงบางส่วน แต่เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดจึงได้มีเพียงตัวแทน ซึ่งทางพวกเราเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวออกมารับผิดดชอบคำพูดของตนเองที่ทำการหมิ่น ด้อยค่าของคนอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเหยียดด่าถึงบุพการี และบรรพบุรุษ ทางเรานั้นรับไม่ได้ และอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยดำเนินการอย่างหนึ่งย่างใดให้ถึงที่สุด

 

 

สระบุรี - อบจ.จังหวัดสระบุรี มอบครุภัณฑ์การแพทย์เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กับจังหวัดเพื่อส่งมอบให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 เวลา13.30 น. ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีในระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2564 เป็นต้นมาพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)รายใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่การติดเชื้อรายใหม่เป็นการระบาดแบบกลุ่มก้อน ซึ่งทำให้ระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมในระบบโรงพยาบาล ครุภัณฑ์ที่ใช้ในการดูแลรักษามีไม่เพียงพอ ประกอบกับคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสระบุรี ได้ขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ ในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ เพื่อใช้ในการวินิจฉัย และรักษาพยาบาล

สำหรับจุดตรวจคัดกรองในหรือนอกหน่วยบริการ โรงพยาบาลสนาม หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ Cohort ward ศูนย์แยกกักในชุมชน (Community Isolation :CI)และการแยกกักตัวที่บ้าน(Home Isolation :HI) หรืออื่น ๆ ตามความจำเป็นเหมาะสม โดยมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี ดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์ฯ ดังนี้

เครื่องเอกชเรย์เคลื่อนที่ขนาด 100 ma. พร้อมแผ่นรับภาพติจิตอล จำนวน 5 เครื่อง เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง (High flow oxygen Therapy) จำนวน 20 เครื่อง เครื่องผลิตออกซิเจนขนาด 10 สิตร จำนวน 100 เครื่องโดยมี นายเอกพร จุ้ยสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รับมอบครุภัณฑ์การแพทย์ ดังกล่าว จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี

 

เท่าพิภพ จี้!! ผู้ว่าฯ อัศวินรับผิดชอบ หลังน้ำท่วมชุมชนรอบแม่น้ำเจ้าพระยา 

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. เขตคลองสาน พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่น้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนเข้าประชุมสภาฯ โดยพบว่าพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงและไม่มีการแจ้งเตือนจากกรุงเทพมหานคร ทำให้ทรัพย์สินในบ้านได้รับความเสียหาย จากการสอบถามจากประชาชนที่น้ำท่วมเล่าว่าไม่มีการแจ้งเตือนเลย สำนักระบายน้ำ ก็บอกว่าคิดว่าจะขึ้นแค่ 1 เซนติเมตร แต่ที่จริงขึ้น 34 เซนติเมตร ทำให้ชาวบ้านขนของไม่ทัน เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย 

โดยเท่าพิภพระบุว่า แม้เหตุการณ์น้ำทะเลหนุนจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่อย่างไรก็ตามกรุงเทพมหานคร ก็ควรมีการจัดทำระบบแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้สามารถเตรียมตัวและรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ 

 

'ก้อง ห้วยไร่' ลั่น ภูมิใจที่เกิดเป็นคนอีสาน ย้ำชัด คนทุกเชื้อชาติเสมอภาคเท่าเทียม

จากกรณี #คลับเฮ้าส์toxic ที่มีชาวเน็ตออกมาพูดเหยียดคนอีสาน จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

ล่าสุด ก้อง ห้วยไร่ ศิลปินเลือดอีสาน ได้ออกแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับคนอีสาน โดยระบุว่า
#ชีวิตที่ถูกเลือกให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม

เป็นกระแสมากันสักพักนะครับ สำหรับการดูถูกเชื้อชาติ ดูถูกถิ่นกำเนิด และเป็นสิ่งที่ผมได้เคยพูดไว้ก่อนที่จะมีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ วันนี้มีการติดต่อมาจากรายการหนึ่งเพื่อให้พูดถึงเรื่องนี้ ด้วยความที่ผมเป็นคนอีสาน (ลาว) จริง ๆ ผมชอบสองคำนะครับจะเรียกผมว่าเป็นคนอีสานหรือคนลาวก็ได้

