Tuesday, 30 June 2026
TheStatesTimes

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ส.ค.ส.ภาพฝีพระหัตถ์ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๕ ‘ปีเสือต้องขวนขวายและอดทน’

ส.ค.ส.พระราชทานของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๕ “ปีเสือต้องขวนขวายและอดทน”

ปีขาลเสือ พ.ศ. ๒๕๖๕ วนมาถึงแล้ว ในปีนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์ รูปเสือสีเหลืองมีลายพาดกลอนสีน้ำตาล นอนฝันหวานว่า คงจะได้รับประทานไอศกรีมของโปรดในไม่ช้า จึงนอนรออย่างมีความหวัง และอดทนยิ่ง ทางร้านภูฟ้านำภาพฝีพระหัตถ์ “ปีขาลเสือ” มาปักบนกระเป๋าเสื้อโปโล ๖ สี ซึ่งจะจัดจำหน่ายเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๕ นี้

นอกจากพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์แล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพร ส.ค.ส. ๒๕๖๕ สวัสดีปีขาลเสือ “ปีเสือต้องขวนขวายและอดทน” แก่ปวงชนชาวไทยให้มีความสุขใน ปี พ.ศ.๒๕๖๕ ดังนี้

จากกลอนพรปีใหม่พระราชทาน “สวัสดีปีขาลเสือ” ในปี ๒๕๖๕ ที่จะถึงนี้ พระองค์ทรงปลอบประโลมและเตือนสติปวงชนชาวไทยให้ได้ผ่านพ้นโรคระบาดโควิด-19 ด้วยความ “ขวนขวายและอดทน” อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายและท้อแท้เสียก่อน ถ้าทุกคนอดทนก็จะทำให้สุขกายสบายใจ และพร้อมที่จะดูแล ป้องกันตัวเองให้พยายามใส่หน้ากากป้องกันตลอดเวลา และขอให้มีน้ำใจดี โอบอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยแล้ว จะได้มีความสุขในปี ขาลเสือ พ.ศ. ๒๕๖๕ นี้โดยทั่วหน้า

สำหรับชื่อของเสื้อโปโล “ปีขาล” สีต่าง ๆ ที่จะออกจำหน่ายเพื่อเป็นของขวัญ ปีใหม่เร็ว ๆ นี้นั้น ทางร้านภูฟ้าได้ นำคำบางคำ จากพรพระราชทานข้างต้นทั้งหมด ๖ คำ มาใช้เป็นชื่อของสีเสื้อเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ แล้วยังเป็นเครื่องเตือนสติให้ปวงชนชาวไทย มีความอดทน ขวนขวายที่จะดูแลป้องกันตัวเอง ช่วยดูแลผู้คนรอบข้างให้ผ่านพ้นโรคภัยไข้เจ็บในครั้งนี้กันไปได้ โดยไม่เบื่อท้อ แท้เสียก่อน ขอให้คนไทยทุกคนมีความฝัน และมีความหวังที่จะพบความสุขในอนาคต เช่นเดียวกับเสือจากภาพฝีพระหัตถ์ “ปีขาลเสือ” ที่เจ้าเสือลายพาดกลอนนอนรออย่างอดทนว่า สักวันหนึ่งจะได้รับประทานไอศกรีมของโปรดอย่างมีความสุขแน่นอน

รมว.เฮ้ง สั่งกกจ.ดันโครงการช่วย SMEs หวั่นนายจ้าง สถานประกอบการ SMEs ลงทะเบียนรับสิทธิไม่ทัน

