Thursday, 23 July 2026
TheStatesTimes

ภาระกองทุนน้ำมันติดลบเกิน 6 หมื่นล้าน!! รัฐเดินหน้าคุมค่าครองชีพ ตรึงดีเซลต่ำกว่า 35 บาท ต้นทุนที่แท้จริงกำลังถูกย้ายไปกองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันโลกพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐชดเชยราคาดีเซลเพิ่ม 5 บาทต่อลิตร

ผ่าน 2 สัปดาห์ รัฐกัดฟันตรึงราคาขายปลีกดีเซลที่ 34.94 บาทต่อลิตร ทำภาระกองทุนน้ำมันติดลบทะลุเกิน 6 หมื่นล้านบาท หรือแบกเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 พันล้านบาท นับจากวันที่ กบง. มีมติสั่งปรับลดราคา โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผันผวนเพิ่มสูงขึ้น เพราะสงครามในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกระลอก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC )รายงานว่า หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมีมติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ปรับลดราคาขายปลีกดีเซลลงมารวดเดียว 2.56 บาทต่อลิตร เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร และน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 2.51 บาทต่อลิตร  โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา และมีการใช้อํานาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และอํานาจตามข้อ 3 แห่งคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง ปรับลดราคา หน้าโรงกลั่นดีเซล ลงมา 1.40 บาทต่อลิตรด้วยนั้น  ปรากฏว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ มีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีความรุนแรงขึ้น  

อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่นั่งเป็นประธานทั้งใน กบง. และในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยชดเชยราคาขายปลีก ที่ทำให้ ราคาขายปลีกดีเซลยังอยู่ที่ระดับเดิม 34.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องกว่าสองสัปดาห์แล้ว  แต่ก็ทำให้ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหนักขึ้นเรื่อยๆ  จากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 118 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 97 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และรัฐใช้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปชดเชยดีเซล 2.90 บาทต่อลิตร ส่วน น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ลดการจัดเก็บ 2.07 บาทต่อลิตร เป็นจัดเก็บ 0.42 บาทต่อลิตร นั้น อัพเดทข้อมูลล่าสุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2569  น้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์ ปิดที่ 149.92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2569 กว่า 31 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  4.97 ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเข้าไปชดเชยราคาดีเซลถึงลิตรละ 7.97  บาทต่อลิตร  หรือ ชดเชยเพิ่มขึ้นหลังจากที่รัฐมีมติปรับลดราคา ถึง  5บาทต่อลิตร 

โดยฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569  ติดลบ เพิ่มขึ้นเป็น -61,500 ล้านบาท ซึ่งติดลบเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 5  กรกฎาคม 2569 ที่อยู่ที่ -57,362 ล้านบาท ก่อนที่รัฐจะสั่งปรับลดราคาดีเซลถึงกว่า 4,138 ล้านบาท

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97/

เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับวุฒิการศึกษา (กศน.) โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากและความพยายามที่ผ่านมา รวมถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้

“มีคอมเมนต์พี่เขาก็บอกว่า แค่วุฒิ กศน. ดีใจขนาดนั้นเลยหรอ
หนูเป็นคนลาว การมาเรียนที่ประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านภาษา ต้องฝึกฝนและเขียนใหม่ทั้งหมด
กระบวนการเข้าเรียนต้องใช้เอกสารหลายอย่าง
และต้องอาศัยความอดทนและความพยายามอย่างสูง
ต้องข้ามแม่น้ำโขงมาเรียน และต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิต
การทำงานไปพร้อมกับการเรียน ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก
การได้รับวุฒิการศึกษาจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิต”

FB : นุชชี่ สาวลาว

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/999348753119197

‘วราวุธ’ ดันไทยฐานผลิต xEV รับทุนจีน!! อุตสาหกรรมไทยขยับสู่รถไฟฟ้าเต็มตัว อัปสกิลช่าง EV–AI ปูทางศูนย์กลางยานยนต์อนาคต นักลงทุนจีนมองไทยฐานผลิตอนาคต ย้ำคุณภาพกำลังคนคือตัวตัดสินความสำเร็จระยะยาว