มันยากเหลือเกินที่ใครสักคนนึงจะมีความคิดเหมือนเรา รักเหมือนเรา หวงแหนเหมือนเรา มีความรู้สึกแบบเดียวกันกับเรา ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านยังทำไม่ได้ทั้งหมด หรือใครก็ตามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับใครคนไหนก็ตามก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน มันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะต้องพบเจอได้อยู่ตลอด ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกท่านทำใจกับคำดูถูกเหยียดหยามนะครับ แต่กลับกลายเป็นว่าเราต้องกลับไปถามใจตัวเองดีกว่า ว่าเราได้เป็นอย่างนั้นจริงไหม ถ้าอันไหนไม่จริงก็ไม่ต้องรับมันไว้ให้รกสมอง รกหัวใจ แต่ถ้าอันไหนมันจริงก็ปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นการใช้ชีวิตในสังคมอย่างบุคคลทั่วไปพึงควรมี ควรปฏิบัติในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น แค่นั้นเอง

4 เหตุผล ที่ยังไม่ควรแก้ ‘มาตรา112’

ไม่นานมานี้ คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ได้เปิดเผยในรายการ Click on Clear THE TOPIC EP.81 เกี่ยวกับเหตุผลที่ ทำไม…ไม่ควรแก้ ‘มาตรา 112’ ว่า...

จุดยืนของผมและพรรคกล้า ชัดเจนว่า ‘มาตรา 112’ ไม่ควรยกเลิก และไม่ควรแก้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ เพราะว่าถ้าเราไปแก้ไข มันจะทำให้การหมิ่นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมากขึ้น บ่อเกิดแห่งความขัดแย้งมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม 

ประการแรก คือ หากเกิดการแก้ไขมาตรา 112 แล้วเกิดการหมิ่นมากขึ้น สิ่งที่ตามมาเป็นประการที่สอง คือ จะเกิดการชุมนุม และเกิดการปะทะกันทั้ง 2 ฝั่งมากขึ้น

ทำไมถึงจะการเกิดการปะทะกันทั้ง 2 ฝั่ง เนื่องจากผลการดำเนินคดีของมาตรา 112 ขณะนี้ที่เราเห็นอยู่มีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง หรือเป็นผู้กล่าวโทษ ร้องทุกข์อยู่ครึ่งหนึ่ง ถ้าเกิดมองว่าเพราะเป็นเรื่องที่รัฐเข้าแกล้ง หรือไปดำเนินการมาตรา 112 โดยตรง แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่มาแจ้งความส่วนมากคือราษฎร นี่คือข้อเท็จจริง!!

ส่วนประการที่สามนั้น คือ โอกาสในการนำไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง เนื่องจากว่า ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี จะอยู่ครบ 8 ปีไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ และวันที่ท่านต้องครบคือ เดือน สิงหาคม ในปีหน้า (2565) เพราะฉะนั้นวันนี้จนถึงสิงหาคมปีหน้า ผมมองว่าถ้าการเมืองไม่เกิดวิกฤตอีกระรอก เชื่อว่าท่านก็คงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว และรอติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

ฉะนั้นถ้าเราเชื่อเรื่องกลไกของประชาธิปไตย ก็อย่าพึ่งไปทำให้เกิดแรงกระเพื่อม เพราะตอนนี้วิกฤตที่เกิดขึ้นคือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตโรคระบาด ไม่ใช่วิกฤตการเมือง แต่ถ้าเรามาทำให้เกิดเป็นวิกฤตการเมืองแล้วล่ะก็ ตอนเลือกตั้งทุกคนก็จะเลือกด้วยความเกลียด และความกลัว 

