Thursday, 23 July 2026
TheStatesTimes

เสื้อผ้ามือสองโตเร็ว!! ตลาดมือสองโตเร็วถึง 4 เท่าจากปี 25 ผู้บริโภคหันสู่แฟชั่นยั่งยืน โซเชียล-ดิจิทัลหนุนตลาดเติบโต ตรวจสอบร้านค้าเพิ่มความปลอดภัย

เมื่อเสื้อผ้ามือสองเป็นวัตถุภายนอกที่สะท้อนถึงภายใน
เคทีซีชวนเปิดตู้เสื้อผ้า พร้อมเปิดใจวิเคราะห์ตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในวันที่โลกแฟชั่นยังคงถูกขับเคลื่อนด้วย Fast Fashion คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มหันกลับไปหาตลาดเสื้อผ้ามือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปตามแหล่งจำหน่ายยอดนิยมอย่าง “ตึกแดง” ตลาดจตุจักร ชินจูกุ เอาต์เล็ต ตลาดปัฐวิกรณ์ และ 2nd STREET สาขาต่าง ๆ หรือการเลือก “ซีเอฟ” สินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถิติการบริโภคสินค้าเสื้อมือสองโดยบริษัทวิจัย GlobalData เผยว่า ตลาดมือสองของสหรัฐฯ ขยายตัวด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้นถึงสี่เท่าเทียบกับปี ค.ศ. 2025

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและค่านิยมด้านแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของตลาด แม้ว่าราคาอาจเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีแนวโน้มมาจากการที่คนเริ่มให้ความสำคัญกับ Sustainable Consumption มากขึ้น และตระหนักถึงมลภาวะโลกอันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของ Fast Fashion โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า​ Gen Z และ Millennials ที่เป็นแนวหน้าของเทรนด์ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ความงามที่เคยสวมใส่อยู่บนตัวกลับกลายเป็นเพียงขยะในกองเผาในวันที่ค่านิยมของความงามด้านแฟชั่นผันเปลี่ยน พวกเขาต้องการต่ออายุขัยเสื้อผ้าเหล่านั้น จึงเริ่มมองหาความวินเทจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา (Timelessness) แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำกลับมาสวมใส่เมื่อไรก็ยังคงความสวยงามในแบบของมัน โดยไม่สนว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะหลุดมาจากยุคไหน

อีกหนึ่งความสำคัญที่ขับเคลื่อนกระแสเสื้อผ้ามือสองทว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ตระหนักถึงเท่าปัจจัยแรกนัก คือการสร้าง ‘ตัวตน’ (Identity Construction) ในวินาทีที่ตัดสินใจชำระเงินซื้อสินค้า งานวิจัยหลายงานเกี่ยวกับจิตวิทยาของการซื้อเสื้อผ้ามือสองต่างเห็นตรงกันว่า การบริโภคสินค้าประเภทนี้เป็นตัวสะท้อนความต้องการที่จะต่อต้านกระแสหลักอย่าง Mass Consumption (เช่น Fast Fashion) เพื่อเปลี่ยนเป็นการแสดงความเป็นเอกลักษณ์และจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อผ้าวินเทจที่หวนกลับมาจากยุคก่อนไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนนับล้านสวมใส่พร้อมกัน แต่มีความแตกต่างเฉพาะตัวของมันที่ทำให้การแต่งตัวและการ Mix and Match ของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งวิธีในการโชว์ความสร้างสรรค์ในแบบของตน อนึ่ง เสื้อผ้ามือสองก็ยังโอบอุ้มความหมายใหม่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ว่าเสื้อผ้าวินเทจคือความสดใหม่ของโลกปัจจุบัน หรือการมี “เทสดี” จากการมองเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าตกยุค ล้วนต่างก็ตีแผ่การสร้างความหมายใหม่ให้กับของเก่าของสังคม ทำให้เห็นว่าค่านิยมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่