“วราวุธ” จ่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง อัปสกิลช่าง EV–AI

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation Vehicles : xEV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยเดินหน้ามาตรการสนับสนุนอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการลงทุน การขยายตลาดภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์แห่งอนาคตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ผ่านหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการพัฒนานักนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 200 คน ผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรช่างติดตั้งและบำรุงรักษาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และหลักสูตรช่างเทคนิคซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี EV มาตรฐานความปลอดภัย การติดตั้งอุปกรณ์ และการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์อุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมเข้าสู่การประเมินคุณวุฒิวิชาชีพในสาขายานยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า การเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การอัปสกิลและรีสกิลแรงงานไทย” เป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจำนวนมากมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งนอกจากการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้มแข็งแล้ว ไทยยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการรีไซเคิล (Recycle) และอัปไซเคิล (Upcycle) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในอนาคต ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการให้มีความคืบหน้าและนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ต่อไป

“วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบควบคุมอัจฉริยะ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ช่างเทคนิคยุคใหม่จึงต้องมีความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI การซ่อมบำรุงรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” นายวราวุธกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อร่วมกันยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยต่อยอดจากบทบาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ได้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อีกบทเรียนสำคัญจากจีนคือ การเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการศึกษาไปจนถึงภาคธุรกิจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการตลาด การบริหารต้นทุน การจัดทำบัญชี และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในระยะยาวคือคุณภาพของกำลังคน หากเราสามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะด้าน EV ดิจิทัล และ AI ได้เพียงพอ ไทยจะไม่ใช่แค่ฐานการผลิตรถยนต์ แต่จะก้าวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายวราวุธ กล่าว

ETC รักษาแชมป์ ESG คว้าอันดับ ESG100 ต่อเนื่อง 6 ปี ย้ำความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ

ETC โชว์ศักยภาพผู้นำพลังงานสะอาด คว้าอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยังยืน

บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากสถาบันไทยพัฒน์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ ETC ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งหมด 931 หลักทรัพย์ โดย ETC ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค"
"บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าภายใต้มาตรฐานระดับสูง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม" นายศุภวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน ETC ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูตไทย–จีน!! เพลงหวานที่ซ่อนบริบทไต้หวันและความละเอียดอ่อนทางการเมือง อาจทำให้โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในการทูต เพลงหนึ่งเพลงอาจแบกประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนไว้มากกว่าที่เห็น

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูต

ความหวานของบทเพลง กับรายละเอียดที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ดูเผิน ๆ แล้วก็คงเป็นภาพที่น่าประทับใจ

บรรยากาศดูเป็นกันเอง ผู้นำทั้งสองประเทศมีรอยยิ้ม และเสียงเพลงก็ช่วยลดความเป็นทางการบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงดังที่ทั้งชาวจีนและชาวไทยจำนวนมากรู้จักและคุ้นหู

เพลงเป็นภาษาสากลที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ฟังง่าย และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น

แต่ในมุมของข้าพเจ้า ภาพที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรหยิบมาพูดถึงด้วยความห่วงใย เพราะเมื่อบทเพลงถูกนำมาใช้ในงานระดับผู้นำประเทศ ความหมายของเพลงอาจไม่ได้มีแค่เนื้อร้องหรือทำนองเท่านั้น

ประวัติของนักร้อง บริบททางการเมือง และความทรงจำของผู้คนในประเทศเจ้าภาพ ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายไปด้วย

“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงรักที่พูดถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบใครบางคนมาก่อน เพลงนี้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2522 ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกภาษาจีน

เนื้อร้องภาษาจีนแต่งโดยจวงหนู ส่วนทำนองดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan”

เมื่อดูเฉพาะเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่ง ไม่มีข้อความสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลจีน และไม่มีถ้อยคำทางการเมืองอย่างชัดเจน

ความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงโดยตรง แต่อยู่ที่ประวัติของเติ้งลี่จวิน และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เพลงของเติ้งลี่จวินแพร่หลายเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งทางวิทยุ เทปเพลงจากฮ่องกง และการส่งต่อกันนอกระบบ

เสียงร้องอ่อนหวานที่พูดถึงความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างจากเพลงปฏิวัติและเพลงปลุกใจทางการเมืองที่สังคมจีนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้านั้นอย่างมาก

เพลงของเธอจึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังกลายเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยมจากโลกภายนอก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเริ่มเปิดประเทศและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ในอดีต รัฐบาลจีนเคยจำกัดการเผยแพร่เพลงของเติ้งลี่จวิน เพราะมองว่าเพลงรักลักษณะนี้อาจส่งผลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของสังคม ขณะที่ฝ่ายไต้หวันในยุคนั้นก็เคยนำเสียงเพลงของเธอไปใช้ในการกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

ชื่อของเติ้งลี่จวินจึงค่อย ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองและอุดมการณ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ แม้ตัวบทเพลงจำนวนมากจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เติ้งลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในฮ่องกงเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมในกรุงปักกิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ประวัติชีวิตและจุดยืนของเธอจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาของเพลง “เถียนมี่มี่” เสียอีก

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า ปัจจุบันเพลงของเติ้งลี่จวินยังคงได้รับความนิยมในจีน มีการนำกลับมาขับร้องอย่างแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในสื่อหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายครั้ง

“เถียนมี่มี่” จึงไม่ใช่เพลงต้องห้ามในจีนปัจจุบัน และไม่ควรด่วนสรุปว่า เพียงแค่ร้องเพลงนี้แล้วรัฐบาลจีนจะต้องรู้สึกไม่พอใจหรือเห็นว่าเป็นการยั่วยุทางการเมือง

ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่า การร้องเพลงครั้งนี้เป็นความผิดพลาดทางการทูต และไม่อาจยืนยันแทนนายกรัฐมนตรีจีนได้ว่า ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจ เพราะยังไม่มีหลักฐานสาธารณะใดแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาในลักษณะนั้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเป็นเพียง “ความห่วงใย” ว่า ในการทูตระดับผู้นำ รายละเอียดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรได้รับการตรวจสอบให้รอบด้าน

เพลงบางเพลงอาจฟังดูธรรมดา เป็นที่นิยม และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี แต่เบื้องหลังเพลงนั้นอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความรู้สึกอ่อนไหวของประเทศเจ้าภาพซ่อนอยู่

ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบทเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไต้หวันมาใช้ในกิจกรรมทางการ จึงควรผ่านการศึกษาข้อมูลและประเมินบริบทอย่างรอบคอบ

แม้เจตนาของฝ่ายไทยจะเป็นเพียงการสร้างความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และไม่มีนัยทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม

การทูตเชิงวัฒนธรรมมีพลังอย่างมาก เพลงเพียงเพลงเดียวอาจทำให้ผู้นำและผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็อาจไปแตะต้องความทรงจำที่ละเอียดอ่อน โดยผู้เลือกใช้ไม่ได้ตั้งใจ

ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะทำงานและผู้รับผิดชอบด้านพิธีการทางการทูต ที่ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนนำเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ใดมาใช้ในงานสำคัญ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจผ่านไปด้วยดี และอาจถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาน่ารักบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้นำไทยกับจีน ข้าพเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า เพลงใดเพลงหนึ่งโด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีน

ความหวานของ “เถียนมี่มี่” อาจทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังท่วงทำนองอันอ่อนหวานนั้น ยังมีเรื่องราวของจีน ไต้หวัน สงครามเย็น และการแข่งขันทางอุดมการณ์แฝงอยู่

ข้อห่วงใยของข้าพเจ้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีใคร แต่ต้องการชวนให้เห็นว่า ในโลกของการทูต บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

และยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามีความสำคัญมากเพียงใด ความละเอียดรอบคอบของฝ่ายไทยก็ควรมีมากขึ้นตามไปด้วย