และนั่นก็แปลว่าเราทุกคนตกอยู่ในเครื่องมือของการแบ่งแยกคนเป็น 2 ฝั่ง ซึ่งโอกาสที่การแบ่งแยกคนอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง มันอาจจะกลายเป็นหัวข้อว่า ใครเห็นด้วยต่อกับปฏิรูปสถาบันไปฝั่งนี้ ใครให้ไม่เห็นด้วยไปฝั่งนี้ อย่าให้ใครมาแบ่งเราแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันจะให้เราตัดสินใจด้วยความเกลียด และความกลัว

อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ผมจะไม่ยอมให้เรื่องสถาบันกลายเป็นประเด็นการแบ่งแยกเด็ดขาด เพราะความเข้มแข็งของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จะเป็นองค์กรที่ยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้ด้วย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนอย่างยิ่งในการยุติและหลีกเลี่ยงการปะทะของบุคคลทั้ง 2 ฝ่ายเสมอ ดังนั้นถ้าเกิดว่าเราไปยุ่งเกี่ยวและดึงสถาบันเข้ามาข้องเกี่ยวทางการเมือง บ้านเมืองเราจะไปต่อไม่ได้ เพราะนี่คือความเข้มแข็งของรากฐานหรือรากเหง้าของคนไทย อย่าทำลายความเป็นไทยของเรา 

สำหรับกรณีกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนหรือนักศึกษา เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในมาตรา 112 อรรถวิชช์ ให้ความเห็นว่า...

ผมได้มีการดีเบตกับอาจารย์ ปิยะบุตร ว่าอาจารย์ปิยะบุตรไม่ได้โดนมาตรา 112 แต่ว่าเป็นน้อง ๆ ที่โดนมาตรา 112 จากการพูดบางอย่างลงไปสู่สังคมแล้วบาดใจคนที่เห็นต่าง ขณะที่อาจารย์รู้กรอบกฎหมายในการกล่าวถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน จึงไม่เกิดผลอันใด

นอกจากนี้ หลายคนอาจจะมองว่าตัวบทกฎหมายมาตรา 112 มีโทษที่หนัก เพราะจำคุก 3-15 ปี ทำให้มีการหยิบยกมาเปรียบเทียบกับการหมิ่นคนธรรมดา หรือหมิ่นเจ้าหน้าที่

แต่แท้จริงแล้วมาตรา 112 ครอบคลุมโทษอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.) ดูหมิ่น 2.) หมิ่นประมาท และ 3.) อาฆาตมาดร้าย 

‘บิ๊กตู่’ สั่ง ครม. ชงของบฯก้อนใหญ่ ต้องส่งเอกสารล่วงหน้า 2 สัปดาห์ พร้อม ขอพรรครบ.รักษาองค์ประชุม ประกาศิตนายกฯ กฎหมายสำคัญต้องผ่าน!  ‘ดอน’ โอ่ ไทยมีสิทธิเสรีภาพมากสุดอาเซียน

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ย้ำกับที่ประชุม ครม.ถึง 2 ครั้งในเรื่องการส่งเอกสารวาระ ครม.ให้กับรัฐมนตรีทุกคน ว่า จากนี้หากเป็นวาระที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมากให้ส่งล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะให้รัฐมนตรีได้มีเวลาศึกษาก่อน ไม่เช่นนั้นหากมาเสนอกระชั้นชิดเกินไปจะทำให้การพิจารณาน้อย ยกเว้นเป็นเรื่องที่ด่วนจริงๆ หรือเป็นเรื่องการแต่งตั้ง หากอย่างนั้นไม่เป็นไร สามารถนำเสนอเป็นวาระจรได้

ส่วนนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาและกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่า ต่อไปรัฐมนตรีทุกคนจะต้องไปตอบกระทู้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้ง หากติดภารกิจและไม่สะดวกที่จะไปตอบได้ด้วยตัวเอง ให้ส่งเอกสารมาให้ตนและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ไปตอบแทน นอกจากนี้ นายอนุชายังขอให้นายกฯ ช่วยประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเพื่อรักษาองค์ประชุม รวมถึงแต่ละกรรมาธิการด้วย พล.อ.ประยุทธ์จึงได้ขอความร่วมมือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่า ให้ช่วยกันในเรื่องกฎหมายต่างๆ โดยย้ำว่ากฎหมายสำคัญต้องผ่าน