รมว.แรงงาน ย้ำเตือนนายจ้างสถานประกอบการ ลงทะเบียนร่วมโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อรับสิทธิภายใน วันที่ 20 พ.ย. 64  มอบกกจ.แจงชัดวิธีลงทะเบียน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เชิญชวนนายจ้าง/สถานประกอบการภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม และมีลูกจ้างรวมทุกสาขาไม่เกิน 200 คน ลงทะเบียนร่วมโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs ผ่านเว็บไซต์ “ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี.doe.go.th” เพื่อรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ในอัตรา 3,000 บาทต่อลูกจ้างสัญชาติไทย 1 คนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 2564 -มกราคม 2565 โดยเงินจำนวนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วแต่กรณี ไม่ต้องนำไปคิดเป็นรายได้ หรือคำนวณเป็นรายจ่ายในการหักภาษี ซึ่งการอุดหนุนเงินช่วยนายจ้างในโครงการฯ นี้เป็นสิทธิประโยชน์ของนายจ้าง ที่รัฐบาลโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องเสริมสภาพคล่อง สร้างความแข็งแรงและฟื้นฟูกิจการในธุรกิจ SMEs อย่างไรก็ดีตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. - 8 พ.ย. 64 มีสถานประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 98,135 ราย หรือร้อยละ 24.86 ช่วยรักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทย 1,645,539 คน หรือร้อยละ 40.8 โดยมีนายจ้างจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนร่วมโครงการ ซึ่งกรมการจัดหางานกำหนดให้ลงทะเบียนได้ถึง วันที่ 20 พ.ย. 64  หรือขณะนี้เหลือเวลาเพียง 12 วันเท่านั้น
“ผมฝากถึงพี่น้องสื่อมวลชน ช่วยเป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs อีกแรง เพื่อให้นายจ้างในกิจการเล็กๆ ที่ยังไม่ทราบข่าวว่าตนมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไปฟื้นฟูกิจการ เงื่อนไขของโครงการไม่ยาก หลักฐานที่ต้องยื่นเฉพาะที่จำเป็นเพื่อเป็นยืนยันว่านายจ้างมีตัวตน เป็นสถานประกอบการตัวจริง มีการจ้างงาน และจ่ายประกันสังคมให้พนักงานของท่านจริงเท่านั้น ผมเองได้สั่งการกรมการจัดหางาน เร่งโทรศัพท์หานายจ้างในพื้นที่รับผิดชอบทุกวัน หวังให้นายจ้างไม่เสียสิทธิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า  

นายจ้างสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ “ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี.doe.go.th” เพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ และหากไม่สะดวกดำเนินการผ่านระบบด้วยตนเอง สามารถนำเอกสารซึ่งประกอบด้วย หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ สำเนาหน้าสมุดธนาคาร (กรณีใช้บัญชีกระแสรายวัน ให้ใช้สมุดหน้าเช็คที่มีชื่อนายจ้างและเลขบัญชี) และสำเนาหนังสือรับรองการจะทะเบียนนิติบุคคล หรือสำเนาบัตรประชาชน (นายจ้างบุคคลธรรมดา) โดยลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ ติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ หรือหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมให้ติดต่อที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 
สำหรับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการมีดังนี้ 

สภาอุตฯ ชงข้อเสนอรัฐบาล 4 ข้อเร่งฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้จัดทำข้อเสนอถึงภาครัฐเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ 4 ข้อ คือ

1. เร่งรัดการฉีดวัคซีนที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนตามเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยเฉพาะจังหวัดที่เปิดรับนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

2. ภาครัฐควรมีแผนรองรับการเปิดประเทศ และมาตรการด้านสาธารณสุขที่ชัดเจน เพื่อให้การเปิดประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งควรมีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนรับทราบเพื่อสร้างความเข้าใจ

3. เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้มาตรการควบคุมโรค เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

และ 4. ขอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนประกอบการภาคอุตสาหกรรม

โฆษก ตร.เตือนภัย!! มิจฉาชีพ ปลอม LINE “หน่วยงานตำรวจ” หลอกโอนเงิน

8 พ.ย.64 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจํานงค์ โฆษก ตร. เผยว่า จากกรณีมีประชาชนหลายรายแจ้งว่าได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากบุคคลไม่ทราบชื่อซึ่งได้แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม บุคคลดังกล่าวได้แจ้งต่อผู้ได้รับการติดต่อว่า จะให้ความดูแลและช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เรื่องการชำระเงินค่าปรับตามใบสั่งและเรื่องคดีต่าง ๆ ได้ แต่ประชาชนผู้ได้รับการติดต่อจะต้องเข้าร่วมกลุ่มไลน์ Line Accout ชื่อ สภ.ภูธรพนัสนิคม หลอกลวงให้โอนเงินชำระค่าปรับ หลังจากได้รับเงินแล้ว ก็ไม่สามารถติดต่อได้ นั้น

โฆษก ตร. ขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่า ไลน์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่ของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสถานีตำรวจที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อกรอกข้อมูลกับไลน์ปลอมดังกล่าว เพราะว่าอาจจะถูกขบวนการปลอมไลน์ขโมยข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในทางที่เสียหายได้ และขอเตือนไปยังผู้ที่ร่วมขบวนการหลอกลวงทำไลน์ปลอมของสถานีตำรวจว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

“บิ๊กบี้” เยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ พร้อมตรวจชายแดนอีสานเหนือ เน้นย้ำนโยบายสกัดกั้นสิ่งผิดกม. เข้าประเทศ 

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยทหารในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ จ.นครพนม และ จ.มุกดาหาร เพื่อเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ รับทราบภารกิจด้านความมั่นคง ขับเคลื่อนนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

โดยเริ่มจากที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง ได้เยี่ยมให้กำลังใจทหารกองประจำการผลัด 2/2564   ณ หน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 210 ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทหารใหม่กำลังอยู่ในช่วงการกักตัวก่อนรับการฝึก ตามมาตรการป้องกันโควิดแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) ใช้การฝึกอบรมด้วยระบบออนไลน์ หรือการจัดห้องเรียนแบบไม่แออัด อบรมวิชาความรู้พื้นฐาน อาทิ แบบธรรมเนียมทหาร ประวัติศาสตร์ชาติไทย การใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกเน้นย้ำให้ผู้บังคับหน่วยดำเนินการทางธุรการ ดูแลให้ทหารใหม่ได้รับสวัสดิการตามสิทธิอย่างเหมาะสม ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงการตรวจคัดกรองโควิด-19 เมื่อมีอาการต้องสงสัย และส่งเข้ารักษาพยาบาลทันที เมื่อมีอาการเจ็บป่วย 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยมโครงการช่วยเหลือสวัสดิการ ของ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 การดูแลครอบครัวครูฝึกทหารใหม่  โครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง ที่หน่วยดำเนินการให้กำลังพลได้บริโภคผักปลอดภัย    ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ชมผลิตภัณฑ์สินค้าจากสมาคมแม่บ้าน พร้อมร่วมรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับทหารกองประจำการอีกด้วย 

จากนั้นเดินทางไปตรวจเยี่ยม กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นกำลังป้องกันชายแดนไทย–ลาว ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตามลำแม่น้ำโขง โดยพบปะให้กำลังใจกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 อ.เมือง จ.มุกดาหาร ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 และ สถานีเรือธาตุพนม  หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม

ที้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันสกัดกั้นสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาทำร้ายพี่น้องคนไทยในประเทศ     เน้นย้ำการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานของจังหวัดชายแดนที่รับผิดชอบ เพื่อดูแลพื้นที่  ดูแลประชาชน รวมทั้งได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของฐานปฏิบัติการป้องกันชายแดน ให้สะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจ 

เปิดลิสต์คำศัพท์สุดฮิต!! จาก 2 พส. อัปเดตไว้ไม่มีตกเทรนด์ นะน้องนะ…

หลาย ๆ คนคงได้เห็นและได้ยินข่าวของพระทั้งสองรูป คือ ‘พระมหาไพรวัลย์’ และ ‘พระมหาสมปอง’ ซึ่งทั้งสองท่าน มักไลฟ์สดสอนธรรมะ ธรรมใจ... แก่วัยรุ่นเมืองทิพย์ทั้งหลาย พร้อมสอดแทรกทั้งรสพระธรรม และความสุขใจ ขำกันตลอดทั้งไลฟ์