ธุรกิจมือสองในประเทศไทยก็มีการเติบโตไม่ต่างจากต่างประเทศ การพัฒนาหน้าร้านเข้ามาเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มดิจิตอลคือหนึ่งในหลักฐานทางเศรษฐกิจ วันนี้ผู้บริโภคสามารถตามหาสินค้าเสื้อผ้าวินเทจตามความต้องการได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Instagram และ TikTok ที่มักจะมีการไลฟ์ขายของเป็นประจำ หรือ X ที่มีแฮชแท็กอย่าง “#ส่งต่อเสื้อผ้า #เสื้อผ้ามือสอง” ในการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่สนใจ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์สำหรับซื้อและขายเสื้อผ้ามือสองในไทยไม่ว่าจะเป็น Sasom (สะสม) ที่เป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้ามือสองและของสะสมที่อยากส่งต่อของที่อาจจะมีคุณค่าทางจิตใจของใครบางคน หรือ แอปพลิเคชัน Loopers (ลูปเปอร์) ที่มีตัวเลือกเสื้อผ้ารองเท้าสวมใส่ได้ทั่วไปไม่จำกัด ก็ล้วนแต่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บนแนวคิดของการเปิด Closet ที่เชิญชวนทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีชื่อเสียง และองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเปิดตู้เสื้อผ้าของตนเพื่อหมุนเอาความเก่ามาทำให้ใหม่อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่จับต้องได้ เช่น “KTC Closet” บน Loopers ที่สร้างพื้นที่ให้พนักงานได้ส่งต่อเสื้อผ้าที่ยังคุณภาพดีเพื่อลดปริมาณขยะสิ่งทอ


การเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองสะท้อนให้เห็นว่า “การใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” กำลังกลายเป็นพฤติกรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดขยะสิ่ง
ทอ หรือเลือกช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ เพราะการบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการซื้อน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่คือการซื้ออย่างมีสติ รู้ที่มา รู้คุณค่า รู้ความเสี่ยง และรู้วิธีปกป้องตัวเองในทุกขั้นตอน เมื่อการซื้อขายเสื้อผ้ามือสองย้ายจากหน้าร้านเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ความสะดวกจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน เพราะสินค้ามือสองจำนวนมากเป็นสินค้าที่มีเพียงชิ้นเดียว มีเรื่องราวเฉพาะตัว และบางครั้งมีราคาสูงกว่าที่คาด การตัดสินใจซื้อจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ความชอบหรือความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และหลักฐานการทำรายการ เพื่อป้องกันช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจใช้แฝงตัวเข้ามาในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ก่อนกดโอนหรือกดชำระเงิน ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านตามเช็กลิสต์ดังนี้

เช็กความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ่านรีวิวที่ผ่านมาของร้าน โดยสังเกตจำนวนรีวิวที่ร้านได้รับจากการวางขายสินค้าก่อนหน้า เพื่อเช็กว่าลูกค้ามีความเห็นต่อร้านนั้น ๆ ไปในทางที่ดีหรือไม่ ยิ่งมีจำนวนรีวิวที่ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าร้านมีความน่าเชื่อถือมากเท่านั้น

ขอดูภาพสินค้าเพิ่มเติม
หากเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ทางร้านจะไม่สามารถถ่ายภาพเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้ การขอดูรูปสินค้าเพิ่มเติมไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถืออีกระดับของร้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่กำลังมองหานั้นไม่มีตำหนิ หรือมีตำหนิในระดับที่รับได้ เพื่อให้ได้รับสินค้าที่ตรงกับความต้องมากที่สุด

ตรวจสอบร่องรอยการใช้ Generative AI และสินค้าปลอม
มิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมักเข้าหาเหยื่อโดยการสร้างแอคเคาท์โซเชียลมีเดียใหม่เพื่อเลียนแบบร้านค้าออนไลน์เดิมที่ผู้บริโภคเคยใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาพสินค้าที่ใช้โฆษณาจะถูกขโมยมาจากร้านจริง้เพื่อใช้หลอกล่อ หรือกระทั่งใช้ Generative AI เพื่อให้ได้ภาพโฆษณาที่เกินจริง โดยในกรณีแรกสามารถตรวจสอบได้โดยการเช็กวันที่บัญชีร้านนั้นถูกเปิด จำนวนโพสต์สินค้าของบัญชีนั้น เนื่องจากมิจฉาชีพส่วนใหญ่จะใช้บัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นานเพื่อรีบมองหาเหยื่อ และการใช้เครื่องมือดิจิตอลอย่าง Google Lens ในการหาภาพ หากพบเจอภาพที่เหมือนกันจากหลายแห่ง อาจมีความเป็นไปได้ที่บัญชีใดบัญชีหนึ่งจะเป็นบัญชีของมิจฉาชีพ ในกรณีที่สองสามารถตรวจสอบได้โดยการมองหาจุดบกพร่องและจุดแปลกตาที่ไม่เหมือนจริงของภาพสินค้า

