บทความพิเศษ
บทเรียนจากตุรกี :เมื่อ “ไผ่ลู่ลม” แบบมีอำนาจต่อรอง ดีกว่าไผ่ที่คอยเกรงใจมหาอำนาจ
ในช่วงที่โลกกำลังจับตาวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน หลายประเทศต่างถูกกดดันให้เลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีประเทศหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ “ตุรกี” ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิกองค์การนาโตและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโลกตะวันตก แต่กลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของอิสราเอลอย่างเปิดเผย รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ตัดขาดช่องทางสื่อสารกับสหรัฐฯ และยุโรป ตุรกีจึงยังคงเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายต้องการพูดคุยและไม่อาจมองข้าม
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หลายคนอาจบอกว่าไทยก็ใช้ “การทูตแบบไผ่ลู่ลม” เช่นเดียวกัน คือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ได้พร้อมกัน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า “ไผ่ลู่ลมของไทย” กับ “ไผ่ลู่ลมของตุรกี” เป็นคนละแนวคิด และให้ผลลัพธ์บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan)แสดงให้เห็นว่า แม้ตุรกีจะเป็นสมาชิกนาโต แต่ก็สามารถซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ขายอากาศยานไร้คนขับให้ยูเครน รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และในหลายโอกาสก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง จนทำให้ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแม้แต่อิหร่าน ต่างยังจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับตุรกีไว้
ในขณะที่ประเทศไทยก็มีชื่อเสียงด้าน “Bamboo Diplomacy” หรือการทูตแบบไผ่ลู่ลมมาอย่างยาวนาน ไทยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรนอกนาโต้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง รัสเซียก็ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในตะวันออกกลางและอาเซียน ความยืดหยุ่นเช่นนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าคิดคือ เหตุใดมหาอำนาจจึง “เกรงใจ” ตุรกี แต่หลายครั้งประเทศไทยกลับเป็นฝ่ายที่ต้อง “เกรงใจ” มหาอำนาจเสียเอง
คำตอบสำคัญอยู่ที่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ตุรกีใช้ความสมดุลเพื่อสร้าง “อำนาจต่อรอง” ส่วนไทยใช้ความสมดุลเพื่อรักษา “ความอยู่รอด” ตุรกีทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าหากขาดตุรกีไป ผลประโยชน์ของตนย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่ไทยมักมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายเป็นสำคัญ จนบางครั้งไม่ได้ใช้ศักยภาพของประเทศในการเพิ่มน้ำหนักการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศอย่างเต็มที่
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองประเทศต่างมีทำเลยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น ตุรกีตั้งอยู่บนรอยต่อของยุโรปและเอเชีย ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทะเลดำ เชื่อมโยงยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง และคอเคซัสเข้าด้วยกัน
ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา และเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตุรกีสามารถเปลี่ยน “ทำเลยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ได้ ขณะที่ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางภูมิศาสตร์ได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยต่างจากตุรกีคือ “อำนาจแห่งรัฐ” โดยตุรกีลงทุนอย่างจริงจังในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จนสามารถผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารของตนเอง และก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมี Soft Power ที่โดดเด่น ทั้งด้านอาหาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ Hard Power ที่จะสนับสนุนการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัด
บทเรียนจากตุรกีจึงไม่ใช่การดำเนินนโยบายแบบแข็งกร้าว หรือการสร้างความขัดแย้งกับมหาอำนาจ แต่คือการกำหนด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้ชัดเจน และสร้างศักยภาพของประเทศตนเอชจนมหาอำนาจทุกฝ่ายเห็นว่า การมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยเป็น “ความจำเป็น” ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก”
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยตุรกีทุกก้าว เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้คือ การทูตแบบไผ่ลู่ลมในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเป็นเพียงการโอนอ่อนไปตามกระแสลม หากต้องเป็นไผ่ที่หยั่งรากลึก แข็งแรง และยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน ลู่ลมได้เมื่อจำเป็น แต่มั่นคงพอที่จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยก่อนกำหนดนโยบายต่อภูมิภาคแห่งนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทูตที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ใช่การทำให้ทุกคนรักเรา แต่คือการทำให้ทุกฝ่าย “เกรงใจ” และเห็นคุณค่าของการมีประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้
โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ด้วยความปรารถนาดี
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1019506501063565&set=a.105429375804620