ครม.เห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา เปิดประตูการค้าอเมริกาเหนือ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ว่า ครม.เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) อาเซียน-แคนาดา พร้อมทั้งเห็นชอบกรอบการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ของไทย และร่างเอกสารขอบเขตสาระที่จะเจรจาในการจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา ซึ่งจะมีการเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน - แคนาดา ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน - แคนาดา ครั้งที่ 10 ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ การเจรจาในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเปิดเสรีทางการค้าผ่านการลดอุปสรรคทางการค้าทางภาษีและที่มิใช่ภาษีในสินค้าทั้งหมดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งเสริมการค้าบริการในสาขาที่สำคัญ และขยายโอกาสด้านการลงทุน ซึ่งการเจรจาในชั้นนี้ยังไม่มีผลผูกผันทางกฎหมาย สำหรับสาระสำคัญของเอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีดังนี้

1.ร่างกรอบการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ของไทย มีสาระสำคัญเป็นการ วางกรอบแนวทางการเจรจาของไทย เพื่อขยายโอกาสการค้าการลงทุน เพื่อประโยชน์ของทุกภาคส่วนในประเทศ เพื่อเจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ โดยคำนึงถึงความพร้อมระดับการพัฒนาและภูมิคุ้มกันของประเทศ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

2.ร่างเอกสารขอบเขตสาระที่จะเจรจาในการจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา เป็นการสร้างพื้นฐานความเข้าใจร่วมกันระหว่างอาเซียนและแคนาดา ถึงขอบเขตประเด็นที่จะเจรจาประกอบด้วย หลักการทั่วไป วัตถุประสงค์ของการเจรจา ตลอดจนหัวข้อสำคัญในการเจรจา ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การค้าสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกาเนิดสินค้า พิธีการศุลกากรและการอานวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบการค้าและบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายแข่งขันทางการค้า วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ความร่วมมือด้านเทคนิคและเศรษฐกิจ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ความโปร่งใส การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ กลไกการจัดการเชิงสถาบัน วัฒนธรรม และเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการผูกมัดผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้น

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับการเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-แคนนาดา อาทิ 1.GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้น ประมาณการได้ตั้งแต่ 7,968 – 254,953 ล้านบาท ตามสมมติฐานที่แตกต่างกัน  2.FTA ช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของไทยไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งไทยยังไม่เคยมี  FTA ด้วยมาก่อน 3.กลุ่มสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไปแคนาดาเพิ่มขึ้น อาทิ (1)สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผักและผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ปรุงรส (2)ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือยาง (3)เครื่องมือและเครื่องจักร เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ส่วนกลุ่มสินค้าที่คาดว่าไทยจะนำเข้าจากแคนาดามากขึ้น อาทิ (1)ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อหมูและเครื่องใน เนื้อปลาแช่แข็ง (2)ธัญพืช เช่นข้าวสาลี (3)ไม้แปรรูป เช่น แผ่นชิ้นไม้อัดเรียงแถว เฟอร์นิเจอร์ไม้ 

ประเมินน้ำท่วมสูญ 1.6 ล้านไร่ เสียหาย 5,400 ล้าน

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ ประเมินผลผลิตข้าวที่เสียหายจริงหลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านไร่ คิดเป็นเพียง 2.3% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ และคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 5,400 ล้านบาท โดยผลผลิตข้าวที่ได้รับเสียหายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา นครสวรรค์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ และพิจิตร เนื่องจากมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

สำหรับผลกระทบจากอุทกภัยในปี 2564 ส่งผลเสียหายน้อยเมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 และปัญหาภัยแล้งในปี 2558 โดยอุทกภัยปี 2554 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจริงอยู่ที่ 11.2 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมถึง 43,600 พันล้านบาท ขณะที่ภัยแล้งในปี 2558 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจริงอยู่ที่  2.9 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 10,500 ล้านบาท