สธ. เปิดแผนซื้อ ‘ยาเม็ดต้านโควิด’ ยันเจรจาไฟเซอร์ ผู้ผลิต ‘แพกซ์โลวิด’ นานแล้ว

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ แถลงความคืบหน้าการนำเข้ายารักษาโรคโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) และยาแพกซ์โลวิด (PAXLOVID) ว่า ตามธรรมชาติของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อเข้าสร้างกายแล้วจะอาศัยเอนไซม์โปรตีเอส (protease) ในการเพิ่มจำนวน

ซึ่งยาแพกซ์โลวิดจะเข้ามายับยั้งการสร้างโปรตีนเอส ไม่ให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวได้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ไวรัสเข้าไปในร่างกายและมีการเพิ่มจำนวนไวรัส จากนั้นจะเปลี่ยนสายพันธุ์กรรมจาก RNA มาเป็น DNA ซึ่งยาโมลนูพิราเวียร์ จะมายับยั้งการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ โดยสรุปคือ ทั้ง 2 ตัว เป็นยาที่ยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ครอบคลุมทุกสายพันธุ์

นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อมูลการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ 385 คน กินยาขนาด 200 มิลลิกรัม (มก.) วันละ 2 เวลา นาน 5 วัน รวม 40 เม็ด พบว่าลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาล (รพ.) ร้อยละ 50 และไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนคนที่กินยาหลอก 377 คน พบว่าเสียชีวิต 8 ราย ส่วนผลการศึกษายาแพกซ์โลวิด ในกลุ่มตัวอย่าง 389 คน กินขนาด 150 มก. 2 คู่กับยาริโทนาเวียร์ ขนาด 100 มก. 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน รวมแล้วจะใช้ยาแพกซ์โลวิดทั้งหมด 20 เม็ด บวกกับยาริโทนาเวียร์ 10 เม็ดต่อคน พบว่าลดความเสี่ยงนอน รพ. และเสียชีวิตภายใน 28 วัน

“ทั้งนี้ หากกินยาดังกล่าวภายใน 3 วัน นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะมีประสิทธิภาพลดการนอน รพ. - เสียชีวิตร้อยละ 89 หากเริ่มกินในวันที่ 5 หลังมีอาการจะมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 85 แต่ทั้ง 2 ถือว่ามีเปอร์เซ็นต์สูง ย้ำว่ายาทั้ง 2 ชนิด ออกฤทธิคนละจุดกันจึงไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันว่ายาตัวไหนดีกว่ากัน เนื่องจากเป็นการวิจัยคนละกลุ่มตัวอย่าง แต่ที่แตกต่างกันคือยาแพกซ์โลวิดจะต้องกินคู่กับยาริโทนาเวียร์ด้วย ขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นยาที่ไปยับยั้งเชื้อไวรัสเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นยาที่เจาะจงต่อเชื้อโควิด-19 โดยตรง” นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวและว่า

อิสราเอล เบรก!! สหรัฐฯ ตั้งสถานกงสุลที่เยรูซาเลม ชี้!! ให้ไปตั้งในเขตเวสต์แบงก์แทน

รัฐบาลอิสราเอลยืนกรานคัดค้าน การที่สหรัฐต้องการกลับมาตั้งสถานกงสุลที่นครเยรูซาเลม เพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อกับปาเลสไตน์ โดยบอกให้ไปตั้งที่เขตเวสต์แบงก์แทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า นายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเนตต์ กล่าวถึงการที่รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมกลับมาเปิดสถานกงสุลสหรัฐประจำนครเยรูซาเลม เพื่อใช้เป็นช่องทางหลัก ด้านการประสานงานกับปาเลสไตน์ ว่าจุดยืนของอิสราเอลในเรื่องนี้หนักแน่น และรัฐบาลเทลอาวีฟแสดงออกชัดเจนกับรัฐบาลวอชิงตันมาตลอด ว่า “ไม่มีพื้นที่สำหรับสำนักงานการทูตของสหรัฐ” ในนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ “ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเท่านั้น”