ปราชญ์ สามสี

22 กรกฎาคม 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจารึกชัยชนะและกำเนิดวงเวียน 22 กรกฎาคม จุดเปลี่ยนสถานะประเทศบนเวทีนานาชาติ

เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’
ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/วงเวียน_22_กรกฎาคม

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

“เถียนมี่มี่” ไม่ใช่แค่เพลงรัก เคยเป็นเสียงเพลงต้องห้าม แต่วันนี้กลับกลายเป็นบทเพลงที่คนจีนจำนวนมาก ใช้ร่วมกันเพื่อจดจำความรัก ความหวาน และยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศ

อ้างจากเฟส Chaiyan Chaiyaporn

เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน
เมื่อถาม AI ว่า “คนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันคิดอย่างไรกับเพลงเถียนมีมีและเติ้งลี่จวิน ?”

ได้คำตอบดังนี้
คนจีนในปัจจุบันมองว่า เติ้ง ลี่จวิน และเพลง "เถียนมี่มี่" (Tian Mi Mi) เป็นดั่งมรดกทางวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

โดยผู้คนทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ ยกย่อง และมักใช้เพลงนี้เป็นตัวแทนของความรักและความทรงจำอันแสนหวาน

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและความเป็นมา สามารถแบ่งมุมมองของชาวจีนออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1. จาก "เสียงเพลงต้องห้าม" สู่ "ตำนานแห่งยุคสมัย"ในยุคทศวรรษที่ 1970 - 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้ง ลี่จวิน โด่งดังที่สุดในเอเชีย
รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เคยแบนผลงานของเธอ โดยจัดว่าเป็น "เพลงเสื่อม" (Yellow Music) จากโลกทุนนิยมและอิทธิพลของไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในยุคนั้นลักลอบฟังเพลงของเธอผ่านวิทยุคลื่นสั้น (Shortwave) จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ว่า "เติ้ง เสี่ยวผิง ปกครองจีนในเวลากลางวัน แต่ เติ้ง ลี่จวิน ปกครองหัวใจคนจีนในเวลากลางคืน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโหยหาเสรีภาพผ่านบทเพลงของเธอ

2. มุมมองของชาวจีนในปัจจุบันปัจจุบันเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการและถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินรุ่นหลังนับไม่ถ้วน
คนรุ่นก่อน (Gen X และ Baby Boomers): มองว่าเพลงของเธอคือบทเพลงแห่งความทรงจำที่สะท้อนถึงการก้าวผ่านยุคปิดประเทศมาสู่ยุคเปิดรับเสรีนิยม
คนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z): แม้จะเป็นคนละยุคสมัย แต่คนรุ่นใหม่ในจีนก็ยังรู้จักเพลงเถียนมี่มี่เป็นอย่างดี
พวกเขามองว่าเพลงนี้คือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่คลาสสิกและมีความหมายเชิงบวก

3. นัยยะทางการเมืองและความรู้สึกระดับชาติเถียนมี่มี่ เป็นเพลงรักที่ไม่มีเนื้อหาทางการเมือง
แต่ด้วยน้ำเสียงหวานๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเติ้ง ลี่จวิน ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมองว่าเธอคือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน ความเป็นจีนที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก แม้เธอจะเป็นคนไต้หวันแต่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ก็ภาคภูมิใจในตัวเธอในฐานะนักร้องเชื้อสายจีนระดับตำนาน
หลักฐานการยอมรับ เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน ในปัจจุบัน

1. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากสื่อและหน่วยงานของรัฐบาลจีนรางวัลเพลงคลาสสิกแห่งยุคปฏิรูปประเทศ:
ในปี 2008 หนังสือพิมพ์วิเคราะห์ข่าวการเมืองและสังคมชื่อดังของจีนอย่าง 《南方周末》 (Southern Weekly) ได้จัดอันดับให้เพลง "เถียนมี่มี่" เป็น "1 ใน 10 บทเพลงคลาสสิกที่สุดในรอบ 30 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน" (改革开放三十年十大经典歌曲)
ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลและสื่อกระแสหลักของจีนได้เปลี่ยนมุมมองและยกย่องเพลงนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการบุคคล
ผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรม:
ในปีเดียวกัน เติ้ง ลี่จวิน ได้รับการโหวตจากประชาชนจีนและสื่อทางการให้เป็นหนึ่งใน "บุคคลทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดของจีนยุคใหม่" (新中国最有影响文化人物) สะท้อนให้เห็นว่าสถานะของเธอเปลี่ยนจาก "เสียงเพลงต้องห้าม" ในอดีต กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน

2. บันทึกประวัติศาสตร์ในสารานุกรม Baidu Baike (กูเกิลของจีน)
หากสืบค้นข้อมูลใน สารานุกรม Baidu Baike ของจีน จะมีการบันทึกถึงอิทธิพลของเพลงนี้ที่มีต่อสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ดังนี้:
การปลุกกระแสแฟชั่นและสังคม: ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ถึงต้น 1980 ทันทีที่เพลงเถียนมี่มี่เริ่มแพร่เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ทรงผม แฟชั่น และท่าทางการโพสต์ถ่ายรูปของเติ้ง ลี่จวิน บนปกอัลบั้ม ได้กลายเป็นต้นแบบที่หญิงสาวชาวจีนทั่วประเทศพากันลอกเลียนแบบ
การเยียวยาจิตใจผู้คน:
ตัวบันทึกของจีนระบุว่า เพลงของเธอเปรียบเสมือน "สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์นี้ ได้ช่วยปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากยุคสมัยที่ด้านชา"

3. เสียงสะท้อนจากสังคมจีนยุคปัจจุบัน (Zhihu & สื่อดนตรี)ในแพลตฟอร์มถาม-ตอบของจีนอย่าง Zhihu (知乎)
มีการตั้งคำถามยอดฮิตว่า "คนจีนปัจจุบันประเมินค่า เติ้ง ลี่จวิน อย่างไร?"
ซึ่งคำตอบที่ได้รับความนิยมสูงสุดสามารถสรุปได้เป็นคำว่า "最大公约数" (ตัวหารร่วมมากที่สุดของคนจีนทั่วโลก):

นักวิเคราะห์และผู้ใช้ชาวจีนใน Zhihu อธิบายว่า ไม่ว่าคนจีนคนนั้นจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบไหน (ไม่ว่าจะเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน หรือชาวจีนโพ้นทะเลในต่างแดน) ทุกคนสามารถวางความขัดแย้งลงได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพลงของเติ้ง ลี่จวินบนแพลตฟอร์มฟังเพลงยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง QQ Music (QQ音乐)

มีบทความพิเศษยกย่องเธอว่า "ในแผ่นดินจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่า ตำนาน อย่างแท้จริง"
เพราะเนื้อเพลงของเธอ (รวมถึงเถียนมี่มี่) เป็นเพลงที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน และไม่สร้างความเกลียดชังหรือความหม่นหมองให้แก่ผู้ฟัง

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/27984994621126750/?rdid=P7BbZXIXamJMcqBj#

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

จับตาผลกระทบตลาดยาโลก!! ‘ทรัมป์’ คงนโยบายยาแบรนด์–ยานวัตกรรม แต่เปิดศึกภาษียาสามัญนำเข้าระยะยาว ยาสามัญนำเข้าสหรัฐฯ ยัง 0% ถึงปี 2028 ก่อนถูกปรับภาษี 100% และ 200% ตามลำดับ

ทรัมป์ประกาศ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญเป็น 100% ในปี 2028 และ 200% ในปี 2029 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

ยาสามัญ (Generic Drugs) ทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 0% เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้น ภาษีนำเข้าจะถูกปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป

ส่วนนโยบายที่ใช้กับ ยาที่มีสิทธิบัตร (Patented Drugs), ยาแบรนด์ (Branded Drugs) และยานวัตกรรม (Innovative Drugs) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จะยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353540443600979/?rdid=mlyeujuDXrZkKnAo#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top