"กรมการทหารช่าง" ส่ง กำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ช่วยประชาชน ขนย้านสิ่งของหนีน้ำท่วม พร้อมรับซื่อสินค้าเกษตร

กรมการทหารช่าง โดย กองพลทหารช่าง (ช.11 พัน.602) จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จว.ราชบุรี 

โดยการช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นการช่วยขนย้ายประชาชนและสิ่งของ ออกจากพื้นที่น้ำท่วม และสะพานขาด ถนนไม่สามารถใช้สัญจรได้  

 

“ผบ.ทบ. “ เยี่ยมศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 2 จ.สกลนคร แหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง พร้อมตรวจชายแดนริมโขง ดูสถานการณ์ยาเสพติดพื้นที่ กกล.สุรศักดิ์มนตรี 

พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารในพื้นที่ภาคอีสานเป็นวันที่ 2 โดยในวันนี้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์จิตอาสาภาค 2 ตั้งอยู่ภายในค่ายกฤษณ์สีวะรา อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับฝึกอบรม เพื่อเตรียมจิตอาสาต้นแบบ และขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา สร้างความรักความสามัคคี  โดยมีการดำเนินโครงการ “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยองค์ความรู้กสิกรรมธรรมชาติ ส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

จากนั้นเยี่ยมให้กำลังใจทหารกองประจำการผลัดที่ 2/2564  ณ หน่วยฝึกทหารใหม่  กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 ซึ่งอยู่ในห้วงกักตัวก่อนเข้ารับการฝึก ภายใต้มาตรการป้องกันโควิดแบบครอบจักรวาล และมาตรการจำกัดพื้นที่และไม่สัมผัสสิ่งแวดล้อมภายนอกแบบระบบปิด ในการนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้พูดคุยกับทหารกองประจำการ และครูฝึกด้วยระบบออนไลน์ สร้างความมั่นใจเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ทหารใหม่ทุกนาย เพื่อร่างกายที่แข็งแรงพร้อมสำหรับการฝึกต่อไป 

ในช่วงบ่ายผู้บัญชาการทหารบกเดินทางเข้าพื้นที่แนวชายแดนไทย–ลาว ด้าน อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ในพื้นที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นกองกำลังป้องกันชายแดนที่สกัดกั้นและป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย ด้านยาเสพติด และการลักลอบ ข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ติดตามข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดและการทำผิดกฎหมายในพื้นที่ ชมการสาธิตระบบเฝ้าตรวจชายแดน ตรวจสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล มอบสิ่งของบำรุงขวัญ พร้อมมอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปฏิบัติภารกิจร่วมกับเหล่าทหาร ให้กับหน่วยเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน การตรวจเยี่ยมในวันนี้ผู้บัญชาการทหารบกยังได้พบปะและมอบเครื่องกันหนาวให้กับประชาชนใน ต.หนองเดิ่น  อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ เพื่อใช้ในช่วงฤดูหนาว  

สำหรับพื้นที่ชายแดนด้าน จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ อยู่ในความรับผิดชอบของ กองบังคับการควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มีความยาวเขตแดนริมโขงรวม 340 กิโลเมตร ภารกิจสำคัญคือสามารถสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม  โดยในปีงบประมาณ 2564 จับกุมทั้งสิ้น 568 ครั้ง ผู้กระทำผิด 700 คน ยึดของกลาง ได้แก่ ยาบ้า 72,010,615 เม็ด, กัญชา 9,141 กิโลกรัม, ไอซ์ 5,296 กิโลกรัม และเฮโรอีน 140 กิโลกรัม เป็นต้น  เมื่อเปรียบเทียบสถิติการจับกุมในปีงบประมาณ 2563 กับ 2564 สามารถจับกุมยาบ้าเพิ่มขึ้น 5 เท่า รวม 57,664,013 เม็ด 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top