ดูรีวิวการจัดส่งสินค้าของร้าน
มีอยู่มากมายที่ร้านค้าในโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เปิดร้าน แต่จะเริ่มมีประวัติการจัดส่งสินค้าในแง่ลบโดยเฉพาะกับออเดอร์หลัง ๆ ที่หลอกล่อให้ลูกค้าชำระเงินตามกระบวนการที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ส่งสินค้าและไม่ตอบแชทลูกค้าเมื่อถูกถามถึงความคืบหน้า การดูรีวิวว่าร้านค้านั้น ๆ มีประวัติการจัดส่งที่ดีหรือไม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธี

เช็กเลขบัญชีปลอม
หลังจากที่ผลกระทบจากภัยทางการเงินเริ่มขยายวงกว้าง ประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำเว็บไซต์สำหรับเช็กข้อมูลมิจฉาชีพ ซึ่งผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงบางส่วนด้วยการนำเลขบัญชีหรือเบอร์โทรเข้าเช็กที่เว็บไซต์อย่าง https://checkgon.go.th/ ในกรณีที่พบความน่าสงสัย และสามารถแจ้งเบาะแสภัยออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการตรวจสอบร้านค้าและสินค้าแล้ว ช่องทางการชำระเงินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกใช้วิธีชำระเงินที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ เช่น บัตรเครดิต หรือช่องทางชำระเงินที่มีระบบยืนยันตัวตน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะในกรณีที่พบรายการผิดปกติหรือไม่ได้ทำรายการด้วยตนเอง ผู้ถือบัตรยังสามารถติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องได้ ท้ายที่สุด เสื้อผ้ามือสองอาจเป็นเพียงวัตถุภายนอกที่เราหยิบมาสวมใส่ แต่เบื้องหลังการเลือกซื้อแต่ละครั้งกลับสะท้อนวิธีคิดของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องตัวตน รสนิยม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความระมัดระวังต่อการใช้จ่ายในโลกดิจิทัล เพราะการเปิดตู้เสื้อผ้าในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การค้นหาชุดใหม่ แต่คือการเปิดบทสนทนาใหม่ว่า เราอยากเป็นผู้บริโภคแบบไหนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ปัญหา “นักโทษล้นคุก” ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ผู้ต้องขังล้นเกินกำลังรับรอง 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ เสนอรัฐเน้นฟื้นฟูและติดตาม

ปัญหา ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ’
ทำไทยเสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน
เสนอรัฐยกเครื่องเรือนจำ เน้นฟื้นฟู-ดูแล

ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะ “สังคมเหลื่อมล้ำ – ความไม่รู้กฎหมาย – ระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เผย 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท” เสนอ รัฐเปลี่ยนนโยบายจากควบคุมเป็นฟื้นฟู ชูมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางเฉพาะบุคคล พร้อมเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน สร้างระบบติดตามหลังพ้นโทษ

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือ โดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคมที่ผลักให้ผู้คนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ตั้งแต่สถานการณ์จริงในเรือนจำไปจนถึงความท้าทายของชีวิตหลังพ้นโทษ ตลอดจนข้อเสนอในการแก้ไข พร้อมกับมองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังมีการสะท้อนถึงข้อควรระวังในเชิงกฎหมายเพื่อป้องกันการก้าวพลาดและทำให้กลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนามีการเปิดเผยถึงฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทย มีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เต็มที่ 248,333 คน ซึ่งหมายความว่าขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้ และมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
สำหรับสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวในเวทีเสวนาชี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ เช่น การขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การถูกกีดกันหรือเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างบริการสาธารณสุข หรือการเข้าไม่ถึงความรู้ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนๆ หนึ่งเกิดความเปราะบาง กล่าวคือ ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิต และทางเลือกในการตัดสินใจน้อยลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งสุดท้ายจึงเป็นเหตุที่ผลักให้คนจำนวนไม่น้อยกระทำความผิด และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 3 แสนคน มีถึง 70% ที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีการเผยว่าภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษมีผู้ต้องขังถึง 80% ที่มีการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการภายในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ สอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World justice index ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก และคะแนนที่ไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรม และจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด

รศ. ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการ และทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมราชทัณฑ์ ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. การปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำจากสถานที่ควบคุม และคุมขังไปสู่การดูแลและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ว่าการมีมาตรการในเชิงฟื้นฟู และลงโทษในเชิงทางเลือก รวมถึงการสร้างระบบในการทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม ควรเป็นทิศทางของเรือนจำในอนาคต

2. เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย และต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่การใช้มาตรการเดียวในการดูแลคนทุกกลุ่ม 3. เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น และ 4. รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างระบบติดตาม และช่วยเหลือหลังพ้นโทษช่วง 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการกระทำผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงช่องว่างของความไม่รู้กฎหมายที่อาจทำให้บางคนกลายเป็นคนกระทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ปัจจุบันเส้นกั้นของกฎหมายในการตัดสินการกระทำความผิดบางมาก รวมถึงจำกัดขอบเขตของการกระทำมากขึ้น ซึ่งทำให้ความไม่รู้อาจนำไปสู่การทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่างอาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไปหากมีความรู้ทางกฎหมายไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็สามารถปรึกษามาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ของ มธ. ได้ นอกจากนี้ มธ. ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่นักเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะ มธ. เชื่อว่าถ้าคนรู้กฎหมายก็จะลดโอกาสในการกระทำผิดน้อยลง และจำนวนผู้ต้องขังก็น้อยลง

อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย เพราะขณะนี้มีปัญหาทั้งวงจร กล่าวคือ ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และในทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่างๆในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในช่วงก่อนเข้าเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกเบื้องหลังของแต่ละคน ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งด้านจำนวนของผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากคือกว่า 3 แสนคน ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์มีเพียงประมาณ 3,000 คน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และโดยเฉพาะการประสานส่งต่อ

รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ควรมีการผลักดันให้เกิดการผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ด้วย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำงานแยกส่วน หรือการต้องผ่านกระบวนการโดยไม่จำเป็น

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับโดย The Times Higher Education (THE) ให้อยู่อันดับที่ 1 ของโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับประเทศยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ไทยยังทำได้ไม่ดีนัก และหลายเป้าหมายก็เชื่อมโยงกับปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย เช่น เป้าหมายย่อยที่ 3.3 การยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ที่ไทยยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งวัณโรคส่วนใหญ่มักพบในผู้ต้องขังและแรงงานต่างด้าว จึงสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่และการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังได้บางส่วน
ผศ.ชล กล่าวอีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขมาตลอด แต่อาจจะติดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องดึงภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ฯลฯ เพื่อจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำออกมาและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ เท่ากับว่าประเทศจะมีค่าเสียโอกาสในหลัก 3 แสนล้านบาท ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก รัฐอาจต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยอีกส่วน

24 กรกฎาคม 2508 จากนางสาวไทยสู่นางงามจักรวาล ‘อาภัสรา หงสกุล’ คว้าตำแหน่ง 'Miss Universe' นับหญิงไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล จารึกประวัติศาสตร์นางงามจักรวาลคนแรกของไทย

วันนี้ในอดีตเมื่อ 60 ปีก่อน ‘อาภัสรา หงสกุล’ นางสาวไทย ได้รับเลือกเป็น 'นางงามจักรวาล' หรือ 'Miss Universe' ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) นับเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2502)

ในขณะนั้น ‘อาภัสรา หงสกุล’ มีอายุ 18 ปี โดยมีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. สามารถชนะใจกรรมการและคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ โดยในปีนั้นรองนางงามจักรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทศฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์

อนึ่ง ‘อาภัสรา หงสกุล’ นับเป็นตัวแทนคนที่ 3 ของประเทศไทย ต่อจาก ‘อมรา อัศวนนท์’ รองนางสาวไทย 2496 ซึ่งเป็นตัวแทนคนแรกเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล 1956 ตามด้วย ‘สดใส วานิชวัฒนา’ ในการประกวดนางงามจักรวาล 1959

25 กรกฎาคม 2512 รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม จากพระอุโบสถจตุรมุขถึงธงแว่นไทยพวน วัดกัทลีพนารามกับความทรงจำครั้งสำคัญของลพบุรี

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรง ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชุมชนชาวไทยพวน สิ่งที่น่าสนใจ ของวัดนี้คือ พระอุโบสถขนาดใหญ่แบบจตุรมุขที่สวยงาม มีวิหารเก่าแก่หลังเล็กและเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองรูปทรง งดงามมาก ศาลาการเปรียญมีลวดลายฉลุไม้ตกแต่งสวยงาม ภายในมีธรรมาสน์เก่าประดับเครื่องพุทธบูชาแบบของ ชาวไทยพวนคือ 'ธงแว่น'

พร้อมทั้งทรงเสด็จฯ เยี่ยมเยียนและมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรชาวบ้านหมี่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยวัดกัทลีพนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2360 นับเป็นวัดสำคัญของ ชุมชนชาวไทยพวนยังเป็นศูนย์รวมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยพวนบ้านหมี่ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top