Tuesday, 27 October 2026
Politics

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top