ขณะที่นายยาอีร์ ลาพิด รมว.การต่างประเทศของอิสราเอล กล่าวเสริมว่า หากไบเดนยังคงมุ่งมั่นในเรื่องนี้ และต้องการผลักดันให้มีสถานกงสุลของสหรัฐสำหรับปาเลสไตน์ อิสราเอลขอเสนอให้รัฐบาลวอชิงตันไปตั้งสถานกงสุลที่เมืองรามัลเลาะห์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของเขตเวสต์แบงก์
 

‘วรวัจน์’ ลั่นหาก ‘เพื่อไทย’ ได้เป็นรัฐบาล จะฟื้น "จำนำข้าว" พร้อมผลักดันนโยบายช่วยเกษตรกร - ชาวนาไทย

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า "เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสู จำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน บทกวี “เปิบข้าว” ของจิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 นับถึงปัจจุบันปี 2564 ก็กว่า 60 ปีมาแล้ว ยาวนานหลายต่อหลายชั่วอายุคน เป็นบทกวีที่สอนให้คนไทยสำนึก และให้ตระหนักถึงบุญคุณของชาวนา

ทำให้เห็นว่าอาชีพชาวนานั้น เป็นอาชีพ ที่ยากลำบากยิ่ง กว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ดมาให้เราทาน กี่ปีมาแล้วล่ะ ที่ชาวนาเหน็ดเหนื่อย กับการทำงานหนัก แต่ก็ในชั่วชีวิตของพี่น้องชาวนา ก็ยังคงมีแต่คำว่า หนี้สิน และหนี้สิน น่าเสียดายที่เพียงวาทกรรม คำว่า “ขาดทุน” ที่ถูกนำมาใช้ ในโครงการปกติของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ (อันที่จริงคำว่า “ขาดทุน” ไม่สามารถนำมาใช้กับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของภาครัฐได้) ซึ่งความจริง เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ประชาชน เป็นการกระตุ้นให้เกิดการ จับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของการบริหารการเงินภาครัฐ เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีโอกาสเก็บภาษีจากทุกรายจ่ายที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการใช้จ่ายเงิน (ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ไม่มีโครงการจำนำข้าวเหมือนในอดีต ก็จะเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจ ในปัจจุบันซบเซา เงินหมุนเวียนในระบบหายไป และรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีไม่ได้)

ทำให้ทุกวันนี้เกษตรกรชาวนาและประชาชน เริ่มคิดถึงโครงการจำนำข้าวมากขึ้นทุกวัน เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นก็จะเห็นว่าเกษตรกรชาวนามีความนิยมชมชอบโครงการจำนำข้าวมากกว่า เพราะทำให้ ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงพอที่จะชำระหนี้สินที่มีมาในอดีตและสามารถลืมตาอ้าปากได้ ประชาชนก็มีเงินหมุนเวียนในระบบ ให้จับจ่ายใช้สอย ไม่ฝืดเคืองเหมือนปัจจุบัน ถึงแม้ในที่สุด ศาลจะตัดสินว่าโครงการรับจำนำข้าว ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์นั้น สามารถกระทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่โครงการรับจำนำข้าวก็ถูกทำลาย จนไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาได้อีกต่อไป และโดยเฉพาะนายกฯ ยิ่งลักษณ์เองนั้น ก็ถูกกล่าวหาอ้างว่าปล่อยปละละเลยไปโน่น

ลอบสังหาร ‘จอมพล ป.’ โดยฝีมือคนใกล้ชิด รอดหวุดหวิดก่อนได้สมญา ‘จอมพลกระดูกเหล็ก’

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น ซึ่งเป็นวันที่พันเอกหลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกลอบสังหารอีกเป็น ‘ครั้งที่ 2’ โดยการใช้ปืนยิง ซึ่งในวันที่ถูกยิงเป็นช่วงเวลาหลังการยุบสภาและก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และแม้ว่าหลวงพิบูลสงคราม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรง เพราะตัวท่านเองไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเองเป็นนักการเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดโดยฐานสนับสนุนทางกองทัพ

ซึ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นตอนค่ำของวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ที่บ้านพักนายทหารของท่านเอง ในกรมทหารปืนใหญ่บางซื่อ ขณะที่หลวงพิบูลสงครามและภริยากำลังแต่งตัวจะไปงานเลี้ยงรับรองที่กระทรวงกลาโหม นายลี บุญตา เป็นคนสวนและคนขับรถในบ้านได้แอบเอาปืนพกของคุณหลวงพิบูลสงครามเองที่ท่านวางไว้ในรถออกมาลอบยิงท่าน 

บังเอิญท่านกำลังยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกส่องหน้าจึงได้มองเห็นก่อนที่นายลี บุญตา จะลั่นไกกระสุนนัดแรก เมื่อนัดแรกพลาด ท่านจึงวิ่งหลบออกจากห้อง โดยนายลี บุญตา พยายามวิ่งไล่และยิงซ้ำอีก แต่กระสุนก็พลาดเป้า และทหารติดตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายทหารคนสนิทของรัฐมนตรี คือ ร.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้วิ่งเข้าไปจับตัวมือปืนเอาไว้ได้

มือปืนรายนี้ถูกจับดำเนินคดีโยงเข้ากับกลุ่มกบฏพระยาทรงสุรเดช แต่จากคำให้การของ นายลี บุญตา นั้นดูจะเป็นเรื่องแปลก นายลี บอกว่า

“ได้อยู่กับหลวงพิบูลมา 7 ปีแล้ว ได้เงินเดือนครั้งแรก 6 บาทและขึ้นมาเป็นลำดับจนถึงวันเกิดเหตุได้เดือนละ 25 บาท หลวงพิบูลเป็นคนใจคอดี ไม่เคยดุด่าว่าจำเลยแต่อย่างใดเลย วันเกิดเหตุได้ยิงหลวงพิบูลสงคราม 2 นัดจริง นัดแรกยิงเมื่อหลวงพิบูลสงครามได้วิ่งเข้าไปอยู่อีกห้องหนึ่งแล้วปิดประตู จำเลยได้ผลักประตูตามเข้าไปยิงอีก คนที่อยู่ในห้องนั้นตลอดจนหญิงและเด็ก ต่างร้องเสียงเกรียวกราว แล้วจึงมีนายร้อยตรี ผล มาตวัดคอ แย่งปืนไป การที่ยิงนั้นเพราะเมาและไม่ได้ตั้งใจจะยิง”

โดยจากการที่ นายลี บุญตา อ้างว่า “เมา” และ “ไม่ได้ตั้งใจยิง” นั้นมีความผิดปกติไม่น้อย จาการอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจยิงหากแต่ยิงออกไปถึง 2 นัด แต่ขณะเดียวกันก็ยิงไม่โดนทั้ง 2 นัด ซึ่งดูสมเหตุสมผลกับสิ่งที่นายลี อ้างว่าตนเองนั้นเมา แต่การเมาไปหยิบปืนของนายพันเอกหลวงพิบูลสงครามมาได้อย่างไรเหมือนรู้ และถ้าไปดูคำให้การของนายทหารติดตามรัฐมนตรีที่แย่งปืนมาได้ก็ให้การว่า นายลี บุญตา วิ่งไล่ยิงเจ้านายของตัว จนวิ่งหนีแทบไม่ทัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top